X
เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน
Global Markets, Investment

เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน

พฤษภาคม 20, 2019 0

จริงๆแล้ว ก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีกันแล้วว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนยังไม่จบ แต่เพียงแค่เปลี่ยนสนามเล่นเท่านั้น ถ้ายังจำกันได้ ปลายปี 2018 ทั้ง Huawei และ ZTE เคยโดนทางการสหรัฐฯสั่งการให้สืบสวนกรณีลักลอบค้าขายสินค้าให้กับอิหร่านซึ่งอยู่ใน Sanction List ซึ่ง ZTE โดนสั่งป้องหนักจนธุรกิจสะดุด และยอมเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยทางการสหรัฐฯ

ทางด้าน Huawei ก็สั่งให้แคนาดาควบคุมตัว CFO ของ Huawei ตามกฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลนิวยอร์กได้มีการออกหมายจับ Meng Wanzhou ไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ในปีเดียวกัน

มุมหนึ่ง ก็อาจมองได้ว่า มีการกระทำผิดกฎหมายของสหรัฐฯอยู่จริงในทั้งสองบริษัท แต่อีกมุมหนึ่ง เราก็อดคิดไม่ได้ว่า เกิดกระบวนการเร่งรัดขั้นตอนขึ้นเพื่อหวังผลบางอย่างในเชิงการเมืองหรือไม่

ซึ่งหากเป็นมุมหลัง (ตอนนี้ก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ) ก็แปลว่า สหรัฐฯพยายามใช้เครื่องมือทุกทางในการกดดันให้ดีลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนออกมาในทิศทางที่ตัวเองต้องการ

จริงๆการเจรจาก็ดูเหมือนจะชื่นมื่น และพอย่างเข้าเดือนพฤษภาคมเท่านั้น กลิ่นของสงครามก็กลับมาระอุอีกครั้งตาม Timeline นี้

วันที่ 5 พ.ค. ปธน.ทรัมป์ ทวีต ว่าจะดำเนินการปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.4 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้นจาก 10% เป็น 25% ภายในวันที่ 10 พ.ค.

วันที่ 8 พ.ค. สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนแสดงความผิดหวังกรณีสหรัฐฯ วางแผนปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีน พร้อมชี้ว่าความขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มขึ้นส่งผลเสียต่อผลประโยชน์ของประชาชนทั้งสองชาติและทั่วโลก

วันที่ 10 พ.ค. สหรัฐฯ ปรับอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่า 2 แสนล้านดอลลาร์ หลังจีนไม่ยอมตกลงกับสหรัฐฯ ในประเด็นที่เป็น “หลักการสำคัญๆ” (ในมุมมองของสหรัฐฯ)

วันที่ 13 พ.ค. จีนประกาศจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 1.8 ล้านล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ที่จะถึงเป็นต้นไป

วันที่ 14 พ.ค. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ประกาศห้ามบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน 6 บริษัท ส่งออกสินค้าจากสหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่า 4 จาก 6 บริษัทละเมิดมาตรการลงโทษของสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนโครงการด้านการทหารของอิหร่าน ขณะที่อีก 2 บริษัทถูกกล่าวหาว่าทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาเทคโนโลยีแก่องค์กรที่เกี่ยวข้องกับกองทัพจีน

วันที่ 15 พ.ค. ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร (Executive Order) เพื่อประกาศภาวะฉุกเฉินและห้ามบริษัทต่างๆ ในสหรัฐฯ ใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมที่ผลิตโดยองค์กรที่สร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงต่อสหรัฐฯ ซึ่งแท้จริง ก็คือการพุ่งเป้าไปยังบริษัท Huawei นั่นเอง

ล่าสุด วันที่ 20 พ.ค. Google ประกาศ จะไม่ให้ความช่วยเหลือและหยุดความร่วมมือกับบริษัท Huawei ในบริการต่างๆ

เรื่องนี้กระทบกับ Huawei เยอะขนาดไหน?

จริงๆ ตอนที่ทรัมป์ประกาศ Executive Order ทางผู้บริหาร Huawei ก็ให้สัมภาษณ์ว่า ตลาดสหรัฐฯนั่นไม่ได้ใหญ่อะไรมาก ไม่ได้กังวลว่าจะกระทบกับบริษัทในระยะยาว แต่การที่ Google ประกาศแบนรอบนี้ มันไม่ใช่แค่ตลาดสหรัฐฯเท่านั้นแล้ว ลองดูกราฟแท่งด้านล่าง

จะเห็นว่า รายได้ของ Huawei ของปี 2017 เกิดจากยอดขายภายในประเทศจีนเองประมาณ 50% ที่เหลือมาจากนอกประเทศ ซึ่งหากดูเฉพาะส่วนที่ขายในสหรัฐฯเองก็คิดเป็นเพียง 7% เท่านั้น ไม่ได้กระทบอะไรมากอย่างที่ผู้บริหาร Huawei ให้สัมภาษณ์ไว้ก่อนหน้า

แต่การแบน Huawei ของ Google ให้ผลที่ต่างกัน คือ Smartphone ของ Huawei หลังจากนี้ จะใช้งาน Mobile Application ของ Google อย่าง Gmail, Youtube, Google Map  และอีกหลายๆอย่างไม่ได้ สิ่งนี้น่าจะทำให้ผู้ซื้อคิดหนักมากขึ้นในการหาตัวเลือกการใช้งาน ที่สำคัญคือ การโหลด Application บน Google Play ก็กระทบด้วยเช่นเดียวกัน

อีกข่าวหนึ่งที่ตามมาติดๆคือ ผู้ผลิตชิปบางรายอย่าง Intel Corp. , Qualcomm Inc. , Xilinx Inc. และ Broadcom Inc. ได้บอกพนักงานของพวกเขาว่า าจะไม่ผลิตชิปให้ Huawei จนกว่าจะมีประกาศให้ทราบต่อไป ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของสหรัฐฯ และตามที่ Google Inc. ได้ประกาศก่อนหน้า

ทำไมต้องเป็น Huawei ที่โดน?

เป็นที่รู้กันในวงการ Smartphone ว่า ผู้บริหารของ Huawei มีสายสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลจีน เจ้าหน้าที่ของรัฐและผู้บริหารในอุตสาหกรรม Smartphone ของสหรัฐฯ ได้ตั้งข้อสงสัยกันมานานแล้วว่า Huawei ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของรัฐบาลจีน หรือไม่ และมีรายงานที่เผยแพรความสงสัยนั้นต่อสาธารณชนตั้งแต่ปี 2012

โดยเฉพาะ CEO ของ Huawei ที่ชื่อ Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้งบริษัทในปี 1987 นั้นมีปูมหลังเป็นอดีตวิศวกรให้กับกองทัพปลดปล่อยประชาชน ซึ่งทาง Huawei ก็ให้การปฎิเสธที่จะเปิดเผยถึงประวัติก่อนหน้านั้นของผู้ก่อตั้งบริษัทผู้นี้

ทั้งนี้ในปี 2011 และปี 2012 บริษัท Vodafone ได้รายงานว่า พบและแก้ไขช่องโหว่บนอุปกรณ์ Huawei ที่ใช้ในธุรกิจของผู้ให้บริการในอิตาลี ซึ่งในตอนนั้น ยังตอบได้ยากว่า ช่องโหว่ดังกล่าว เกิดจากความตั้งใจจารกรรมข้อมูล หรือเป็นความผิดพลาด สิ่งนี้ก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่าสหรัฐฯอาจระงับการแบ่งปันข่าวกรองกับพันธมิตรของนาโต้หากพวกเขาใช้อุปกรณ์ของ Huawei สรุปก็คือ มันมีมูลที่น่าสงสัยจริงในมุมมองของสหรัฐฯเอง

ด้วยข่าวนี้เอง ตลาดหุ้นเอเชียและฝั่งอเมริกาจึงน่าจะยังมีความผันผวนจนกว่า ปธน.สี จิ้น ผิง และ ปธน.ทรัมป์ จะพบกันในการประชุม G20 วันที่ 28-29 มิ.ย. ที่โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น เพื่อลดอุณหภูมิที่ร้อนแรงในช่วงนี้ลง

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.