X
ตรวจสอบกระแสเงินทุน แค่ชะลอระยะสั้น หรือ เตรียมกลับทิศ?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View, Thailand

ตรวจสอบกระแสเงินทุน แค่ชะลอระยะสั้น หรือ เตรียมกลับทิศ?

กันยายน 29, 2017 0

หลังการประชุม FOMC สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อรวมกับถ้อยแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ในสัปดาห์นี้ ทำให้ในแง่ของกระแสเงินทุน มีการเคลื่อนย้ายตัวในทิศทางที่ต่างไปจากเดิมพอสมควร

ไปดูกันก่อนว่า การประชุม FOMC มีอะไรที่น่าสนใจ และ นางเจเน็ต เยลเลน เองได้ให้คำใบ้อะไรแก่นักลงทุน

ใน Statement ของคณะกรรมการ FOMC ก็ให้ความเห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯน่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่องจากการจ้างงานที่ยังแข็งแกร่ง โดยมองว่า ผลกระทบจากพายุเฮร์ริเคนในช่วงที่ผ่านมา เป็นเพียงปัจจัยลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะสั้นๆเท่านั้น

โดยคณะกรรมการยังคงเชื่อว่า จะมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ และ 3 ครั้งในปีหน้า ซึ่งสาเหตุที่ยังคงยืนยันว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ย เมื่อไปดูคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ พบว่า ที่ประชุมมีปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของปีนี้ จาก 2.2% เป็น 2.4% โดยสรุปคือ เหมือนเฟดพยายามจะสื่อสารกับตลาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯแข็งแกร่ง และยังเชื่อว่า ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้ตามแผนเดิมที่ประเมินไว้ ซึ่งสิ่งนี้ ต่างจากที่ตลาดคิดไว้ตอนแรก

ในส่วนของแผนการลดขนาดงบดุล ที่จะเริ่มทำในเดือน ต.ค. นั้น ตลาดมองว่าไม่มีผลกระทบเยอะ เพราะเป็นการลดค่อยแบบปล่อยตราสารหนี้ที่ครบกำหนดอายุออกจากพอร์ตไป ไม่ต้อง Roll over ต่อ ในปริมาณที่ยังถือว่าน้อยกว่าตอนที่มีการอัดฉีดเข้าไปพอสมควร

ขณะที่สุนทรพจน์ของเยลเลน ในหัวข้อ “Inflation, Uncertainty, and Monetary Policy” ที่งาน 59th Annual Meeting of the National Association for Business Economics นั้น สรุปประเด็นแล้ว เยลเลนมองว่า หาก FOMC ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปมีความเสี่ยงด้าน overadjusting policy อาจทำให้การลงทุนสะดุด ขณะที่การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยช้าเกินไป ก็อาจทำให้เศรษฐกิจร้อนแรงเกิน และ เกิดการลงทุน leverage สูง ผิดปกติ ซึ่งก็ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพด้านการเงินเช่นกัน

2 เหตุการณ์นี้ ทำให้นักลงทุนในตลาดตีความว่า FOMC น่าจะขึ้นดอกเบี้ยตาม Dot Plot ที่วางไว้ ซึ่งแปลว่า ขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และอาจเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปีที่ FOMC ขึ้นได้ดอกเบี้ยได้เท่ากับค่าเฉลี่ยของ Dot Plot ที่ประเมินมาตลอด

ผลกระทบต่อค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

FundFlow002

จากที่ Dollar Index อยู่บริเวณ 92 จุด ก็ดีดกลับขึ้นมาที่ 93.5 ณ ปัจจุบัน สะท้อนว่า ค่าเงินดอลล่าร์กลับมาเทียบค่า เมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่นๆ ทั้ง หยวนของจีน, ยูโรของยุโรป และ เยนของญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม หากดูเป็นแนวโน้มในทางเทคนิค จะเห็นว่า ยังเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลง โดยมีแนวต้านที่บริเวณ 94.80 จุด

และเมื่อค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่า แน่นอนว่า สินทรัพย์ที่ได้รับผลกระทบตามมาก็คือ “ทอง”

FundFlow003

ราคาทองขึ้นไปทำจุดสูงสุดของรอบเมื่อวันที่ 11 ก.ย. ที่ระดับ $1,357 หลังจากนั้นมาก็เข้าสู่ขาลงระยะสั้น โดยปรับตัวลงมาแล้วครึ่งทางของขาขึ้น ลงมาอยู่ที่ $1,278 ตอนนี้

ถ้าดอลล่าร์ยังแข็งค่าอยู่ ก็จะกดดันให้ราคาขึ้นยังมีความเสี่ยงขาลง โดยมีแนวรับถัดไปที่  $1,260 จึงถือเป็นจุดทยอยเข้าซื้ออีกครั้ง

ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียอ่อนค่าด้วยเช่นกัน

FundFlow004

ถ้าสังเกต วันที่ค่าเงินหยวนเริ่มวกกลับมาอ่อนค่า คือ วันที่ 11 ก.ย. ซึ่งเป็นเวลาเดียวกันที่ Dollar Index และ ราคาทอง เริ่มกลับตัวพอดี ทั้งนี้ ประเด็นที่กระตุ้นการกลับทิศที่เห็นก็มี พายุเฮอร์ริเคนออร์มา การคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ และการแบน Bitcoin ที่ประกาศโดยทางการจีน

มาดูค่าเงินไต้หวันดอลล่าร์ กับ ค่าเงินวอนของเกาหลีใต้

FundFlow007

FundFlow008

จากกราฟด้านบน ก็พบว่า ค่าเงินของทั้ง 2 ประเทศ ก็กลับมาอ่อนค่าตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือน ก.ย. นี้เช่นเดียวกัน

เงินไหลออก แล้วผลต่อตลาดหุ้นละ?

สำหรับตลาดหุ้นจีน เมื่อมองผ่าน CSI300 และ SSE Composite ก็จะเห็นว่า ดัชนียังไม่ปรับตัวขึ้นต่อ แต่ก็ไม่ได้ลงแรง สะท้อนว่า ค่าเงินหยวนอ่อนค่าในช่วงนี้ ยังไม่มีผลลบต่อตลาดหุ้นจีนมากนัก

FundFlow009

 

แต่กลับกัน ตลาดหุ้นไต้หวัน ตัวดัชนี Taiwan Weighted นั้นปรับฐานลงมาแล้วจากจุดสูงสุดราวๆ -3% ขณะที่ KOSPI Index ของเกาหลีก็ย่อลงเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพิ่งมีการรีบาวน์เล็กๆในวันนี้

TWII

KS11

อีกที่หนึ่งที่เงินไหลออก และกระทบกับตลาดหุ้นค่อนข้างหนักทีเดียวคือตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งปรับฐานมาแล้วมากกว่า -4% นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. ที่ผ่านมา ส่วนค่าเงินรูปีของอินเดียก็อ่อนค่ารุนแรงเช่นเดียวกัน

BSESN

กลับมาที่ SET Index และค่าเงินบาทไทย

SET

เงินบาทอ่อนค่าขึ้นมาแตะที่แนวต้านของ Downtrend Line ที่มีมาตั้งแต่ต้นปี ขณะที่จะเห็นว่า ไม่ได้ทำให้ SET Index พักฐานรุนแรง แต่ก็กดดันให้ดัชนีเดินหน้าต่อไม่ได้เช่นกัน ดังนั้น ดูจากการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว หากค่าบาทอ่อนค่าทะลุ 33.50 USD/THB และดัชนี SET Index หลุดกรอบ Sideway ระยะสั้นลงมาต่ำกว่า 1,650 จุด ก็มีโอกาสปรับฐานระยะสั้นเช่นกัน

แต่อย่าลืม มุมมองระยะยาว

หากมองในแง่ของปัจจัยพื้นฐาน

  1. IMF ปรับประมาณการเศรษฐกิจโลกดีขึ้นตั้งแต่เดือน ก.ค. ที่ผ่านมา
  2. คณะกรรมการ FOMC ก็ปรับประมาณการเศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้นกว่าการประชุมครั้งก่อน
  3. กนง. ก็มีมุมมองที่ดีต่อเศรษฐกิจไทยเช่นกัน และเริ่มปรับประมาณการการชยายตัวของเศรษฐกิจด้วย

จะเห็นว่า เศรษฐกิจโลก เหมือนจะอยู่ใน Recovery Stage ค่อยๆฟื้นตัว ซึ่ง Economic Cycle แบบนี้ เอื้อต่อการลงทุนในตลาดหุ้นอยู่แล้ว ดังนั้น สำหรับนักลงทุนระยะยาว ความผันผวน คือ โอกาสในการลงทุนครับ

** มุมมองส่วนตัว **

เชื่อว่า SET Index ไม่จบรอบใหญ่ตรงนี้ ยังมี Upside ข้างบนอีกมาก การวิเคราะห์นี้ เป็นเพียงการพยายามวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมในระยะสั้นเท่านั้นครับ

แหล่งที่มาข้อมูล : BISNEWS

คำเตือน
• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
• ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต
• การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน
• การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
• ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

 

Mr.Messenger รายงาน

 

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.