X
TMBAM EASTSPRING “บทเรียนผู้ลงทุนไทย หลังจากการปิดกองทุนตราสารหนี้”
ไม่มีหมวดหมู่

TMBAM EASTSPRING “บทเรียนผู้ลงทุนไทย หลังจากการปิดกองทุนตราสารหนี้”

พฤศจิกายน 19, 2020 0

นับจากเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ หากจำกันได้ ช่วงนั้นกองทุนที่บริหารโดย TMBAM Eastspring ประกาศขอยกเลิกโครงการกองทุน 4 กองทุน คือ กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส , ธนไพศาล, ธนเพิ่มพูนและธนไพบูลย์ เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะผู้ลงทุนต่างตื่นตระหนก (Panic) ในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ จนทำให้เกิดการแห่เทขายสินทรัพย์อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยุติการไหลออกของเงิน ซึ่งจะไปกระทบกับผู้ลงทุนที่ยังอยู่ในกองทุนรวมท่านอื่นให้เจอกับภาวะขาดทุนสูงจาก NAV ที่ติดลบต่อเนื่อง

จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 7 เดือนกว่าๆ  TMBAM Eastspring ได้เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี และจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยทั้ง 4 กองไปแล้ว 86 – 100.06% อีกทั้ง ทางผู้จัดการกองทุนยังสามารถรักษาระดับใกล้เคียงกับ NAV ณ วันปิดกองทุนได้ทุกกองทุน

และล่าสุด สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ทาง TMBAM Eastspring ได้ประกาศว่า กองทุนทหารไทยธนพลัส ทำการคืนเงินงวดสุดท้าย ซึ่งเมื่อรวมกับมูลค่าการจ่ายเงินคืนสะสมในงวดก่อนๆ เท่ากับว่า คืนเงินได้ทั้งสิ้น 100.06% ของ NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน

สำหรับข้อมูลรายละเอียดการจ่ายเงินคืนทั้ง 4 กองทุน จนถึงวันที่ 13 พ.ย. 2020 มีความคืบหน้าการจ่ายคืนหน่วยลงทุนไปแล้วดังนี้

กองทุนเปิดทหารไทยธนพลัส

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 12.1812 บาท/หน่วย (25 มี.ค. 2020)
มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 15 ครั้ง รวม 12.1891 บาท/หน่วย
สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 100.06%
ซึ่งกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัสได้ประกาศจ่ายคืนครั้งสุดท้ายครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 12.7079 บาท/หน่วย (25 มี.ค. 2020)
มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้ง รวม 11.9656 บาท/หน่วย
สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 94.16%

กองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 11.2097 บาท/หน่วย (24 มี.ค. 2020)
มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 14 ครั้ง รวม 10.2911 บาท/หน่วย
สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 91.81%

กองทุนเปิดทหารไทยธนเพิ่มพูน

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 10.5538 บาท/หน่วย (24 มี.ค. 2020)
มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 10 ครั้ง รวม 9.2663 บาท/หน่วย
สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 87.80%

จะเห็นว่า ทางผู้จัดการกองทุน เข้าใจปัญหาสภาพคล่อง มีความพยายามอย่างสุดความสามารถในการทยอยจ่ายเงินคืนอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถ้าเราลองย้อนกลับไป ณ วันที่ 24-25 มี.ค. 2020 ณ ตอนนั้น เราคงน่าจะพอนึกภาพออกว่า การตัดสินใจครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และผู้จัดการกองทุนเอง ก็น่าจะเจอคำถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทางนี้

ด้วยระยะเวลากว่า 7 เดือนครึ่ง ได้บริหารเพื่อชำระและจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยได้มีประสิทธิภาพ น่าจะพิจารณาได้ว่าการตัดสินใจและการบริหารงานเป็นไปตามเหตุและผล และจรรยาบรรณเช่นมืออาชีพโดย…

  1. มุ่งที่จะการรักษามูลค่าการลงทุนไว้ได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันที่ปิดกอง – ลองย้อนกลับไปวันนั้น ถ้าไม่มีการปิดกอง ผลกระทบอย่างแรกเลยก็คือ จะไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ไม่รู้ความเคลื่อนไหว ถ้ายังมีแรงขายไปเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าหน่วยลดลงอย่างรุนแรงและเสียหายกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่วันนี้ แต่การตัดสินใจปิดกองถึงจะรักษามูลค่าหน่วยลงทุนไว้ได้ แต่อาจจะมีสภาพคล่องที่ลดลงบ้างตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างที่เราทราบกัน
  2. มีการรับฟังเสียงผู้ถือหน่วยลงทุน และมีการสำรวจความคิดเห็น – เพื่อขออนุมัติขยายระยะเวลาการชำระเงินคืนเพิ่มเติมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เหตุผลก็เพื่อสร้างความเท่าเทียม และพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดตามมติของผู้ถือหน่วย

จากนี้ไปผู้ลงทุนในกองทุนที่เหลืออีก 3 กอง ต้องทำอย่างไร?

สิ่งที่ต้องทำคือ เข้าใจสภาวะตลาดในปัจจุบันก่อนเลยว่า มันยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติ 100% เพราะการระบาดของโควิด ตอนนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทั้งโลก มากกว่าเดือน มี.ค. ตอนนั้นเยอะมากๆ เลย ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเราก็เริ่มเห็นบ้าง แต่ทั้งนี้ ข้อดีก็คือตลาดไม่ได้ขาดสภาพคล่อง หรือ ตกใจกลัวเรื่องสภาพคล่องเหมือนช่วงนั้น หลังจากที่ธนาคารกลางเข้าแทรกแซงกลไกทางการเงิน อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ

สำหรับกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล มติของผู้ลงทุนนั้นอยากให้มีการจ่ายเงินครบถ้วนภายในเดือนมกราคม 2564 ซึ่งปัจจุบันจ่ายเงินคืนไปแล้ว 94.16% ส่วนอีกสองกองที่เหลือ จากมติผลสำรวจผู้ลงทุนส่วนใหญ่ต้องการให้ถือครองตราสารฯ จนครบกำหนดอายุ คือ ประมาณ กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งปัจจุบันจ่ายเงินคืนไปแล้วประมาณ 90% เชื่อว่า ถ้าหากมีโอกาสที่ดี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ผู้จัดการกองทุน ก็สามารถจ่ายเงินคืนครบถ้วนได้เร็วก่อนกำหนด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็เริ่มเห็นข่าวความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีน โดยผู้ลงทุนในตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกกันหมด ว่านี่อาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่โลกจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้เร็วขึ้น ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบันเช่นกัน

เราก็ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปนะครับ

แต่ถ้าถามว่า กรณีศึกษาครั้งนี้ หรือ บทเรียนในสนามจริงครั้งนี้ (ของผู้ลงทุนบางส่วน) ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ ผมก็คงตอบว่า

  1. แสดงให้เห็นว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงของมัน เราต้องทำความเข้าใจในการลงทุนที่เราลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ที่เราเชื่อว่า ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนหุ้นก็ตามที
  2. ผู้ลงทุนควรจะต้องมีการกระจายประเภทการออมให้หลากหลาย ไม่ยึดติดในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด เชื่อผม Asset Allocation คือ หัวใจของการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
  3. อย่าตกใจ เมื่อเห็นความผันผวนอยู่ตรงหน้า เพราะการตื่นตกใจกว่าเหตุอาจจะทำให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ซึ่งเจ้าตัวอารมณ์นี่ละครับ คือ ศัตรูตัวร้ายที่สุดของการลงทุน ไม่ใช่โควิด-19 ไม่ใช่สงครามการค้า หรือ ปัจจัยภายนอกอื่นๆ หรอก

โชคดีในการลงทุนครับ

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.