X
การกลับมาของ US Treasury Yield 10 ปี ที่ระดับ 3%
Mr. Messenger's View, US

การกลับมาของ US Treasury Yield 10 ปี ที่ระดับ 3%

พฤษภาคม 2, 2018 0

ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืน แกว่งในแดบลบก่อนดีดกลับมาปิดตลาดบวกเล็กน้อย จากการที่นักลงทุนรอผลการประชุมเฟดวันที่ 1-2 พ.ค. ว่าจะมีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ โดยเมื่อคืน ตลาดหุ้น S&P 500 ปิด 2,654.80 จุด บวกขึ้นมา +6.75 จุด หรือคิดเป็น +0.25% โดยระหว่างวันปรับลงไปที่จุดต่ำสุดถึง 2,625.41 จุด

เมื่อคืนมีการประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายในเดือนเม.ย.ของสหรัฐ ซึ่งออกมาค่อนข้างดี โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.5 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 55.6 ในเดือนมี.ค. แตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2557 หรือในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง

แต่ด้านผลสำรวจของสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ระบุว่า ดัชนีภาคการผลิตของ ISM ลดลงสู่ระดับ 57.3 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 59.3 ในเดือนมี.ค. ลดลงมากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ว่าดัชนีจะปรับตัวลงสู่ระดับ 58.4 ถือเป็นจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ เดือนก.ค. ปีที่แล้ว

จากแดนลบมาสู่แดนบวก หากดูที่ตัวเลขเศรษฐกิจที่ประกาศออกมาทั้ง ISM และ PMI จะพบว่า ไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นเท่าไหร่ ซึ่งจึงๆแล้ว ตลาดรีบาวน์ช่วงชั่วโมงสุดท้ายเพราะ มีข่าวออกมาว่า ทางเม็กซิโก ยินดีที่จะตอบรับข้อเสนอของสหรัฐฯเกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและส่งออกรถยนต์ไปยังสหรัฐฯเองในการประชุม NAFTA สัปดาห์หน้า

แต่สิ่งที่นักลงทุนควรให้ความกังวลจริงๆ คือ เรื่องนี้ครับ “การปรับขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของสหรัฐฯ”

โดยเมื่อวันที่ 25 เดือนเม.ย. US Treasury พุ่งขึ้นเหนือระดับ 3% เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี หากดูจากกราฟของ Bond Yield ในระยะยาว จะพบว่า Yield ของ US Treasury 10 ปี กำลังทดสอบแนวต้านของ Downtrend line ที่มีมาตั้งแต่ปี 1994 การผ่านระดับนี้ขึ้นไป ก็จะเป็นการยืนยัน จุดสิ้นสุดของ Bull Market ในตลาดบอนด์ ดังที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้คาดการณ์ไว้

ทำไม Bond Yield จึงปรับตัวขึ้น?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรสหรัฐฯดูน่าสนใจสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ แต่พอย่างเข้าปี 2018 ต้นทุนของนักลงทุนต่างชาติในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (Hedging Cost) เพิ่มขึ้นอย่างมาก ตัวอย่างเช่นในช่วงเริ่มต้นของปี 2017 นักลงทุนยุโรปสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการลงทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯของตนเป็นเวลา 1 ปี โดยมีต้นทุนที่ 1.3% แต่พอเข้าสู่ปี 2018 ปั๊บ Hedging Cost เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าเป็น 2.7% ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นทำให้ความน่าสนใจของพันธบัตรสหรัฐฯลดลง ความต้องการที่ลดลงจากต่างประเทศได้ผลักดันให้ราคาพันธบัตรของสหรัฐฯลดลงและทำให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้นนั่นเองครับ

อีกด้านก็คือ เริ่มมีแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ซึ่งหลักๆแล้ว มาจาก 2 ปัจจัย ได้แก่

  1. การเติบโตของค่าจ้าง – ความตึงตัวในตลาดแรงงานเริ่มมีผลทำให้รายได้เติบโตขึ้น โดยมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนในเดือนมีนาคมที่ 2.7% ขณะที่ค่าจ้างจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากตลาดแรงงานตึงตัวขึ้น ก็ไปเร่งการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นนั่นเอง
  2. ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น – สหรัฐฯคือประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ดังนั้นแรงกดดันเงินเฟ้อ ก็ตามมา ถ้าราคาน้ำมันปรับสูงขึ้น

เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อมาเยอะๆ นักลงทุนก็คาดการณ์ว่า มีโอกาสสูงขึ้นที่เฟดจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์

ซึ่งเมื่อไปดูอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ก็ชัดว่า ทั้ง 2 ปัจจัยภายในสหรัฐฯเอง อาจทำให้เฟดเปลี่ยนท่าทีในการดำเนินนโยบาย เพราะ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ประกาศ ดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่เฟด ใช้พิจารณานโยบาย พุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนมี.ค. ถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ.ปีที่แล้ว และใกล้เคียงกับเป้าหมายเงินเฟ้อระยะยาวของเฟดที่ระดับ 2% อีกด้วย

ผลของเงินเฟ้อที่กำลังจะมา ทำให้ Bond Yield ปรับตัวขึ้น อันนี้ข้อที่หนึ่ง อีกข้อคือ ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลอื่นๆ

เมื่อคืน Dollar Index ทะลุ 92 จุดขึนมาอีกรอบ ปิดที่ 92.449 ทำจุดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. ปีนี้ เมื่อดอลล่าร์สหรัฐฯแข็งค่า แน่นอนว่า ไม่เป็นผลดีต่อราคาทอง ทำให้ราคาทองหลุด $1,310 ลงมาเมื่อคืน

RTXGL DXYO

ดังนั้น การประชุมเฟดอีกคืนวันนี้ อาจดูเหมือนไม่มีความสำคัญอะไร แต่หากมีการส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้น หรือจะปรับขึ้นดอกเบี้ยมากกว่า 2 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ละก็ อาจทำให้ บอนด์ยิลด์ปรับขึ้น ราคาทองร่วง และค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าต่อ ก็เป็นได้

อีกเรื่องคือ หุ้น Apple ประกาศผลประกอบการหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯปิดเมื่อคืน ตามนี้ครับ

กำไรสุทธิต่อหุ้นอยู่ที่ $2.73 มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ $2.69 โดยรายได้รวมอยู่ที่ $61.1 billion ใกล้เคียงตัวเลขประมาณการ โตขึ้น 16% สูงสุดในรอบ 2 ปี

ด้านยอดขาย ไตรมาสที่ผ่านมา ขาย iPhones ได้ 52.2 ล้านเครื่อง (นักวิคราะห์คาดไว้ที่ 53 ล้านเครื่อง

ข่าวดีอีกอย่างคือ Apple ประกาศจะซื้อหุ้นคืนมูลค่า $100 billion

998

แหล่งที่มาข้อมูล :-
https://www.investing.com/news/stock-market-news/futures-little-changed-as-trade-inflation-worries-persist-1423620

http://variety.com/2018/digital/news/apple-announces-100-billion-stock-buyback-tops-quarterly-earnings-forecasts-1202794069/

คำเตือน

• การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน

• ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต

• การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน

• การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง

• ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.