X
คู่ดูโอ้ลดหย่อนภาษี ปีนี้เลือกกองไหนตามไปดู
Mutual Fund, Recommended

คู่ดูโอ้ลดหย่อนภาษี ปีนี้เลือกกองไหนตามไปดู

ธันวาคม 4, 2018 0

ถ้าถามว่า สินทรัพย์การลงทุนใด ให้ผลตอบแทนสูงสุดในระยะยาว

คำตอบที่ทุกคนรู้อยู่แล้วก็คือ “การลงทุนในหุ้น” หรือ ตราสารทุน

งั้นถามต่อว่า ตลาดหุ้นประเทศไหน ให้ผลตอบแทนดีที่สุด?

ย้อนกลับไปดูข้อมูลตลาดหุ้นทั่วโลก ก็พบว่า คนไทย อยู่ในประเทศที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนดีที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นประเทศแกนหลักอื่นๆ

โดยข้อมูลจากสถิติ นับตั้งแต่ปี 2545 จนถึงสิ้นปี 2560 พบว่า ผลตอบแทนของดัชนี SET Index อยู่ที่ 22.5%ต่อปี ดีระดับนี้ ไม่ต้องแปลกใจ ทำไมนักลงทุนหลายคนถึงสร้างความมั่งคั่งมาได้ตลอด ขอแค่เพียงอยู่ในตลาดหุ้นให้นานพอ โอกาสสร้างผลตอบแทนก็สูงขึ้นทันที

แน่นอนว่า การลงทุนในตลาดหุ้นมันมีความเสี่ยง เพราะหากย้อนกลับไปดูผลตอบแทนรายปีของตลาดหุ้นไทยใน 15 ปีย้อนหลัง จะพบว่า ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกปีนะครับ

(แหล่งที่มา : www.set.or.th )

จากตาราง จะพบว่า 15 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย ปิดปีเป็นบวกทั้งหมด 9 ปี อีก 6 ปีที่เหลือ ปิดตลาดดัชนีต่ำกว่าต้นปีให้ผลตอบแทนเป็นลบ

นั่นแปลว่า ถ้านักลงทุนคิดจะสร้างผลตอบแทนแบบวัดผลเป็นปีต่อปีไป จะมีโอกาสที่จะเจอปีที่ขาดทุนสูงถึง 40% ทีเดียว และเพราะเราไม่รู้ไงครับว่า ตลาดหุ้นถึงแม้มันจะให้ผลตอบแทนสูง แต่มันก็ผันผวนแรงแบบนี้ ก็เลยกลายเป็นว่า คนส่วนใหญ่ที่ลงทุนในระยะสั้นไม่ประสบความสำเร็จ และออกจากตลาดไปก่อนที่มันจะเริ่มสร้างผลตอบแทนให้กับเรา

ปีนี้ ตลาดหุ้นไทย เปิดทำการวันแรกวันที่ 3 ม.ค. ปิดตลาดที่ระดับ 1,778.53 จุด เหลือเวลาอีกไม่นานก็จะจบปี 2561 ก็เชื่อเหลือเกินว่า คงจะไม่สามารถวิ่งขึ้นมาปิดเหนือระดับ 1,778 จุด ได้ ซึ่งก็เท่ากับว่า ปีนี้ ตลาดหุ้นไทย จะให้ผลตอบแทนติดลบอีกปี

ย้อนกลับไปดูสถิติตลาดหุ้นไทยตามตารางข้างบนนะครับ ที่น่าสนใจก็คือ 15 ปีที่ผ่านมา ปีไหนที่ตลาดหุ้นไทยปิดปีติดลบ ปีต่อมา สามารถกลับมาสร้างผลตอบแทนเป็นบวกได้ พอมองแบบนี้ ก็มั่นใจขึ้นหน่อยว่า ถ้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย ระยะสั้น มีโอกาสกำไร แถมระยะยาว ตลาดหุ้นไทย ก็สร้างกำไรได้สูงกว่าตลาดอื่นๆ รอบโลกอีกด้วย

นอกจากนี้ คนไทยเรายังโชคดี ที่การลงทุนผ่านกองทุนรวม สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้อีก กับดูโอ้ขวัญใจชาวไทยอย่าง LTF & RMF ซึ่งรายละเอียดสิทธิการลดหย่อนภาษี มาจนถึงวันนี้ เชื่อว่า ทุกคนคงรู้นะครับว่า ซื้อได้ไม่เกิน 15% ของเงินได้พึงประเมินที่ได้รับซึ่งต้องเสียภาษีเงินได้ในปีภาษีนั้น และสิทธิการลดหย่อน ก็ขึ้นอยู่กับฐานภาษีที่เราจ่ายในแต่ละปีอีกที

แถม การลงทุนทั้ง LTF & RMF ได้สิทธิลดหย่อนภาษี รวมถึงการลงทุนใน RMF มันเปิดโอกาสให้เราสามารถลงทุนไปยังหุ้นต่างประเทศ และสินทรัพย์อื่นๆ เพื่อการกระจายความเสี่ยงลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และยังได้สิทธิลดหย่อนทางภาษีอีกด้วย

อีกเรื่องที่ต้องเตือนกันหน่อยก็คือ สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนใน LTF ตั้งแต่ 1 มกราคม 2559 จนถึง 31 ธันวาคม 2562 จะต้องถือครองห้ามขาย ระยะเวลาคือ 7 ปีปฎิทินนะครับ

และเรายังไม่รู้ว่า หลังปี 2562 ผู้เสียภาษีอย่างเรา จะมีสิทธิอะไรมาทดแทน LTF ที่กำลังจะหมดไปนะครับ ดังนั้น จงใช้สิทธิที่มีกันเสียในขณะที่ยังสามารถใช้ได้!

และถ้าคุณคิดจะซื้อ LTF & RMF ในปีนี้ สิ่งที่คุณต้องรู้ก็คือ กองทุนที่ดี กับ กองทุนธรรมดาๆ ให้ผลตอบแทนต่างกันมากนะครับ ยกตัวอย่าง ตารางแสดง AIMC Category Performance Report เดือน ต.ค. 2561

จากตาราง เราจะเห็นว่า กองทุนที่อยู่อันดับท็อปๆ (5th Percentile) สามารถให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้ห่างจาก กองทุนที่อยู่อันดับท้ายๆค่อนข้างมาก  ที่น่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ กองทุนคุณภาพดี ใช่ว่า จะให้ผลตอบแทนดีอย่างเดียว แต่ยังมีความผันผวนต่ำกว่ากองทุนทั่วไปในกลุ่มการลงทุนเดียวกันอีกด้วย (ดูจากค่า Standard Deviation ที่น้อยกว่า)

ถ้ายังไม่รู้จะเลือกกองทุนไหนอีก ก็แนะนำคร่าวๆนะครับ

เปิดเข้าไปดู Fund Fact Sheet ของกองทุนที่เราสนใจ แล้วเลื่อนลงไปดูที่ตารางผลการดำเนินงานย้อนหลัง

ตัวอย่างข้างล่าง ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน MS-CORE LTF จาก บลจ. Manulife (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.)

จะเห็นว่า ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี และ 10 ปี สามารถชนะดัชนีชี้วัด คือ SET TRI ได้ ในขณะที่ความผันผวนของกองทุน หากพิจารณาที่ตัวเลข Standard Deviation จะพบว่า ผันผวนต่ำกว่า SET TRI ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งแปลข้อมูลตรงนี้ได้ทันทีว่า กองทุน MS-CORE LTF มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี ให้ผลการดำเนินงานสูงขณะที่ความผันผวนต่ำกว่าดัชนีชี้วัดครับ

หรืออีกตัวอย่าง กองทุน CG-LTF จาก บลจ.ยูโอบี (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ต.ค.)

ก็จะพบว่า เป็นกองทุนคุณภาพสูง ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปี และ 10 ปี ชนะ SET TRI เช่นเดียวกันกับ MS-CORE LTF ครับ

ในส่วนของกองทุน RMF ข้อดีก็คือ ไม่จำกัดการลงทุนอยู่แต่ในหุ้นไทยเท่านั้น เราสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนแบบ Global Asset Allocation เลือกลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกได้เช่นเดียวกัน ผมลองเปิด Fund Fact Sheet ของกองทุนตัว TOP ใน RMF ให้ดูตัวหนึ่งคือ TMBGQG จาก บลจ.ทหารไทย ซึ่งเป็น Feeder Fund ไปลงทุนในกองทุนหลักที่ชื่อ  Wellington Global Quality Growth Fund นะครับ

จะเห็นว่า ใน Fund Fact Sheet ก็ระบุผลการดำเนินงาน และความผันผวนย้อนหลัง เปรียบเทียบกับของตัวชี้วัด และเทียบ Percentile กับกองทุนอื่นๆ ที่อยู่ในประเภทเดียวกัน ซึ่งก็จะเห็นว่า TMBGQG สามารถสร้างผลตอบแทนระยะยาว 1 ปี และ 3 ปี ได้สูงกว่าดัชนีชี้วัดอีกด้วย

เห็นไหมครับ ถ้าเราทำการบ้าน ค่อยๆ หาข้อมูลไป ก็สามารถเลือกกองทุนคุณภาพสูงเข้าพอร์ตได้

แต่ผมรู้ คุณอาจไม่มีเวลามานั่งแกะ Fund Fact Sheet ทีละกอง ทีละหน้า หรือ นั่งหาข้อมูลไปเรื่อยๆ

แนะนำแบบนี้ครับ ไปปรึกษากับ TMB Advisory ที่ปรึกษาส่วนตัวด้านการลงทุน ซึ่งมีกองทุน LTF/RMF มากมายที่ผ่านการวิเคราะห์ และคัดเลือกมาแล้วว่าเป็นกองทุนผลตอบแทนดี จาก Morningstar และที่สำคัญ TMB เค้ารวมกองทุนจากหลายบลจ.ชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น Aberdeen, Manulife, TMBAM และ UOBAM มารวมไว้ในที่เดียว เพื่อเป็นตัวเลือกให้นักลงทุนอย่างเราเลือกซื้อได้ง่ายสะดวกสบาย ไม่ต้องไปหลายที่อีกด้วย

อยากประหยัดเวลา และหาที่ปรึกษาที่มีคุณภาพเพื่อลงทุนใน LTF/RMF  สามารถติดต่อได้หลายช่องทาง

– สอบถาม/ซื้อ-ขายกองทุน โทร. 1558 กด#9

– จองคิวสาขาล่วงหน้า https://www.tmbbank.com/fb/advisorych3

หรือ อยากเข้าไปดูกองทุน LTF/RMF Top 10 จาก Morningstar ได้ที่ https://www.tmbbank.com/fb/st/ltfrmfdec18

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.