X

US

Dow Jones ทดสอบแนวรับ เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน
Mr. Messenger's View, US
Dow Jones ทดสอบแนวรับ เส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน
พฤษภาคม 4, 2018 at 7:33 am 0
เมื่อคืนนี้ Dow Jones กลับมาปิดได้ที่ระดับ 23,930.15 จุด หรือบวก +5.17 จุด คิดเป็น +0.02% หลังจากร่วงไปเกือบๆ -400 จุด ในระหว่างการเทรด ในด้านของดัชนี S&P 500 เมื่อคืนปิดตลาดลบ -0.23% ที่ 2,629.73 จุด ทั้งๆที่ระหว่างวันร่วงลงมากถึง -1.6% ข้อสังเกตก็คือ ดัชนีทั้งสองตัวร่วงลงไปเทรดใต้เส้นค่าเฉลี่ย moving average 200 วัน แต่ยังกลับมาอยู่เหนือระดับนั้นเมื่อปิดตลาด (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับการกำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก
Mr. Messenger's View, US
เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ กับการกำหนดทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก
ตุลาคม 26, 2012 at 9:44 am 0
ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯกำหนดให้ "วันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายนของปีที่มีการเลือกตั้ง" เป็นวันลงคะแนนเสียงสำหรับผู้ที่ได้ลงทะเบียนไว้แล้วในเขตเลือกตั้งของตน  ในปีนี้ ก็ตรงกับวันที่ 6 พ.ย. 2555 และวันนั้นล่ะครับที่นักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา ก่อนจะไปถึงสาเหตุ และผลกระทบต่อภาพการลงทุนของเรา ไปทำความเข้าใจวิธีการเลือกตั้งของสหรัฐฯกันก่อนซักเล็กน้อย จริงๆแล้วคนอเมริกัน ไม่ได้ไปที่คูหา แล้วกาเลือกประธานาธิบดีกันเลยโดยตรง แต่มีระบบที่เรียกว่า “Electoral College” ระบบ Electoral College เป็นยังไง? ระบบนี้ จะมีคะแนนเสียงรวมจำนวนทั้งหมด 538 เสียง โดยแบ่งเป็น จำนวนรวมของวุฒิสมาชิกหรือสภาสูง (House of Senate) 100 คน และบวกกับ สภาผู้แทนราษฎร์ หรือ สภาล่าง (House of Representative) อีก 435 คน สุดท้าย อีก 3 เสียงจาก District of Columbia หรือกรุงวอชิงตัน ดีซี ซึ่งทั้ง 2 สภานี้ รวมๆกันเรียกว่า “สภาคองเกรส” (Congress) นั้นเองครับ คะแนนเสียง Electoral College 538 เสียงนี้ไม่ได้มีไว้ให้คนอเมริกันเลือกโดยตรงอีกนะครับ แต่จะถูกแจกไปตามรัฐต่างๆ ทั่วอเมริกาอีกที อ้าว แล้วจะจัดสรรปันส่วนคะแนนเสียงกันยังไงล่ะ? แต่ละรัฐจะได้รับคะแนนเสียง 3 เสียงเท่ากันตั้งแต่เริ่มโดยไม่สนว่ามีประชากรมากน้อยแค่ไหน ส่วนคะแนนเสียงที่เพิ่มขึ้นจะถูกจัดสรรตามสัดส่วนของประชากรในแต่ละรัฐ ยิ่งรัฐไหนมีประชากรมาก ก็จะยิ่งมีคะแนนเสียงมาก คราวนี้เวลาคนอเมริกาเขาลงคะแนนเสียง เขาก็ไม่ได้เลือกสมาชิกสภา Congress ในเขตตัวเองนะครับ แต่ไปเลือก กลุ่มคณะผู้เลือกตั้งที่ถูกแต่งตั้งขึ้นมาโดยพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งปัจจุบันก็มีแค่ 2 พรรค ก็คือ Democrat และ Republican อย่างที่เราทราบกัน และเมื่อกลุ่มคณะผู้เลือกตั้งได้รับคะแนนจากประชาชนแล้ว ก็เอาคะแนนรวมทั้งรัฐนั้นมารวมกัน หากคณะผู้เลือกตั้งของพรรคไหนได้คะแนนจากประชาชนมากกว่า ก็คว้าคะแนนเสียงที่ได้รับจากการปันส่วนไปเลยทั้งหมดทันที คะแนนที่ประชาชนเลือกคณะผู้เลือกตั้งอันนี้ ถูกเรียกกันว่า “Popular Vote” ยกตัวอย่างเช่น รัฐฟลอริดา (Florida) ที่มีคะแนน Electoral Vote 29 คะแนน ไม่ว่าใครจะชนะ จะมากน้อยเท่าไหร่ก็ตามในรัฐฟลอริดา เขาจะได้คะแนน Electoral Vote ทั้งหมดของรัฐนั้นไป 29 คะแนนเต็มทันที ยังไม่จบครับ... หลังจากคณะผู้เลือกตั้งของพรรคได้รับสิทธิมาแล้ว ก็จะเข้าไปเลือก วุฒิสมาชิก และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ ในช่วงต้นเดือน ธ.ค. ตอนนั้น ก็ค่อยมานับเก้าอี้ในสภากันอีกที มีโอกาสไหม ที่พรรคชนะ “Popular Vote” แต่ไปแพ้ใน “Electoral Vote” มีหลายครั้งเลยครับที่ชนะ popular vote แต่ไปแพ้ electoral vote ซึ่งเมื่อเกิดขึ้น ก็ชวดตำแหน่งประธานาธิบดีทันที ยกตัวอย่างในอดีตก็เช่น แอนดรู แจ็กสัน แพ้ จอห์น อดัมส์, แซมมวล ทิลเดน แพ้ รูเธอฟอร์ด เฮย์, กริฟเวอร์ คลีฟแลนด์ แพ้ต่อ เบนจามิน แฮริสัน และล่าสุดก็คือ อัล กอร์ แพ้ จอร์จ บุช แล้วอย่างนี้ประชาชนรับได้หรอ? ให้สิทธิเขาไป แต่ดันไปโหวตให้อีกฝ่าย? ตอบแบบกวนๆก็คือ ก็คุณให้สิทธิเขาไปตัดสินใจแล้ว เขาจะตัดสินใจยังไงก็เป็นสิทธิของเขา แต่ถ้าตอบตามประวัติศาสตร์ ต้องย้อนกลับไปช่วงปี 1700 (สามร้อยกว่าปีที่แล้ว) ตอนที่ระบบ Electoral College ถูกคิดขึ้นครั้งแรก วิธีที่รวดเร็วที่สุดที่จะส่งข่าวสารให้คนที่อยู่ไกลๆก็คือ การเขียนลงไปในกระดาษ แล้วส่งให้คนบนหลังม้า และก็ต้องภาวนาและอวยพรให้เขาเดินทางปลอดภัยไม่ให้เขาตกม้าตายไปเสียก่อน ไม่เหมือนสมัยนี้ มีทั้ง Line, Whatsapp, Twitter และ Facebook ดังนั้น การจะให้คนกลุ่มใหญ่เดินทางเข้าไปกาบัตรเลือกตั้งในเมืองหลวง มันเลยเป็นเรื่องยาก วิธีที่ดีที่สุดคือ ส่งตัวแทนของประชาชนไปที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยเชื่อว่าผู้แทนเหล่านี้จะได้ทราบข้อมูลล่าสุด และตัดสินใจแทนประชาชนในพื้นที่ได้ แต่ก็อย่างว่า ผ่านมาตั้งสามร้อยกว่าปี อเมริกาก็ยังไม่คิดเปลี่ยนแปลงวิธีการและระบบการเลือกตั้งนี้ ซึ่งสาเหตุก็น่าจะมาจากฐานเสียง และหัวคะแนน ที่ฝั่งรากลงไปในระบบนี้เรียบร้อยแล้ว แล้วเลือกตั้งคราวนี้ ใครมีโอกาสชนะมากกว่า โอบาม่า หรือว่า รอมนีย์? ขออนุญาติเอาแผนที่อเมริกามากางว่า ทั้งหมด 538 เสียงนั้น ที่ไหนเป็นฐานเสียงของใคร และขอให้จำกันไว้เพื่อความสนุกในการลุ้นผลเลือกตั้งว่า ใครได้เกิน 270 ที่นั่งในสภาก็น่าจะเป็นประธานาธิบดีค่อนข้างแน่นอน เมื่อดูจากโพลของ Gallup จะเห็นว่า Democrat ของโอบาม่า ดูจะมีภาษีดีกว่า เพราะกำคะแนนอยู่ในมือแล้ว 237 เสียง ขาดอีกเพียง 33 เสียงเท่านั้น จุดยุทธศาสตร์ที่ทั้ง โอบามา และ รอมนีย์ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษก็คือ รัฐในแผนที่ที่เป็นสีเขียวอมเทา ซึ่งพร้อมจะเอียงข้างใดข้างหนึ่งได้ตลอด ซึ่งเมื่อดูจากทั้งหมด เราอาจจะเห็นว่า รัฐที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นประธานาธบิดีคนต่อไป ก็คือ Florida (29 เสียง) และ Ohio (18 เสียง) Democrat ชนะใน 2 รัฐนี้ ก็เป็นอันจบทันที เพราะฉะนั้น บอกได้ทันทีว่าตอนนี้ โอบาม่า ดูมีภาษีดีกว่า แต่ถ้าไปดูโพลโดยรวม สำรวจ popular vote จะพบความไม่แน่นอนมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของอเมริกาเลยทีเดียว เพราะคะแนนออกมาสูสีกันมากๆ ดังนั้น จะพูดว่าใครชนะตอนนี้ คงต้องดูกันต่อไปนะครับ แล้วตลาดหุ้น ดูจะอยากให้ใครเป็นประธานาธิบดีมากกว่ากัน? แนวทางของโอบาม่านั้น ค่อนข้างชัดเจนว่า อยากจะยกเลิกมาตรการลดภาษีภาคครัวเรือนที่มีรายได้มากกว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งออกมาในสมัยประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช โดยโอบาม่าเห็นว่า เป็นมาตรการที่อุ้มคนรวยมากกว่า แต่ทั้งนี้ โอบาม่าเองก็ สนับสนุนให้ปรับลดภาษีภาคอุตสาหกรรมการผลิตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ กระตุ้นการจ้างงาน ส่วนมาตรการส่งเสริมการเติบโตในระยะสั้นๆ โอบาม่า มองว่าควรกระตุ้นให้มีการใช้จ่ายและปรับลดภาษีบางชนิดลง ส่วนมาตรการระยะยาวคือ ลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐและจัดเก็บภาษีคนรวยเพิ่มเพื่อแก้ปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ส่วนตัว ผมมองว่า นโยบายของโอบาม่า ออกจะประชานิยม อุ้มคนจนค่อนข้างเยอะ เพราะฐานเสียงของเขาก็คนกลุ่มนี้เป็นหลัก ส่วนนโยบายเศรษฐกิจของรอมนีย์ นี้ก็ชัดเจนเลยว่า ตั้งใจจะสานต่อแนวทางของบุชในการลดการจัดเก็บภาษีภาคครัวเรือนแถมอยากได้แบบถาวรซะด้วย รวมถึงสนับสนุนให้ลดการจัดเก็บภาษีนิติบุคคลลงถ้วนหน้าถึง 25% ควบคู่ไปกับการให้ปรับลดระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจ และลดงบประมาณรายจ่ายภาครัฐที่ไม่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงของชาติลง 5% เพื่อชดเชยรายได้ที่ขาดจากการลดการจัดเก็บภาษี ซึ่งแนวทางดังกล่าวของรอมนีย์ถูกโอบาม่าวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะทำให้เกิดการเสียสมดุลของงบประมาณเสียมากกว่า (แต่ตรงนี้ผมก็เห็นว่า พอๆกันทั้งคู่นั้นล่ะ) จริงๆแล้ว นโยบายด้านสังคม และประเด็นอื่นของทั้งคู่ก็มีความแตกต่างกันในรายละเอียด แต่เนื่องจาก เศรษฐกิจอเมริกากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดวิกฤต ดังนั้นชาวอเมริกาก็เลยกังวลเรื่องปากท้องตัวเองมากกว่าสิ่งอื่น จนทำให้การชิงเก้าอี้ทำเนียบขาวครั้งนี้ ถกกันด้วยเรื่องนโยบายเศรษฐกิจจนประเด้นอื่นแทบจะหายไปเลย เมื่อดูจากนโยบายแล้ว ตลาดหุ้นดูเหมือนจะชอบรอมนีย์มากกว่าโอบาม่าอยู่นิดๆ เพราะมาตรการและนโยบาย เอื้อต่อภาคธุรกิจและ Wallstreet มากกว่าครับ แต่อย่างที่บอกนะว่า เลือกตั้งครั้งนี้ มีเดิมพันที่สูงกว่าครั้งก่อนๆ เพราะอาจจะกระทบต่อ “Fiscal Cliff” ที่จะหมดอายุปลายปีนี้ ส่วนจะกระทบยังไง ออกหน้าไหนได้บ้าง....   โปรดติดตามต่อภาค 2 ครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.