X

QE

ผลการประชุม ECB แบบนี้มี QE เพิ่มรึเปล่านะ?
Europe, Mr. Messenger's View
ผลการประชุม ECB แบบนี้มี QE เพิ่มรึเปล่านะ?
ตุลาคม 23, 2015 at 8:04 am 0
✪ สรุปผลการประชุม ECB เมื่อคืนนี้ ✪
  1. ECB มีมติคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 0.05% และไม่ได้มีมาตรการกระตุ้นอะไรใหม่ในการประชุมครั้งนี้
  2. แต่ Mario Draghi ประธาน ECB บอกกับสื่อหลังการประชุมว่า ที่ประชุมอาจพิจารณามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม โดยอาจจะเป็นการประชุมเดือน ธ.ค. ก็เป็นได้
(เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
6 ปีก่อน โลกรู้จัก “QE” วันนี้โลกกำลังจะได้รู้จัก “QT”
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, US
6 ปีก่อน โลกรู้จัก “QE” วันนี้โลกกำลังจะได้รู้จัก “QT”
กันยายน 2, 2015 at 11:09 pm 0
ในขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯดูดีและดูเหมือนจะเป็นที่พึงพอใจสำหรับธนาคารกลางอยู่เพียงที่เดียวบนโลก ดีถึงขั้นที่เฟดบอกว่า ควรจะขึ้นดอกเบี้ยได้แล้ว ... ปัญหาคือ ประเทศอื่นๆบนโลกนี้เศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวตามสหรัฐฯ และยังแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะขึ้นดอกเบี้ยตามสหรัฐฯในตอนนี้ ภาวะเช่นนี้ โลกเรียกว่า "Policy Divergence" กล่าวคือ มีเพียงแค่สหรัฐฯ (และอาจจะมีอังกฤษอีกที่) เท่านั้น ที่เศรษฐกิจกำลังจะขยายตัวและนำมาซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 9 ปี ส่วนประเทศอื่นๆบนโลกนี้ ยังต้องคงดอกเบี้ยในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ต่อไป ใครที่เศรษฐกิจโตยังไม่ดี มีรูมให้ลดดอกเบี้ย ก็ตั้งน่าตั้งตาลดดอกเบี้ยกันไปครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
QE4 ไม่เหนือความคาดหมาย
Mr. Messenger's View, US
QE4 ไม่เหนือความคาดหมาย
ธันวาคม 13, 2012 at 9:01 am 0
คืนวันพุธที่ 12 ธ.ค. ที่ผ่านมาตามเวลาประเทศไทย ที่ประชุม FOMC มีมติออกมาเป็นสาระสำคัญอยู่ 2 อย่างคือ 1. ไม่ต่ออายุมาตรการ Operation Twist ที่จะหมดสิ้นปีนี้ แต่ใช้วิธี ประกาศอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เดือนละ 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไม่มีกำหนดแทน 2. สำหรับ Fund Fed Rate หรือ ดอกเบี้ยนโยบาย นายเบน เบอร์นันเก้ ประกาศว่าจะคงไว้ในระดับต่ำกว่าที่ 0-0.25% ไปจนถึงปี 2015 (ถ้อยแถลงนี้ เหมือน 3 ครั้งก่อนที่เขาเคยให้สัมภาษณ์ไว้) มาวิเคราะห์กันทีละประเด็นนะครับ ประเด็นแรก เรื่อง ไม่ต่ออายุ Operation Twist นั้น นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะ ในงบดุลของ Fed เอง ตราสารหนี้ระยะสั้นต่ำกว่า 5 ปี นั้น เหลือในสัดส่วนที่น้อยลงแล้ว เพราะนำไปซื้อพันธบัตรระยะยาวเกิน 20 ปีเกือบจะหมด ดังนั้น ถึงต่ออายุมาตรการออกไปอีก 1 ปี ก็ไม่มีอะไรให้ Twist แล้ว ประเด็นที่สอง การอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว เดือนละ 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งต่อไป ตลาดน่าจะเรียกมาตรการนี้ว่า QE4 ซึ่งเพิ่งออกในเวลาไล่เลี่ยกับ QE3 สาเหตุ ก็เพื่อ เป็นมาตรการที่นำมาทดแทน Operation Twist นั้นเป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ดูจากคำแถลงของ FOMC ดูเหมือนเงินอัดฉีดก้อนนี้ จะวิ่งเข้าไปที่พันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี เป็นหลัก และลงทุนในอายุยาวขึ้นไปจนถึง 20 ปี ในสัดส่วนที่ลดลงมาตามลำดับ จะเห็นว่า มีความแตกต่างในรายละเอียด Operation Twist พยายามกดดอกเบี้ยระยะยาวเกิน 20 ปี เพราะ อยากให้มีผลต่อต้นทุนการกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งส่วนใหญ่กู้เกิน 20-30 ปีขึ้นไป เพราะ Fed เองมีความเชื่อว่า จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ต้องเริ่มจากการที่ประชาชนมีกำลังผ่อนบ้านได้ต่อเนื่อง และทำให้ตลาดบ้านและที่อยู่อาศัยฟื้นตัว แต่เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี จะเห็นว่า สิ่งที่เบอร์นันเก้คาดหวัง คือ การเติบโตอย่างยั่งยืน (Sustainable Growth) นั้น ดูเหมือนเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่ใกล้เคียงคำนั้นเลยด้วยซ้ำไป ฉะนั้น QE4 นี้ จึงเหมือนการทดลองครั้งใหม่ของธนาคารกลาง โดยมุ่งไปกดอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลในอายุที่สั้นลงมาหน่อย ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากพันธบัตรและอัตราดอกเบี้ยในช่วงระยะ 5 – 20 ปี นี้ ก็คือ  ภาคเอกชน โดยหวังว่า จะเกิดการลงทุนใน Real Sector ในเวลาต่อมา ประเด็นที่สาม การคง Fund Fed Rate ในระดับต่ำกว่าที่ 0-0.25% ต่อเนื่อง จะทำให้เกิดสภาพคล่องในระยะสั้นต่อไป และเป็นการส่งสัญญาณว่า พร้อมจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัว ซึ่งเมื่อรวม Action ของธนาคารกลาง 3 อย่าง ที่กำลังจะดำเนินไปในปีหน้า จะพบว่า ธนาคารกลาง กำลังเทหมดหน้าตัก (All-in) ซึ่งเป็นเดิมพันที่สูงมาก Action ของธนาคารกลาง 3 อย่าง ในที่นี้ก็คือ 1. คง Fund Fed Rate ในระดับต่ำกว่าที่ 0-0.25% ทำให้ดอกเบี้ยระยะสั้น ไม่สามารถขึ้นไปได้ จนกว่าจะปี 2015 2. QE3 ซื้อ MBS ที่ช่วงอายุ 10 ปีขึ้นไปที่วงเงิน 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทุกเดือน ทำให้ดอกเบี้ยที่อ้างอิงกับที่อยู่อาศัยในระยะยาวไม่สามารถขึ้นได้ 2. QE4 ซื้อพันธบัตรรัฐบาลช่วงอายุ 5-20 ปี วงเงิน 45,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทุกเดือน ทำให้ดอกเบี้ยระยะกลาง ไม่สามารถขึ้นได้ เมื่อกางออกมาดูแบบนี้ จะพบว่า ดอกเบี้ยระยะสั้น ระยะกลาง และ ระยะยาว ถูกธนาคารกลางล้อมไว้หมดแล้ว นี่จึงเป็นสิ่งที่ผมกำลังบอกว่า ธนาคารกลางสหรัฐกำลังเทหมดหน้าตักนั้นเอง แล้วเราจะใช้อะไรเป็นตัววัดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นอย่างที่เฟดหวังไว้? จุดวัดว่าผลของมาตรการนั้นบรรลุเป้าหมาย ถูกตั้งไว้ที่ Unemployment Rate ต้องต่ำกว่า 6.5% ลงมา โดยที่ธนาคารกลางจะพยายามรักษากรอบเงินเฟ้อให้อยู่ไม่เกิน 2.5% ซึ่งถ้าดูจากอัตราการลดลงของตัวเลขว่างงานที่ผ่าน ก็พอจะเดาได้ว่า ควรใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปีในการจะทำให้ตัวเลขว่างงานลงไปต่ำกว่านั้น และบังเอิญตรงกับที่เบอร์บันเก้บอกไว้ว่า จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยจนกว่าจะปี 2015 พอดิบพอดี ทำไม FOMC ถึงเลือกใช้การประชุมครั้งสุดท้ายของปีในการออก QE4? ดูเหมือนธนาคารกลางสหรัฐจะไม่สบายใจกับปัญหาหน้าผาทางการคลัง ซึ่งมีทีท่าว่าจะไม่สามารถตกลงกันได้ภายในสิ้นปีนี้ และอาจลากยาวไปจนถึงเดือน มี.ค.-เม.ย. ปีหน้า และเป็นเวลาที่หนี้สาธารณะของอเมริกาจะชนเพดาน (Debt Ceiling) อีกครั้ง เพราะพรรค Republican ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองในการเจรจาเงื่อนไข และกดดันโอบาม่ามากขึ้น และถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ภายในสิ้นปีนี้จริง แสดงว่า สหรัฐฯ จะเผชิญกับการตกหน้าผาแบบเล็กๆก่อน ซึ่งจะกระทบต่อ GDP ในระยะยสั้น ดังนั้น ถ้ามีทางใดที่ธนาคารกลางสามารถบรรเทา หรือเป็นเครื่องประกันว่าสหรัฐฯจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง ก็จำเป็นต้องทำเลย ก่อนที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้น แล้วทำไมตลาดหุ้นอเมริกา ยุโรป และ เอเชีย ดูไม่ตอบรับกับ QE4 เลย? Mohamed El-Erian  ซึ่งเป็น CEO และ Co-CIO ของ PIMCO เปรียบเทียบไว้ให้เข้าใจง่ายๆว่า ถ้าเปรียบสหรัฐ เป็นเสมือนคนไข้ในห้อง ICU ตอนปี 2008-2009 ที่ใกล้ตาย การได้ยาอะไรมาที่ดูมีความหวัง ก็ทำให้คนไข้ และญาติพี่น้องมีกำลังใจเป็นธรรมดา ผ่านมา 3 ปี ถึงแม้คนไข้จะออกจากห้อง ICU แต่อาการก็ยังทรงๆ หมอก็เปลี่ยนยาไปเรื่อย ยานี่เป็นยาตัวที่ 4 แล้ว ถ้าผ่านมา 3 ปี ยังนอนอยู่โรงพยาบาล คนไข้ และญาติก็คงไม่หวังอะไรมากกับยาตัวที่ 4 ที่หมอเพิ่งให้เมื่อวาน นี่คือสิ่งที่ตลาดหุ้นเป็นอยู่ตอนนี้ ผลกระทบจาก QE4 นี้จะเป็นอย่างไรต่อภาพการลงทุนในระยะยาว? อย่างที่นักวิเคราะห์ทุกแห่งบอกไว้ว่า อย่างไรเสีย Fiscal Cliff ก็ต้องตกลงกันได้ ไม่ช้า ก็เร็ว แต่อาจต้องยอมตกหน้าผาบางส่วน (บางมาตรการภาษีอาจไม่ถูกต่ออายุ) ซึ่งจะกระทบกับบรรยากาศการลงทุนในช่วงต่อจากนี้ แต่ Action ของธนาคารกลาง 3 อย่าง ที่กล่าวไป จะกดดันให้นักลงทุนในตลาดออกไปเสี่ยงมากกว่าจะซื้อพันธบัตรเก็บไว้ เพราะผลตอบแทนต่ำเกินไป แต่เนื่องจากธีมการลงทุนเป็นอย่างนี้มาตั้งแต่ QE2 ดังนั้น ความผันผวนในตลาดหุ้นจะยิ่งสูงขึ้นในปีหน้า แต่ถ้ามาตรการทั้งหมดมันเวิร์ค เราอาจเห็นเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้นในครึ่งปีหลัง ซึ่งทำให้การลงทุนทั้งโลกดีขึ้นตามไปด้วย ถึงแม้ตลาดจะหมดกำลังใจกับตัวยาใหม่ที่หมอกำลังทดลองตอนนี้ แต่ถ้ามันได้ผลขึ้นมา ทั้งโลกก็มีโอกาสเฮฮาได้เหมือนกัน เพราะลองคิดดู ขนาดอเมริกาและยุโรป ลุ่มๆดอนๆมา 2-3 ปี หุ้นไทยเรายังทำ New High ในรอบ 16 ปี ขึ้นมาได้ เก่งชะมัด!!
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.