X

MrMessenger

The War Room : กรีซ จบไม่จบ? ถ้าจบ จบแบบไหน?
Europe
The War Room : กรีซ จบไม่จบ? ถ้าจบ จบแบบไหน?
มิถุนายน 30, 2015 at 5:22 pm 0
The War Room ถึงแม้จะออกมาแค่ 2 ตอน แต่กระแสตอบรับถือว่าดีใช้ได้ ต้องขอบคุณผู้อ่านทุกท่านนะครับ วันนี้ เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวข้องกับตลาดโลก ที่เราสองคนถกกันตั้งแต่กลางคืน และมีมุมมองแตกต่างในรายละเอียด เลยคิดว่า จะมาขยายประเด็นให้ผู้อ่านได้ร่วมอยู่ใน War Room ห้องนี้ด้วย เชิญติดตามครับ ชยนนท์ คืนนี้คือเส้นตายจ่ายคืนหนี้ IMF จำนวน $1.7 Billion แล้ว คุณว่ากรีซจะหาเงินมาจ่ายได้ไหมเนี่ย? เจษฎา ลำพังความสามารถของกรีซ ไม่มีเงินจ่ายหรอกครับ ถ้าจะไม่ให้ผิดนัดชำระหนี้คืนนี้ (Default) มีอยู่ 2 ทางคือ IMF ยอมเลื่อน Deadline การชำระหนี้ให้ หรือมีอัศวินขี่ม้าขาวอย่างรัสเซีย หรือจีนยื่นมือเข้ามาช่วยด้วยการให้เงินกู้ฉุกเฉิน แล้วคุณแบงค์ล่ะ คิดว่าเจ๊งไม่เจ๊ง ชยนนท์ เท่าที่ตามข่าว MD ของ IMF บอกค่อนข้างชัดเจนแล้วนะว่าไม่เลื่อน ผมว่า คืนนี้กรีซจะเบี้ยวหนี้ IMF แน่นอน ฟันธง!! เจษฎา แล้วคุณกลัวไหมว่าตลาดหุ้นจะพังหลังกรีซเบี้ยวหนี้? ชยนนท์ หนี้ที่กรีซกู้ IMF ไม่ใช่ Sovereign Debt ที่รัฐบาลโน้นนี้ หรือสถาบันการเงินที่ไหนในโลกเป็นเจ้าหนี้ ความเสี่ยงมันจำกัด เพราะฉะนั้นจะเบี้ยวก็เบี้ยวไป ไม่เห็นมีปัญหา ถ้าตราบใดที่ทำประชามติออกมาในวันที่ 5 ก.ค. ประชาชนโหวต ‘Yes’ รับเงื่อนไขปฎิรูปตามข้อเสนอยูโร ก็ได้เงินก้อนใหม่มาต่อชีวิตอยู่ดี เจษฎา ผมว่าอัศวินม้าขาวเกิดได้ยากคืนวันที่ 30 มิ.ย.นี้ แต่ถ้ามาจริงมีเฮ! ตลาดรีบาวนด์ทั่วโลกแน่นอน ซึ่งถ้ากรีซไม่จ่ายเงินคืนนี้ก็จะยังมีเวลา Grace period อีก 30 วันในการหาเงินมาคืน IMF และหลีกเลี่ยงการ “Default” อย่างเป็นทางการได้ ซึ่งถ้าหากประชาชนชาวกรีซโหวต “Yes” ในวันที่ 5 ก.ค. ก็จะเท่ากับว่าแผนการปรับโครงสร้างหนี้ไปต่อได้โดยไม่มีการ Cross Default คือการผิดนัดชำระหนี้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตามผู้นำกรีซซ้ายจัด นาย Tsipras ก็ออกมารณรงค์ให้ชาวกรีซโหวต “NO” ไม่รับแผนรัดเข็มขัดของ IMF เช่นกัน ซึ่งผมว่าชาวกรีซมีเสียวว่าอาจจะเอาด้วยเพราะไม่อยากเพิ่มภาษี หรือลดสวัสดิการอีกแล้ว ชยนนท์ ถึงแม้ไม่ถือว่า Cross Default วันนี้ แต่ถ้าผลประชามติออกมาว่า “NO” ก็ต้องออกจากยูโรโซนอยู่ดีนะ ผมว่า มันโคตรน่ากลัวสำหรับคนกรีซเลย เพราะ การจะกลับไปใช้สกุลดรักม่าของตัวเองในชั่วโมงนี้ นึกให้ตายยังไง ก็นึกไม่ออกว่ามันดีกว่าเดิมตรงไหน ผมมองว่า ถึง IMF ไม่ช่วย แต่เจ้าหนี้หลักอีก 2 คนคือ ECB และ EU ซึ่งกรีซมีหนี้กับ 2 เจ้าหนี้เยอะกว่ามากๆ ก็ต้องช่วยอยู่ดี เจษฎา ปัญหาคือ Tsipras ดันออกมาพูดว่า “เชื่อเถอะ ยังไง EU ก็ไม่ปล่อยให้กรีซออกจากก๊วนหรอกน่า” ซึ่งมันดูเป็นการท้าทายอำนาจพอสมควรนะ เกิด EU เลือดขึ้นหน้า EGO บังตา แล้วปัดทุกๆข้อตกลงในวินาทีสุดท้าย ก็หมายถึงจบเห่ ชยนนท์ ความเห็นของกูรูการเงินหลายคนก็มีเสียวนะ อ่านแล้วจะเป็นลม 555+ ยกตัวอย่างเช่น El-Erian ที่เคยเป็น CEO และ co-CIO ของ PIMCO ให้ความเห็นผ่าน Bloomberg ว่า กรีซ มีโอกาสถึง 85% ที่จะออกจากยูโรโซน ในขณะที่ Marc Faber อีกหนึ่งกูรูที่ผมชื่นชอบก็บอกว่า อยากให้กรีซออกๆไปเหอะ จะได้จบๆ อยู่ไป ประเทศก็ไม่ฟื้นหรอก หึหึ เจษฎา เสียงแตกพอควรนะครับ เพราะก็มีบรรดานักวิเคราะห์อีกฝั่งที่เชื่อว่ายังไงก็ตกลงกันได้ และประชาชนกรีซจะโหวต “YES” ตามโพลที่ได้สำรวจไป ชยนนท์ ผมฟันธงว่าโหวต “YES” กรีซต้องยื้อไปให้ถึงวันที่ 20 ก.ค. ให้ได้ วันนั้น กรีซจะมีอำนาจการต่อรองสูงขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เพราะมีหนี้ที่ครบกำหนดกับ ECB รออยู่ €4 Billion หนี้กับ IMF วันนี้มันเด็กๆ แล้วถ้า EU มองอย่างมีสตินะ ช่วยกรีซมาตั้งกี่ปี หนี้เยอะตั้งเท่าไหร่ จะทิ้งเขาไปตอนนี้ มันใช่เรอะ...  สรุปผมมองว่า อย่ามองแค่เหตุการณ์นี้แล้วคิดว่าหน้าข่าวหนังสือพิมพ์จะไม่มีกรีซมากวนใจอีก ดูจากหนี้ที่กรีซต้องชำระกับเจ้าหนี้ตามกำหนดในรูปด้านล่างเนี่ย มีวันที่ 20 ก.ค. และ 20 ส.ค. ให้ดูกันอีกรอบครับ แต่คงไม่ตื่นเต้นเท่าวันนี้แล้วละ CIs1nNCVEAAVGAp เจษฎา จากที่เราถกกันวันนี้ผมขอสรุปเป็น Scenario ดังนี้แล้วกัน แล้วออกหัวออกก้อยเราสองคนจะมา update สถานการณ์กันอีกอย่างใกล้ชิด
กรณี 1 โอกาสเกิดขึ้นน้อย 20%- ถ้าหากกรีซไม่ Default คืนนี้ นั่นคือยุโรปยอมยืดหนี้ให้ หรือมีประเทศใดยื่นมือเข้าช่วย ตลาดหุ้นโลกจะ rebound แรงทันทีพรุ่งนี้ กรณี 2 โอกาสเกิดขึ้นปานกลาง 50% - กรีซผิดนัดชำระคืนนี้ และประชาชนกรีซ Vote YES รับแผนปรับโครงสร้างหนี้ในวันที่ 5 ก.ค. ตลาดหุ้นโลกจะผันผวนในสัปดาห์นี้สิ้นสุดการปรับฐาน และกลับสู่ขาขึ้นในสัปดาห์หน้า กรณี 3 โอกาสเกิดขึ้นปานกลาง 30% - กรีซผิดนัดชำระหนี้คืนนี้ และประชาชนกรีซ Vote NO ในวันที่ 5 ก.ค. นั่นคือกรีซมีโอกาสสูงที่จะออกจาก Eurozone น่าจะทำให้ตลาดลงต่อซักพัก และจะ rebound ในที่สุดด้วยพื้นฐานเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ และปัญหา Overhang เรื่องกรีซได้จบลง
CONTINUE READING ...
ไพ่ตายใบสุดท้ายของกรีซคืออะไร?
Europe, Mr. Messenger's View
ไพ่ตายใบสุดท้ายของกรีซคืออะไร?
มิถุนายน 28, 2015 at 11:21 am 0
เนื่องจากมีคนถามเข้ามา และจากหน้าข่าว ณ ตอนนี้ไม่ได้บอกรายละเอียด และเบื้องหลังเหตุการณ์เรื่องกรีซ มากนักนะครับ คงต้องรอนักวิเคราะห์กลับมาทำงานกันตอนวันจันทร์ที่จะถึง เราจึงจะได้เห็นภาพว่า ตลาดเค้าคิดยังไง และอะไรคือทางออก แต่ผมขออนุญาติตอบบางประเด็น โดยใช้ความเห็นของตัวเองก่อนนะครับ เพราะคิดว่าน่าจะทำให้เราเข้าใจบริบทของเรื่องนี้ในรายละเอียดได้มากขึ้น

Q: ทำไมยูโรกรุ๊ปถึงปฏิเสธไม่ให้กรีซยืดเวลาหนี้?

ท่าทีของนายกฯกรีซ + ที่มาของการได้ตำแหน่งที่มาจากการหาเสียงโดยบอกกับประชาชนว่า จะไม่ยอมอ่อนข้อทำตามเจ้าหนี้ที่โหดร้ายกับการรัดเข็มขัด มันก็ชัดเจนแต่แรกแล้วว่า จะไม่ยอมทำตามเงื่อนไขในหลายๆอย่าง แผนปฏิรูปที่ยูโรกรุ๊ปเสนอให้รัฐบาลกรีซ ฝั่งเจ้าหนี้ก็มองว่ายืดหยุ่นสุดแล้ว ถ้าทำน้อยกว่านี้ ก็เสี่ยงที่จะจ่ายคืนหนี้ไม่ได้แล้ว ฝั่งกรีซเอง พออ่านแผนปั๊บ ก็บอกว่า เฮ้ย โหดเกินไป ตัดค่าใช้จ่ายโน้นนี่ ประชาชนเค้าเลือกเราเพราะไม่อยากให้ไปทำร้ายเค้าอีก แต่นี่ กลายเป็นว่าผิดคำสัญญา เมื่อตกลงกันไม่ได้ ยูโรกรุ๊ป เลยพยายามจะบีบให้กรีซรับแผนเสียที

Q: แต่กรีซก็ยังยืนยันจะทำประชามติวันที่ 5 ก.ค. อยู่ดี แล้ว Deadline วันที่ 30 มิ.ย. ละ?

ถ้าไม่มีเงินจ่าย IMF ก้อนนี้ (EUR  1.5 พันล้าน หรือ USD 1.7 พันล้าน) ก็แปลว่า Technical Default แล้วครับ แต่การที่รัฐสภาอนุมัติให้ทำประชามติต่อ อาจแปลว่า กรีซ รู้ตัวอยู่แล้วว่ายูโรกรุ๊ปอาจไม่ขยายเวลาให้ เพราะ...

1. กรีซ อาจมีเงินในคลังเพียงพอที่จะจ่ายหนี้ IMF ไปก่อน

2. กรีซ อาจมีพระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยวันที่ 30 มิ.ย. หรือไปขอกู้ AIIB เลย เพิ่งตั้งมาก็ได้นิ (อ่านเรื่อง AIIB ได้ที่ ลบเหลี่ยมอเมริกา ด้วยการเกิดขึ้นของ AIIB )

3. กรีซ อาจยังพยายามคุยกับยูโรกรุ๊ปในสองวันที่เหลือเพื่อทำข้อตกลงบางอย่าง

นั้นแปลว่า ผลลัพธ์ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกหลายทางมากๆ

Q: แล้วสมมติผิดนัดชำระหนี้กับ IMF ละ น่ากลัวไหม ในแง่ของตลาดทุน?

ผลต่อเจ้าหนี้นั้น ถือเป็นวงจำกัด เพราะเจ้าหนี้ส่วนใหญ่เกินกว่า 80% ของกรีซ ถูกปรับโครงสร้างจากที่เป็นสถาบันการเงินเอกชนกลายมาเป็นเจ้าหนี้ภาครัฐฯเรียบร้อย และหนี้ก้อนนี้เป็นหนี้ IMF ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ดังนั้นน่าจะไม่เป็นโดมิโน ไม่เหมือนตอน Lehman Brothers และหนี้ Subprime ที่ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่า ใครถือกันอยู่เท่าไหร่บ้างขนาดของผลกระทบเลยขยายวงกว้างได้เร็ว

Q: กรีซ จะมีวิธีการจัดการกับปัญหานี้อย่างไร?

ขั้นแรกก็คือ ออกมาตรการ Capital Control ห้ามถอนเงิน ห้ามขนเงินออกนอกประเทศครับ ไม่งั้น Bank Run สถาบันการเงินเจ๊งกันพอดี ขั้นต่อมา สมมติว่า เจรจา หรือหาเงินมาโปะหนี้ IMF ได้ทัน ตาม 3 ทางเลือกข้างบน แล้วก็ไปลุ้นผลประชามติวันที่ 5 ก.ค.

Q: ทำไมนายกฯกรีซ ถึงไม่รับเงื่อนไขไปตั้งแต่แรก ทำประชามติทำให้สุ่มเสี่ยงเพื่อ?

ก็เพราะว่า สัญญาไว้นิครับ ว่าจะไม่อ่อนข้อให้ยูโรกรุ๊ป ถ้ารับตั้งแต่แรกก็ผิดคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน แต่ตอนนี้มันไม่มีทางเลือก มันตัดสินใจไม่ได้ ก็โยนให้ประชาชนคิดแทน ถึงเวลา พอเสียงส่วนใหญ่โหวตรับเงื่อนไขยูโรกรุ๊ปมาจริงๆ จะได้ไม่มีใครอ้างว่า ทำผิดสัญญาเลือกตั้ง เพราะประชาชนเลือกกันเองนะ (ตัวเองก็รอดตัว นั่งเก้าอี้นายกฯได้ต่อ) ซึ่งโหวตครั้งนี้ จะมีให้เลือก 2 คำตอบครับ  1. Those citizens who reject the institutions’ proposal vote Not Approved / NO 2. Those citizens who accept the institutions’ proposal vote Approved / YES. ถ้าถามแบบนี้ ผมกลัวว่า คนส่วนใหญ่ จะเลือกว่า "No" คือไม่รับแผนการรัดเข็มขัดเพิ่มเติม เพราะแปลว่า ต้องออกจากยูโรโซน ถ้า Vote "Yes" ก็หมายถึง อยู่ในยูโรโซนต่อไปด้วยเงื่อนไขรัดเข็มขัดที่มากขึ้นมากกว่า สรุปคือ จะเลือกแย่มากที่สุด หรือ แย่มาก และคำถามมันเหมือนจะชี้นำให้คนเลือก "No" หรือเปล่านี่สิ น่าห่วงแทน

Q: งั้นกรีซ ตกลงกับ IMF ขอเลื่อนชำระหนี้ออกไปก่อนไม่ได้หรอ?

MD IMF พูดชัดครับว่า ถ้ากรีซเบี้ยวแม้แต่ครั้งเดียว ก็ไม่ต้องมาคุยกันว่จะได้วงเงินเพิ่ม มีแต่ต้องใช้ไอ้ที่กู้ไปแล้วให้หมดก่อน แถมยังให้สัมภาษณ์อีกว่า “I can’t speak for the IMF program, because the IMF program is on, but the European financial arrangement expires June 30,” she said. “So, at least legally speaking, the referendum will relate to proposals and arrangements that are no longer valid.” นั้นแปลว่า ในมุมมองของเจ๊ Christine Lagarde นั้น การทำประชามติ ไม่มีผลอะไร เพราะโครงการความช่วยเหลือของยูโรกรุ๊ป มันจะหมดอายุตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย. ไปแล้ว  
  มีเสียวแล้วนะครับ เพราะไพ่ตายใบสุดท้ายของกรีซ ที่จะทำประชามตินั้น มุมมองของ Lagarde บอกว่า ถึงโหวตผ่าน ก็ไม่มีผลอะไร ก็โครงการช่วยเหลือมันหมดอายุไปแล้ว คงต้องรอฝั่งยูโรกรุ๊ปว่า มีความเห็นกับประเด็นนี้เป็นยังไง สนุกดีเนอะๆ Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
4 คำถามที่คุณอยากรู้ ถ้าสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
4 คำถามที่คุณอยากรู้ ถ้าสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย
มิถุนายน 25, 2015 at 12:26 am 0
ล่าสุด ตอนนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่า ยังไง Fed ก็น่าจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้นะครับ ส่วนจะเป็นเดือน ก.ย. หรือ ประชุมครั้งสุดท้ายของปีที่เดือน ธ.ค. นั้น ยังคงต้องลุ้นกันไปทุกครั้งที่ FOMC มีการประชุม แต่ลุ้นไปเรื่อยๆโดยไม่วางแผนรับมือ มันก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตรวบรวม 6 คำถามที่ผมได้รับเข้ามาทั้งทาง Line และ Message ของแฟนเพจ Sinthorn ซึ่งคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่ลงทุน ไม่ว่าจะอยู่ในไทยหรือในต่างประเทศ ไม่ว่าจะหุ้น หรือจะตราสารหนี้กันนะครับ ถ้าชอบ ก็แค่ขอบคุณในใจ แค่นั้นพอครับ ไม่ขออะไรมากมาย

Q1 : สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนหรือไม่?

A : ปั่นป่วน ตั้งแต่ตลาดคาดการณ์ว่าจะยกเลิก QE แล้วครับ และยังคงปั่นป่วน ตอนที่ตลาดรู้แน่ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่รู้ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ และปั่นป่วนต่อไป เพราะไม่รู้ว่า ขึ้นแล้วจะขึ้นได้เยอะไหม เร็วแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ ประธานเฟดเปิดกว้างมาตลอด ให้ตลาดเดากันไปเองหมด ดูแบบนี้ เสี่ยงใช่มั้ย? แต่เจเนต เยลเลน ส่งสัญญาณไว้อย่างหนึ่งครับ เขาบอกว่า จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเด็ดขาด หากไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นจริงๆ ซึ่งมันก็เหมือนสัญญากับนักลงทุนว่า จะดูแลตลาดหุ้นเป็นอย่างดีนั้นละ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยคงทำให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่ Key Message ของป้าเยลเลน จะแปลว่า ปรับฐานลงมา ก็ซื้อซะ เพราะเฟดจะช่วยดูแลตลาดหุ้นให้ท่านเอง :) เอางี้ ไปดูการคาดการณ์ดัชนี S&P500 และ EPS ตลาด รวมทั้ง ตัว US Treasury Yield ของสหรัฐฯ ที่ทำโดย Goldman Sachs ออกเมื่อต้นสัปดาห์นะครับ จะเห็นว่า เค้าก็ยังมองว่า ตลาดหุ้นอเมริกายังมี Upside ในระยะยาว แต่สังเกตเห็นไหมครับ เป้า S&P500 ปี 2015 ให้ไว้ที่ 2100 จุด ขณะนี้ที่ผมเขียนบทความอยู่ (เที่ยงคืนครึ่ง - -") S&P 500 เทรดเกินเป้าที่ GS มองไว้เรียบร้อย แปลว่า เค้าคิดเหมือนผม หรือผมคิดเหมือนเค้าก็ไม่รู้ ว่า ตลาดครึ่งปีหลังก่อนขึ้นดอกเบี้ย น่าจะยังผันผวนอยู่ แต่ระยะยาว ไปต่อได้นะ เชื่อเถอะ!! Market Trend  

Q2 : ในอดีตที่ผ่านมา พอสหรัฐฯเข้าสู่วัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ย สถิติย้อนหลัง บอกอะไรเราบ้าง?

A : กว่าที่ผมจะไปหาคำตอบนี้เจอ รู้ไหมว่ามันยากแค่ไหน!! แต่เพราะตัวเองอยากรู้ด้วย ก็เลยค้นพบคำตอบ และอยากชี้ทางสว่างให้คนอื่นด้วย ดูกราฟนี้ครับ ผมเอามาจาก LPL Research ซึ่งเป็นโบรกเกอร์อยู่ใน Boston Rate Hike แต่ละเส้นก็คือ การเคลื่อนไหวของดัชนี S&P500 โดยให้วันที่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของแต่ละรอบเศรษฐกิจเป็นฐาน จะพบว่าสิ่งยืนยันที่ผมจินตนาการตอบคุณในข้อ 1 ว่า ก่อนขึ้นดอกเบี้ย ตลาดจะผันผวน จากกราฟก็ผันผวนมันทุกรอบจริงๆ ในกราฟ ตัวเส้นค่าเฉลี่ยคือ การขึ้นดอกเบี้ย 9 ครั้ง นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นะครับ ที่น่าสนใจคือ 3 ครั้งหลังที่ขึ้นดอกเบี้ย ก็คือปี 1983, 1994 และปี 2004 จะพบว่า ผ่านไป 3-4 เดือนหลังจากขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก S&P500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และถ้ายืดระยะเวลาออกไปเป็น 6 เดือนหลังจากขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก จะพบว่า 7 ใน 9 ครั้งที่ขึ้นดอกเบี้ย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยให้ผลตอบแทเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2% ส่วนอีก 2 ครั้งที่ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นแรงและเร็วเกินไปครับ ตลาดปรับตัวไม่ทัน ครั้งนี้ เชื่อว่า เฟดจะค่อยๆขึ้นอย่างระมัดระวัง ดังนั้น ความผันผวนรุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น

Q3 : หุ้นไทยละคับเฮีย จะรอดไหม ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย?

A : ในมุมมองของผมนะ ประเทศไทย มีประเด็นอื่นให้กังวลว่าตลาดหุ้นจะขึ้นได้ยากอยู่หลายประเด็น ไม่ใช่แค่เรื่องเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรอก เรื่องแรกก็คือ Growth Engine หรือ เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทบจะหยุดชะงักทุกตัว ส่งออกที่หวังว่าจะขี่ม้าขาวมาช่วย ต้นปีบอกน่าจะมี Growth อ่อนๆ มาวันนี้ แต่ไม่ติดลบ ก็ถือว่าเกินเป้าแล้ว เรื่องที่สอง แต่ก็ยังดีที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจดีกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ดังนั้นสมาคมนักวิเคราะห์ก็ยังหวังว่าจะเห็น EPS Growth ในตลาดหุ้นไทยในระดับ 10% ขึ้นได้ แต่คำถามก็คือ มันพอไหม หรือมันมีความเสี่ยงจะโดนปรับลงมาอีก? แล้วตลาดหุ้นไทย ถือว่า Valuation เป็นยังไงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน งั้นดูตารางนี้GS จาก Bloomberg Consensus ที่ Forward P/E 14x EPS Growth 13% และ Dividend Yield 3.4% ถือว่าเราแพงกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ปันผลถือว่าแจ่มเลย การที่ Valuation อยู่ตรงกลางเมื่อเทียบกับตลาดอื่นแบบนี้ จะหวังให้เค้าทำ Rotation ขายตลาดอื่นมาใส่ในบ้านเราเยอะๆคงเป็นได้ยากหากไม่เห็นพัฒนาการในด้านการลงทุนและการเมืองที่ฝรั่งเค้าหวังนะครับ ดังนั้น ผมคิดว่า ขึ้นยาก แต่ลงก็ยาก เพราะหุ้นไทย หลายๆตัวยังปันผลหล่อกว่าตลาดหุ้นที่อื่น เรื่องที่สาม ตอนปี 2004 ที่สหรัฐฯเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังวิกฤต dotcom ปี 2000 นั้น ตลาดหุ้นไทยขึ้นได้ก็จริง แต่ผันผวนเสียเหลือเกิน ผมจะได้ว่าช่วงนั้น เหล่า daytrade ตายกันเป็นแถว โดนลากขึ้นลากลงสนุกมือ สาเหตุเป็นเพราะ ช่วงนั้นถึงเศรษฐกิจดี เงินไหลเข้าไทยเยอะ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจาก 45 บาท ในปี 2001 มา 37 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี 2005 แล้วก็ตามมาด้วยอุ๊ย 100 จุด ตามกราฟด้านล่างที่ท่านเห็น จาก 700 มา 600 จุด ภายในวันเดียว #หลอนมว๊ากกก SET Rate Hike

Q4 : แล้วตลาดตราสารหนี้ละ จะพังไหม?

A : กลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนเสี่ยงต่ำต้องหลอนกันแทน เพราะการที่ US Treasury ซึ่งถือว่าเป็น Risk Free Rate ของโลก ปรับตัวขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั้งโลกปรับตัวขึ้นตามไปด้วยแน่นอน ตามทฤษฎีไม้กระดก ที่ว่า ราคาตราสารหนี้ แปรผกผันกับ อัตราผลตอบแทน ( ไปอ่านเรื่องนี้ได้ที่บทความเก่าของผม http://www.iammrmessenger.com/?p=1379 ) ดังนั้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น หลายๆคนเลยบอกว่า ควรหลีกเลี่ยงการถือตราสารหนี้ซะ ไม่งั้นจะขาดทุนจากการ Mark to Market yield_v_price แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งเดินไปธนาคารแห่ขายกองทุนตราสารหนี้ แล้วไปบอกผู้การสาขาว่า Mr.Messenger ให้ขายหนีนะครับ อ่านต่อก่อน ตารางด้านล่าง Morgan Stanley เขาไปศึกษา ส่วนผมไปขโมยมา ฮ่าๆๆๆๆ MS ผลการศึกษาของ MS เขาสรุปว่า กรณีที่ Fed ไม่เป็นมิตรกับนักลงทุนในตราสารหนี้ รีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จะทำให้กการลงทุนใน US Treasury และตราสารหนี้ที่ระดับ Investment Grade ขาดทุนเกือบหมด แต่เป็นขาดทุนไม่เยอะ เพราะเค้าเชื่อว่า Fed จะกล้าทำแบบนี้ ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจมันดีจริงๆ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีจริง Credit Rating ของประเทศ และฐานะการเงินบริษัทน่าจะดีขึ้น ได้ผลบวกพอหักล้างขาดทุนจากการ Mark to Market ได้บ้าง เห็น Long-Duration High Yield และ Short-Duration High Yield ไหมครับ? ไม่ว่าผลลัพทธ์ออกมาทางไหน MS บอกว่า ยังมี Upside ให้ลงทุน สาเหตุเป็นเพราะ Spread ของพวก High Yield Bond หรือ พวก Junk Bond พวกนี้ เทียบกับ US Treasury มันสูงไป การขึ้นดอกเบี้ยได้ จะทำให้การลงทุนใน High Yield ได้ผลบวกจาก Spread ที่แคบลง บวกกับ อัตราผลตอบแทนที่จ่ายอยู่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ทำให้ใครที่ถือ Asset Class นี่ ยังสามารถถือลุ้นต่อไปได้ครับ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังแนะนำให้มีตราสารหนี้ภาครัฐในพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่จัด Allocation อย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเองแล้วครับ ถ้าถามว่าทำไม ก็เพราะ ถึงแม้ Fed บอกจะดูแลอย่างดี ไม่ให้มีความผันผวนในตลาดหุ้นก็ตาม แต่ตลาดหุ้นมันไม่ได้วิ่งขึ้นลงแค่ลมปากประธานเฟดอย่างเดียวซะที่ไหน ไหนจะความเสี่ยงการก่อสงคราม การรุกรานกันระหว่างประเทศ ไหนจะโรคระบาดอย่าง MERS ที่เพิ่งเจอ ไหนจะความผันผวนในตลาด Commodities รวมถึงการสู้กันของผู้ผลิตน้ำมัน รวมถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อโลกอาจมาเร็วกว่าที่กำหนด ความเสี่ยงเหล่านี้ การมีตราสารหนี้ในพอร์ต จะทำให้เราอยู่รอด ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเต็มที่ ไม่ใช่กางพอร์ตมาที หน้าเครียดไป 3 วัน จบข่าว Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
Weekly Global Market Wrap Up (as of 22 June 2015)
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
Weekly Global Market Wrap Up (as of 22 June 2015)
มิถุนายน 22, 2015 at 1:18 am 0
ผ่านสัปดาห์แห่งการประชุมไปเรียบร้อย ผลปรากฏว่า ออกมาในทิศทางที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้นเล็กน้อย ในขณะที่ Bond Yield ของสหรัฐฯและเยอรมันเริ่มปรับตัวลดลงมา ลดแรงกดดันทางลบให้กับตลาดโดยรวมได้ค่อนข้างดี และก็เข้าสู่สัปดาห์สุดท้ายของครึ่งปีแรกนะครับ ส่วนเรื่องกรีซ สงสัยจะยาว ไม่จบง่ายๆ แต่ข้อดีคือ ตลาดเริ่ม Price in ไปเยอะ ดูเหมือนจะไม่กังวลมากแล้ว สหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปรับบวก +0.6% ในสัปดาห์ที่แล้ว นำโดยกลุ่ม Utilities และข่าวที่สนับสนุนก็คือ การประชุม FOMC นั้นเอง ถ้อยแถลงของประธานเฟด กับผลการประชุมครั้งนี้ ออกมาแทบไม่ได้มีอะไรต่างจากการประชุมครั้งก่อน แต่มีการปรับลด GDP Growth และ Inflation ของปี 2015 นี่ลงมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯขยายตัวได้ช้ากว่าที่ Policy Maker เคยมองไว้ และทำให้ Dot Plot ของการขึ้นดอกเบี้ย ชะลอความเร็วลงเช่นกัน ตอนนี้ตลาดคาดกันว่า มีแนวโฯ้มที่เฟดอาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. ที่จะถึงนี้เป็นครั้งแรก แต่ส่วนตัวนะครับ ผมมองว่า เห็นความกังวลของเฟดซ้อนอยู่ใน Statement ประปราย นั้นหมายความว่า หากตลาดแรงงานไม่ฟื้นตัว หรือมหลักฐานใดๆที่เฟดไม่ชัวร์ที่จะขึ้นดอกเบี้ย ก็เป็นไปได้สูงเหลือเกินที่เฟดน่าจะไปขึ้นดอกเบี้ยเอาตอนเดือน ธ.ค. แทน ประเด็นนี้ ตลาดก็คิดคล้ายๆกัน เลยทำให้มีแรงซื้อกลับในตลาดพันธบัตร กดให้ Bond Yield ปรับลดลงมา และโลกก็กลับเข้าสู่ Risk On Mode อีกครั้ง มีข้อมูลน่าสนใจอีกตัวก็คือ ตั้งแต่เดือน ก.พ. ปีนี้มา นักลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Fund) ในสหรัฐฯ มียอดขายสุทธิมา 5 เดือนติด สะท้อนว่า นักลงทุนในนั้นเองเริ่มมองหุ้นสหรัฐฯไม่น่าสนใจ หรืออาจมีที่อื่นที่น่าสนใจกว่าสหรัฐฯเอง ณ เวลานี้ ซึ่งอย่างหนึ่งที่เราเห็นก็คือ Dividend Yield ของตลาดหุ้น S&P500 ที่ลงมาอยู่ที่ระดับ 2% ต้นๆ ใกล้เคียงกับ US Treasury 10 ปี ที่อยู่ 2.2%-2.5% ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น จึงมีนักลงทุนบางส่วนโยก Asset ระหว่างหุ้น กับตราสารหนี้ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนใกล้เคียงกัน ทั้งๆที่ US Treasury มันเสี่ยงต่ำกว่าเห็นๆ แนะนำหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นสหรัฐฯเช่นกันครับ (ยืนยันมาตั้งแต่ต้นปี ก็ชัดว่า S&P500 Underperform หลายตลาดในโลกเลยนะ)

ยุโรป

เป็นภูมิภาคที่สัปดาห์ที่ผ่านมา โหดใช่ย่อย STOXX 600 ปิดลบสัปดาห์ที่แล้วไป -2.2% ระยะสั้นประเด็นกรีซยังกดดัน และมีอีกประเด็นที่อาจทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยังไม่น่าจะกลับเป็นขาขึ้นเร็ว นั้นก็คือ ผลการประชุม FOMC ที่สหรัฐฯ เนื่องจากโทนของผลการประชุม ออกมาในเชิง Dovish หน่อยๆ บวกกับ ณ ตอนนี้ Equity Volatility ของหุ้นยุโรป สูงกว่าหุ้นสหรัฐฯเกือบๆ 30% น่าจะทำให้ Asset Manager ทั้งหลาย ขอรอดูอาการก่อนที่จะใส่เงินเข้ามาในตลาดหุ้นฝั่งนี้เพิ่ม หลังจากที่ใส่ไปเยอะแล้วในเดือน ก.พ. - เม.ย. จากความคาดหวังเรื่อง QE Vol Europe อย่างไรก็ตามนะครับ ERP (Equity RIsk Premium) ของ STOXX 600 ยังสูงกว่า S&P500 มีอัตราการจ่ายปันผลดีกว่า และแนวโน้มผลประกอบการบริษัทก็ดีขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ทำให้ผมมองว่า ในระยะยาวตลาดหุ้นยุโรป จะยัง Outperform ตลาดหุ้นสหรัฐฯได้ แต่ปัญหามันคือระยะสั้นนี่หล่ะ ไม่รู้จะจบรอบปรับฐานตรงไหน

ญี่ปุ่น

ถือว่าสัปดาห์ที่แล้ว คนถือหุ้นญี่ปุ่นมีเสียว เพราะ Nikkei225 หลุด 20,000 จุดลงมาคาจอเทรดเราเลย โชคยังช่วยที่มีคนเชื่อว่า หุ้นญี่ปุ่นยังน่าสนใจ และซื้อกลับลากให้ดัชนีกลับมายืนเหนือ 20,000 จุดอีกครั้ง แต่จบสัปดาห์ไป TOPIX ปิดลบ -1.2% ส่วน Nikkei225 ติดลบ -1.1% ญี่ปุ่นอยู่ในขั้นตอนการปฎิรูปเศรษฐกิจและสังคมอย่างจริงจังภายใต้การนำของรัฐบาลของชินโซะ อาเบะ ดังนั้นการสะดุดบ้างในบางช่วง มันเป็นสิ่งที่เราต้องยอมรับ แต่ขอให้นักลงทุนมองภาพใหญ่ให้เจอ สำหรับผม หัวใจของการลงทุนในหุ้นญี่ปุ่น มีอยู่ 4 ประเด็น 1. Reflation : หรือ การกลับมามีเงินเฟ้ออ่อนๆได้อีกครั้งอันเป็นหมายที่วัดเลยว่า BOJ เก่งจริงหรือเปล่า ซึ่งถ้าให้มองตอนนี้ ยังอยู่ในทิศทางที่ดีไม่มีปัญหา 2. Shareholder Structure Reform : หรือ การออกกฎหมายเพื่อปลดล็อคผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นคนญี่ปุ่นรุ่นเก่าๆออกจากอำนาจ และจูงใจให้ผู้บริหารต่างชาติและคนรุ่นใหม่เข้ามาแทนที่ เพื่อเปลี่ยน Mindset ในการทำธุรกิจ ที่แต่ก่อน เน้นอนุรักษ์นิยม ไม่กล้าลงทุน ไม่กล้าขึ้นเงินเดือน พนักงาน ให้กล้าเสี่ยงมากขึ้น ซึ่งจะสะท้อนออกมาทาง ROE ในอนาคต 3. CAPEX : สร้างบรรยากาศในการลงทุน บริษัทไหนมีเงินเหลือ แล้วเอาไปลงทุน รัฐบาลก็ช่วยให้สิทธิทางภาษี กระตุ้นให้เกิดการคิดถึงนวัตกรรมใหม่ๆในทุกๆอุตสาหกรรม ถ้าเจ้า CAPEX นี้โต ก็มีแนวโน้มที่กำไรบริษัทใน 6 - 12 เดือนข้างหน้าจะโตตามไปด้วย 4. Womenomics : การให้โอกาสผู้หญิงญี่ปุ่นซึ่งเกินกว่า 60% เป็นแม่บ้าน ให้เข้ามาสู่ตลาดแรงงาน เนื่องจากสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมสูงอายุ ขาดแรงงาน การได้แรงงานผู้หญิงเข้ามาช่วย ก็เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐ กระตุ้นการจ้างงาน และจะส่งผลไปถึงการบริโภค ซึ่งชะลอมาตั้งแต่การขึ้น VAT ปีที่แล้ว มากราฟหนึ่งน่าสนใจครับ รายงานจาก Goldman Sachs บอกว่า นักลงทุนประเภท Global Asset Allocator ตั้งแต่ในอดีตจนถึงตอนนี้ก็ยังถือว่า Underweight ตลาดหุ้นญี่ปุ่นพอสมควร JP Allocation ลองมองในมุมที่ว่า Key Driver ทั้ง 4 ตัวที่ผมบอกไป มันน่าจะทำให้เศรษฐกิจและการลงทุนญี่ปุ่นเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ก็หมายความว่า มีโอกาสเหมือนกันนะที่นักลงทุนจะโยกเงินจากตลาดหุ้นที่แพงๆตอนนี้มาไว้ที่ญี่ปุ่นเพิ่มมากขึ้น

ตลาดเกิดใหม่

พี่จีนหนักเลยครับ พอร์ตใครหนักพี่จีน เชื่อว่าสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องมีเครียดขึ้นมาไม่มากก็น้อย A-Share ร่วงไป -13.1% ส่วน H Share ลงไป -4.3% สาเหตุคือ หวังกันว่า อาจจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือลด RRR อะไรออกมาในสุดสัปดาห์ก่อน ก็ไม่มี MSCI ก็ดันไม่เอา A Share เข้าคำนวน แถมมีหุ้น IPO ราวๆ 20 กว่าตัว เข้าเทรดสัปดาห์นี้ ด้วย Market Cap รวมกันไม่ต่ำกว่า $1 Trillion พอหุ้นในตลาดมันแพงกันหมด ทุกคนก็ถอนเงินออกมารอหุ้น IPO กันสิครับ ตอนหุ้นจีนลากขึ้นไปนั้น แทบจะไม่ได้ดึงเพื่อนบ้านขึ้นไปด้วยเลย แต่ช่วงที่ตลาดหุ้นจีนปรับฐานแรงๆ กลับทำให้ตลาดหุ้นในเอเชียทั้งหมดโดนทิ้งลงมาด้วย นี่แสดงให้เห็นถึงอทธิพลของตลาดหุ้นจีนต่อเอเชียนะครับ ถ้านับแต่ตั้งต้น 2Q2015 คือ เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา จนถึงวันศุกร์ที่ผ่านมา จะพบว่า ในเอเชียก็เหลือแค่จีนเท่านั้น ที่ยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก นอกนั้น ไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ถือเป็น ฺBad Quarter ทั้งหมด รวมถึงปู่เซตของไทยเราด้วย Asia 2Q ไปดู EPS Revision ของตลาดหุ้นกลุ่ม EM ก็พบว่า ยังไม่ถูก Upgrade ขึ้นมา เรื่องว่า ตอนนี้หุ้นเอเชีย และ ตลาดเกิดใหม่ ดูจะถูกกว่า เมื่อเทียบกับ DM ถือว่าเป็นเรื่องจริงครับ แต่ประเด็นคือ ยังไม่เห็นสัญญาณว่าจะฟื้น เพราะฉะนั้นที่เห็นว่าถูกวันนี้ อาจถูกลงไปอีกก็ได้ ไปดูอีกประเทศหนึ่งที่ผมไม่ค่อยได้พูดถึงบ่อย นั้นก็คือ อินเดีย สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอินเดีย วิ่งดีสุดในเอเชีย บวกไป 4% (แต่ปรับฐานจากต้นเดือน พ.ค. ลงมาร่วมๆ -12% ทีเดียว) ที่หุ้นอินเดียลงมาหนัก ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาระยะสั้น คือ ช่วง Moonsoon หรือ มรสุมเข้า ซึ่งทางอุตุฯ บอกว่า ฝนปีนี้จะหนักกว่าปีก่อนๆ ตลาดก็เลยยิ่งกังวลกันไป และฝนก็ตกหนักจริงๆครับ (อุตุฯที่ไหนก็แม่นเนอะ ยกเว้นประเทศไทย 555+) ผมก็ตามไปอ่านข่าวในอินเดียที่เป็นภาษาอังกฤษ พบว่า ปีนี้ ปริมาณฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติราวๆ 10% โดยเป็นการตกทั่วทั้งพื้นที่เศรษฐกิจกว่า 75% และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตกด้วยสิ เพราะนี่เพิ่งเข้าฤดูฝนเอง พอมันเป็นปัจจัยธรรมชาติแบบนี้ก็เดายากครับ ผมรู้แต่ว่า ถ้าไม่มีฝน อินเดีย เป็นที่หนึ่งที่น่าสนใจลงทุนที่สุดในเอเชีย ผมเคยเขียนมุมมองหุ้นอินเดียระยะยาวๆไว้ทีหนึ่งแล้ว ตามไปอ่านกันได้ครับ
ไปลงทุนตลาดหุ้นอินเดีย ตอนนี้สายเกินไปหรือยัง http://www.iammrmessenger.com/?p=1343
สุดท้าย ปัจจัยลบอีกตัวก็คือ MERS ซึ่งไปเจอที่เกาหลี และมาที่ไทย รวมทั้ง ICAO ปักธงแดงธุรกิจการบินในไทย ทำให้หัวใจในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างการท่องเที่ยวอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงพอสมควร สัปดาห์นี้ ผมคิดว่าอาจมีการรีบาวน์ในหุ้นไทย จากที่ลงมาแรงวันศุกร์ และลุ้นปิด Window Dressing ได้บ้าง แต่ในทางเทคนิค หุ้นไทยไม่ใช่ขาขึ้นนะครับ แนะนำชะลอการลงทุน เด้งขึ้นไป ก็ขายลดพอร์ตซะ น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าทนถือไปเรื่อยๆครับ โชคดีในการลงทุนครับ  
CONTINUE READING ...
Weekly Global Market Wrap Up (as of 15 June 2015)
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
Weekly Global Market Wrap Up (as of 15 June 2015)
มิถุนายน 14, 2015 at 8:18 pm 0
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั้งโลกปรับตัวอยู่ในแดนลบ MSCI Europe -0.9% ในขณะที่ MSCI Asia ex-Japan -1.5% ประเด็นต่างๆที่อยู่ในสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้ก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐฯ

วันพุธ และวันพฤหัสฯ ที่ 17-18 มิ.ย. จะมีการประชุม FOMC และก็เรื่องเดิมๆครับ ทุกคนก็จะไปให้ความสนใจว่า ประธานเฟด จะพูดอะไรที่ส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยให้ตีความกันอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าดูจาก Fed Dashboard หรือ ตัวเลขที่เฟดใช้ในการประเมิณสถานการณ์แล้ว จะพบว่า ดัชนีชี้นำต่างๆสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ไตรมาส 2 ยังมีอยู่ ต้องจับตาดู เพราะมุมมองของ Fed จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนแน่นอน วันจันทร์-พุธ ตั้งใจทำงานไปครับ มาเริ่มเทรดจริงจังหลังวันพฤหัสฯดีกว่า ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้ำไปหลายที ผมมองว่าอยู่ในโซนแพง ที่ระดับ P/E 18.1x นี้ บวกกับ Target Price ของ S&P500 ปลายปี ที่โบรคฯใหญ่ๆให้ไว้ที่ 2,100 - 2,200 จุด มันแทบไม่เหลือ Upside แล้วครับ ใครมีอยู่จะถือไป เพราะเป็น Core Asset ก็ไม่ว่ากัน ใครจะเล่นสั้น หรืออยากใส่เพิ่ม แนะนำว่า อย่าเสี่ยง

ยุโรป

เดี๋ยวก็เหมือนจะมีข่าวดี เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ต้องกังวลอีกรอบ ล่าสุดแหล่งข่าววงในบอกว่ากลุ่มเจ้าหนี้กรีซเริ่มพูดถึงขั้นตอนการเอากรีศออกจากสมาชิกยูโรโซนเพื่อเป็น "Plan B" กันแล้ว นั้นหมายความว่า โอกาสตกลงกันไม่ได้ มีสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยิ่งผันผวนหนักในช่วงที่เหลือจนถึงสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ ยูโรกรุ๊ปจะมีการประชุมกันในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ก่อน โดยบรรจุวาระการประชุมเรื่องกรีซเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร ผมมีมุมมองว่า ยุโรป ถือเป็นตลาดหุ้นที่ยังมี Upside ในระยะยาวครับ ตารางด้านล่าง เป็น Forecasts ของ Goldman Sachs จะเห็นว่า ตลาดหลักๆของโลกอย่างยุโรป ญี่ปุ่น เอเชี และสหรัฐฯ นั้น GS มีมุมมองว่า STOXX600 มี Upside มากสุดเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ยุโรปร่วงหนักๆ ก็หาจังหวะซื้อครับ อย่าไปกลัว!! Goldman

ญี่ปุ่น

USD/JPY ร่วงลงมาแรงทีเดียวหลัง ประธาน BoJ นายคุโรดะ แถลงว่า ค่าเงินเยนอ่อนค่าเร็วเกินไป เค้าไม่อยากให้เห็นอย่างนี้ พอพูดเสร็จปั๊บ ค่าเงินเยนก็แข็งค่าขึ้นมาที่ 122.4 ทันที เหมือนว่าสัปดาห์นี้ จะเป็นสัปดาห์แห่งการประชุม เพราะนอกจาก FOMC ประชุมเรื่องดอกเบี้ย และ Eurogroup ประชุมเรื่องกรีซแล้ว วันที่ 18-19 BoJ จะมีการประชุมนโยบายการเงินเช่นกัน ผมมองว่า BoJ จะไม่ประกาศมาตรการใดๆเพิ่มเติม แต่อาจคาดการณ์ตัวเลขบางอย่างที่มีพัฒนาการมากขึ้น ที่เดาเช่นนี้เพราะความเห็นของคุโรดะต่อค่าเงินเยนนั้น อาจเป็นเพราะเห็นสัญญาณบางอย่างแล้วว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับทิศทางในทางที่ดี แต่หากอ่อนค่ามากไปกว่านี้ จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น อีกประเด็นที่ต้องจับตาสำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็คือ คุโรดะ เองจะออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางค่าเงินเยนอย่างไร ซึ่งน่าสนใจมากๆ ดูดัชนี Nikkei ที่ระดับ 20,000 จุดไว้ ไม่หลุดก็ลุ้นถือต่อ ไม่ต้องสนใจค่าเงินเยนมากแล้วครับ ไปสนใจถ้อนแถลงของธนาคารกลางดีกว่า YEN

ตลาดเกิดใหม่

ไปเปิดดู Bloomberg Consensus แล้ว พบตัวเองที่ยืนยันมุมมองตัวเองว่า ปีนี้กลุ่ม TIP คงไม่มี New High แน่นอนละ นั้นก็คือ EPS Growth ของประเทศในกลุ่ม ASEAN นั้นล่าสุดยังถูกปรับลดลงต่อเนื่อง โดยหลักๆมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม จากการบริโภคที่ชะลอตัว ในขณะที่ จีน ที่ตลาดหุ้นแพงๆอยู่แบบนี้ กลับได้รับการปรับ EPS Growth เพิ่มขึ้นถึง +46% YoY (เทียบกับปีก่อน) แต่ระดับ Forward P/E อยู่ที่ 44x ถือว่าแพงสุดๆ เกือบๆ 3 S.D. ไปแล้ว โดย A-H Premium (หรือ ความถูกแพงของหุ้นสองตลาดเทียบกัน) ล่าสุดอยู่ที่ 40% ถือว่าเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 เลย ถึงแม้ว่าเพิ่งผิดหวังจากการที่ MSCI ยังไม่เอาจีนเข้าคำนวนดัชนี แต่ตลาดก็ยังไม่ปรับฐานอะไรให้เห็น A-H เป็นแบบนี้ต้องจับตาดูนะครับ A-H Premium ที่ระดับนี้ อยู่ได้ไม่นานแน่นอน ยังไงก็ต้องแคบลงมา อยู่ที่ว่า จะแคบลงมาแบบ 1) A Share ไหลลงแรงๆ หรือ 2) H Share วิ่งไล่ตามขึ้นไป สำหรับหุ้นไทย ก็ Rebound ได้แต่ยังไม่ถึงแนวต้านแรก 1,520 จุด ด้วยซ้ำ แต่มุมมองของที่ประชุม กนง. ต่อเศรษฐกิจ ถือว่ากลับหน้ามือเป็นหลังมือจากการประชุมครั้งก่อนทีเดียว โดยบอกว่าเศรษฐกิจดูเติบโตดีขึ้น และโอกาสเกิดเงินฝืดลดลง (ทั้งๆที่ผ่านการประชุมครั้งก่อนไปแค่ 45 วัน) บวกกับไม่มีการปรับลดการคาดการณ์ GDP อีก ทำให้ผมออกจะมึนๆเล็กน้อยว่า เราจะเอาอะไรไปดัน GDP ในไตรมาส 3-4 นี่หว่า แต่อาจเป็นเพราะว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นในปีนี้ ดังนั้น กนง. อาจติดได้ว่า ถนอมกระสุนไว้ดีกว่า ถ้าลดไปอีกซัก 0.25% แล้ว Fed ขึ้นดอกเบี้ย เจอเงินทุนไหลออกแรงๆ ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนักๆ ก็อาจต้องกลับมารักษาเสถียรภาพค่าเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบ ซึ่งมันดูตลกเกินไป อีกเรื่องก็คือ การลดดอกเบี้ย 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์แทบไม่ให้ความร่วมมือ ลดไป ก็ไม่เห็นใครจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ มีแต่ลดดอกเบี้ยเงินฝาก งั้นก็อย่าไปลดมันเลย เปลือง .... หุ้นไทย น่าจะ Sideway เช่นกัน เล่นในกรอบครับ 1,480-1,520 จุด โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.