X

Mr.Messenger

Weekly Market Wrap Up (3 August 2015)
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
Weekly Market Wrap Up (3 August 2015)
สิงหาคม 2, 2015 at 10:40 pm 0
ผลประชุม FOMC ตลาดมองว่า ยังมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. อยู่ ขณะที่ฤดูประกาศผลประกอบการก็ไปเกินครึ่งทางแล้ว ฝั่งไทยเรา ได้แรงซื้อกลับหลังทดสอบ 1,400 จุด รอลุ้นผล กนง. วันที่ 5 ส.ค. ว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ในขณะที่ ทั่วโลกตลาดอย่างยุโรป และญี่ปุ่น ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ออกมาเป็นที่น่าชื่นใจแต่ตลาดหุ้น ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว EQ Performance

สหรัฐฯ

บริษัทจดทะเบียนใน S&P500 ประกาศงบมาแล้วเกินกว่า 70% ซึ่งผลออกมาคือ บริษัทเกินกว่าครึ่ง ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ก่อนหน้า (Positive Surprise) ตรงนี้ ถือเป็นข่าวดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยเช่นกัน เพราะในอดีต Positive Surprise แต่ละไตรมาส ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 46% เท่านั้น โดยกลุ่มที่ผลประกอบการดีมากๆเลยได้แก่กลุ่ม Healthcare และ Consumer Staples ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่ราคาน้ำมันลดลง ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศสหรัฐฯบ้างแล้ว ใครถือพวกกองทุน Healthcare ในพอร์ต ยินดีด้วยนะครับ คุณได้สิทธิเข้ารอบต่อไป (555+) (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
ตลาดหุ้นโลกปีนี้ ผ่านจุดที่เสี่ยงที่สุดไปแล้ว?
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
ตลาดหุ้นโลกปีนี้ ผ่านจุดที่เสี่ยงที่สุดไปแล้ว?
กรกฎาคม 22, 2015 at 11:50 pm 0
หลายคนยังถามเรื่อยๆเนื่องจากไม่มั่นใจสถานการณ์การลงทุนรอบโลก สาเหตุหนึ่งก็เพราะ เศรษฐกิจหุ้นไทย และข่าวไม่ดีในประเทศมันอาจทำให้เราจิตตกลงไปจนลืมนึกไปว่า โลกการลงทุนมันเปิดกว้างมากกว่าแค่จะเอาเงินอยู่ในปู่เซตที่เดียว ต้นปีนี้ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งขึ้นสวยหรูแต่จบไตรมาสสองด้วยภาพที่ตรงกันข้าม จาก 2 ประเด็นหลัก คือ ปรับฐานในตลาดหุ้นจีน และการเจรจาหนี้กรีซ ซึ่งตามมาหลังจากเดือน พ.ค. ที่มีแรงเทขายออกจากตราสารหนี้ทั่วโลกในจำนวนไม่น้อย ถ้ามองไปข้างหน้าจนถึงสิ้นปีนี้ จะพบว่า Major Issue ที่เหลืออยู่ก็คือ จังหวะการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ว่าจะขึ้นเดือน ก.ย. หรือ ธ.ค. ดีกว่ากัน แต่ถ้าในเชิงกลยุทธ์ผมขอให้มองข้ามเรื่อง Timing ไปเลยครับ เพราะประธานเฟดพูดชัดแล้วว่ายังไงก็ขึ้น และขึ้นปีนี้อย่างน้อย 1 ครั้งแน่นอน ดังนั้น สิ่งที่สำคัญกว่า ก็คือ "ผลของการขึ้นดอกเบี้ย การลงทุนใดจะให้ประโยชน์?" Badตราสารหนี้ ถ้าเป็นพวก Investment Grade มองยังไงก็ไม่ดี เพราะเชื่อว่าอัตราผลตอบแทนตจะขยับขึ้นตามดอกเบี้ยเฟดแน่นอน หลังปัญฆากรีซจบลงไปแล้ว และกว่าที่เราจะพูดถึงกรีซกันอีกทีน่าจะเป็นปีหน้าเลย แต่ Goodตรงกันข้ามกับเหล่า High Yield Bond (โดยฉพาะในสหรัฐฯ) ที่ดูเหมือนจะดีในช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐฯกำลังจะดีขึ้น เพราะเหล่า Turn around company ที่ดี อาจได้รับการ Upgrade Credit Rating เมื่อฐานะการเงินดีขึ้น ทำให้ราคาน่าจะมี Upside ที่เปิดกว้าง ประกอบกับ Coupon ที่จ่ายไม่ต่ำกว่า 5%-7% นั้น ถือว่า ไม่เลวเลยสำหรับภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำๆและถึงขึ้น ก็ขึ้นแบบช้าๆอย่าง ณ ตอนนี้ Goodตราสารทุน ผมยังเชื่อว่าจะ Outperform เมื่อเทียบกับ Asset Class หลักๆของโลก โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ กับการขยับเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิของหุ้นในยุโรปและญี่ปุ่น การที่ Bond Yield มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นช้าๆ เหล่านี้ คือ สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ราคาหุ้นของบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งทั่วโลกมี Upside ข้างบนอีกไม่น้อย ผมชอบ ยุโรป ญี่ปุ่น และอินเดีย (จีน เล่นแค่เพื่อเก็งกำไร) ส่วนหุ้นไทยทยอยเก็บไปครับ 1,400-1,440 จุด หลุดมาก็ซื้อเพิ่ม แล้วไปหวังซักอีก 2-3 ปีข้างหน้าตอนเราได้รัฐบาลใหม่ และมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่เป็นรูปเป็นร่างมากกว่าวันนี้ ตอนนี้เป็นช่วงเก็บของสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่เป็นช่วงพอร์ตว่างของนักลงทุนระยะสั้นครับ Badสินค้าโภคภัณฑ์ ถึงแม้ดอกเบี้ยสหรัฐฯจะขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เงินเฟ้อโลกจะขยับขึ้นตาม เพราะ Demand มันไม่โตไปพร้อมๆกันเหมือนก่อนวิกฤตปี 2008 แล้ว ดังนั้น Commodities ทั้งหลาย ยังอยู่ในขาลง และยังไม่สดใสเท่าที่ควร รวมถึงราคาทอง และราคาน้ำมันนะครับ แต่สำหรับราคาน้ำมัน ผมมองว่า ผ่านจุดต่ำสุดของรอบไปแล้ว เพียงแต่ว่า อาจยังขึ้นได้ไม่แรง Sideway อยู่ข้างล่างนี้ หลังจากที่ Supply จากอิหร่านกำลังเข้ามา และปรากฏว่า เหล่า Shale Oil Shale Gas สามารถลดต้นทุนการผลิตลงมาได้และผลิตแข่งกับกลุ่ม OPEC ในช่วงที่ Demand ยังไม่มีสัญญาณฟื้นที่ชัดเจน Goodค่าเงิน ผมมองค่าเงิน USD มีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบกับญี่ปุ่น และยุโรป แต่ที่ต้องดูหน่อยก็คือ ถ้าค่าเงินเยนอ่อนค่ารุนแรงเกินไปจนนักลงทุนมองว่า อ่อนเร็วกว่าที่ควรจะเป็น เมื่อนั้น ต่อให้ใช้ QE อัดเพิ่ม ตลาดก็อาจขาดความเชื่อถือในค่าเงินเยน ซึ่งตรงนี้จะเห็นว่า เป็นผลดีต่อค่าเงิน USD ครับ ประเด็นที่จะทำให้ USD อ่อนในระยะสั้น ยังหาไม่ค่อยเจอครับ ยกเว้นเศรษฐกิจยุโรปมันดีผิดหูผิดตาขึ้นทันทีใน 3-6 เดือนข้างหน้า สำหรับ THB ปีนี้มีสิทธิเห็น 36 บาท/ดอลล่าร์ฯนะครับ เคยบอกว่า น่าจะเห็น 35 ปีนี้ ปรากฏครึ่งปีผ่านมา ค่าเงินอ่อนเร็วกว่าคาด ผมขออนุญาตขยับเป้าไปอีกแล้วกัน โดยสรุปคือ ปัจจัยสนับสนุนตลาดครึ่งปีหลังก็คือ 1. Political Risk และปัญหาหนี้กรีซ กับยูโรโซนที่เบาบางลง จะส่งผลดีต่อตลาดทุนโดยรวมแน่นอน 2. การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯที่มาพร้อมกับการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อยหนึ่งครั้งในปีนี้ ถือว่า เป็นสภาพแวดล้อมที่หุ้นตกยาก ส่วนเรื่องความเสี่ยง ผมมอง 2 ประเด็นเช่นกัน 1. ยุโรปจะฟื้นได้จริงไหมในช่วงเวลาที่ไม่มีเหตุการณ์ปัญฆาหนี้จากกลุ่มสมาชิก 2. ความผันผวนในตลาดหุ้นจีน จะยังมีอีกหรือเปล่าในช่วงที่เหลือของปี ถ้ายังมีอยู่ แปลว่า ตลาดฝั่งเอเชีย รวมญี่ปุ่น อาจจะสะดุดแบบครึ่งปีแรก Mr.Messenger
CONTINUE READING ...
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
Mr. Messenger's View, Thailand
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
กรกฎาคม 18, 2015 at 9:40 pm 0
ผ่านครึ่งปีไปแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวถือว่าแย่กว่าที่นักวิเคราะห์และทางการคาดไว้ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมากนะครับ GDP Growth ที่แรกเริ่มเลยรัฐบาลชุดนี้ตั้งธงไว้ที่ 4-5% แต่มาวันนี้ เอาแค่ให้พ้น 3% ก็อาจจะทำได้ยากเลย ทั้งนี้ ตัวเลขที่ถือว่าต่ำกว่าเป้าไปเยอะมากๆก็คือ ตัวเลขการส่งออก Thai Export จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า ตัวเลขส่งออกของไทยติดลบมา 6 เดือนติดต่อกัน (เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า) เรียกได้ว่า อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ไปดูตัวเลขเงินเฟ้อก็พบว่า ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2014 ก่อนที่จะมีรัฐประหาร และก่อนที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลงมาแรงกว่า 40% จนถึงตอนนี้ CPI ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดูแล้ว เงินเฟ้อจะกลับไปที่ระดับก่อนปี 2014 ได้นั้น คงต้องใช้เวลาเหมือนกันถ้าราคาน้ำมันไม่ขยับขึ้น CPI   แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อม ผมมองว่าเป็นความเสี่ยงครับ เงินเฟ้อที่เกิดจาก Cost Push นั้น เราไม่อยากได้นะ ฟากรัฐบาล ก็พบว่า เบิกจ่ายงบประมาณช้ากว่าแผนเล็กน้อย แต่ถึงจะตามแผนไป ผมก็มองว่าช้าไปแล้วที่จะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาใน 3-6 เดือนข้างหน้า ยกเว้นเป็นมีแผนการลงทุน Mega Project ขนาดใหญ่ ขยาย Infrastructure ของประเทศเพื่อปลดล็อคศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

อ้าว เฮ้ย ไม่เหลืออะไรดีซักอย่าง แล้วปีนี้ GDP Growth ไทยจะโตด้วยอะไรละ?

หลายคนก็บอกว่า คงต้องไปฝากไว้ที่ภาคการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด นั้นเป็นสาเหตุให้การประชุมกนง. ครั้งที่ผ่านมา นอกจากจะมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง ที่ประชุมก็ยังออกมาตรการผ่อนปรนเงินทุนไหลออก เพิ่มโควต้าโอนเงินออกนอกประเทศให้กับนักลงทุนในไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็อ่อนค่ามาอยู่ที่ 34.24 บาท/ดอลล่าร์ และมีทีท่าว่าอาจจะไปถึง 35 บาท/ดอลล่าร์ได้ภายในปีนี้ ถ้าสหรัฐฯเล็งว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจริงๆปีนี้ THB แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าแบบนี้ ที่ดีก็คือ "ส่งออก" และอีกที่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ พระเอกของเรา "ภาคการท่องเที่ยง" นั้นเอง ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะครับ เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน ผมก็ไม่มั่นใจว่า การท่องเที่ยวไทย จะช่วยให้อะไรในครึ่งปีหลังดูดีขึ้นจริงหรือ ด้วยเหตุผล 5 ข้อด้วยกัน 1. รัฐบาลคาดการณ์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเข้าไทยปีนี้ 28 ล้านคน (จนถึงเดือน พ.ค. เข้ามาแล้ว 12 ล้านคน ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่... ภาคการท่องเที่ยวของไทย คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียงแค่ 10% เท่านั้น ดังนั้น ต่อให้โตขึ้นจริงตามเป้าก็ดึง GDP ภาพใหญ่ขึ้นได้ไม่เยอะอยู่ดี 2. ไทยเราตรวจเจอผู้ป่วยไวรัส MERS คนแรกเมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถึงแม้จะดูเหมือนว่าควบคุมได้ แต่ความระมัดระวังของทางการ และความไม่สบายใจของนักลงทุนโดยรวม ย่อมทำให้จำนวนนักท่องเทียวโดยรวมทั้งโลกลดลงในระยะสั้นเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน 3. ICAO ทำการปรับลด Airline safety standard rating ของไทย เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับฟิลลิปปินส์ และอินโดฯ ในปี 2007 และ 2008 ตามลำดับ ซึ่งครั้งนั้น FAA ของสหรัฐฯ ก็สั่ง downgrades ตามด้วยทันที ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยว และธุรกิจการบินของ 2 ประเทศนั้นชะลอตัวลงชั่วคราว ตอนนี้เครื่องบินแบบ Charter Flight ไปญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ถูกยกเลิกนะครับ บางคนอาจมองว่า ก็ดี คนไทยจะได้เที่ยวไทยมากขึ้น เพราะไปเมืองนอกได้น้อยลง ก็ว่ากันไป แต่ในสายตาของต่างชาติเนี่ย พอขึ้นชื่อว่าไม่ได้มาตรฐาน มันย่อมกระทบกับความรู้สึกให้กังวลอยู่แล้วละ ถึงแม้จริงๆ มันอาจเป็น Technical Problem ก็ตาม 4. ได้มีโอกาสคุยกับนักวิเคราะห์ต่างชาติที่สิงคโปร์ กับเพื่อนที่เป็น Private Banker ที่ฮ่องกง พบความเห็นที่ตรงกันว่า เหล่านักลงทุนต่างชาติ ไม่ Happy กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่าไหร่ และภาพที่สื่อออกไปในหลายๆครั้ง คนที่สหรัฐฯ ที่ยุโรป ก็มองว่า มันเป็นความเสี่ยง ไม่กล้ามาลงทุน ไม่กล้ามาเที่ยว ยังมีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ตรงนี้มันห้ามเขาไม่ได้นะครับ แต่เราก็ต้องอธิบาย และทำให้เขาเข้าใจ (ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั้นละ) 5. ความผันผวน และผลขาดทุนอย่างหนักในตลาดหุ้นจีน ส่งผลต่อเงินในกระเป๋า และกระทบจิตใจคนจีนพอสมควร อย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวจีนมาไทย ตอนนี้มีสัดส่วนสูงสุดถึง 29% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ดังนั้นเดี๋ยวเรามาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ก็จะพอเห็นครับ ว่าที่ผมกังวลนี้ จะเป็นจริงหรือเปล่า ซึ่งที่ผมเดาไว้แบบนี้ก็เพราะ ตั้งแต่ที่ประเด็นหนี้กรีซอยู่ในความกังวลอีกครั้งหลังนายก Tripras ขึ้นมาบริหารประเทศนั้น ชัดเจนเลยว่า นักท่องเที่ยวในยุโรป เดินทางมาเที่ยวไทยลดลงมาตลอดตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่รู้ว่า พอกรีซยังอยู่ในยูโรโซนดี คนที่โน้นจะกลับมาเที่ยวไทยหรือเปล่า แต่หากย้อนดู Timeline ย้อนหลังกับนักท่องเที่ยวที่มาไทย จะพบว่า ถือเป็นจุดแข็งเศรษฐกิจไทยจริงๆครับ ไม่ว่าผ่านเหตุการณ์อะไรมาก็แล้วแต่ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังอยากมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่ปีนี้ ปัจจัยมันเยอะกว่าเดิม เลยเสี่ยงกว่าเดิม TT เห็นไหมครับว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยงจริงๆ บทความนี้ ก็เพื่อตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า

"ทำไม Mr.Messenger ถึงไม่แนะนำให้ถือหุ้นไทยเลย วันๆอัพเดทแต่ตลาดหุ้นเมืองนอก?"

มันก็เป็นเพราะ ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นไทยแบบถือยาวๆครับ ถ้าผมจะซื้อ มี 2 เงื่อนไขนะ ไม่หุ้นไทยลงมาแรงๆแบบถูกมากๆ ถูกกว่าภูมิภาคจนน้ำลายไหล ก็ต้องเห็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับไปโตได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ ณ ตอนนี้ 2 อย่างที่ผมรอ ยังไม่เกิดครับ เพราะฉะนั้น LTF ผมไปรอโน้น ปลายปีเลย ^^
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tourism.go.th , http://www.tradingeconomics.com และ Goldman Sachs Research
CONTINUE READING ...
ปัจจัยที่ต้องรู้ ก่อนออกไปสู้ในสนาม DW
Financial Planning, Investment
ปัจจัยที่ต้องรู้ ก่อนออกไปสู้ในสนาม DW
กรกฎาคม 15, 2015 at 3:35 pm 0
ประโยชน์ของ DW นั้นมีมาก แต่ DW ก็ถือเป็นดาบสองคมสำหรับนักลงทุนที่มองเห็นแต่ผลตอบแทนของมันโดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ต้องยอมรับนะครับว่า DW ถูกใช้ในการเก็งกำไรเป็นส่วนใหญ่ และนักลงทุนรายย่อยเกือบจะทั้งหมดที่เข้ามาลงทุน DW ก็ไม่ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันซักที ทั้งนี้ ผมขออนุญาตรวบรวมสิ่งที่นักลงทุนควรพิจารณา เพื่อจะได้เข้าใจว่า DW มีกลไกอย่างไรนะครับ
  • ราคาหุ้นอ้างอิง
  (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.