X

FED

Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
ไม่มีหมวดหมู่
Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
เมษายน 2, 2019 at 5:39 pm 0
วันนี้ SET Index บวกขึ้นมาอีก +6.84 จุด ขยับขึ้นมาปิดที่ระดับสูงกว่า 1,650 จุดอีกครับ MACD ให้ Buy Signal และขยับขึ้นมาเทรดเหนือ Moving Average 50 วัน มาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. ขณะที่ RSI ขยับขึ้นมาสูงกว่าโซน 50 ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
การกลับมาของ US Treasury Yield 10 ปี ที่ระดับ 3%
Mr. Messenger's View, US
การกลับมาของ US Treasury Yield 10 ปี ที่ระดับ 3%
พฤษภาคม 2, 2018 at 7:57 am 0
ตลาดหุ้นสหรัฐฯเมื่อคืน แกว่งในแดบลบก่อนดีดกลับมาปิดตลาดบวกเล็กน้อย จากการที่นักลงทุนรอผลการประชุมเฟดวันที่ 1-2 พ.ค. ว่าจะมีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเร็วขึ้นหรือไม่ โดยเมื่อคืน ตลาดหุ้น S&P 500 ปิด 2,654.80 จุด บวกขึ้นมา +6.75 จุด หรือคิดเป็น +0.25% โดยระหว่างวันปรับลงไปที่จุดต่ำสุดถึง 2,625.41 จุด เมื่อคืนมีการประกาศตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายในเดือนเม.ย.ของสหรัฐ ซึ่งออกมาค่อนข้างดี โดยปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 56.5 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 55.6 ในเดือนมี.ค. แตะระดับสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ย. 2557 หรือในรอบกว่า 3 ปีครึ่ง (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
4 คำถามที่คุณอยากรู้ ถ้าสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
4 คำถามที่คุณอยากรู้ ถ้าสหรัฐฯขึ้นดอกเบี้ย
มิถุนายน 25, 2015 at 12:26 am 0
ล่าสุด ตอนนี้ คนส่วนใหญ่คิดว่า ยังไง Fed ก็น่าจะขึ้นดอกเบี้ยภายในปีนี้นะครับ ส่วนจะเป็นเดือน ก.ย. หรือ ประชุมครั้งสุดท้ายของปีที่เดือน ธ.ค. นั้น ยังคงต้องลุ้นกันไปทุกครั้งที่ FOMC มีการประชุม แต่ลุ้นไปเรื่อยๆโดยไม่วางแผนรับมือ มันก็ดูกระไรอยู่ ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตรวบรวม 6 คำถามที่ผมได้รับเข้ามาทั้งทาง Line และ Message ของแฟนเพจ Sinthorn ซึ่งคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อทุกคนที่ลงทุน ไม่ว่าจะอยู่ในไทยหรือในต่างประเทศ ไม่ว่าจะหุ้น หรือจะตราสารหนี้กันนะครับ ถ้าชอบ ก็แค่ขอบคุณในใจ แค่นั้นพอครับ ไม่ขออะไรมากมาย

Q1 : สหรัฐฯ ขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนหรือไม่?

A : ปั่นป่วน ตั้งแต่ตลาดคาดการณ์ว่าจะยกเลิก QE แล้วครับ และยังคงปั่นป่วน ตอนที่ตลาดรู้แน่ว่า เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่รู้ว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ และปั่นป่วนต่อไป เพราะไม่รู้ว่า ขึ้นแล้วจะขึ้นได้เยอะไหม เร็วแค่ไหน สิ่งเหล่านี้ ประธานเฟดเปิดกว้างมาตลอด ให้ตลาดเดากันไปเองหมด ดูแบบนี้ เสี่ยงใช่มั้ย? แต่เจเนต เยลเลน ส่งสัญญาณไว้อย่างหนึ่งครับ เขาบอกว่า จะไม่ขึ้นดอกเบี้ยเด็ดขาด หากไม่เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นจริงๆ ซึ่งมันก็เหมือนสัญญากับนักลงทุนว่า จะดูแลตลาดหุ้นเป็นอย่างดีนั้นละ ดังนั้น การขึ้นดอกเบี้ยคงทำให้ตลาดหุ้นผันผวนเป็นเรื่องปกติ แต่ Key Message ของป้าเยลเลน จะแปลว่า ปรับฐานลงมา ก็ซื้อซะ เพราะเฟดจะช่วยดูแลตลาดหุ้นให้ท่านเอง :) เอางี้ ไปดูการคาดการณ์ดัชนี S&P500 และ EPS ตลาด รวมทั้ง ตัว US Treasury Yield ของสหรัฐฯ ที่ทำโดย Goldman Sachs ออกเมื่อต้นสัปดาห์นะครับ จะเห็นว่า เค้าก็ยังมองว่า ตลาดหุ้นอเมริกายังมี Upside ในระยะยาว แต่สังเกตเห็นไหมครับ เป้า S&P500 ปี 2015 ให้ไว้ที่ 2100 จุด ขณะนี้ที่ผมเขียนบทความอยู่ (เที่ยงคืนครึ่ง - -") S&P 500 เทรดเกินเป้าที่ GS มองไว้เรียบร้อย แปลว่า เค้าคิดเหมือนผม หรือผมคิดเหมือนเค้าก็ไม่รู้ ว่า ตลาดครึ่งปีหลังก่อนขึ้นดอกเบี้ย น่าจะยังผันผวนอยู่ แต่ระยะยาว ไปต่อได้นะ เชื่อเถอะ!! Market Trend  

Q2 : ในอดีตที่ผ่านมา พอสหรัฐฯเข้าสู่วัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ย สถิติย้อนหลัง บอกอะไรเราบ้าง?

A : กว่าที่ผมจะไปหาคำตอบนี้เจอ รู้ไหมว่ามันยากแค่ไหน!! แต่เพราะตัวเองอยากรู้ด้วย ก็เลยค้นพบคำตอบ และอยากชี้ทางสว่างให้คนอื่นด้วย ดูกราฟนี้ครับ ผมเอามาจาก LPL Research ซึ่งเป็นโบรกเกอร์อยู่ใน Boston Rate Hike แต่ละเส้นก็คือ การเคลื่อนไหวของดัชนี S&P500 โดยให้วันที่ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของแต่ละรอบเศรษฐกิจเป็นฐาน จะพบว่าสิ่งยืนยันที่ผมจินตนาการตอบคุณในข้อ 1 ว่า ก่อนขึ้นดอกเบี้ย ตลาดจะผันผวน จากกราฟก็ผันผวนมันทุกรอบจริงๆ ในกราฟ ตัวเส้นค่าเฉลี่ยคือ การขึ้นดอกเบี้ย 9 ครั้ง นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 นะครับ ที่น่าสนใจคือ 3 ครั้งหลังที่ขึ้นดอกเบี้ย ก็คือปี 1983, 1994 และปี 2004 จะพบว่า ผ่านไป 3-4 เดือนหลังจากขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก S&P500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก และถ้ายืดระยะเวลาออกไปเป็น 6 เดือนหลังจากขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก จะพบว่า 7 ใน 9 ครั้งที่ขึ้นดอกเบี้ย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยให้ผลตอบแทเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2% ส่วนอีก 2 ครั้งที่ขาดทุน เพราะดอกเบี้ยขึ้นแรงและเร็วเกินไปครับ ตลาดปรับตัวไม่ทัน ครั้งนี้ เชื่อว่า เฟดจะค่อยๆขึ้นอย่างระมัดระวัง ดังนั้น ความผันผวนรุนแรงไม่น่าจะเกิดขึ้น

Q3 : หุ้นไทยละคับเฮีย จะรอดไหม ถ้าเฟดขึ้นดอกเบี้ย?

A : ในมุมมองของผมนะ ประเทศไทย มีประเด็นอื่นให้กังวลว่าตลาดหุ้นจะขึ้นได้ยากอยู่หลายประเด็น ไม่ใช่แค่เรื่องเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยหรอก เรื่องแรกก็คือ Growth Engine หรือ เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทบจะหยุดชะงักทุกตัว ส่งออกที่หวังว่าจะขี่ม้าขาวมาช่วย ต้นปีบอกน่าจะมี Growth อ่อนๆ มาวันนี้ แต่ไม่ติดลบ ก็ถือว่าเกินเป้าแล้ว เรื่องที่สอง แต่ก็ยังดีที่บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจดีกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ ดังนั้นสมาคมนักวิเคราะห์ก็ยังหวังว่าจะเห็น EPS Growth ในตลาดหุ้นไทยในระดับ 10% ขึ้นได้ แต่คำถามก็คือ มันพอไหม หรือมันมีความเสี่ยงจะโดนปรับลงมาอีก? แล้วตลาดหุ้นไทย ถือว่า Valuation เป็นยังไงเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน งั้นดูตารางนี้GS จาก Bloomberg Consensus ที่ Forward P/E 14x EPS Growth 13% และ Dividend Yield 3.4% ถือว่าเราแพงกว่าตลาดเล็กน้อย แต่ปันผลถือว่าแจ่มเลย การที่ Valuation อยู่ตรงกลางเมื่อเทียบกับตลาดอื่นแบบนี้ จะหวังให้เค้าทำ Rotation ขายตลาดอื่นมาใส่ในบ้านเราเยอะๆคงเป็นได้ยากหากไม่เห็นพัฒนาการในด้านการลงทุนและการเมืองที่ฝรั่งเค้าหวังนะครับ ดังนั้น ผมคิดว่า ขึ้นยาก แต่ลงก็ยาก เพราะหุ้นไทย หลายๆตัวยังปันผลหล่อกว่าตลาดหุ้นที่อื่น เรื่องที่สาม ตอนปี 2004 ที่สหรัฐฯเริ่มขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกหลังวิกฤต dotcom ปี 2000 นั้น ตลาดหุ้นไทยขึ้นได้ก็จริง แต่ผันผวนเสียเหลือเกิน ผมจะได้ว่าช่วงนั้น เหล่า daytrade ตายกันเป็นแถว โดนลากขึ้นลากลงสนุกมือ สาเหตุเป็นเพราะ ช่วงนั้นถึงเศรษฐกิจดี เงินไหลเข้าไทยเยอะ ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าจาก 45 บาท ในปี 2001 มา 37 บาท/ดอลล่าร์สหรัฐฯ ในปี 2005 แล้วก็ตามมาด้วยอุ๊ย 100 จุด ตามกราฟด้านล่างที่ท่านเห็น จาก 700 มา 600 จุด ภายในวันเดียว #หลอนมว๊ากกก SET Rate Hike

Q4 : แล้วตลาดตราสารหนี้ละ จะพังไหม?

A : กลายเป็นเรื่องที่นักลงทุนเสี่ยงต่ำต้องหลอนกันแทน เพราะการที่ US Treasury ซึ่งถือว่าเป็น Risk Free Rate ของโลก ปรับตัวขึ้น จะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ทั้งโลกปรับตัวขึ้นตามไปด้วยแน่นอน ตามทฤษฎีไม้กระดก ที่ว่า ราคาตราสารหนี้ แปรผกผันกับ อัตราผลตอบแทน ( ไปอ่านเรื่องนี้ได้ที่บทความเก่าของผม http://www.iammrmessenger.com/?p=1379 ) ดังนั้นในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น หลายๆคนเลยบอกว่า ควรหลีกเลี่ยงการถือตราสารหนี้ซะ ไม่งั้นจะขาดทุนจากการ Mark to Market yield_v_price แต่ช้าก่อน อย่าเพิ่งเดินไปธนาคารแห่ขายกองทุนตราสารหนี้ แล้วไปบอกผู้การสาขาว่า Mr.Messenger ให้ขายหนีนะครับ อ่านต่อก่อน ตารางด้านล่าง Morgan Stanley เขาไปศึกษา ส่วนผมไปขโมยมา ฮ่าๆๆๆๆ MS ผลการศึกษาของ MS เขาสรุปว่า กรณีที่ Fed ไม่เป็นมิตรกับนักลงทุนในตราสารหนี้ รีบขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาดการณ์ จะทำให้กการลงทุนใน US Treasury และตราสารหนี้ที่ระดับ Investment Grade ขาดทุนเกือบหมด แต่เป็นขาดทุนไม่เยอะ เพราะเค้าเชื่อว่า Fed จะกล้าทำแบบนี้ ก็ต่อเมื่อ เศรษฐกิจมันดีจริงๆ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจดีจริง Credit Rating ของประเทศ และฐานะการเงินบริษัทน่าจะดีขึ้น ได้ผลบวกพอหักล้างขาดทุนจากการ Mark to Market ได้บ้าง เห็น Long-Duration High Yield และ Short-Duration High Yield ไหมครับ? ไม่ว่าผลลัพทธ์ออกมาทางไหน MS บอกว่า ยังมี Upside ให้ลงทุน สาเหตุเป็นเพราะ Spread ของพวก High Yield Bond หรือ พวก Junk Bond พวกนี้ เทียบกับ US Treasury มันสูงไป การขึ้นดอกเบี้ยได้ จะทำให้การลงทุนใน High Yield ได้ผลบวกจาก Spread ที่แคบลง บวกกับ อัตราผลตอบแทนที่จ่ายอยู่สูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ทำให้ใครที่ถือ Asset Class นี่ ยังสามารถถือลุ้นต่อไปได้ครับ แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ยังแนะนำให้มีตราสารหนี้ภาครัฐในพอร์ต สำหรับนักลงทุนที่จัด Allocation อย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของตัวเองแล้วครับ ถ้าถามว่าทำไม ก็เพราะ ถึงแม้ Fed บอกจะดูแลอย่างดี ไม่ให้มีความผันผวนในตลาดหุ้นก็ตาม แต่ตลาดหุ้นมันไม่ได้วิ่งขึ้นลงแค่ลมปากประธานเฟดอย่างเดียวซะที่ไหน ไหนจะความเสี่ยงการก่อสงคราม การรุกรานกันระหว่างประเทศ ไหนจะโรคระบาดอย่าง MERS ที่เพิ่งเจอ ไหนจะความผันผวนในตลาด Commodities รวมถึงการสู้กันของผู้ผลิตน้ำมัน รวมถึงความเสี่ยงที่เงินเฟ้อโลกอาจมาเร็วกว่าที่กำหนด ความเสี่ยงเหล่านี้ การมีตราสารหนี้ในพอร์ต จะทำให้เราอยู่รอด ลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขเต็มที่ ไม่ใช่กางพอร์ตมาที หน้าเครียดไป 3 วัน จบข่าว Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
Mr. Messenger's View, US
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
กุมภาพันธ์ 24, 2015 at 12:35 am 0
ภาพการลงทุนในปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนในโลกกำลังจับตาก็คือ สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่? ดังนั้น ทุกๆครั้งที่มีการประชุม FOMC หรือประธาน Fed ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆก็ตาม จะมีฝ่ายตีความ พยายามแปลความหมายในคำพูดของนางว่า ในมุมของ Policy Maker (ผู้กำหนดนโยบาย) แล้ว เขามองเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไง? แล้วภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีผลกับการขึ้นลงของดอกเบี้ยอย่างไร? หากเศรษฐกิจสหรัฐฯโชว์ว่าขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวสหรัฐฯเอง น่าจะพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ต้องแบกรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้บ้างแล้ว ไม่ควรได้ Cheap Money ไปตลอด แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีหลักฐานอะไรที่โชว์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีปัญหา ก็อาจแปลว่า FOMC จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เพื่อเป็นหลักประกันในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯจริงๆ ส่วนเรื่องว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯตอนนี้ดีหรือเปล่า เคยเขียนถึงตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับว่า ตัวเลข Indicator ที่ Fed ใช้วัดเสถียรภาพของเศรษฐกิจนั้นดูดีขึ้น แม้การกระจายของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะลงไปไม่ถึงชนชั้นกลางอย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม ทำไมโลกต้องไปจับตาการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ? เพราะเขาเป็นพี่ใหญ่ เงินตราที่ค้าขายกันอยู่ในโลกนั้น เกินกว่า 50% ซื้อขายกันเป็นสกุล USD ดังนั้น การขึ้นลงของดอกเบี้ย และทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐย่อมส่งผลต่อประเทศคู่ค้า และทิศทางค่าเงินสกุลอื่นๆเช่นกัน แต่ประเด็นที่ละเอียดลงไปอีกระดับ ก็คือ เพราะนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มันมาไม่พร้อมเพรียงกันเหมือนในวัฏจักรเศรษฐกิจรอบก่อนๆ หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็คือ บางประเทศยังมีความเปราบางในแง่ของการฟื้นตัว ยกตัวอย่างคือ กลุ่มยูโรโซนที่มีปัญหากับประเทศสมาชิก, กลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคา Commodity ยังอยู่ในระดับต่ำ จากอุปสงค์ของโลกที่ชะลอตัว, หรืออย่างจีน ที่เปลี่ยนยุทธศาสตร์การขยายตัวของเศรษฐกิจจากโตด้วยส่งออก เป็นโตด้วยการบริโภคในประเทศ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่ในโลก ยังต้องการนโญบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือ กดอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เห็นไหมครับ มันตรงกันข้ามกันสหรัฐฯตอนนี้เลย ที่เศรษฐกิจดูจะพร้อมขึ้นดอกเบี้ยก่อนคนอื่น ดังนั้น ในช่วงที่เกิดการสวนทางของนโยบายการเงิน (divergence) แบบนี้ ย่อมทำให้นักลงทุนกังวลว่า มันจะมีผลทำให้ Fund Flow ของโลกผันผวนหรือเปล่า Fed00 นักวิเคราะห์เค้ามองว่า Fed Fund Rate จะเริ่มขยับขึ้นเมื่อไหร่? จากโพลสำรวจของ CME Group พบว่า เกินกว่า 47% ของนักวิเคราะห์ที่ถูกสำรวจมองว่า FOMC น่าจะมีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน มิ.ย. 2015 ที่จะถึงนี้ และหลังจากนั้น ทุกๆการประชุม น่าจะขึ้นดอกเบี้ยทีละ 10bps จนทำให้ปลายปีนี้ Fed Fund Rate น่าจะไปอยู่ที่ 0.75% Fed01   ถ้าขึ้นดอกเบี้ยจริง เงินยิ่งไหลกลับเข้าสหรัฐฯทำให้ค่าเงิน USD แข็ง ถูกต้องหรือไม่? การไหลของเงินทุน มันมักจะไหลเร็วกว่าความคิดของเราเสมอครับ นับตั้งแต่วันแรกที่มีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากยุติ QE นั้น ค่าเงิน USD ก็แข็งค่ารวดเดียวเกินกว่า 15% เมื่อเทียบกับสกุลหลักๆอย่าง EUR หรือ JPY ดังนั้นมันแสดงให้เห็นว่า มีคนขนเงินกลับสหรัฐฯไปก่อนหน้าเราแล้วเกือบๆครึ่งปี ปัญหาคือ มันจะมีเงินไหลไปอีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ตอบยากในแง่ของแนวโน้มครับ แต่ถ้ามองที่ตรรกะอย่างเดียว การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรทำให้ USD อ่อนค่าลงไปได้ ไม่งั้น มันขัดกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวเกินไปซักหน่อย Fed04 แล้วในแง่ของตลาดหุ้นละ เห็นเค้าบอก การขึ้นดอกเบี้ย ไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นนิ? ตอนผมเรียน Eco 101 ผมก็คิดแบบนั้นครับ ฮาๆ แต่เมื่อดูตัวเลขสถิติย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเห็นว่า มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้นของวัฎจักรนั้น บริษัทส่วนใหญ่จะสามารถแบกรักต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากได้สบายๆ ต่อเมื่อขึ้นดอกเบี้ยถึงจุดหนึ่งนะครับ ดอกเบี้ยจ่ายแพงมากๆ ก็ไปกระทบกับกำไรบริษัท จนทำให้ต้องไป Cut Cost ลดกำลังการผลิต ปรับลดโครงการลงทุน ฯลฯ เมื่อนั้นเราถึงเห็นผลร้ายของการขึ้นดอกเบี้ยต่อภาคธุรกิจจริง แต่สำหรับสหรัฐฯนั้น ชัดเจนครับว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพราะระดับปัจจุบันมันอยู่ต่ำเกินไป ขึ้นนิดๆหน่อยๆ ก็เพื่อให้มันสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ใครที่กังวลว่า ตลาดหุ้นจะโดนเทหนักๆ ผมมองว่า ใจเย็นๆก่อนครับ อย่าเพิ่งขายล้างพอร์ตหนีไปก่อน เด๋วตกรถแล้วจะหาว่าไม่เตือน หลักฐานอีกอย่าง (พิมพ์อย่างเดียว ไม่เห็นภาพเนอะ) ที่บอกว่า การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรก ไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นก็คือ กราฟด้านล่างครับ St. Louis Fed ทำสถิติย้อนหลังวัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ใน 5 รอบที่ผ่านมา เทียบความสัมัพนธ์กับ S&P500 พบว่า ช่วงก่อนการขึ้นดอกเบี้ย 6 เดือน 3 เดือน และ 1 เดือนนั้น S&P500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ส่วนหลังการขึ้นดอกเบี้ย พบว่า มีแค่ช่วงเดือนแรกเท่านั้นที่มีโอกาสขาดทุนเล็กน้อย แต่ถ้าถือได้ยาว 1-3 ปี ก็จะพบว่า ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงทีเดียว Fed02   แน่นอน นั้นมันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหุ้นไทย หรือที่ไหนๆบนโลกจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด และยิ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่พอดีกัน มันยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า เงินจะไหลออกจากประเทศที่อ่อนแอ วิ่งไปหาสหรัฐฯ หรือ ประเทศที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออก QE ออกมาต่อสู้กับเงินฝืด ประเทศเล็กๆน้อยๆที่ภูมิต้านทานต่ำ คงต้องลุ้นกันหน่อยว่า Side Effect จะเป็นอย่างไร ถ้า FOMC คิดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง ทั้งๆที่ประเทศอื่นเศรษฐกิจเขายังไม่ฟื้นอย่างตอนนี้ :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.