X

ECB

ผลการประชุม ECB แบบนี้มี QE เพิ่มรึเปล่านะ?
Europe, Mr. Messenger's View
ผลการประชุม ECB แบบนี้มี QE เพิ่มรึเปล่านะ?
ตุลาคม 23, 2015 at 8:04 am 0
✪ สรุปผลการประชุม ECB เมื่อคืนนี้ ✪
  1. ECB มีมติคงดอกเบี้ยที่ระดับเดิมที่ 0.05% และไม่ได้มีมาตรการกระตุ้นอะไรใหม่ในการประชุมครั้งนี้
  2. แต่ Mario Draghi ประธาน ECB บอกกับสื่อหลังการประชุมว่า ที่ประชุมอาจพิจารณามาตรการกระตุ้นเพิ่มเติม โดยอาจจะเป็นการประชุมเดือน ธ.ค. ก็เป็นได้
(เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Weekly Global Market Wrap Up (as of 15 June 2015)
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
Weekly Global Market Wrap Up (as of 15 June 2015)
มิถุนายน 14, 2015 at 8:18 pm 0
สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั้งโลกปรับตัวอยู่ในแดนลบ MSCI Europe -0.9% ในขณะที่ MSCI Asia ex-Japan -1.5% ประเด็นต่างๆที่อยู่ในสัปดาห์ที่แล้ว สัปดาห์นี้ก็ยังเป็นเรื่องเดิมๆ และเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

สหรัฐฯ

วันพุธ และวันพฤหัสฯ ที่ 17-18 มิ.ย. จะมีการประชุม FOMC และก็เรื่องเดิมๆครับ ทุกคนก็จะไปให้ความสนใจว่า ประธานเฟด จะพูดอะไรที่ส่งสัญญาณเรื่องดอกเบี้ยให้ตีความกันอย่างไรบ้าง ซึ่งถ้าดูจาก Fed Dashboard หรือ ตัวเลขที่เฟดใช้ในการประเมิณสถานการณ์แล้ว จะพบว่า ดัชนีชี้นำต่างๆสะท้อนภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นโอกาสที่จะขึ้นดอกเบี้ยตั้งแต่ไตรมาส 2 ยังมีอยู่ ต้องจับตาดู เพราะมุมมองของ Fed จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนแน่นอน วันจันทร์-พุธ ตั้งใจทำงานไปครับ มาเริ่มเทรดจริงจังหลังวันพฤหัสฯดีกว่า ด้าน Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ย้ำไปหลายที ผมมองว่าอยู่ในโซนแพง ที่ระดับ P/E 18.1x นี้ บวกกับ Target Price ของ S&P500 ปลายปี ที่โบรคฯใหญ่ๆให้ไว้ที่ 2,100 - 2,200 จุด มันแทบไม่เหลือ Upside แล้วครับ ใครมีอยู่จะถือไป เพราะเป็น Core Asset ก็ไม่ว่ากัน ใครจะเล่นสั้น หรืออยากใส่เพิ่ม แนะนำว่า อย่าเสี่ยง

ยุโรป

เดี๋ยวก็เหมือนจะมีข่าวดี เดี๋ยวก็มีเรื่องให้ต้องกังวลอีกรอบ ล่าสุดแหล่งข่าววงในบอกว่ากลุ่มเจ้าหนี้กรีซเริ่มพูดถึงขั้นตอนการเอากรีศออกจากสมาชิกยูโรโซนเพื่อเป็น "Plan B" กันแล้ว นั้นหมายความว่า โอกาสตกลงกันไม่ได้ มีสูงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งน่าจะทำให้ตลาดหุ้นยุโรปยิ่งผันผวนหนักในช่วงที่เหลือจนถึงสิ้นเดือนนี้ ทั้งนี้ ยูโรกรุ๊ปจะมีการประชุมกันในวันที่ 18 มิ.ย. นี้ก่อน โดยบรรจุวาระการประชุมเรื่องกรีซเป็นเรื่องเร่งด่วน ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร ผมมีมุมมองว่า ยุโรป ถือเป็นตลาดหุ้นที่ยังมี Upside ในระยะยาวครับ ตารางด้านล่าง เป็น Forecasts ของ Goldman Sachs จะเห็นว่า ตลาดหลักๆของโลกอย่างยุโรป ญี่ปุ่น เอเชี และสหรัฐฯ นั้น GS มีมุมมองว่า STOXX600 มี Upside มากสุดเลย ถ้าเกิดเหตุการณ์อะไรที่ทำให้ยุโรปร่วงหนักๆ ก็หาจังหวะซื้อครับ อย่าไปกลัว!! Goldman

ญี่ปุ่น

USD/JPY ร่วงลงมาแรงทีเดียวหลัง ประธาน BoJ นายคุโรดะ แถลงว่า ค่าเงินเยนอ่อนค่าเร็วเกินไป เค้าไม่อยากให้เห็นอย่างนี้ พอพูดเสร็จปั๊บ ค่าเงินเยนก็แข็งค่าขึ้นมาที่ 122.4 ทันที เหมือนว่าสัปดาห์นี้ จะเป็นสัปดาห์แห่งการประชุม เพราะนอกจาก FOMC ประชุมเรื่องดอกเบี้ย และ Eurogroup ประชุมเรื่องกรีซแล้ว วันที่ 18-19 BoJ จะมีการประชุมนโยบายการเงินเช่นกัน ผมมองว่า BoJ จะไม่ประกาศมาตรการใดๆเพิ่มเติม แต่อาจคาดการณ์ตัวเลขบางอย่างที่มีพัฒนาการมากขึ้น ที่เดาเช่นนี้เพราะความเห็นของคุโรดะต่อค่าเงินเยนนั้น อาจเป็นเพราะเห็นสัญญาณบางอย่างแล้วว่าเศรษฐกิจเริ่มกลับทิศทางในทางที่ดี แต่หากอ่อนค่ามากไปกว่านี้ จะกลายเป็นผลเสียมากกว่าผลดี ดังนั้น อีกประเด็นที่ต้องจับตาสำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่นก็คือ คุโรดะ เองจะออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางค่าเงินเยนอย่างไร ซึ่งน่าสนใจมากๆ ดูดัชนี Nikkei ที่ระดับ 20,000 จุดไว้ ไม่หลุดก็ลุ้นถือต่อ ไม่ต้องสนใจค่าเงินเยนมากแล้วครับ ไปสนใจถ้อนแถลงของธนาคารกลางดีกว่า YEN

ตลาดเกิดใหม่

ไปเปิดดู Bloomberg Consensus แล้ว พบตัวเองที่ยืนยันมุมมองตัวเองว่า ปีนี้กลุ่ม TIP คงไม่มี New High แน่นอนละ นั้นก็คือ EPS Growth ของประเทศในกลุ่ม ASEAN นั้นล่าสุดยังถูกปรับลดลงต่อเนื่อง โดยหลักๆมาจากกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม จากการบริโภคที่ชะลอตัว ในขณะที่ จีน ที่ตลาดหุ้นแพงๆอยู่แบบนี้ กลับได้รับการปรับ EPS Growth เพิ่มขึ้นถึง +46% YoY (เทียบกับปีก่อน) แต่ระดับ Forward P/E อยู่ที่ 44x ถือว่าแพงสุดๆ เกือบๆ 3 S.D. ไปแล้ว โดย A-H Premium (หรือ ความถูกแพงของหุ้นสองตลาดเทียบกัน) ล่าสุดอยู่ที่ 40% ถือว่าเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2009 เลย ถึงแม้ว่าเพิ่งผิดหวังจากการที่ MSCI ยังไม่เอาจีนเข้าคำนวนดัชนี แต่ตลาดก็ยังไม่ปรับฐานอะไรให้เห็น A-H เป็นแบบนี้ต้องจับตาดูนะครับ A-H Premium ที่ระดับนี้ อยู่ได้ไม่นานแน่นอน ยังไงก็ต้องแคบลงมา อยู่ที่ว่า จะแคบลงมาแบบ 1) A Share ไหลลงแรงๆ หรือ 2) H Share วิ่งไล่ตามขึ้นไป สำหรับหุ้นไทย ก็ Rebound ได้แต่ยังไม่ถึงแนวต้านแรก 1,520 จุด ด้วยซ้ำ แต่มุมมองของที่ประชุม กนง. ต่อเศรษฐกิจ ถือว่ากลับหน้ามือเป็นหลังมือจากการประชุมครั้งก่อนทีเดียว โดยบอกว่าเศรษฐกิจดูเติบโตดีขึ้น และโอกาสเกิดเงินฝืดลดลง (ทั้งๆที่ผ่านการประชุมครั้งก่อนไปแค่ 45 วัน) บวกกับไม่มีการปรับลดการคาดการณ์ GDP อีก ทำให้ผมออกจะมึนๆเล็กน้อยว่า เราจะเอาอะไรไปดัน GDP ในไตรมาส 3-4 นี่หว่า แต่อาจเป็นเพราะว่า Fed มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยสูงขึ้นในปีนี้ ดังนั้น กนง. อาจติดได้ว่า ถนอมกระสุนไว้ดีกว่า ถ้าลดไปอีกซัก 0.25% แล้ว Fed ขึ้นดอกเบี้ย เจอเงินทุนไหลออกแรงๆ ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนักๆ ก็อาจต้องกลับมารักษาเสถียรภาพค่าเงินด้วยการขึ้นดอกเบี้ยอีกรอบ ซึ่งมันดูตลกเกินไป อีกเรื่องก็คือ การลดดอกเบี้ย 2 รอบที่ผ่านมา จะเห็นว่า ธนาคารพาณิชย์แทบไม่ให้ความร่วมมือ ลดไป ก็ไม่เห็นใครจะลดดอกเบี้ยเงินกู้ มีแต่ลดดอกเบี้ยเงินฝาก งั้นก็อย่าไปลดมันเลย เปลือง .... หุ้นไทย น่าจะ Sideway เช่นกัน เล่นในกรอบครับ 1,480-1,520 จุด โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
Mr. Messenger's View, US
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
กุมภาพันธ์ 14, 2015 at 12:06 pm 0
การที่ Dow Jones จ่อทำ All Time High อีกครั้งพร้อมๆกับ S&P500 นั้น ทำให้นักลงทุนกลับมาถ้าหา Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯกันอีกรอบแบบจริงจัง เพราะหากฟองสบู่แตกที่อเมริกานั้น หมายถึงว่า ปาร์ตี้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้เวลาสิ้นสุดลงแล้ว และมันทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดนเทกระจาดไปด้วยเช่นกัน ถ้าถามว่า ตัวเลขอะไรที่บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ดูแพงเกินไปแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของราคาดัชนี และอีกเรื่องก็คือ ค่า Forward P/E ที่สูงมากสุดเป็นประวัติการณ์ตามหลังดัชนีมาติดๆ Forward P/E จากข้อมูลที่ FactSet เก็บมาโดยการเอา Forward P/E ของ Bloomberg Consensus มาพล็อตเป็นกราฟ ณ ปัจจุบัน ถือว่า แพงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 17.1 เท่า ในขณะที่ P/E เฉลี่ย 10 ย้อนหลังไปอยู่ที่ระดับเพียง 14.1 เท่า เท่านั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับ Cyclical Adjusted P/E หรือ CAPE ที่ขึ้นมาสูงกว่าระดับตอนก่อนเกิดวิกฤต Subprime มาซักพักแล้ว แต่เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตแชร์ในอีกมุมมองหนึ่งว่า ถึงแม้ Valuation ของหุ้นทั่วโลกจะอยู่ในขอบบนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกตลาด (รวมถึงหุ้นไทย) แต่นั้นก็ไม่ได้หมายถึงว่า ปาร์ตี้กำลังจะเลิกแต่อย่างใด

1. นับจากวิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา เงินไหลเข้าตราสารหนี้ เยอะกว่าตราสารทุน

ck_QMU_Six_Surprises_2014_Image_1   เรื่องนี้พิสูจน์อะไรเรา? ถ้าดูจากกราฟด้านบนของ Well Fargo Advisors จะเห็นว่า นับจากปี 2009 มาถึงปี 2013 ที่ผ่านมานั้น ที่หุ้นวิ่งๆขึ้นมาเนี่ย มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกตลอด และ Fund Flow กลับไหลเข้าตราสารหนี้จากมาตรการ QE สหรัฐฯ แทน เพิ่งจะมาซื้อจริงๆจังๆก็ปี 2013 เป็นต้นมา แต่นั้นก็ยังไม่ทำให้ Net Inflow เข้าตลาดหุ้น กลับมาเป็นบวกได้เท่ากับตอนก่อนวิกฤต ดังนั้นมองในมุมนี้ เชื่อว่า จะยังมีเงินจากตราสารหนี้ไหลเข้าตลาดหุ้นอีกไม่น้อย จากการที่สหรัฐฯกำลังจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย และประเทศที่เศรษฐกิจดี ฐานะการเงินมั่นคงอื่นๆทั่วโลก ก็น่าจะได้รับความสนใจเช่นกัน

2.  ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวมน่าสนใจกว่าตราสารหนี้

Capture03   ต่อเนื่องจากข้อแรก พอเงินไหลเข้าตราสารหนี้เยอะๆ ราคาตราสารหนี้สูงขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในพวกพันธบัตรก็ต่ำติดดินจนมันไม่น่าสนใจ และยิ่งหากมองย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้น เราเห็นเงินปันผลที่ระดับ 3-5% เทียบกับเอาเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ได้ดอกปีละไม่ถึง 2% แถมหลัง ECB กับ BOJ ออก QE มาอีก พันธบัตรทั่วโลกยิ่งให้ผลตอบแทนต่ำมาก ดังนั้น นักลงทุนที่เคยเสี่ยงต่ำ ก็ถูกกดดันจากผลตอบแทนที่ไม่น่าพอใจให้โยกเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างที่เรากัน Chart ด้านบนคือ กราฟ ERP หรือ ผลต่างระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับพันธบัตรในประเทศเขา ยิ่งตัวเลข ERP Discount สูงๆ ยิ่งแปลว่า ตลาดหุ้นตอนนั้น คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีว่า ตราสารหนี้ จุดที่ควรกังวล ก็ลองย้อนหลังไปตอนวิกฤต 2 รอบที่แล้ว ปี 2000 และ 2007 นะครับ ตอนนั้น EPR อยู่ที่ -3.8 กับ 1.6 เท่านั้น เทียบกับระดับเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. นั้นอยู่ที่ 4.8 สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 38 ปี ที่ 4.5 ก็ถือว่ายังอยู่สูงและการลงทุนในตลาดหุ้น น่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรครับ

3. การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า หุ้นจะร่วง เสมอไป

Capture04   ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ 101 เราก็เข้าใจแบบนั้นนะครับว่า การขึ้นดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น เพราะหมายถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทกำลังจะสูงขึ้น อีกอย่างคือ พอดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือมองว่าตลาดหุ้นมันแพง ก็จะโยกเงินเข้าลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเดิมแทน แต่ตรรกะนี้ อาจใช้ไม่ได้กับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน สาเหตุเป็นเพราะ การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (ถ้าขึ้นจริง) จะเป็นแค่การขึ้นเพื่อ Normalize Policy Rate หรือ ให้มันมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น เพราะความเห็นของประธานเฟดทั้งคนเก่าและใหม่ บอกแล้วว่า ที่ 0-0.25% เนี่ย มันต่ำเกินไป  อีกสาเหตุหนึ่ง ก็จากกราฟข้างบนครับ J.P.Morgan เขาทำข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปีที่แล้ว โดยดูความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนใน S&P500 ไป 1 ปี เทียบกับ ว่า ช่วงนั้นๆ พันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่เท่าไหร่ สรุปจากกราฟก็คือ  ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ต่ำกว่า 5% นั้น หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะแทบไม่เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเองเลย ซึ่งณปัจจุบัน US Treasury 10 Years อยู่ที่ 2.05% ยังห่างไกลจาก 5% พอควร นี่คือ 3 ข้อที่ผมบอกว่า เป็นประเด็นภาพใหญ่ที่ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการจบลงของรอบขาขึ้นครั้งนี้ แต่ท่านผู้อ่านหลายคนก็คงยังอดคิดไม่ได้ว่า หุ้นบางตัวมันแพงขนาดนี้ หรืออย่าง MAI Index ในบ้านเราที่ P/E มากกว่า 80 เท่า มันจะเอาอะไรไปขึ้นมากกว่านี้อีก นั้นก็ต้องไปดูกันในรายละเอียดครับ ไม่ใช่ว่าไม่กังวลว่าหุ้นโลกจะฟองสบู่แตก แต่ก็เข้าไปลงทุนในหุ้นปั่นกันสนุกมือ เพราะเจ้ามือหุ้นรายตัว เขาไม่มองภาพใหญ่หรอกครับว่าจะทุบหุ้นพร้อมฟองสบู่ เขาอยากได้เงินตอนไหนเขาก็ทุบเลย ไม่ต้องถามหาเหตุผล อ้อ พอพูดถึงประเด็นนี้ ก็ดีเหมือนกัน กระแสหุ้น IPO เนี่ย มาแรงทั้งโลกนะครับ แต่ที่ต้องระวังคือ พวกเจ้าของที่คิด IPO เพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นจากราคาหุ้นเนี่ย เยอะขึ้นเรื่อง ล่าสุด University of Florida เขาสำรวจหุ้น IPO ในสหรัฐฯ พบว่า ปีที่แล้ว มีหุ้น 71% ของหุ้น IPO ทั้งหมด ที่รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาแล้วยังไม่กำไร ... เห็นไหม บริษัทใหม่ๆหิวเงินนักลงทุน มันมีอยู่ทุกมุมของโลก 150209122806-chart-negative-ipos-780x439 ใช้สติ ก่อนโยนสตางค์ไปในตลาดหุ้นนะครับ
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
5 ปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ “New High” ไม่ใช่เรื่องง่าย
กรกฎาคม 13, 2013 at 3:29 am 0
จั่วหัวบทความอันใหม่ของตัวเองไว้แบบนี้ ผมยอมโดนตราหน้าว่า เป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายนะครับ แต่การลงทุนในตลาดหุ้น เราเอาแต่มองโลกในแง่ดี โดนละเลยข่าวร้ายและปัจจัยพื้นฐานไปคงจะไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า จังหวะ และเวลาในการเข้าซื้อ ก็มีผลทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนแตกต่างกันได้ในระยะสั้นและระยะกลาง แต่สำหรับนักลงทุนประเภทถือลืม ไม่ขายไม่ขาดทุน ผมมองว่า 6 เดือนหลังจากนี้ อาจเป็นช่วงชะลอ และเป็นโอกาสให้ทยอยลงทุนเพิ่ม เพื่อสร้างพอร์ตที่โตขึ้นไปอีกระดับ รองรับวัยเกษียญใน 10-20 ปีข้างหน้าได้แน่นอน แต่ก็นะ อย่างที่เราเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด มองผลตอบแทน และคาดการณ์ตลาดหุ้นในระยะสั้นๆเป็นส่วนใหญ่ เพราะครึ่งหนึ่งของความผันผวนในตลาดหุ้น มันเกิดจากอารมณ์ มันไม่ได้มีเหตุผลรองรับและมาอธิบายได้ทั้งหมด 100% ซักหน่อย เพราะฉะนั้น เรามาดูกันครับ ในมุมมองของผม ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังนี้ จะมีอะไรบ้าง 1. การที่ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) มีแผนจะชะลอ และยกเลิก QE ไม่ว่าจะเป็นปีนี้ หรือปีหน้า ย่อมส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในประเทศเกิดใหม่ เพราะอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวในสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้น Yield Gap ของผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯกับประเทศเกิดใหม่ (รวมถึงไทย) ก็จะลดลง ความน่าสนใจในการขนเงินมาลงทุนฝั่งนี้ก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อนั้น ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ยิ่งเป็วตัวเร่งให้ฝรั่งมีมุมมองอยากขนเงินกลับประเทศในระยะสั้นๆ ซึ่งภาพนี้ เราเห็นมาแล้วในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนตัวแล้วผมมองว่า แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น จะยังมีอีกในครึ่งปีหลังเป็นระลอกๆ แม้ว่าช่วงนี้ ตลาดจะกลับมาดีชั่วคราวหลังการเปิดเผย FOMC Statement ว่า สมาชิกส่้วนใหญ่ยังอยากคง QE ไว้ และอาจไปเริ่มชะลอจริงๆในต้นปีหน้า ซึ่งมันก็แค่ยืดระยะเวลาการขายสินทรัพย์เสี่ยงออกจากไประยะหนึ่งเท่านั้น 2. เศรษฐกิจจีนทำท่าชะลอตัว และดูจะหลุดจากกรอบทีรัฐบาลกำหนดไว้ที่ 7.5% เสียแล้ว ล่าสุด กระทรวงการคลังของจีน (ซึ่งก็อยู่ในรัฐบาล) ก็ออกมาคาดการณ์ GDP Growth ว่า เป็นไปได้ว่าปีนี้จะลงมาอยู่ที่ 7.0% ยังไม่นับถึงระบบ Shadow Banking ที่จะเป็นปัญหาในระยะยาว เราก็พอจะเห็นว่า รัฐบาลจีน ไม่เน้นการเติบโตในเชิงปริมาณเหมือนอย่างระบบทุนนิยมทั่วไป เพราะแทนที่จะออกมาตรการกระตุ้น อัดฉีดเงินอย่างประเทศญี่ปุ่น หรืออเมริกาเพิ่มเติม กลับห้ามปรามธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ และทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงแทน ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลพุ่งเป้าการแก้ปัญหาไปที่ "คุณภาพ" ยอมให้ GDP Growth ชะลอตัวลง ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้น มีโอกาสสูงทีเดียวที่ บริษัทหรือประเทศคู่ค้า ที่พึ่งพาหรือมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีนในสัดส่วนที่เยอะ (เกินกว่า 30%) อาจประสบปัญหายอดขายตก การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และกำไรลดลง ไม่มากก็น้อย ซึ่งมองในมุมนี้ เชื่อว่า บริษัทจดทะเบียนในไทยหลายบริษัทก็เกี่ยวข้องและทำการค้ากับจีนบางส่วน 3. ตลาดส่งออกรายใหญ่ของไทอีกหนึ่งตลาด ยังลูกผีลูกคน ... ตลาดนั้นก็คือ "ยุโรป" ล่าสุด กรีซ กับ โปรตุเกส ก็มีปัญหาขอเลื่อนการเจรจาขอเงินกู้ เนื่องจากมีปัญหาการเมืองภายใน ความยากของปัญหาการเมืองภายในในยูโรโซนคือ ความคิดของพรรคการเมืองฝ่ายร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้านนั้น ส่วนใหญ่ค้านกันแบบสุดโต่ง แถมที่นั่งในพรรคร่วมรัฐบาลก็มากกว่ากึ่งหนึ่งเพียงนิดเดียว ไม่ได้กุมเสียงข้างมากแบบปลอดภัย (เหมือนรัฐบาลไทย) ดังนั้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป เศรษฐกิจในประเทศไม่ดีขึ้น ฝ่ายค้านก็หยิบประเด็นต่างๆมาโจมตี และทำให้ประชาชนคล้อยตาม จนเสถียรภาพสั่นคลอนได้ง่าย เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่หดตัวจริง แต่ก็คงขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อไป ส่งออกของไทยที่ตั้งเป้าไว้ 7% ไปๆมาๆ ก็คงลดลงต่ำกว่า 5% และนี้คือที่มาที่นักวิเคราะห์และแบงก์ชาติปรับลดเป้า GDP ทั้งปีของเราลงต่ำกว่า 5% เรียบร้อย 4. ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มเห็นบ้าง ล่าสุดบริษัทสหฟาร์ม ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 350,000-500,000 เมตริตัน ต่อปี ล้มทั้งยืนเพราะลงทุนเกินตัว และตัวบริษัทก็อ้างเหตุผลว่า บางส่วนเกิดจากค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทนั้นสูงเกินไปบวกกับรัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซงผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ต้นทุนก็สูงขึ้น ถึงแม้จะสบายใจได้ว่า ปัญหาจะไม่ลุกลามและบานปลาย และอาจเป็นผลบวกต่อคู่แข่งที่ทำธุรกิจผลิตและส่งออกไก่รายอื่นด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุน และนักวิเคราะห์กลับมามองถึงปัญหาที่มีมาตลอดแต่ละเลยหรือมองข้ามกันไปนี้อีกครั้ง 5. อุปสรรคในการขับเคลื่อนการลงทุนจาก พรบ. 3.5 แสนล้านเพื่อบริหารจัดการน้ำและการออกกฎหมายเพื่อกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนปรับโครงสร้างการขนส่ง ดูทีท่าจะชะลอและเลื่อนออกไป โดยกรณี พรบ. 3.5 แสนล้านนั้น ศาลปกครองมีคำสั่งให้การทำประชาพิจารณ์และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเสียก่อน ซึ่งน่าจะใช้เวลาเกิน 1 ปีกันเลย ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอต่อวุฒิสภาให้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันทำการถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ซึ่งกรณี พรบ.น้ำ อาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พรบ. 2.2 ล้านล้าน นั้น ก็ไม่ใช่จะออกมาได้ง่ายๆ เมื่อการลงทุนภาครัฐชะลอตัว หรือหายไป อีกทาง ความคาดหวังต่อการปลดล็อค Infrastructure ในประเทศก็ต้องเลื่อนไปก่อน นักลงทุนที่ลงทุนโดยใช้ธีมการลงทุนภาครัฐฯนี้ ก็ดูท่าความหวังน่าจะหายไปเยอะทีเดียว สรุปทั้ง 5 ปัจจัย เป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ซะ 3 ปัจจัย โดยหนึ่งปัจจัย เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนในตลาดโลก อีกสองปัจจัยกระทบกับการส่งออกในประเทศ และปัจจัยหลักที่เหลือ เป็นความเสี่ยงจาก Investment ในประเทศ และ Government Spending ที่ชะลอตัว ไม่ได้เป็นตามคาด เรียกว่า ถ้ากาง GDP ออกมา ตอนนี้ ก็เหลือแค่ C (Consumption) เท่านั้น ที่พอจะยันให้ GDP Growth ยังเป็นไปตามเป้า แต่เอาจริงๆ หนี้ภาคครัวเรือนก็เร่งตัวแรงจนเกือบจะน่ากังวลเช่นเดียวกัน ซึ่งมันแปลได้ว่า โตมาจากการดึง Future Income มาบริโภคในตอนนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากลดภาษี รถคันแรก และบ้านหลังแรก ที่เร่งให้ชนชั้นกลางหาบ้านหารถมาใช้ ทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่า ตัวเองพร้อมหรือไม่พร้อมในการผ่อนชำระระยะยาว แต่ถ้าถามว่า เศรษฐกิจไทย มันแย่ขนาดนั้นเลยไหม ก็ต้องบอกว่า SET Index ปรับตัวขึ้นมาเร็วมากในช่วงปีที่แล้ว รวมทั้งไตรมาสแรกของปีนี้จากความคาดหวังว่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นทั้งปี ความคาดหวังเหล่านั้นมันดูจางลง ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยห่วยแต่อย่างใดนะครับ อย่าลืมว่า GDP Growth ที่ระดับ 4.5% ขึ้นไป เนี่ย ถือว่าสุดยอดแล้วในระดับโลก ปัญหาคือ เรามองภาพเศรษฐกิจปีนี้สวยงามเกินความเป็นจริงไปเล็กน้อย ตอนนี้ก็ต้องค่อยๆปรับมุมมองให้เหมาะสมกับทางเดินข้างหน้า ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีทั้งเรื่อง Fund Flow และอาจกระทบต่อ Fundamental ของบริษัทจดทะเบียนบ้าง แต่ Key Factor ที่สำคัญคือ การถอน QE จากการที่เชื่อว่าสหรัฐฯฟื้นตัว นั้น เป็นเรื่องที่เชื่อได้ว่าจะดีในระยะยาว ถ้าสหรัฐฯฟื้นตัวจริงๆ ก็จะดึงให้เศรษฐกิจโลกกระเตื้องขึ้นไม่มากก็น้อยในระยะยาว เพราะฉะนั้น ตัวเลขเศรษฐกิจของฝั่งสหรัฐฯในแต่ละเดือน ในแต่ละสัปดาห์ ตอนนี้จะมีผลต่อนักลงทุนทั้งโลก ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวนไปเป็นช่วงๆ ต้องอดทน และมีสติพร้อมรับสถานการณ์กันนะครับ สู้ๆ ทุกท่าน
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.