X

China

เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน
Global Markets, Investment
เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน
พฤษภาคม 20, 2019 at 1:52 pm 0
จริงๆแล้ว ก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีกันแล้วว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนยังไม่จบ แต่เพียงแค่เปลี่ยนสนามเล่นเท่านั้น ถ้ายังจำกันได้ ปลายปี 2018 ทั้ง Huawei และ ZTE เคยโดนทางการสหรัฐฯสั่งการให้สืบสวนกรณีลักลอบค้าขายสินค้าให้กับอิหร่านซึ่งอยู่ใน Sanction List ซึ่ง ZTE โดนสั่งป้องหนักจนธุรกิจสะดุด และยอมเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยทางการสหรัฐฯ ทางด้าน Huawei ก็สั่งให้แคนาดาควบคุมตัว CFO ของ Huawei ตามกฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลนิวยอร์กได้มีการออกหมายจับ Meng Wanzhou ไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ในปีเดียวกัน (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?
กรกฎาคม 7, 2015 at 11:04 pm 0
ผมอัพเดทมุมมองตัวเองเกี่ยวกับตลาดหุ้นจีนไปเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ

จีน ตอนนี้ยังลงทุนได้อยู่หรือเปล่า

  ขอบอกก่อนว่า ทุกอย่างที่ผมเขียน มันเป็นมุมมองส่วนตัว ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ที่ผมไม่สามารถฟันธงให้ทุกท่านได้ ก็เพราะอีกด้านของความเสี่ยง มันไม่ใช่เรื่องว่า ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่เป็นองค์ความรู้ และความเข้าใจในพฤติกรรมตลาดของนักลงทุนรายคน ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับข้อมูลหุ้นหรือตลาดเลย วันที่ผมอัพเดทตอนนั้น ยังจำได้ว่า มีคนประนามผม และโวยวาย ทั้งโทรมาหา และ Line มาหลังไมค์ว่า เฮ้ย!!! บลจ. เกือบทุกแห่งเขาเชียร์ซื้อหุ้นจีนกัน นี่อาไร มาบอกว่าขายไปหมดแล้ว เสียบรรยากาศหมด - -" ผมก็เงียบของผมไปนะครับ ไม่ได้ไปตอบโต้ท่าน เพราะผมก็คิดอยู่เสมอว่า ตัวผมเองอาจจะคิดผิด และครั้งนี้ที่จะอัพเดทก็เช่นกัน ย้อนกลับไปดู Timeline และการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนตั้งแต่เริ่มเป็นขาขึ้น จนถึงวันนี้ผ่านกราฟนี้ของ Bloomberg กันครับ China A จะเห็นว่า ช่วงต้นปี ทางการจีนพยายามเตือนเรื่อง Margin Trade แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะทิศทางนโยบายการเงินในภาพใหญ่ มันทำให้นักลงทุนอยากเสี่ยงต่อเนื่อง จากการลดดอกเบี้ย และลด RRR ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว แต่พอตอนตลาดปรับฐานแรงๆในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะผ่อนคลายกฏ จะห้ามขาย Short Sell หรือบอกให้ผู้จัดการกองทุนหยุดขายหุ้น ก็ไม่สามารถหยุดกันได้ ยังมีนักลงทุนโยนซ้ายต่อเนื่อง เมื่อมองเห็นภาพกว้างๆแบบนี้ เราก็จะได้ข้อคิดอย่างหนึ่งครับ นั้นก็คือ ถ้าหวังว่าตลาดจะขึ้นเพราะมี Policy Maker มาหนุนตลาด แทรกแซงกลไก ผมคิดว่า คิดแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะตลาด Panic Sell อยู่ มาตรการอย่างหนึ่งที่เจ้าของบริษัทจดทะเบียนใน A Share ร่วมกับ กลต. พยายามทำ เพื่อหยุดแรงขายก็คือ ขึ้น SP หุ้นในตลาดไม่ให้ซื้อขายมันซะเลย ซึ่งพอนับหุ้นเหล่านั้นจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็มีจำนวนราวๆ 740 ตัว หรือคิดเป็นเกิน 1 ใน 4 ของหุ้นในตลาดทีเดียว ผมมองว่า คิดแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ถือว่าผิดครับ ถ้า Valuation หุ้นมันแพง มันคือหุ้นเลวที่โดนลากขึ้นไป ยังไงเสีย ตอนเปิดให้เทรดใหม่อีกรอบ ก็โดนนักลงทุนเทขายอยู่ดี ดังนั้น ใครไปลงใน A-Share ที่เป็น ETF หรือ Index ที่ไม่ได้คัดเลือกที่คุณภาพของหุ้น ดูที่ Market Cap. อย่างเดียว ดัชนี Shanghai Composite วันนี้ ยังไม่สะท้อนราคาของหุ้นที่ขึ้น SP อีกจำนวนหนึ่งนะครับ ให้ดูอีกกราฟหนึ่งครับ คนเขาก็เข้าใจเปรียบเทียบนะ มีคนพยายามเดาว่า แล้วจีนตอนนี้ มีโอกาสลงไปถึงตรงไหน เค้าก็เลยเอากราฟจีน ไปเปรียบเทียบกับ Dow Jones เมื่อปี 1929 ที่รู้กันว่า the Great Crash ซึ่งช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐพังไปพร้อมตลาดหุ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ถึงสิบปี ทุกอย่างดูสวยงาม อุตสาหกรรมขยายตัว ราคาอสังหาฯไปได้สวย ตลาดหุ้นก็ดูดีจนกระทั่งเกิดการเก็งกำไรกันมากเกินไป วันที่ 24 ต.ค. 1929 หรือ "Black Thursday" คือวันที่ระบบเทรดในสหรัฐฯล่ม เหล่าธนาคารในวอลสตรีทก็ประชุมกัน และป้องกันการ Panic Sell ด้วยการใช้เงินของธนาคารเหล่านั้นตั้ง Bid รับหุ้นที่มีคนขายใส่มาให้หมด ซึ่งผลคือ หยุดแรงขายได้จริงครับ ... แต่หยุดได้แค่วันเดียว แล้วก็เป็นอย่างที่กราฟด้านล่างโชว์ China A 2015 นี่ผมกำลังจะทำให้พวกคุณกลัวมากขึ้นอยู่รึเปล่านิ - -" มีสถิติย้อนหลัง การปรับฐาน 17 ครั้งล่าสุดในตลาด A Share มาให้ดูครับ China A Correction ในตาราง แบ่งเป็นการปรับฐานย่อย (ตกลงมาไม่เกิน 10-20%)และปรับฐานใหญ่ (ร่วงหนักกว่า 20%) การปรับฐานรอบนี้ ถือเป็นอีกหนึ่ง Major Correction ข้อสังเกตคือ ปรับฐานใหญ่ 10 ครั้งที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ใช้เวลาต่ำกว่า 1 เดือน แต่ถ้าสังเกตุฟองสบู่โดยใช้ PE เป็นเกณฑ์ จะพบว่า Peak PE ก่อนตลาดปรับฐานรอบบนี้อยู่ที่ 26 เท่า ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยพอสมควร จึงมีคนพยายามบอกว่า ฟองสบู่ยังไม่แตก (ไม่แตกอะไรฟร่ะ ลงมา 30% - -")

ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?

เป็นผมนะครับ ถ้าถือตั้งแต่จุดสูงสุดของรอบ จนถึงตรงนี้ขาดทุนคาตาไปแล้วกว่า 30% แนะนำว่า ไม่ต้องไป Cut Loss หรอก ลงมาขนาดนี้ ดูในอดีต จีนลงหนักสุดก็ 55% แย่ที่สุดที่คุณจะเจอก็คือ ลงได้อีก 25% ซึ่งเกิดยากครับ วันนั้นมันฟองสบู่ชัดมาก แต่วันนี้ ในแง่ของ Valuation นั้น ไม่ได้แพงเว่อร์เหมือนปี 2008

งั้นถ้าไม่ Cut Loss แล้วจะถัวตรงไหน?

ซื้อตอนเด้ง มีสัญญาณกลับตัว ดีกว่าถัวขายลงครับ ไม่แนะนำให้ช้อนไปเรื่อยๆ จะช้อนทองคำ หรือ ช้อนเพชร ตลาดแบบนี้ หักได้เหมือนกันหมด

แล้วถ้ายังไม่มีหุ้นจีน สนใจจะซื้อละ?

ผมนี่ จ้องตาเป็นมันเลย มีเริ่มเก็บ A Share ไปเบาๆบางส่วนครับ ถ้ามันจะลงต่อ ก็เตรียมตัว Cut Loss (ผมตั้ง Stop ไว้ที่ 6%) แต่ถ้าลงทุนยาวๆ พฤติกรรมของ A Share บวกกับ Valuation ที่ถูกกว่า ของ H Share ผมแนะนำให้ไปทยอยเก็บกองทุนที่ลงทุนใน H Share แทนครับ อย่ามาฝากเงินเกษียณ หรือเงินการศึกษาลูกไว้ใน A Share เลย มันนอนไม่หลับนะ  
CONTINUE READING ...
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
จีน กับปัญหาที่ต่างไปจากคนอื่น
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
จีน กับปัญหาที่ต่างไปจากคนอื่น
ตุลาคม 10, 2012 at 10:34 am 1
ตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตแฮมเบอเกอร์ปี 2008 ใครๆก็จับตาและคาดการณ์กันว่า จีนจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับสหรัฐฯ และประชาคมยุโรป ในไม่ช้า ด้วยความที่ จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกราวๆ 1,400 ล้านคน บนพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร และด้วยการปกครองแบบรัฐพรรคการเมืองเดียว นั้นก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้การดำเนินนโยบายไม่ว่าด้านใดก็ตาม ถูกสั่งตรงลงมาจากส่วนกลาง ใครๆก็ต่างมองว่า เป็นเรื่องที่ดี ต่างจากชาติที่เป็นประชาธิปไตย ไหนจะต้องโหวตผ่านงบประมาณ ผ่านกฎหมาย แย่งชิงเก้าอี้ในสภา ทำให้การดำเนินงานด้านนโยบายขาดประสิทธิภาพ และล่าสุดกว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน แต่ปัญหามันก็เริ่มจาก การรวบนโยบายมาไว้ที่ศูนย์กลางนี้ล่ะ ปัญหาและความท้าทายของจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินผูกกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯมากเกินไป กล่าวคือ กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นระยะเวลานานๆ และผูกค่าเงินตัวเองไว้กับดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง เพื่อให้การส่งออกของตัวเองสามารถออกไปแข่งกันโลกได้ ถามว่า จีนไม่เห็นปัญหานี้หรือ? คำตอบคือ เห็น แต่ทำอะไรได้ไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกค่อนข้างเยอะ เยอะขนาด $1.2Trillion ซึ่งตลาดหลักของจีนก็มี 3 แห่งคือ ในเอเชียกันเอง อเมริกา และ ยุโรป โดยอเมริกา และยุโรป 2 ตลาดนี้รวมกันก็เกือบ 50% ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ตามรูปแผนที่ด้านบน ดำเนินนโยบายการเงินของตัวเองผูกกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯเพื่อช่วยเหลือการส่งออก แต่กลับกลายเป็นว่า การส่งออกมีปัญหา ซึ่งสาเหตุก็อย่างที่เราทุกคนทราบ คือ ปัญหาหนี้ยุโรป และการขาดดุลการคลังของอเมริกา จนประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวทางฝากโน้น ก็ทำให้การส่งออกของจีนไม่เพียงแต่ชะลอตัว แต่ถึงขั้นหดตัวกันเลยทีเดียว (ตามรูป) ทั้งจีนและอเมริกา มีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง (ถึงแม้ปัญหาจะต่างกัน) ก็คือ ทั้ง 2 ประเทศ ดำเนินนโยบายด้านการเงิน และเศรษฐกิจที่พยายามจะเอื้อกับผู้ส่งออกมากเกินไป ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อาจเป็นทางเลือกที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ดี และเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่เมื่อวิกฤตการเงินโลกเกิดขึ้น การผูกโครงสร้างเศรษฐกิจตัวเองไว้กับปัจจัยภายนอกซึ่งดูจะควบคุมลำบากก็ทำให้ทั้ง 2 ประเทศจะต้องหันกลับมาเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินนโยบายใหม่ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ได้แนะนำว่า ทั้งคู่ควรเลือกดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก (Domestic Needs) น่าจะดีกว่า ซึ่งจากมาตรการ QE ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา Fed ก็มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า มาตรการดังกล่าวกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐฯพอจะกระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง และ QE3 ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องอาการดื้อยา คงมีมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ เมื่อดูจากนโยบายของสหรัฐฯที่ออกมา จีนก็คงไม่มีทางเลือก เมื่อภาคการส่งออกดูจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นจีนก็น่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯทำอยู่ ท่าทีของจีนที่เปลี่ยนไปจากเดิม กังวลเรื่องเฟ้อ และขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของภาคอสังหาฯ จะกลับมาเป็น ดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ลดดอกเบี้ย และอัดฉีดเงิน คำถามคือ ได้ผลหรือไม่? จีนต้องยอมรับก่อนว่า ขนาดการโตของเศรษฐกิจที่ใหญ่มากๆ รวมถึงการลงทุนใน Private Sector ที่ใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนยากที่จะควบคุมและกำกับดูแลได้ตามที่ใจต้องการ ถึงแม้จะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เถอะ หากรับได้เช่นนี้ และดำเนินนโยบายแบบไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง แต่กำกับ ไม่ใช่ควบคุม ก็เชื่อว่า แผนปฎิรูปเศรษฐกิจฉบับแม่บท 25 ปี ของจีน ยังไงก็ยังมีความเป็นไปได้ เพราะเป้าหมายของเขาคือ “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แทนที่ อเมริกา” ใครสนใจลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยหวังผลในระยะสั้นๆ มุมมองของผม มองว่า เดาได้ยากครับ แต่ให้จุดสังเกตุหน่อยหนึ่งว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ตลาดเอเชียวิ่งขึ้นมาตลอดรวมถึงหุ้นไทย กลับกลายเป็นว่าพี่ใหญ่ของเอเชียแดนมังกรกลับสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้ไม่ดีเท่าคนอื่น แบบนี้ก็ต้องระวังหน่อย แต่ถ้ามังกรตื่นเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่า มาแรงแน่นอน ไม่นานหรอก ใครเงินเย็นจริงๆ มีติดไว้ใน Asset Allocation ไว้ก่อนก็ได้ :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.