X

Bond

ตอบโจทย์การกลับมาของดอกเบี้ยขาลง ลงทุนในหุ้นกู้ TPIPL อายุ 3 ปี 6 เดือน และ 5 ปี 6 เดือน
Bond, Investment
ตอบโจทย์การกลับมาของดอกเบี้ยขาลง ลงทุนในหุ้นกู้ TPIPL อายุ 3 ปี 6 เดือน และ 5 ปี 6 เดือน
กรกฎาคม 1, 2019 at 10:00 am 0
หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 18-19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มองว่า เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง เสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปมากกว่าครึ่งปีแรก สิ่งที่ผู้กำหนดนโนบายต้องเตรียมรับมือคือ กลับมาใช้นโยบายที่มีความผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ยังโตได้ตามศักยภาพของตัวเอง กลยุทธ์ที่ต้องใช้แน่ ๆ ก็คือ ลดดอกเบี้ยนโยบายลง   ดอกเบี้ยนโยบายลดลง แล้วเกี่ยวอะไรกับนักลงทุน เกี่ยวเต็ม ๆ เช่น ถ้าเราฝากเงินในธนาคาร แล้วธนาคารประกาศลดดอกเบี้ยตาม เราก็ได้ดอกเบี้ยน้อยลง หรือถ้าเรามีกองทุนตราสารเงิน พอตราสารบางตัวในพอร์ตครบกำหนดช่วงดอกเบี้ยลงพอดี การที่ผู้จัดการกองทุนจะไปซื้อตัวใหม่เข้าพอร์ตก็ได้ผลตอบแทนลดลง นี่ล่ะครับ ผลของดอกเบี้ยขาลง   ดังนั้น การไปถือตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ที่อายุยาวขึ้นก็เป็นการกระจายการลงทุนที่ดีเพื่อรองรับดอกเบี้ยขาลง และตอนนี้ก็ขออนุญาตมารีวิวหุ้นกู้ TPIPL มาให้ดูเพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือใช้เป็น Case Study ในการวิเคราะห์บริษัทอื่น ๆ ในอนาคตครับ   TPIPL เป็นชื่อย่อของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Low Density Polyethylene (LDPE) เม็ดพลาสติก EVA และกระเบื้องคอนกรีต ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องผ่านบริษัทในเครือทีพีไอโพลีน ประกอบด้วยธุรกิจต่าง ๆ รวม 15 ธุรกิจ ผลประกอบการเป็นอย่างไร ไปดูกัน แหล่งข้อมูล : www.finnomena.com/stock จากตารางข้างบนจะเห็นว่า รายได้ของ TPIPL เติบโตขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 7 ปี อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าบริษัทจะมีผลดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจโรงไฟฟ้าและเม็ดพลาสติก ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทได้เพิ่มจาก 220 เมกะวัตต์ ในครึ่งปีแรกของ 2561 มาเป็น 440 เมกะวัตต์ (ในไตรมาสแรกของปี 2562)   ทั้งนี้ เมื่อเช็กข่าวล่าสุด วันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ผลจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ TG6, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง TG4, และโรงไฟฟ้า RDF TG5 ที่ได้ดำเนินการติดตั้ง Boiler เสร็จสิ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 85% จากปีก่อนที่ทำได้ 70-80% สิ่งนี้ก็จะทำให้รายได้และกำไรของ TPIPL เติบโตได้หลังจากนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ   มองภาพธุรกิจผ่านรายได้ในอดีตและในอนาคตกันไปแล้ว คราวนี้ TPIPL ออกหุ้นกู้มา หน้าตาเป็นอย่างไร   ประเภทหุ้นกู้รอบนี้ เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยออกเป็นสกุลเงินบาท   ประเภทของการเสนอขาย เป็นแบบการเสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เท่านั้น   หุ้นกู้ของ TPIPL ได้รับเครดิต Rating “BBB+” แนวโน้มเป็น “Positive” จากการจัดอันดับของ TRIS Rating เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับ Investment Grade นะครับ และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้อีก   TPIPL จะออกหุ้นกู้ทั้งหมด 2 ชุด   วงเงินหุ้นกู้ทั้งสองชุด รวมกันไม่เกิน 4 พันล้าน และมีวงเงินหุ้นกู้สำรองอีก 2 พันล้าน หุ้นกู้ รวม 2 ชุด มูลค่าไม่เกิน 6,000 ล้านบาทนะครับ โดยอายุหุ้นกู้ชุดที่หนึ่ง 3 ปี 6 เดือน (ครบกำหนดวันที่ 11 ม.ค. 2566) ส่วนชุดที่สอง 5 ปี 6 เดือน (ครบกำหนดวันที่ 11 ม.ค. 2568) อัตราดอกเบี้ย ชุดที่ 1 : 3.90% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย ชุดที่ 2 : 4.90% ต่อปี   งวดการจ่ายดอกเบี้ย : TPIPL จะจ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน คือ วันที่ 11 เดือน ม.ค., วันที่ 11 เดือน เม.ย., วันที่ 11 เดือน ก.ค. และวันที่ 11 เดือน ต.ค. (หลังลงทุน งวดแรกที่จะจ่ายคือ วันที่ 11 เดือน ต.ค. ปีนี้เลย)   ถ้าดูเป็นตารางเรื่องความเสี่ยง กลต. มีทำเป็นกราฟให้ตามนี้ครับ TPIPL จะเอาเงินกู้ก้อนนี้ไปทำอะไร?   ตามที่ TPIPL แจ้ง กลต. ไว้คือ นำไปชำระคืนเงินกู้ระยะยาว (Refinance) จากธนาคาร และ/หรือ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 3,250 ล้านบาท โดยจะใช้เงินในไตรมาส 3 ปีนี้เลย ขณะที่อีก 2,750 ล้านบาท จะไปชำระหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนเดือน ส.ค. ปีนี้เช่นกัน     นั่นเท่ากับว่า หนี้สินของบริษัทฯ จะไม่เพิ่มขึ้น จากการ Refinance รอบนี้นะครับ   งั้นไปดูอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ของ TPIPL กัน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TPIPL เป็นอย่างไร   *ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิ.ย. 62   ส่วนใหญ่หุ้นอยู่ในมือของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์นะครับ สร้างธุรกิจมาตั้งแต่วันแรกและไม่ไปไหนแน่นอน ก็มั่นใจได้มากขึ้น   สรุปโดยรวมแล้ว นักลงทุนท่านใดสนใจกระจายความเสี่ยง หาหู้นกู้ผลตอบแทนระยะยาวชนะเงินฝาก ชนะพันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงไม่มากเท่ากับหุ้น หุ้นกู้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี   ทั้งนี้ หุ้นกู้ TPIPL ทั้งสองรุ่นจะเสนอขายในวันที่ 4-5 ก.ค. และ 8-10 ก.ค. นี้ ใครที่สนใจ สามารถติดต่อธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ทุกสาขา   อ้ออย่างที่บอกไปนะครับ หุ้นกู้ TPIPL นี่เสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) เท่านั้นซึ่ง กรณีบุคคลธรรมดาจะต้องเข้าข้อใดข้อหนึ่งตามนี้ครับ มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีเงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตามนี้ครับ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=255143 หรือ คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
ตีแผ่ 4 มาตรการดูแลค่าเงิน !!
พฤษภาคม 9, 2013 at 12:33 pm 1
วันสองวันที่ผ่านมา เราเห็นตามสื่อกันแล้วว่า แบงก์ชาติ หรือ ธปท. ได้เตรียมนำเสนอมาตรการเพื่อใช้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่โดนกดดันจากกระทรวงการคลังมาซักระยะ ทั้งนี้ 4 มาตรการดังกล่าว ประกอบไปด้วย มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ แต่ละมาตรการ ตัวผมมีมุมมองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็ตามนี้นะครับ - มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง ข้อเสีย วิธีการนี้ จะเหมือนกับ Capital Control 30% สมัย ดร.ธาริสา ตอน 18 ธันวา ปี 49 ซึ่งตอนนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ นลท.ต่างชาติ ข้อดี การกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ไม่ให้ต่างชาติถือระยะสั้นเกินไป น่าจะขจัดการเก็งกำไร พวกเงิน Hot Money ได้ระดับหนึ่ง แต่ มาตรการ QE ทั่วโลก ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ จะยังมีไปเรื่อยๆ คาดว่า ต่างชาติจะไม่นำเงินออกในระยะเวลาใกล้ๆนี้อยุ่แล้ว - มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน ข้อเสีย จากข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นว่า มีสัดส่วนเพียงแค่ 15-20% ของการเข้ามาลงทุนทั้งหมด (ข้อมูลจาก Thaibma.or.th) ดังนั้น ผลต่อการทำให้เงินบาทหยุดแข็งค่า อาจไม่ชัดเจน ข้อดี เป็นมาตรการที่ถือว่าเบา และมีผลกระทบต่อภาคอื่นของตลาดทุนในวงจำกัด แบงค์ชาติสามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอีกที - มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร ข้อเสีย ถ้าการที่บาทแข็ง ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุนจริงใน Real Sector จะมีผลต่อภาคเอกชน และการลงทุนในระยะยาวให้ต่างชาติชะลอการลงทุนเช่นกัน ไม่เป็นผลดีต่อเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน ข้อดี จะทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนต่างของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมาก และนักลงทุนก็จะมาลงทุนด้วยดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าประเทศอื่นจริงๆ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน จะเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร (บนพื้นฐานที่ว่า เงินที่เข้ามาในช่วงนี้ มีการเก้งกำไรจริงๆนะ) - มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ข้อเสีย การเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เขาย่อมคำนึงถึงกำไรในสองขา คือ ค่าเงิน และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ เมื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้เป็น 0 ก็จะลดความน่าสนใจในการลงทุนทันที หากไม่ระบุระยะเวลาที่ต้องป้องกันค่าเงินลงไป จะยิ่งทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ข้อดี ยังมองไม่เห็นครับ เพราะต่างชาติก็จะไปมองว่า ประเทศไหนที่เขาไปลงทุน แล้วได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่ง คือ ค่าเงิน และ Capital Gain จากตราสารหนี้ เขาก็เลือกไปลงทุนที่นั้น และดีไม่ดี ขนเงินที่มาลงทุนอยู่ออกไปด้วย กลายเป็นซวยเหมือน Capital Control หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ จากทั้ง 4 มาตรการ หากสังเกตุ จะเห็นว่า แบงก์ชาติพุ่งการดูแลค่าเงินบาทไปที่ "ตลาดตราสารหนี้" เพียงแห่งเดียว นั้นเป็นเพราะ เงินมันไหลเข้าตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่นั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งที่น่าจะเห็นตามมามาตรการเหล่านี้ (ถ้าประกาศใช้จริง) ก็คือ เงินไหลมาตลาดทุนแทนหรือเปล่า? เพราะไม่ได้มีกฏหรือข้อบังคับใดๆมาห้ามปรามเลย แต่ผ่านเดือน พ.ค. ไปไม่กี่วันทำการ เราก็เห็น Action จากต่างประเทศที่ยิ่งกดดันแบงค์ชาติหนักขึ้นไปอีก 2 พ.ค. ECB ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.50% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ 3 พ.ค. อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เหลือ 7.25% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ เหตุผล การเติบโตชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง 7 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ให้เหตุผล ต้องการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกัดดันจากเงินเฟ้อก็ลดลง 9 พ.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.5% เหตุผลคือ ค่าเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทำให้เกาหลีใต้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับญี่ปุ่นไปบางส่วน แต่การลดดอกเบี้ย ก็มาพร้อมกับ แผนอัดฉีดเงินด้วยวงเงินประมาณ $15 Billion เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานใน SME ธนาคารกลางหลายๆแห่ง พร้อมใจกันลดดอกเบี้ยแบบนี้ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้แก่กระทรวงการคลังเลยครับ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้สนุกดี ตามไปดูกันต่อ ไม่เกินเดือน พ.ค. นี้ เราจะรู้กันว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.