X

เศรษฐกิจไทย

จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
Financial Planning, Investment, Thailand
จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
มีนาคม 1, 2017 at 6:34 pm 0

จับกระแสโลก ปรับตัวให้เท่าทัน

ช่วงต้นปี มีงานใหญ่ระดับ Exclusive Talk ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทยให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเดอะวิสดอมกสิกรไทย ในชื่องานสัมมนา THE WISDOM Wealth Avenue: จับจังหวะโลก เจาะจังหวะการลงทุน ขึ้นมา โดยมีแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์คือ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ  เป็นงานใหญ่และเป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้มานั่งมุมมองของผู้ว่า ธปท.  นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องการลงทุนจากผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญของธนาคารกสิกรไทยที่ยกขบวนกันมา คือ คุณนาวิน อินทรสมบัติ (รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บจก.หลักทรัพย์จัดการ กองทุนกสิกรไทย) คุณกวี ชูกิจเกษม (รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย) และคุณศิริพร สุวรรณการ (ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย) วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็นสำคัญๆ จากงานนี้ให้อ่านกันครับ

“2560 ปีที่เศรษฐกิจโลกเติบโตท่ามกลางความท้าทาย - ดร.วีรไท”

ในช่วงแรกนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังถึงความซับซ้อนและความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้การวิเคราะห์ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น “การเตรียมพร้อม” เพื่อที่จะรับมือในสิ่งที่ “อาจ” เกิดขึ้นได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อคือ
  • “โลกในภาวะ 3 ต่ำ 2 สูง” – ข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คำว่า “ 3 ต่ำ ” หมายถึง 1) เศรษฐกิจทั่วโลกมีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้สหรัฐและยุโรปบางประเทศจะขยายตัวได้ดี แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักๆของโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศในช่วงหลายปีหลังอ่อนแรงลงมาก 2) อัตราเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับสูงในอดีตปัจจุบันก็ต่ำลงมาอยู่ในระดับปรกติ ซึ่งน้ำมันนี้เป็นส่วนสำคัญของเงินเฟ้อ น้ำมักตกจึงทำให้เงินเฟ้อต่ำลงไปด้วย 3) อัตราดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารกลางของหลายๆประเทศทั่วโลกดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง เนื่องจากการขยายตัวทางเศรฐกิจอยู่ในระดับต่ำมานาน ภาคเอกชนก็ไม่ค่อยลงทุนกัน เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำอีก แต่ปัจจุบันก็เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว - ส่วนภาวะ “ 2 สูง” ในที่นี้หมายถึง 1) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนสูง ระบบการเงินทั่วโลกมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนอ่อนไหวต่อนโยบายเศรษฐกิจการเงินต่างๆได้ง่าย เป็นที่มาของความผันผวนจากหลายสินทรัพย์ในปัจจุบัน 2) ความเหลื่อมล้ำสูง คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นั่นเองครับ ผลสำรวจจาก OXFAM พบว่า คนที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีทรัพย์สินเท่ากับคน 3,600 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! หากเทียบกับปีที่แล้วต้องใช้คนที่รวยที่สุด 62 คนถึงจะเท่ากับสินทรัพย์ของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! ดูเหมือนว่าปัญหา Classic นี้จะดำเนินต่อไปและยังคงทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ
  • “การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญ 4 เรื่อง” – การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหรือ Structural Change คือ Mega Trend ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆนั้นเอง ดร.วิรไท เห็นถึง 4 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

1)  ความเกี่ยวเนื่องของเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไข จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยากพลิกความคาดหมายหลายครั้งเช่น การเลือกตั้งในสหรัฐและการ Vote Brexit

2)   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่าง e-commerce มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก แม้เทคโนโลยีจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น แต่ก็ส่งผลในแง่ลบด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลงจากการที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

3)   การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากร ทุกๆวันนี้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงมาก ในขณะที่เรามีอายุได้ยืนยาวมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ประชากรที่จะเข้าสู่วัยแรงงานในอนาคตจึงเป็นปัญหาที่ใกล้เข้ามาทุกๆวัน

4)  การขยายตัวของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในเอเชียของเรานี้มีอำนาจการซื้อและการบริโภคเพิ่มขึ้นมาก เศรษฐีใหม่ๆในโลกก็มาจากเอเชียกันเยอะ ทำให้เกิดความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่ดีขึ้น

  • “3 มิติสำคัญ” – สิ่งสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนคงหนีไม่พ้นการก้าวไปพร้อมกับโลก ดร.วีรไท จึงให้ 3 มิติสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปพร้อมกับโลกได้ นั่นคือ

1)   มิติด้านคุณภาพ เราควรเร่งยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงเรื่องของบุคคล ธุรกิจ และสังคมอีกด้วย เพื่อให้พร้อมกับการเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

2)  มิติด้านการสร้างความคุ้มกัน โลกกำลังเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายที่กำลังเกิดขึ้น เราควรเตรียมพร้อมในสิ่งที่ไม่คาดฝันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน จึงต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด

3)   มิติด้านการปรับตัวอย่างมีพลวัต เราต้องรู้ทันถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และต้องเรียนรู้ถึงการอยู่รอดในอนาคต จึงควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการวิจัยใหม่ๆให้มากๆ

“เศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง – คุณนาวิน”

ปี 2560 นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมักจะมาพร้อมกับความไม่แน่นอนเสมอ ดังนั้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างยั่งยืนกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างมากมายมักจะตามมาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในช่วงปี 2000 – 2007 ทาง KBANK ได้หยิบข้อมูลจาก IMF มาให้ดูกัน โดยทาง IMF คาดว่าปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างช้าๆที่มั่นคง ในช่วงนี้คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย ได้มาเล่าให้เราฟังครับ Global GDP ทาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.40% ซึ่งหากลองกลับไปดูที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเติบโตของโลกจะสูงมากที่ 4.5% อย่างช่วงในปี 2000-2007 ทำให้หายห่วงไปได้บ้าง แต่การผลิตในอนาคตของอุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงไม่สูงมากเนื่องจากถูกจำกัดด้วย ประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลงและคุณภาพการผลิต นอกจากนั้นการที่หลายๆประเทศมีการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นทำให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ Global GDP02 แน่นอนครับว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 3.4% เป็นการเติบโตเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก แต่หากมาดูเป็นรายประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ กลุ่มยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตกันไม่สูงนัก แต่ก็จัดอยู่ในระดับที่สูงแล้วนะสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่เติบโตสูงๆจะเป็นกลุ่มตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ที่ปี 2017 นี้ทาง IMF คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.5% เลยทีเดียวและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งการเติบโตนั้นมาจากการที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่มักเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และกลุ่มประเทศเหล่านี้เริ่มมีเสถียรภาพทางการเงิน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

เศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง – คุณกวี

มาที่เศรษฐกิจภายในประเทศกันบ้าง คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆได้ดังนี้ 005
  • น้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน – ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในช่วงปี 2014 – 2015 ทำให้เราได้ใช้น้ำมันกันในราคาถูกลงและทำให้อัตราเงินเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือ Rigs ที่ปิดตัวลงกันมากเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุน แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเข้าหาต้นทุนที่แท้จริง จำนวนแท่นขุดเจาะเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตกันอีกครั้งเนื่องจากราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐที่ทาง Moody’s วิเคราะห์ว่าสหรัฐจะมีเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ในปี 2017 (จาก 2.9% ในปี 2016) เนื่องจากการที่ Trump ชนะการเลือกตั้งและมีนโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อเช่น ลดภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กีดกันแรงงานต่างด้าว และย้ายฐานการผลิตต่างๆกลับเข้ามาในประเทศ006
  • การลงทุนและการบริโภคในไทยกำลังฟื้นตัว – หลังจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดของประเทศไทยในปี 2006 และ 2014 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการบริโภคในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก แต่ในปี 2017 เป็นต้นไปคาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการเมืองเริ่มมีความชัดเจน และยอดสินเชื่อภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้นซึ่งบอกได้ถึงทนไทยกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ค่อยๆสูงขึ้นทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นและราคาของหุ้นธนาคารอยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกมากกกในปัจจุบัน ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวในปี 2017004
  • อัตราดอกเบี้ยและวิกฤตเศรษฐกิจ - ทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ๆอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมักอยู่ในระดับสูงเช่นระดับ 6% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ 5% ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สบายใจว่าวิกฤตรอบใหม่จะยังไม่เกิดในปี 2017 แต่ต้องจับตามองการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงระดับ 3% ต้องระวังให้มาก003
  • หุ้นไทยและกำไรสุทธิ – ทางคุณกวีได้ให้เป้าหมายหุ้นไทยสูงสุดที่ระดับ 1620 จุด แต่ความหวังของหุ้นไทยอยู่ที่การเติบโตของกำไรสุทธิ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการปรับประมานการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หุ้นจะขึ้นต้องมีเหตุผล การเพิ่มขึ้นของกำไรที่มาพร้อมกับหุ้นที่ขึ้นนับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากหุ้นขึ้นแต่กำไรของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นนี่ต้องระวัง สำหรับนักลงทุนในหุ้นคุณกวีได้แบ่งภาพการลงทุนที่น่าสนใจออกเป็น 3 กลุ่มคือ
    • กลุ่ม Inflation Theme แนะนำ SCB KTB BLA PTT PTTEP BANPU
    • กลุ่ม Domestic Driven Theme แนะนำ MINT BJC CPALL CPN CK SPALI KCE
    • กลุ่ม Small Cap แนะนำ BEAUTY MEGA TPCH TKN BIG PTG

ผลตอบแทนที่ได้มาขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม – คุณศิริพร

คุณศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เล่าให้ฟังถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ที่ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเช่นที่ ดร.วิรไท คุณนาวิน และคุณกวี ได้เล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศจีน BREXIT ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในยุโรป ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ อีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2560 เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาเป็นพระเอกในปีนี้ โดยในครึ่งแรกของปีภาพยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่คาดว่าในครึ่งหลังของปีจะได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐหลังงบประมาณกลางปีเริ่มทยอยเบิกจ่าย 002 สิ่งที่นักลงทุนควรทำมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อภาพรวมผลตอบแทนของนักลงทุนมากกว่า 94% ปัจจัยที่มีผลกับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมด ในขณะที่การพยายามจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) และลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (Product Champion) นำมาซึ่งผลตอบแทนเพียง 2% และ 4% ของผลตอบแทนทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) 001 การจัดพอร์ตการลงทุนทำได้หลายขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน การจัดพอร์ทแบบหุ้นล้วนอาจให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว แต่ระหว่างทางก็ติดลบได้เช่นกัน ถ้าอยากติดลบเพียงเล็กน้อยระหว่างทาง การนำเอาเงินสดและตราสารหนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนก็จะทำให้ผลตอบแทนมีความผันผวนน้อยกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมก็จะลดต่ำลงไปด้วย อีกอย่างคือเราควรกระจายการลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย อย่าลงทุนในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิด Country Risk สูงหรือความเสี่ยงเฉพาะภายในประเทศ ซึ่งทาง KBANK ก็มีกองทุนที่น่าสนใจสำหรับ Global Portfolio อยู่หลายกอง เช่น K-GI, K-SGM, และ K-GA แต่สิ่งที่สำคัญคือลงทุนแล้วต้องสบายใจ ลงทุนแล้วต้องมีความมสุข เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ควรพบที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวนักลงทุนแต่ละราย
CONTINUE READING ...
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
Mr. Messenger's View, Thailand
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
กรกฎาคม 18, 2015 at 9:40 pm 0
ผ่านครึ่งปีไปแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวถือว่าแย่กว่าที่นักวิเคราะห์และทางการคาดไว้ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมากนะครับ GDP Growth ที่แรกเริ่มเลยรัฐบาลชุดนี้ตั้งธงไว้ที่ 4-5% แต่มาวันนี้ เอาแค่ให้พ้น 3% ก็อาจจะทำได้ยากเลย ทั้งนี้ ตัวเลขที่ถือว่าต่ำกว่าเป้าไปเยอะมากๆก็คือ ตัวเลขการส่งออก Thai Export จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า ตัวเลขส่งออกของไทยติดลบมา 6 เดือนติดต่อกัน (เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า) เรียกได้ว่า อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ไปดูตัวเลขเงินเฟ้อก็พบว่า ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2014 ก่อนที่จะมีรัฐประหาร และก่อนที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลงมาแรงกว่า 40% จนถึงตอนนี้ CPI ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดูแล้ว เงินเฟ้อจะกลับไปที่ระดับก่อนปี 2014 ได้นั้น คงต้องใช้เวลาเหมือนกันถ้าราคาน้ำมันไม่ขยับขึ้น CPI   แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อม ผมมองว่าเป็นความเสี่ยงครับ เงินเฟ้อที่เกิดจาก Cost Push นั้น เราไม่อยากได้นะ ฟากรัฐบาล ก็พบว่า เบิกจ่ายงบประมาณช้ากว่าแผนเล็กน้อย แต่ถึงจะตามแผนไป ผมก็มองว่าช้าไปแล้วที่จะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาใน 3-6 เดือนข้างหน้า ยกเว้นเป็นมีแผนการลงทุน Mega Project ขนาดใหญ่ ขยาย Infrastructure ของประเทศเพื่อปลดล็อคศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

อ้าว เฮ้ย ไม่เหลืออะไรดีซักอย่าง แล้วปีนี้ GDP Growth ไทยจะโตด้วยอะไรละ?

หลายคนก็บอกว่า คงต้องไปฝากไว้ที่ภาคการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด นั้นเป็นสาเหตุให้การประชุมกนง. ครั้งที่ผ่านมา นอกจากจะมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง ที่ประชุมก็ยังออกมาตรการผ่อนปรนเงินทุนไหลออก เพิ่มโควต้าโอนเงินออกนอกประเทศให้กับนักลงทุนในไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็อ่อนค่ามาอยู่ที่ 34.24 บาท/ดอลล่าร์ และมีทีท่าว่าอาจจะไปถึง 35 บาท/ดอลล่าร์ได้ภายในปีนี้ ถ้าสหรัฐฯเล็งว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจริงๆปีนี้ THB แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าแบบนี้ ที่ดีก็คือ "ส่งออก" และอีกที่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ พระเอกของเรา "ภาคการท่องเที่ยง" นั้นเอง ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะครับ เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน ผมก็ไม่มั่นใจว่า การท่องเที่ยวไทย จะช่วยให้อะไรในครึ่งปีหลังดูดีขึ้นจริงหรือ ด้วยเหตุผล 5 ข้อด้วยกัน 1. รัฐบาลคาดการณ์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเข้าไทยปีนี้ 28 ล้านคน (จนถึงเดือน พ.ค. เข้ามาแล้ว 12 ล้านคน ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่... ภาคการท่องเที่ยวของไทย คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียงแค่ 10% เท่านั้น ดังนั้น ต่อให้โตขึ้นจริงตามเป้าก็ดึง GDP ภาพใหญ่ขึ้นได้ไม่เยอะอยู่ดี 2. ไทยเราตรวจเจอผู้ป่วยไวรัส MERS คนแรกเมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถึงแม้จะดูเหมือนว่าควบคุมได้ แต่ความระมัดระวังของทางการ และความไม่สบายใจของนักลงทุนโดยรวม ย่อมทำให้จำนวนนักท่องเทียวโดยรวมทั้งโลกลดลงในระยะสั้นเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน 3. ICAO ทำการปรับลด Airline safety standard rating ของไทย เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับฟิลลิปปินส์ และอินโดฯ ในปี 2007 และ 2008 ตามลำดับ ซึ่งครั้งนั้น FAA ของสหรัฐฯ ก็สั่ง downgrades ตามด้วยทันที ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยว และธุรกิจการบินของ 2 ประเทศนั้นชะลอตัวลงชั่วคราว ตอนนี้เครื่องบินแบบ Charter Flight ไปญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ถูกยกเลิกนะครับ บางคนอาจมองว่า ก็ดี คนไทยจะได้เที่ยวไทยมากขึ้น เพราะไปเมืองนอกได้น้อยลง ก็ว่ากันไป แต่ในสายตาของต่างชาติเนี่ย พอขึ้นชื่อว่าไม่ได้มาตรฐาน มันย่อมกระทบกับความรู้สึกให้กังวลอยู่แล้วละ ถึงแม้จริงๆ มันอาจเป็น Technical Problem ก็ตาม 4. ได้มีโอกาสคุยกับนักวิเคราะห์ต่างชาติที่สิงคโปร์ กับเพื่อนที่เป็น Private Banker ที่ฮ่องกง พบความเห็นที่ตรงกันว่า เหล่านักลงทุนต่างชาติ ไม่ Happy กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่าไหร่ และภาพที่สื่อออกไปในหลายๆครั้ง คนที่สหรัฐฯ ที่ยุโรป ก็มองว่า มันเป็นความเสี่ยง ไม่กล้ามาลงทุน ไม่กล้ามาเที่ยว ยังมีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ตรงนี้มันห้ามเขาไม่ได้นะครับ แต่เราก็ต้องอธิบาย และทำให้เขาเข้าใจ (ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั้นละ) 5. ความผันผวน และผลขาดทุนอย่างหนักในตลาดหุ้นจีน ส่งผลต่อเงินในกระเป๋า และกระทบจิตใจคนจีนพอสมควร อย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวจีนมาไทย ตอนนี้มีสัดส่วนสูงสุดถึง 29% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ดังนั้นเดี๋ยวเรามาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ก็จะพอเห็นครับ ว่าที่ผมกังวลนี้ จะเป็นจริงหรือเปล่า ซึ่งที่ผมเดาไว้แบบนี้ก็เพราะ ตั้งแต่ที่ประเด็นหนี้กรีซอยู่ในความกังวลอีกครั้งหลังนายก Tripras ขึ้นมาบริหารประเทศนั้น ชัดเจนเลยว่า นักท่องเที่ยวในยุโรป เดินทางมาเที่ยวไทยลดลงมาตลอดตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่รู้ว่า พอกรีซยังอยู่ในยูโรโซนดี คนที่โน้นจะกลับมาเที่ยวไทยหรือเปล่า แต่หากย้อนดู Timeline ย้อนหลังกับนักท่องเที่ยวที่มาไทย จะพบว่า ถือเป็นจุดแข็งเศรษฐกิจไทยจริงๆครับ ไม่ว่าผ่านเหตุการณ์อะไรมาก็แล้วแต่ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังอยากมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่ปีนี้ ปัจจัยมันเยอะกว่าเดิม เลยเสี่ยงกว่าเดิม TT เห็นไหมครับว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยงจริงๆ บทความนี้ ก็เพื่อตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า

"ทำไม Mr.Messenger ถึงไม่แนะนำให้ถือหุ้นไทยเลย วันๆอัพเดทแต่ตลาดหุ้นเมืองนอก?"

มันก็เป็นเพราะ ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นไทยแบบถือยาวๆครับ ถ้าผมจะซื้อ มี 2 เงื่อนไขนะ ไม่หุ้นไทยลงมาแรงๆแบบถูกมากๆ ถูกกว่าภูมิภาคจนน้ำลายไหล ก็ต้องเห็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับไปโตได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ ณ ตอนนี้ 2 อย่างที่ผมรอ ยังไม่เกิดครับ เพราะฉะนั้น LTF ผมไปรอโน้น ปลายปีเลย ^^
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tourism.go.th , http://www.tradingeconomics.com และ Goldman Sachs Research
CONTINUE READING ...
แบงก์ชาติปรับเป้า GDP ไทย แต่ยืนยัน ยังไม่ถดถอย
Mr. Messenger's View, Thailand
แบงก์ชาติปรับเป้า GDP ไทย แต่ยืนยัน ยังไม่ถดถอย
มีนาคม 20, 2015 at 4:45 pm 0
การประชุม กนง. สัปดาห์ที่แล้วผ่านไป เราทราบกันแล้วนะครับว่า ที่ประชุมมีมติว่า เห็นควรลดดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1.75% จากเดิม 2.0% ซึ่งคนที่ตามตัวเลขเศรษฐกิจและติดตามการลงทุนมาตลอดก็คงพอเดากันได้อยู่แล้ว การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า แบงก์ชาติเองก็เห็นสัญญาณไม่ค่อยดีของอนาคตเศรษฐกิจไทยเราเหมือนกัน วันนี้ ผมเลยขออนุญาตเอารายงานจากแบงก์ชาติมาสรุปในภาษา และมุมมองของผมนะครับ ถ้าจะอ่านต่อ ต้องบอกก่อนนะครับ ว่า สิ่งที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ เป็นมุมมองของผม ซึ่งอาจมีทั้งเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับ กนง. เป็นเรื่องปกติของนักลงทุนที่ย่อมมีมุมมองตัวเองครับ ในรายงานนโยบายการเงินฉบับล่าสุดเดือน มี.ค. นั้น แบงก์ชาติมองว่า ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย ประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยสำคัญได้แก่

1. เศรษฐกิจโลกมีโอกาสฟื้นตัวจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

ในมุมมองของผมนั้น เราเห็นการปรับลดเป้า GDP โลกจากทางฝั่ง IMF และ World Bank มาแล้วก่อนหน้านี้ ดังนั้น สิ่งที่แบงก์ชาติกังวลนี้ ดูเหมือนจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่จริงๆแล้วสิ่งที่ทำให้อาการของเศรษฐกิจโลกดูไม่ดีนั้น เป็นเพราะ ทางการจีน ออกมาประกาศโต้งๆเลยว่า GDP Growth ปีนี้ ตั้งไว้ที่ 7.0% ซึ่งต่ำกว่าปีที่แล้วที่ตั้งไว้ 7.5% มองในมุมว่า เศรษฐกิจจีนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และ GDP หายไป 0.5% มันย่อมส่งผลต่อคู่ค้าของจีนแน่นอน และนั้นคือสิ่งที่แบงก์ชาติเรา รวมถึงที่อื่นๆในเอเชียเค้ากังวลกันว่า ปีนี้ จะเป็นปีที่เอเชียอาจไม่คึกคักต่อเนื่องอีกหนึ่งปี

2. Domestic Demand ของไทย ในไตรมาส 4 อ่อนแรง และ เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาก็ดูท่าทางจะยังไม่ฟื้นตัว

อุปสงค์ในประเทศนี้ เป็นสิ่งที่ใครๆก็หวังหลังการทำรัฐประหารนะครับ แต่ตัวเลขที่โชว์ออกมานั้น กลับทำให้ตลาดยิ่งกังวลขึ้นไปอีก เพราะถึงการเมืองจะนิ่ง แต่มันยังมีความหนืดที่ดึงให้บรรยากาศการลงทุนการบริโภคขึ้นได้ค่อนข้างช้า อันนี้มันมีความเกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่ 3

3. การใช้จ่ายภาครัฐฯที่ล่าช้า โดยเฉพาะงบลงทุน

มองในมุมนี้ครับ ในยามที่คนในประเทศไม่มั่นใจ รัฐต้องทำหน้าที่ลงทุนโชว์ให้ภาคเอกชนเห็น แต่กลับกลายเป็นว่า การลงทุนภาครัฐนับตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีที่แล้วมา เบิกจ่ายได้ล่าช้ากว่าเป้าหมายค่อนข้างมากไม่ว่ามันจะเพราะปัญหาด้วยอะไรก็แล้วแต่ แต่มันทำให้นักลงทุนเองก็ไม่มั่นใจ เพราะขนาดรัฐบาลยังไม่ลงทุน แล้วเอกชนจะกล้าได้ยังไง ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ มันเป็นเหมือนกุญแจสตาร์ทเครื่องยนต์เศรษบกิจเลยก็ว่าได้ สำคัญขนาดนั้นละ มันอาจไม่มีผลทำให้เศรษฐกิจโตได้เยอะแยะ (เพราะ Government Spending คิดเป็นแค่ 10% ของ GDP) แต่มันช่วยสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนในเอกชนมั่นใจมากๆครับ

4. ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ต่ำ

หลายคนก็คงจะสงสัยว่า ราคาน้ำมันโลกต่ำ มันต้องดีกับไทยสิ เพราะเราเป็น Net Import พลังงาน แต่อีกมุมหนึ่งคือ การที่ราคาน้ำมันต่ำเนี่ย ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ หรือพวก Commodity ต่ำไปด้วย ดังนั้นสินค้าเกษตรซึ่งมีสัดส่วนไม่น้อยในภาคส่งออก ย่อมมีมูลค่าลดลงตาม ส่วนผลบวกของราคาน้ำมันต่ำนั้น จากตัวเลขการบริโภคในประเทศ มันโชว์ให้เราเห็นแล้วว่า ผลของมันไม่ได้มาเร็วเลย คงต้องรออีกซักระยะ เราถึงเห็นการบริโภคในประเทศ Thai GDP Growth ตั้งแต่ปี 2012 หลังไตรมาส 1 เป็นต้นมา ไทยเราเศรษฐกิจโตต่ำกว่าศักยภาพมาตลอด โดยโตได้ไม่เกิน 3.0% เลยซักไตรมาส ตอนแรก หลายสำนักก็คาดว่า GDP Growth ปีนี้น่าจะขึ้นไปอยู่ที่ 4-5% เพราะการเมืองนิ่ง และฐานการคำนวนของปี 2014 นั้นไม่สูง แต่ด้วยปัจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ข้างต้น ก็ทำให้แบงก์ชาติ ยอมปรับลดเป้า GDP Growth ลง จากเดิม ให้ไว้ที่ 4.0% เหลือ 3.8% และเงินเฟ้อทั่วไปเหลือเพียง 0.2% จากเดิมคาดการณ์ไว้ที่ 1.2%  การปรับลดครั้งนี้ ลองมาคิดต่อถึงกลยุทธ์การลงทุนแล้ว ก็พบว่า ปีนี้ เป็นปีที่ SET Index เทรดที่โซน P/E แพงตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว จากความคาดหวังสูงต่อเศรษฐกิจปีนี้ที่ค่อนข้างจะหมดหวังไปเรื่อยๆ แถมราคาน้ำมันที่ลดลง มันส่งผลต่อกำไรสุทธิของกลุ่มพลังงานทันที โดยผลบวกนั้น เรายังต้องรอ อีกทั้งสถานการณ์นอกประเทศ ก็ดูจะไม่สนับสนุนการส่งออกซักเท่าไหร่ ส่วนตัวเลขส่งออกนะหรอ ไม่ต้องหวังครับ เพราะจีนชะลอตัว เดิมที่คาดว่าจะโต 1.0% ก็เหลือแค่ 0.8% แถมดูอาการ ส่งออกเดือน ก.พ. คงยังติดลบอยู่ (แบบนี้เหนื่อยแน่) BOT GDP Growth มติขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ที่ผ่านมา ออกมา 4:3 เสียง งั้นเราก็ต้องไปดูมุมมองของคนที่ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ยอีก 3 คนที่อยู่ในบอร์ดด้วยนะครับ ผู้ที่เห็นต่าง ให้มุมมองว่า อยากเก็บกระสุนเรื่องดอกเบี้ยเอาไว้ซักหน่อย เพราะเด๋วสหรัฐฯก็อาจขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ ลดไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรกับเศรษฐกิจมากหรอก เพราะธนาคารพาณิชย์ตอนนี้ก็เข้มงวดเรื่องปล่อยสินเชื่ออยู่แล้ว และอีกความเห็นซึ่งผมว่าน่าสนใจก็คือ คณะกรรมการบางท่านบอกว่า เศรษฐกิจจะดีขึ้น ณ ตอนนี้ มันเป็นเรื่องของนโยบายการคลังมากกว่า เรียกว่าโยนเผือกร้อนกันเลยทีเดียว 555 แต่ผมก็เห็นด้วยนะ เพราะคลังชุดนี้ ดูมีความตั้งใจจะพยายามปฏิรูปโครงสร้างภาษีให้ได้ โดยให้เหตุผลว่า ถ้ารัฐบาลนี้ไม่ทำ เด๋วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามา เขาก็ไม่ทำอยู่ดี เพราะมันจะไปทำลายฐานเสียงของเค้า ซึ่งก็จริงส่วนหนึ่ง แต่ส่วนที่ผมว่าต้องคิดก็คือ การพยายามผลักดันภาษีหลายๆตัว ทั้งภาษีมรดก ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือ การขึ้น VAT นั้น ถึงมันไม่กระทบเงินในกระเป๋าจนกระทั่งจนลง แต่มันทำให้บรรยากาศเสีย อย่างเรื่องภาษีที่ดิน หรือ มรดก เนี่ย คนรวย หรือคนที่เป็นเป้าต้องถูกเก็บภาษี เขาก็จะบอกว่า เรื่องลงทุนหยุดไว้ก่อน ว่าแล้วก็จ้างนักภาษี นักวางแผนการเงิน มาวางแผนดีๆ หลบภาษีอย่างไรให้ถูกกฎหมาย ซึ่งการวางแผนเหล่านี้ ไม่ได้เกิดประโยชน์กับเศรษบกิจในภาพรวมเลย แต่เพราะเงินในกระเป๋านักลงทุนมันกำลังจะหายไปไงครับ เขาก็ต้องกลับมากอดของที่มีอยู่ก่อน เรื่องลงทุนค่อยว่ากัน ก็หวังว่า ท่านๆจะหาทางออก ให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยทั้งในระยะสั้น และระยะยาวได้ก็แล้วกันครับ เอาใจช่วย ทั้งนี้ ท้ายรายงาน แบงก์ชาติได้บอกว่า "เศรษฐกิจมีโอกาสจะขยายตัวต่ำกว่ากรณี Base Case ที่ออกรายงาน มากกว่าที่จะขยายตัวสูงขึ้นไป" นั้นหมายความว่า Negative Surprise มี % สูงกว่า Positive Surprise เอาละ ก็ไม่ใช่ว่าจะหวังขาขึ้นของเศรษฐกิจไทยไม่ได้เลยนะครับ รัฐเองก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 คือ โครงการการจัดการน้ำ และเราคงต้องเฝ้าดูว่า ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ จะส่งผลดีต่อการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไหน ทั้งนี้ หนี้ครัวเรือนก็ยังเป็นความเสี่ยงต่อการบริโภคในประเทศ แต่ถ้ารัฐเบิกจ่ายงบประมาณและดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ได้ ภาพก็อาจจะเปลี่ยน ส่วนใครที่กังวลเรื่องการก่อหนี้ ตอนนี้ Government Debt to GDP ของไทย ก็ยังไม่เกิน 50% อยู่ในโซนกลางๆเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน เรียกว่า ยังไม่เสี่ยงมากเท่าไหร่ครับ ดังนั้น ภาพโตช้าลง มันชัดก็จริง แต่ถึงขั้นติดลบ หรือถดถอย คงยากมาก ไม่ต้องกลัวกันเกินเหตุ Debt to GDP   ส่วนปัจจัยภายนอก ก็คงต้องติดตามการเคลื่อนย้ายเงินทุนจากทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ และนโยบายต่อสู้กับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนกันต่อไป ดูมีความสี่ยงเยอะแบบนี้ ตลาดหุ้น จะหวังทางขึ้น ก็คงมีกรอบจำกัด แต่สภาพคล่องที่ล้นโลกตอนนี้ จะหวังลงเยอะๆ ลงหนักๆ คงต้องหวังให้ใครเดินไปเตะปลั๊ค Streaming ให้หลุดอีกรอบแทนนะ ส่วนมุมมอง Link กลับมาตลาดหุ้นไทย ไว้เขียนถึงอีกหนึ่งบทความแทนก็แล้วกัน จบดีกว่า (เขียนยาวกว่ารายงานแบงก์ชาติอีก 555+)
CONTINUE READING ...
Competitiveness ต่างหากละ ที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในระยะยาว
Emerging Markets, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand
Competitiveness ต่างหากละ ที่จะนำมาซึ่งความมั่งคั่งในระยะยาว
ตุลาคม 12, 2014 at 10:05 am 0
เอากรณีศึกษาของเศรษฐกิจโลก มาย้อนดูตัวเรากันซักหน่อยนะครับ ยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว ไปเลย ไหนๆคุณก็หลวมตัวกดเข้ามาอ่านบทความนี้กันแล้ว โฮะๆ สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปดำดิ่งลงมาปิดโซนแดง ก็คือ การที่ IMF ปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2014 และ 2015 ลงอีก แต่ถ้าถามว่าปรับลงแย่เลยหรอ ก็ต้องบอกว่า ลดนิดเดียวเท่านั้นครับ แต่เหตุที่ตลาดหุ้นอาจจะปรับลงแรงหน่อย ผมมองว่า น่าจะเพราะ มันอยากลงมาซักพักแล้ว แต่หาเหตุให้ลงไม่ได้ซักที :) ณ เวลาที่ผมเขียนบทความนี้ ตลาดหุ้นเกินครึ่งหนึ่งของโลก เทรดที่ระดับ PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี กันไปแล้ว แต่ข้อดีคือ ยังไม่มีตลาดหุ้นไหนที่เทรด P/E แพงกว่าช่วงที่เกิดวิกฤต (Crisis) ในรอบก่อนๆ ดังนั้น ยังไม่ต้องกังวลมากไปในระยะสั้นๆครับ แต่ที่น่าสนใจ จนทำให้ผมอยากเขียนบทความนี้ก็คือ Global Competitiveness Report 2014-2015 ของ World Economic Forum (WEF) นั้นมีรายงานเศรษฐกิจโลกและความสามารถในการแข่งขันที่น่าสนใจที่ผมอยากแชร์ ใครสนใจฉบับเต็ม ตามไปเสพได้ที่ >> http://www3.weforum.org/docs/WEF_GlobalCompetitivenessReport_2014-15.pdf เจ้า Competitiveness หรือ ความสามารถในการแข่งขันที่ว่านี้ ทาง WEF เขาวัดทั้งหมด 12 อย่าง ว่าประเทศสมาขิกทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลกเนี่ย ใครอยู่อันดับไหนในแต่ละหมวดหมู่บ้าง ซึ่งผลสรุปออกมาที่น่าสนใจมี 3 ประเด็นด้วยกัน
1. ในช่วง 3-4 ปี หลังวิกฤตปี 2008 มานี้ เศรษฐกิจหลักอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางแห่ง มี Productivity Growth หรืออัตราการเติบโตของการผลิตสินค้าและบริการที่ลดลง (ยังผลิตได้มากขึ้น แต่อัตราเร่ง ไม่เท่ากับก่อนวิกฤตปี 2008) ซึ่ง WEF ให้มุมมองว่า สาเหตุหลัก มาจากปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศที่ซับซ้อน จนทำให้ประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ คิดอยากแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการอื่น มากกว่าการรื้อโครงสร้างระบบตัวเอง และนั้นก็ตามมาด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นผ่านนโยบายการเงินและการคลังเพื่อเสริมสภาพคล่องในตลาดแบบทันทีทันใด 2. ด้วยวิธีการแก้ปัญหาโดยมุ่งแก้ด้านเดียว (แก้ที่ตลาด และระบบการเงินเพียงอย่างเดียว) จึงทำให้ IMF ลดประมานการณ์ตัวเลขอีกตัวหนึ่งคือ Potential Growth หรือ ศักยภาพการผลิต ของกลุ่มประเทศเหล่านั้นลง และผลจากการวิเคราะห์ก็คือ แสดงว่า เศรษฐกิจโลกจะมีโอกาสน้อยลงไปอีกมากๆ ที่จะสามารถดันให้ GDP Growth โดยรวม วิ่งกลับไปได้ในระดับก่อนวิกฤตปี 2008 และยิ่ง Growth ไม่มี แน่นอนว่า มันเป็นอุปสรรคต่อการล้างหนี้ของสหรัฐฯ ที่ก่อจาก QE มาตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้เฉพาะดอกเบี้ยจ่ายที่ Fed ต้องควักจ่ายเจ้าหนี้ทั้งหมดเนี่ย ว่ากันว่า อยู่ราวๆ $500 Billion ทีเดียว (เกือบเท่า Market Cap. ของหุ้น Apple เลยนะครัชชชช) 3. WEF ชี้ให้เห็นแนวทางที่ควรทำ (แต่ไม่ยอมทำกันซักที) เพื่อที่โลกจะหลุดออกจากวงจรดอกเบี้ยต่ำ หนี้เยอะ อัตราการว่างงานสูง ก็คือ การปรับโครงสร้าง และพัฒนาความสามารถด้านการแข่งขันในระยะยาว เพราะการแก้ปัญหาด้วย QE นั้น ไม่ได้ทำให้พฤติกรรมของนักลงทุน หรือผู้ประกอบการเปลี่ยนไป ทุกคนหวังจะได้ Easy Money เพื่อที่จะมีความสุขในระยะสั้น โดยลืมหันมามองสิ่งที่ตัวเองต้องปรับปรุง

แล้วเมื่อไหร่ผู้กำหนดนโยบายจะเลือกทางที่ควร?

รายงานของ WEF บอกว่า 3 ประเทศในกลุ่ม PIIGS ที่มีปัญหาหนี้อย่าง สเปน, โปรตุเกส และ กรีซ นั้นมีการปรับโครงสร้างประเทศอย่างจริงจังหลังเศรษฐกิจมีปัญหาหนัก ทำให้ตัวเลข Competitiveness ที่ WEF จัดทำนั้นดีขึ้นอย่างทันตาเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น การลดบทบาทของรัฐฯ ลดต้นทุนการบริหารงาน ยกเลิกนโยบายประชานิยมและสวัสดิการต่างๆ ซึ่งแน่นอน ก็มีคนออกมาประท้วงกันเป็นแสนๆครับ เหมือนกับการทำคีโมสู้กับมะเร็งนั้นล่ะ ยกตัวอย่างแบบนี้ ก็เพื่อจะบอกว่า จะเปลี่ยนแปลงอะไรจริงๆจัง มันต้องเจอวิกฤตหนักๆไปด้วยกัน ถึงจะได้รู้ แต่อย่างกรณีสหรัฐฯนั้น เพราะมัน Too Big Too Fail เลยเกิดการอุ้มสถาบันการเงิน แล้วล้มบนฟูก เจ็บกันไม่จริง ก็เลยไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอะไรเลย

มาดูพี่ไทยเราบ้างครับว่า WEF เค้ามองว่าไง

จาก Competitiveness Index สกอร์เต็ม 7 ไทยเราได้ 4.7 จากเฉลี่ยทั้งหมด 12 หัวข้อ โดยข้อได้เปรียบของไทยเราก็คือ Basic Requirement ด้าน มุมมองทางเศรษฐกิจในภูมิภาคนี้ที่ยังดีมากๆ (ปัจจัยภายนอก) และการเข้าถึงการรักษาโรคพื้นฐาน และการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปัจจัยภายใน) ถ้าดูเป็นกราฟแมงมุมตามรูปด้านบนจะเห็นว่า ไทยเรามันมีข้อได้เปรียบด้าน Competitiveness ดีกว่าหลายๆประเทศในเอเชียและกลุ่มตลาดเกิดใหม่ด้วยกัน แต่คุณจะพบว่า ด้านหนึ่งที่เราไม่ได้ดีไปกว่าค่าเฉลี่ย นั้นก็คือ Innovation หรือ การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ดังนั้น การจะแข่งขันในเวทีโลกได้ดีขึ้น ณ ปัจจุบัน จึงมุ่งไปได้แต่การรีดประสิทธิภาพ และศักยภาพที่มีออกมาให้ได้ก่อน (ตอนนี้เราโตต่ำกว่าศักยภาพเพราะเพิ่งผ่านจากช่วงโดนการเมืองในประเทศเล่นงาน) จริงๆ ถ้าเทียบไทยเรากับค่าเฉลี่ย ก็ดูเหมือนเราไม่แน่นะครับ แต่ถ้าเทียบกับประเทศคู่แข่งหรือที่เจริญกว่าเราในเอเชียแล้ว เราอยู่ถึงอันดับ 10 ในเอเชีย และเป็นอันดับ 31 ของโลก แต่เอาว่ะ!! มีตั้ง 144 ประเทศ อยู่อันดับนี้ก็หรูละ สรุปทั้งหมดทั้งมวล จะบอกว่า เราก็เห็นตัวอย่างในเศรษฐกิจโลกภาพกว้างๆไปแล้ว และเห็นศักยภาพของไทยในสายตาของคนอื่นที่มองเรา และความสำคัญมากๆของ Competitiveness หรือ ความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งมันจะบอกการเติบโตในระยะยาวได้ดี ผมก็อยากให้นักลงทุนไทย พัฒนาตัวเอง และเรียนรู้อยู่ตลอด ค้นหาจุดแข็ง และแก้ไขจุดอ่อนกันไปเรื่อยๆ เชื่อว่า ความมั่งคั่งในระยะยาวก็จักบังเกิดแก่ท่านโดยถ้วนหน้ากัน :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.