X

หุ้นไทย

สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
Investment, Thai Stock Markets
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
มีนาคม 15, 2019 at 2:22 pm 0
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้งด้วยกัน และวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ในรอบ 24 ปี หรือ เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีทีเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้ ในแง่ของทิศทางของประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการตั้งเข็มทิศครั้งใหม่ของอนาคตของประเทศ ซึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนไทยก็ขอให้คนไทยศึกษานโยบายของพรรคต่างๆให้เข้าใจ และชวนกันออกไปใช้สิทธิใช้เสียงให้เยอะๆนะครับ กลับมาที่ การเลือกตั้งกับการลงทุน แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งมันจะสำคัญต่อประเทศขนาดนั้น มันก็ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมเลยขอลองเอาสถิติเก่าๆของตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าย้อนดู 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้งในอดีต จะพบว่า 5 ครั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉลี่ยบวกได้ +14% ครั้งที่ผลตอบแทน 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งติดลบ คือปี 2539 ที่ดัชนีปรับตัวลงมากถึง -29% ก่อนที่พล.อ.ชิวลิต ยงใจยุทธ จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นที่โชคร้าย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปี 2539-2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้เอเชีย หรือ Asian Crisis ในเวลาต่อมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ปรับฐานรุนแรงจากจุดสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อม.ค. 2537 ร่วงลงมาต่ำกว่า 300 จุด ช่วงเดือนส.ค. 2540 เป็นการสิ้นสุดตลาดกระทิงที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนไทย

แล้วหลังการเลือกตั้งละ หุ้นไทยเป็นอย่างไร?

ถ้านับที่ Time Frame 6 เดือน ข้อมูลถือว่าน่าสนใจมากๆครับ เพราะหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา มีถึง 4 ครั้ง ทีเดียวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าเดิม มีเพียง 2 ครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งเมื่อเดือนส.ค. 2538 ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปอาชาขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยถึงบวกได้ ก็ได้แค่เพียง +2.8% และอีกครั้งคือ เดือน ม.ค. 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก หลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยสามารถบวกได้ถึง +9.8% และหลังการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ เป็นการติดลบเฉลี่ย -7.4% ทีเดียว ซึ่งถ้ามองจากสถิติย้อนหลังเช่นนี้ อาจทำให้เราตีความไปว่า เราควรขายหุ้นออกเมื่อวันเลือกตั้งใกล้จะเข้ามาถึง และไปหาจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่าหลังจากนั้น ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลในแต่ละชุด แท้จริงแล้วบริบทของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ข้อมูลเพียงแค่สถิติเพียงเท่านี้ คงจะนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างช่วงหลังการเลือกตั้งเดือนม.ค. 2551 ที่ได้คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นช่วงจุดเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐฯ เกิดวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งหากถามว่า เศรษฐกิจไทยกระทบอะไรกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีผลกระทบแค่บางส่วนซึ่งเล็กน้อยมาก แต่พอดูผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย เราก็เห็นแล้วว่า ทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงตามมา และอีกครั้งที่มีการเลือกตั้งเดือนก.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปลุกลาม (Euro Debt Crisis) และตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานเพราะความกังกวลว่าสหภาพยุโรปอาจไม่ได้ข้อสรุปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะประเทศกรีซ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์การลงทุน จึงพอสรุปได้ว่า ไม่ใช่แค่ดูว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะวิ่งทางในในอดีต แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมิณสถานการณ์ ภาพรวมเศรษฐกิจในตอนนั้น วิเคราะห์ธุรกิจ เจาะงบการเงิน ดูในรายละเอียดของหุ้นที่เราสนใจอีกที เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาว

อ้าว แล้วนักเก็งกำไรระยะสั้นละ?

งั้นขอให้ข้อมูลอีกตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุนสั้นหน่อยก็แล้วกันครับ สถิติบอกว่า เลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งที่ผ่านมาในอดีต หากนับแค่กรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากวันเลือกตั้ง พบว่า ทุกครั้งมีการปรับตัวบวกขึ้นหลังเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นครั้งเดียว คือครั้งของ ชวลิต ยงใจยุทธในปี 2539 โดยเป็นการบวกดังนี้ สมัยบรรหาร ปี 2538 +0.45% (1 วันหลังจากการเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 1 ปี 2544 +18.45% (19 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 2 ปี 2548 +3.12% (22 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยสมัคร ปี 2550 +5.47% (5 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยยิ่งลักษณ์ ปี 2554 +9.86% (27 วันหลังเลือกตั้ง) จากสถิติ มันบอกเรานะครับว่า “Election Rally” มีอยู่จริง! แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS Bloomberg www.set.or.th
CONTINUE READING ...
เล่นแต่หุ้นไทย ทำไมต้องดูทั้งโลก?
Emerging Markets, Financial Planning, Investment, Mr. Messenger's View
เล่นแต่หุ้นไทย ทำไมต้องดูทั้งโลก?
สิงหาคม 26, 2015 at 11:38 pm 0
คำถามนี้ ดูจะคาใจสำหรับใครหลายๆคนที่เพิ่งเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นนะครับ เพราะตำรา Value Investing ก็สอนเราว่า ให้ดูมูลค่าของกิจการ ขายเมื่อแพงเกินมูลค่า และซื้อเมื่อถูกกว่าปัจจัยพื้นฐาน คำถามคือ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ราคาเกินปัจจัยพื้นฐานไปมาก แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตก และราคาต่ำเกินกว่าปัจจัยพื้นฐานสุดๆ แต่หุ้นก็ดันหลุดทุกแนวรับ นั้นเป็นเพราะ หุ้นไม่ได้เคลื่อนไหวด้วยกำไร/ขาดทุนของกิจการเพียงอย่างเดียว แต่มันเคลื่อนไหวตามความคาดหวังของนักลงทุน ซึ่งต่างคนก็ต่างมองในมุมที่ไม่เหมือนกันครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Weekly Market Wrap Up (3 August 2015)
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
Weekly Market Wrap Up (3 August 2015)
สิงหาคม 2, 2015 at 10:40 pm 0
ผลประชุม FOMC ตลาดมองว่า ยังมีโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ก.ย. อยู่ ขณะที่ฤดูประกาศผลประกอบการก็ไปเกินครึ่งทางแล้ว ฝั่งไทยเรา ได้แรงซื้อกลับหลังทดสอบ 1,400 จุด รอลุ้นผล กนง. วันที่ 5 ส.ค. ว่าจะลดดอกเบี้ยหรือไม่ ในขณะที่ ทั่วโลกตลาดอย่างยุโรป และญี่ปุ่น ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 2 ออกมาเป็นที่น่าชื่นใจแต่ตลาดหุ้น ไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว EQ Performance

สหรัฐฯ

บริษัทจดทะเบียนใน S&P500 ประกาศงบมาแล้วเกินกว่า 70% ซึ่งผลออกมาคือ บริษัทเกินกว่าครึ่ง ผลประกอบการออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ก่อนหน้า (Positive Surprise) ตรงนี้ ถือเป็นข่าวดีต่อตลาดหุ้นทั่วโลกด้วยเช่นกัน เพราะในอดีต Positive Surprise แต่ละไตรมาส ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 46% เท่านั้น โดยกลุ่มที่ผลประกอบการดีมากๆเลยได้แก่กลุ่ม Healthcare และ Consumer Staples ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การที่ราคาน้ำมันลดลง ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศสหรัฐฯบ้างแล้ว ใครถือพวกกองทุน Healthcare ในพอร์ต ยินดีด้วยนะครับ คุณได้สิทธิเข้ารอบต่อไป (555+) (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
Mr. Messenger's View, Thailand
เมื่อเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยง
กรกฎาคม 18, 2015 at 9:40 pm 0
ผ่านครึ่งปีไปแล้ว ตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวถือว่าแย่กว่าที่นักวิเคราะห์และทางการคาดไว้ก่อนหน้านี้ค่อนข้างมากนะครับ GDP Growth ที่แรกเริ่มเลยรัฐบาลชุดนี้ตั้งธงไว้ที่ 4-5% แต่มาวันนี้ เอาแค่ให้พ้น 3% ก็อาจจะทำได้ยากเลย ทั้งนี้ ตัวเลขที่ถือว่าต่ำกว่าเป้าไปเยอะมากๆก็คือ ตัวเลขการส่งออก Thai Export จากกราฟด้านบนจะเห็นว่า ตัวเลขส่งออกของไทยติดลบมา 6 เดือนติดต่อกัน (เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อนหน้า) เรียกได้ว่า อาการไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ไปดูตัวเลขเงินเฟ้อก็พบว่า ชะลอตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2014 ก่อนที่จะมีรัฐประหาร และก่อนที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับตัวลงมาแรงกว่า 40% จนถึงตอนนี้ CPI ค่อยๆฟื้นตัวขึ้นอย่างช้าๆ แต่ดูแล้ว เงินเฟ้อจะกลับไปที่ระดับก่อนปี 2014 ได้นั้น คงต้องใช้เวลาเหมือนกันถ้าราคาน้ำมันไม่ขยับขึ้น CPI   แต่ถ้าราคาน้ำมันในตลาดโลกขยับขึ้นในขณะที่เศรษฐกิจไทยยังไม่พร้อม ผมมองว่าเป็นความเสี่ยงครับ เงินเฟ้อที่เกิดจาก Cost Push นั้น เราไม่อยากได้นะ ฟากรัฐบาล ก็พบว่า เบิกจ่ายงบประมาณช้ากว่าแผนเล็กน้อย แต่ถึงจะตามแผนไป ผมก็มองว่าช้าไปแล้วที่จะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับมาใน 3-6 เดือนข้างหน้า ยกเว้นเป็นมีแผนการลงทุน Mega Project ขนาดใหญ่ ขยาย Infrastructure ของประเทศเพื่อปลดล็อคศักยภาพในการเติบโตของประเทศ

อ้าว เฮ้ย ไม่เหลืออะไรดีซักอย่าง แล้วปีนี้ GDP Growth ไทยจะโตด้วยอะไรละ?

หลายคนก็บอกว่า คงต้องไปฝากไว้ที่ภาคการส่งออก ซึ่งมีสัดส่วนสูงสุด นั้นเป็นสาเหตุให้การประชุมกนง. ครั้งที่ผ่านมา นอกจากจะมีมติลดดอกเบี้ยนโยบายลง ที่ประชุมก็ยังออกมาตรการผ่อนปรนเงินทุนไหลออก เพิ่มโควต้าโอนเงินออกนอกประเทศให้กับนักลงทุนในไทย ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าทันที ซึ่ง ณ ตอนนี้ ก็อ่อนค่ามาอยู่ที่ 34.24 บาท/ดอลล่าร์ และมีทีท่าว่าอาจจะไปถึง 35 บาท/ดอลล่าร์ได้ภายในปีนี้ ถ้าสหรัฐฯเล็งว่าจะขึ้นดอกเบี้ยจริงๆปีนี้ THB แนวโน้มค่าเงินบาทอ่อนค่าแบบนี้ ที่ดีก็คือ "ส่งออก" และอีกที่ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ พระเอกของเรา "ภาคการท่องเที่ยง" นั้นเอง ถึงอย่างนั้นก็เถอะนะครับ เมื่อมองสถานการณ์ปัจจุบัน ผมก็ไม่มั่นใจว่า การท่องเที่ยวไทย จะช่วยให้อะไรในครึ่งปีหลังดูดีขึ้นจริงหรือ ด้วยเหตุผล 5 ข้อด้วยกัน 1. รัฐบาลคาดการณ์ปีนี้นักท่องเที่ยวจะเข้าไทยปีนี้ 28 ล้านคน (จนถึงเดือน พ.ค. เข้ามาแล้ว 12 ล้านคน ถามว่าเป็นไปได้ไหม ก็อาจเป็นไปได้ครับ แต่... ภาคการท่องเที่ยวของไทย คิดเป็นสัดส่วนต่อ GDP เพียงแค่ 10% เท่านั้น ดังนั้น ต่อให้โตขึ้นจริงตามเป้าก็ดึง GDP ภาพใหญ่ขึ้นได้ไม่เยอะอยู่ดี 2. ไทยเราตรวจเจอผู้ป่วยไวรัส MERS คนแรกเมื่อ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา ถึงแม้จะดูเหมือนว่าควบคุมได้ แต่ความระมัดระวังของทางการ และความไม่สบายใจของนักลงทุนโดยรวม ย่อมทำให้จำนวนนักท่องเทียวโดยรวมทั้งโลกลดลงในระยะสั้นเพื่อรอดูสถานการณ์ก่อน 3. ICAO ทำการปรับลด Airline safety standard rating ของไทย เหตุการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นกับฟิลลิปปินส์ และอินโดฯ ในปี 2007 และ 2008 ตามลำดับ ซึ่งครั้งนั้น FAA ของสหรัฐฯ ก็สั่ง downgrades ตามด้วยทันที ทำให้ตัวเลขนักท่องเที่ยว และธุรกิจการบินของ 2 ประเทศนั้นชะลอตัวลงชั่วคราว ตอนนี้เครื่องบินแบบ Charter Flight ไปญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ถูกยกเลิกนะครับ บางคนอาจมองว่า ก็ดี คนไทยจะได้เที่ยวไทยมากขึ้น เพราะไปเมืองนอกได้น้อยลง ก็ว่ากันไป แต่ในสายตาของต่างชาติเนี่ย พอขึ้นชื่อว่าไม่ได้มาตรฐาน มันย่อมกระทบกับความรู้สึกให้กังวลอยู่แล้วละ ถึงแม้จริงๆ มันอาจเป็น Technical Problem ก็ตาม 4. ได้มีโอกาสคุยกับนักวิเคราะห์ต่างชาติที่สิงคโปร์ กับเพื่อนที่เป็น Private Banker ที่ฮ่องกง พบความเห็นที่ตรงกันว่า เหล่านักลงทุนต่างชาติ ไม่ Happy กับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเท่าไหร่ และภาพที่สื่อออกไปในหลายๆครั้ง คนที่สหรัฐฯ ที่ยุโรป ก็มองว่า มันเป็นความเสี่ยง ไม่กล้ามาลงทุน ไม่กล้ามาเที่ยว ยังมีอยู่อีกจำนวนหนึ่ง ตรงนี้มันห้ามเขาไม่ได้นะครับ แต่เราก็ต้องอธิบาย และทำให้เขาเข้าใจ (ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอีกนั้นละ) 5. ความผันผวน และผลขาดทุนอย่างหนักในตลาดหุ้นจีน ส่งผลต่อเงินในกระเป๋า และกระทบจิตใจคนจีนพอสมควร อย่าลืมว่า นักท่องเที่ยวจีนมาไทย ตอนนี้มีสัดส่วนสูงสุดถึง 29% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ดังนั้นเดี๋ยวเรามาดูตัวเลขนักท่องเที่ยวเดือน มิ.ย. และ ก.ค. ก็จะพอเห็นครับ ว่าที่ผมกังวลนี้ จะเป็นจริงหรือเปล่า ซึ่งที่ผมเดาไว้แบบนี้ก็เพราะ ตั้งแต่ที่ประเด็นหนี้กรีซอยู่ในความกังวลอีกครั้งหลังนายก Tripras ขึ้นมาบริหารประเทศนั้น ชัดเจนเลยว่า นักท่องเที่ยวในยุโรป เดินทางมาเที่ยวไทยลดลงมาตลอดตั้งแต่ต้นปี แต่ไม่รู้ว่า พอกรีซยังอยู่ในยูโรโซนดี คนที่โน้นจะกลับมาเที่ยวไทยหรือเปล่า แต่หากย้อนดู Timeline ย้อนหลังกับนักท่องเที่ยวที่มาไทย จะพบว่า ถือเป็นจุดแข็งเศรษฐกิจไทยจริงๆครับ ไม่ว่าผ่านเหตุการณ์อะไรมาก็แล้วแต่ แต่นักท่องเที่ยวก็ยังอยากมาเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทุกปี เพียงแต่ปีนี้ ปัจจัยมันเยอะกว่าเดิม เลยเสี่ยงกว่าเดิม TT เห็นไหมครับว่า การท่องเที่ยวซึ่งเป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย อยู่ในความเสี่ยงจริงๆ บทความนี้ ก็เพื่อตอบคำถามที่หลายคนสงสัยว่า

"ทำไม Mr.Messenger ถึงไม่แนะนำให้ถือหุ้นไทยเลย วันๆอัพเดทแต่ตลาดหุ้นเมืองนอก?"

มันก็เป็นเพราะ ผมคิดว่ายังไม่ถึงเวลาที่จะซื้อหุ้นไทยแบบถือยาวๆครับ ถ้าผมจะซื้อ มี 2 เงื่อนไขนะ ไม่หุ้นไทยลงมาแรงๆแบบถูกมากๆ ถูกกว่าภูมิภาคจนน้ำลายไหล ก็ต้องเห็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับไปโตได้ตามศักยภาพที่ควรจะเป็น แต่ ณ ตอนนี้ 2 อย่างที่ผมรอ ยังไม่เกิดครับ เพราะฉะนั้น LTF ผมไปรอโน้น ปลายปีเลย ^^
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.tourism.go.th , http://www.tradingeconomics.com และ Goldman Sachs Research
CONTINUE READING ...
พบ MERS รายแรกในไทย จะเกิดอะไรกับปู่เซต
Mr. Messenger's View, Thailand
พบ MERS รายแรกในไทย จะเกิดอะไรกับปู่เซต
มิถุนายน 20, 2015 at 10:35 pm 0
บทความนี้เป็นหนึ่งในบทความที่ได้รับการคัดเลือกมาจากนักลงทุนที่ติดตาม Line Official Account นะครับ ผมเห็นว่าน่าสนใจ และสามารถเอาไปใช้เป็นแนวทาง หรือกรณีศึกษา เวลาเกิดประเด็นใหญ่ๆที่กระทบภาพรวมของตลาด  ว่าสุดท้ายแล้วเราต้องมองภาพยังไง วิเคราะห์ตามจริง ไม่ใช่ Panic กันไป แล้วมาเสียใจทีหลัง กับคำว่า "รู้งี้" แทบจะตลอดเวลา ไปตามอ่านกันเลยครับ

Q : ข่าวว่า พบผู้ป่วย MERS เข้าไทยแล้ว น่ากลัวอ่ะ >.<

A : ตามข่าวที่เราเห็นนะครับ อย่างแรก เราต้องเช็คก่อน ไม่ใช่แค่เห็นว่าเป็น MERS แล้วตกใจเลย ทั้งนี้แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ ไม่ใช่ Forward ข้อความจาก Line กันไปเรื่อยๆนะครับ แต่ควรเป็นแหล่งข่าวที่มั่นใจได้ระดับหนึ่ง อย่างกรณีนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2015 ออกมาว่า ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (MERS) รายแรกเป็นชาวตะวันออกกลาง โดยได้รับตัวไว้ดูแลที่สถาบันบำราศนราดูร อีกทั้งติดตามและสังเกตอาการผู้สัมผัสโรคทั้ง 59 ราย

Q : แค่นี้ก็น่ากลัวแล้ว มีผู้ติดตามตั้ง 59 ราย แล้วไม่รู้ 59 รายนี้ไปเจออีกกี่คน ติดไปอีกกี่คน โอยยย น่ากลัว

A : ก่อนจะขายหุ้นทิ้ง เราต้องดูแลตัวเอง และหาวิธีป้องกันก่อนครับ ผมเอา Infographic อันนี้มาจากโรงพยาบาลสมิติเวช เอาไว้ดู แล้วใจเย็นๆนะ 617_5

Q : ตกลงจะมาพูดเรื่องผลกระทบต่อหุ้น หรือจะเปลี่ยนแนวเพจ?

A : กวนละ แค่จะให้เห็นภาพว่า ความร้ายแรงของโรคมันเป็นอย่างไร และเราก็เห็นสื่อพยายามเปรียบเทียบ MERS กับ SARS ที่เกิดการะบาดในปี 2003 ดังนั้น ผมคิดว่า เราควรใช้กรณี SARS เป็นการศึกษา และเด๋วจะบอกว่า มันมีความแตกต่างในรายละเอียดอยู่ 2 ประเด็น 1. SARS นั้น ความพยายามแก้ไขปัญหาดูจะผิดที่ผิดทางไปซะหมด โดย Global Alert นั้นเกิดขึ้นหลังพบผู้ป่วยที่มีอาการคล้ายโรคปอดบวมเมื่อผ่านไปแล้วถึง 4 เดือน สาเหตุ ณ ตอนนั้นก็คือ แพทย์ยังไม่ฟันธง และยังไม่สามารถระบุเชื้อไวรัสได้ อีกทั้งในตอนนั้น ก็มีการปกปิดข้อมูลการติดเชื้อทำให้ป้องกันการแพร่ระบาดได้ยาก ซึ่งท้ายที่สุดก็ระบาดไปในวงกว้างเกือบ 19 ประเทศ 2. MERS ดูจะมีความร้ายแรงกว่า SARS พอสมควร โดยอัตราการเสียชีวิตของ MERS อยู่ที่ 36% ในขณะที่อัตราการเสียชีวิตจากโรค SARS ตอนปี 2003 อยู่แค่ 15%

Q : แล้วครั้งตอน SARS นั้น กระทบอะไรกับหุ้นไทยบ้าง?

A : หลังจากมีการประกาศพบผู้ป่วย SARS คนแรกในเมืองไทยวันที่ 3 มี.ค. 2003 วันแรก ตลาดหุ้นตกใจ ลบไป -0.8% แล้วแกว่งตัวเป็น Sideway Down ราวๆ -4% หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ แต่หลังจากนั้น หุ้นไทยกลับเป็นขาขึ้นแบบม้วนเดียวดันดัชนีจากราวๆ 370 ขึ้นมาปิดปี 2003 ที่ 772 จุด หรือขึ้นมาจากจุดตัวสุดตอน SARS เข้าไทย คิดเป็น 108% ทีเดียว sc

Q : โอ้โห แบบนี้ รอบนี้ลงมา ก็ซัดหุ้นไทยได้เต็มข้อเลยดิ ไม่ต้อง 100% หรอก ขอแค่ 50% ก็ยิ้มหน้าบานทั้งประเทศละ 555+

A : ภาพเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจในปี 2003 กับวันนี้ ต่างกันสิ้นเชิงครับ ตอนนั้น ดัชนีฟื้นจากจุดต่ำ เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัว โลกไม่มี QE แต่วันนี้ หุ้นส่วนใหญ่แพง เศรษฐกิจไปต่อลำบาก ค่าเงินบาทอ่อนแต่ส่งออกติดลบ QE ในญี่ปุ่น และยุโรป ยังเดินหน้าต่อเนื่อง ดังนั้น ไม่ต้องหวังเลยว่ามันจะเหมือนกันในระยะยาว แต่ในระยะสั้นๆ 1-2 สัปดาห์ หลังประกาศเตือน SARS นั้น ผมว่า น่าศึกษาไว้

Q : งั้นมีอะไรที่เราต้องรู้อีกไหม?

A : ในตอนปี 2003 นั้น กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มธุรกิจสายการบิน ซึ่งปรับฐานราวๆ -4% ภายในสัปดาห์เดียว และยังไม่เป็นขาขึ้นได้เลยถัดไปอีกถึง 2 เดือน ซึ่งสะท้อนว่า นักลงทุนขอรอดูผลของการเตือนภัย และไม่มั่นใจผลกระทบว่าจะบานปลายหรือเปล่า กลุ่มต่อมาก็คือ กลุ่มโรงแรมและการท่องเที่ยว ส่วนหุ้นที่ได้รับผลบวก ณ ตอนนั้นก็มีเหมือนกันครับ ก็คือ กลุ่มโรงพยาบาล ซึ่งบวกได้เกิน 3% ขึ้นไปในช่วง 1 เดือนหลังเกิดเหตุการณ์

Q : แสดงว่าเราควรขายสายการบิน การท่องเที่ยว แล้วหนีไปเข้ากลุ่มโรงพยาบาลชิมิ?

A : เดี๋ยวตีตายเลย ก็บอกอยู่แล้วว่า ภาพรวมเศรษฐกิจ และมูลค่าตลาดมันต่างกัน แปลแบบนั้นตรงๆไม่ได้ ผมพาไปดูหุ้นที่ติด Top Loser เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา MERSSS เห็นหุ้น 8 ตัวในตารางไหมครับ มีกลุ่มสายการบิน, กลุ่มท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม , กลุ่มค้าปลีก และหุ้นโรงพยบาลก็ลงกะเค้าด้วย งงดิ - -" ดังนั้น ผมมองว่า ภาพอาจคล้ายตอนปี 2003 แต่เนื่องจาก ณ ระดับราคาหุ้นแต่ละตัวในปัจจุบัน มันแพงกว่าตอนปี 2003 ค่อนข้างมาก ดังนั้นอนเหตุการณ์ SARS หุ้นแต่ละตัวจึงปรับตัวไม่แรงมาก เมื่อเทียบกับวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่แม้จะผ่านไปวันเดียว แต่ก็ลงได้ค่อนข้างแรง แถมบางตัวที่คุณเห็นใน 8 ตัวบนเนี่ย ลงมาขนาดนี้ PE ยังเกิน 30 เท่าอยู่เลย คิดดู หุหุ

Q : พี่กำลังแนะนำให้หลีกเลี่ยง และชะลอการลงทุนไปก่อน?

A : ใช่เลยครับ เริ่มเก่งแล้วนะเรา สาเหตุเพราะ การแพร่ระบาด หากยังมีข่าวพบคนไข้รายต่อๆมา อาจมีการขึ้น Travel Alert (กรณีเจอเยอะมากๆ) ซึ่งมันเป็นผลลบต่อ Real Sector แน่นอน ดูจาก Timeline ของ SARS ตอนปี 2003 นั้น ผมคิดว่า รอให้ผ่านไปซัก 2 สัปดาห์ แล้วมาดูอีกทีก็ได้ว่า เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร ส่วนกลุ่มที่ผมสนใจก็คิดว่า เป็นกลุ่มธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม มากกว่าที่จะเป็นสายการบิน เหตุผลเพราะ ดูท่าทาง ราคาน้ำมันอาจจะขยับขึ้นมาในไตรมาส 3-4 นะ ในขณะที่กลุ่มค้าปลีกนั้น ถึงไม่มีเรื่อง MERS กำลังซื้อภายในประเทศก็ยังไม่มีทีท่าจะฟื้นได้ง่ายอยู่แล้ว รอไปก่อน สุดท้าย หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล กลุ่มนี้ ถ้าลงมาหนักๆ น่าสนใจจริงๆครับ แต่ผมก็คิดว่าลงไม่หนักมากหรอก แต่ย้ำนะครับ ประเด็นก็คือ ที่เห็นลงมากันเนี่ย Valuation ก็ยังถือว่าแพง สำหรับคนที่จะเก็บยาวๆอยู่ดี แต่ใครมองว่าเป็น Thematic เล่นเก็งกำไรระยะสั้นกับ Sentiment ตามการวิเคราะห์ละก็ ก็ตามที่ผมมองคร่าวๆนั้นหล่ะ จบนะ ไปต่อกันเองในหุ้นรายตัวครับ มีปัญหาเขียนให้เท่านี้ แล้วเด๋วเรามาดูผลลัพท์กันว่า ผลกระทบของ SARS กับ MERS ต่อตลาดหุ้นไทย มันจะเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรบ้างเนอะ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.