X

สินทรัพย์

5 เคล็ดลับที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำอยู่เป็นประจำ
Financial Planning, Investment
5 เคล็ดลับที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำอยู่เป็นประจำ
มกราคม 27, 2015 at 4:26 pm 0
เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้อื่นนั้น มีค่าและช่วยร่นระยะเวลาลองถูกลองผิดให้กับผู้เดินตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนเรามักจะแสวงหาผู้นำทาง ผู้รู้จริง เพื่อที่จะก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง และบทความนี้ ขอเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของวิธีคิดที่ถูกต้องสำหรับมือใหม่ที่สนใจจะมีอีกหนึ่งอาชีพ ที่ถือได้ว่าเป็นนายตัวเอง และรับรางวัลตามผลงานที่ตัวเองทำ ซึ่งคุ้มค่า และน่าลอง นั้นคือ “นักลงทุน” ๑. รู้ว่ากำลังลงทุนในอะไร และเข้าใจมันจริงๆ จากประสบการณ์ที่ได้คุยกับนักลงทุนมากหน้าหลายตา ผมสามารถแยกได้ว่า นักลงทุนทั่วไปมักจะพึงพอใจที่จะพูดถึงกำไรที่ตนได้รับ มากกว่าที่จะยินดีอธิบายถึงเหตุผลของการลงทุนนั้นๆ แต่สำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขายินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุน เพราะทั้งแสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในการลงทุน (Passion) แบบที่ผู้ฟังสามารถรู้สึกได้ว่า ผ่านการศึกษาคัดกรองมาแล้วอย่างดี (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, US
5 เครื่องมือ บ่งบอกสัญญาณ ขาขึ้น ขาลง ตลาดหุ้นโลก
กรกฎาคม 13, 2014 at 6:15 am 0
เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับนักลงทุนนะครับ ที่จะต้องรู้ว่า ณ เวลานี้ เราอยู่ในช่วงเวลาใดของวงจรการลงทุน หรือ วงจรเศรษฐกิจ เพราะแท้จริงแล้ว ตลาดหุ้นก็ยังคงตั้งอยู่บนกฏไตรลักษณ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา ที่เห็นเจริญ เดี๋ยวก็เสื่อม แล้วก็กลับมาเจริญกันใหม่ เป็นอย่างนี้มาตลอด ใครอยู่ในตลาดหุ้นมายาวนานพอ ก็จะสังเกตได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้ช่อง สมมติ คุณเริ่มลงทุนในช่วงที่วงจรเศรฐกิจกำลังจะพีคสุดขีด โยนเงินเข้าไปลงทุนในหุ้นซักตัวสองตัวทั้งก้อนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาได้ทั้งชีวิต ปรากฏว่า ตลาดไม่เป็นใจ แล้วก็เท แล้วก็ไหลลงอย่างเดียว เจอแบบนี้ ใครๆก็เสียว และถ้าเลี่ยงได้ ก็ควรจะเลี่ยง ถูกไหมครับ? สำหรับ Value Investor บางท่าน อาจไม่สนใจเรื่อง Cycle ของตลาดมากนัก เพราะเขาเชื่อว่า บริษัทที่ดี มันต้องรอดทุกวิกฤต ... แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่คยกับกูรู และนักลงทุนชั้นนำของเมืองไทยมาก็ไม่น้อย ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนตลาดขาขึ้น ใครก็รวยได้ แต่ตอนขาลง ผ่านวิกฤตซักรอบหนึ่ง ตลาดหุ้นจะคัดกรองคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงออกมาจากคนหมู่มากตามทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ( Charles Darwin) 5555+ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอทฤษฏี ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาตั้งแต่เขายังอยู่จนถึงปัจจุบันว่า - สิ่งมีชีวิตจําเป็นต้องมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด (struggle of existence) โดยลักษณะที่แปรผันเปลี่ยนไปบางลักษณะ ที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้สิงมีชีวิตนั้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และสืบพันธุ์ถ่ายทอด ไปยังลูกหลานต่อไป - สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด (survival the fittest ) และดํารงเผ่าพันธุ์ของตนไว้และทําให้เกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดความแตกต่าง ไปจากสปีชีส์เดิมมากขึ้นจนเกิดสปีชีส์ใหม่ สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอดไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่มากที่สุด เห็นกฏนี้ แสดงว่า จะอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (ถ้าปัจจัยอะไรมันทำให้เปลี่ยนไป) เราต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อนนะครับ เกริ่นมาซะยาว งั้นไปดู 5 เครื่องมือที่ช่วยบอกว่า ตลาดหุ้น ณ ขณะนั้น มันถึงเวลากลับทิศทางหรือยังกันครับ 1. Treasury Yield Curve ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างพันธบัตรสหรัฐก็แล้วกันนะครับ โดยปกตินักเศรษฐศาสตร์ เขาจะใช้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปี ลบด้วย พันธบัตรที่อายุ 3 เดือน แล้วดูส่วนต่าง ซึ่งนักลงทุนเราจะเรียกกันว่า Yield Spread วิธีดูก็คือ ถ้า Yield Spread มันแคบมากๆ แบบในรอบ 5-7 ปี ที่ผ่านมา ช่วงที่เราดูเป็นช่วงที่แคบที่สุด แบบนั้น แสดงว่า ตลาดหุ้น กำลังเข้าสู่จุดสูงสุด เตรียมกลับทิศทางแล้ว และในทางตรงกันข้าม ถ้า Spread มันกว้างมากๆเมื่อไหร่ ให้ระลึกไว้เลยว่า ได้เวลา Shopping เพราะตลาดหุ้นกำลังจะวิ่งขึ้นแล้วแน่ๆ 2. Index of Leading Economic Indicators (LEI) ดัชนีตัวนี้ ได้รับการยอมรับกันในอเมริกาว่า สามารถพยากรณ์วงจรเศรษฐกิจได้ค่อนข้างแม่นยำ เพราะใช้ดัชนีหลายๆตัวเป็นตัวคำนวน ตามนี้ครับ
1. the average weekly hours worked by manufacturing workers 2. the average number of initial applications for unemployment insurance 3. the amount of manufacturers' new orders for consumer goods and materials 4. the speed of delivery of new merchandise to vendors from suppliers 5. the amount of new orders for capital goods unrelated to defense 6. the amount of new building permits for residential buildings 7. the S&P 500 stock index 8. the inflation-adjusted monetary supply (M2) 9. the spread between long and short interest rates 10. consumer sentiment
LEI จะคำนวนโดย Conference Board แล้วเอามาดูว่า ขยายตัวจากงวดก่อนหน้า หรือหดตัว เพื่อเอามาประกอบการพยากรณ์อีกที ซึ่ง ณ ตอนนี้ ที่ประกาศออกมา ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวแต่อย่างใด 3. Trailing PE Ratio ตัวนี้ นักลงทุนคนไหนไม่รู้จัก ต้องบอกว่า เชยมว๊ากกก ค่า P/E ถูกคำนวนด้วยหลายวิธี แต่เวลาจะดูว่า ตลาดอยู่ในช่วงใด ส่วนใหญ่จะใช้ Trailing P/E หรือ ย้อนหลังไป 1 ปี แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่าน คิดค้น P/E อีกแบบคือ เอาค่าเฉลี่ย Earning ย้อนหลังมันไปเลยยาวๆ 10 ปี และเรียกว่า CAPE : Cyclical Adjusted P/E หรือ Shiller P/E มาคำนวน ก็ว่ากันไปครับ P/E นี่บ่งบอกว่า ลงทุนวันนี้ อีกกี่ปีได้เงินคืน ถ้ากำไรบริษัทเฉลี่ยทั้งตลาดเท่าเดิม ณ ระดับ ปัจจุบัน ถ้าดูที่ค่า Trailing P/E อย่างเดียว ต้องบอกว่า S&P 500 ตอนนี้ก็แพงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ดูตารางด้านล่างประกอบ 4. Market Breadth คำนี้ ไม่คุ้นกันใช่มั้ยเอ่ย จริงๆมันก็คือ การวัดความถูกแพง ด้วย Technical Analysis นั้นเอง วิธีดูที่ฝรั่งเขาทำกัน เอาแบบง่ายๆก็คือ ดูจำนวนหุ้นที่ทำ New High และทำ New Low ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ถ้ายังมีหุ้นขยันทำ New High อยู่เรื่อยๆ ก็แสดงว่า ตลาดหุ้นยังอยู่ในขาขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าเมื่อไหร่ จำนวนเริ่มลดลง และเจอหุ้น New Low มากขึ้น ก็แสดงว่า ตลาดกำลังกลับทิศทางเสียแล้ว ... นั้นเป็นเครื่องมืออย่างง่ายสำหรับดูตลาด แต่นักวิเคราะห์สายนี้ ท่านก็รู้ มีทั้งดู Elliott Wave ดู Golden Cross & Dead Cross หรือ ดูการกลับทิศจาก Divergence ของเครื่องมือทางเทคนิค อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดนะครับ แต่ถ้าดู ณ ปัจจุบัน เขาบอกว่า ตลาดยังไม่มีสัญญาณกลับทิศเช่นกัน :) 5. ISM Index ชื่อคุ้นชิมิ?? ISM ย่อมาจาก Institute for Supply Management เป็นดัชนีที่ใช้วัด Business Sector ของสหรัฐฯ ดัชนีตัวนี้ผู้จัดทำคือ Institute of Supply Management ซึ่งตั้งอยู่ใน Arizona โดยตัวดัชนี จะวัดปริมาณการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 5 อย่าง ตามนี้ครับ 1. Production levels 2. New orders placed 3. Inventory Levels 4. Supplier deliveries 5. Employment environment วิธีการดูนั้นทางสถาบันบอกไว้กับบุคคลทั่วไปว่า หากดัชนีเกินกว่า 50 จุด แสดงว่า ภาคการผลิตขยายตัวดี แต่ถ้าต่ำกว่า 50 จุดเมื่อไหร่ แสดงว่าเริ่มชะลอตัวแล้ว ซึ่งโดยปกติดัชนีนี้ถือเป็น Leading Indicator ในการทำนายเศรษฐกิจจริง ราวๆ 3-6 เดือนข้างหน้าได้ค่อนข้างแม่นมากๆทีเดียวเชียวละ นั้นเลยเป็นสาเหตุที่เราเห็นตลาดหุ้น จะเคลื่อนไหวตามทิศทางของ ISM Index ในวันที่เขาประกาศตัวเลขออกมา ซึ่งตรงนี้ ประเทศอื่นๆ เห็นว่า แม่นดี ก็เลยพยายามจัดทำดัชนีชี้นำออกมาบาง เราก็เลยได้เห็นตัวเลข PMI ซึ่งเป็นไส้ในของการคำนวน ISM Index และเป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจทั้งระบบ ประกาศออกมาทุกเดือนจากทั่วโลก และวิธีดูก็เหมือนกับ ISM ยังกับแกะ แต่ให้สัญญาณที่เร็วกว่า เพราะถ้า ผู้ผลิตเริ่มสั่งของเข้ามาในสายการผลิต แสดงว่า ทั้ง Supply Chain น่าจะขยับตัวดีขึ้นต่อไป ณ ตอนนี้ ตัวเลข ISM Index ยังอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ยืนเหนือ 50 จุด มาได้เกิน 12 เดือน ไม่มีสัญญาณอันตรายแต่อย่างใด นี่ก็ครบทั้ง 5 ข้อแล้วนะครับ จะเห็นว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นเครื่องมือบ่งบอกสัญญาณที่มองในหลายๆมุมคือ Treasury Yield Curve บอก Market Fund Flow Index of Leading Economic Indicators (LEI) บอก Economic Fundamental Trailing PE Ratio บอก Valuation Market Breadth บอก Technical Analysis และ ISM Index บอก Market Sentiment ไม่ใช่ว่าตัวเลขทั้ง 5 ตัว เวลากลับทิศ ต้องรอให้มันยืนยันทั้ง 5 ตัวพร้อมกันนะครับ แท้จริงแล้ว แค่ตัวใดตัวหนึ่ง ส่งสัญญาณการกลับทิศ ตัวอื่นๆก็อาจมีปัญหาตามมาด้วยต่อเนื่องกันไป ดังนั้นในฐานะผู้ใช้ข้อมูล เราคงต้องตรวจสอบเครื่องมือทั้ง 5 นี้อยู่เนื่องๆ เพื่อการเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงที่ภาวะตลาดมันไม่เป็นใจ :) หวังว่า บทความนี้คงเป็นประโยชน์กับทุกท่าน ไม่มากก็น้อย โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
1 ล้านแรก ทำได้ไม่ยาก
Financial Planning, Investment, Retirement
1 ล้านแรก ทำได้ไม่ยาก
มีนาคม 15, 2014 at 1:38 pm 0
สำหรับมนุษย์ปุถุชนผู้ซึ่งไม่ได้เกิดมาบนกองทอง ทำงานหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง เป็นพนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือเจ้าของกิจการเล็กๆน้อยๆ การจะเก็บเงินให้ได้แต่บาทแต่ละสตางค์ ดูเหมือนจะเป็นความยากลำบากอย่างแสนสาหัส ภาระค่าใช้จ่ายรายวัน รายเดือน ดูมันจะวิ่งด้วยอัตราเร่งที่แซงหน้าเงินเดือนแบบไม่เห็นฝุ่น
ลองมานั่งกางค่าใช้จ่ายกันดู ก็จะพบค่าใช้จ่ายในหัวข้อหลักๆอยู่ ๔ ประเด็น ๑. ค่าอาหาร ๒. ค่าสาธารณูปโภค และค่าโทรศัพท์รายเดือน ๓. ค่าเดินทาง ๔. ค่าใช้จ่ายจิปาถะ (ท่องเที่ยว ช้อปปิ้ง)
ซึ่งค่าใช้จ่ายที่สามารถลดได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดมากก็ได้แก่ค่าใช้จ่ายจิปาถะนั้นเอง (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
อิสรภาพทางการเงินจริงๆแล้ว มันหมายความว่ายังไง
Cash Flow, Debt, Financial Planning, Investment
อิสรภาพทางการเงิน จริงๆแล้ว มันหมายความว่ายังไง
ตุลาคม 20, 2013 at 3:26 am 3
อิสรภาพทางการเงิน คือสิ่งที่มนุษย์เงินเดือนทุกคนโหยหา แต่นิยามแท้จริง และพัฒนาการที่จะไปถึงบันไดขั้นสูงสุดอันนี้ มีซักกี่คนที่เข้าใจ? การมีเงินมาก ไม่ได้หมายถึงว่า คุณจะมีอิสระอย่างแท้จริง หากแต่เป็นการบริหารจัดการเงินแบบครบวงจรอย่างถูกวิธีต่างหาก ที่ทำให้ชีวิตของมนุษย์เงินเดือนธรรมดาคนหนึ่ง เปลี่ยนเป็นเศรษฐีอย่างที่ใจฝันนะครับ เราก็เห็นมามากมายที่เศรษฐี หรือมหาเศรษฐีหลายคน ดูจะไม่มีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่เท่าไหร่ เพราะสุดท้ายความสุขมันอยู่ที่ใจ กับคำว่า "พอ" ส่วนปริมาณเงินในกระเป๋านั้น มันเป็นแค่เครื่องการันตีความสบายทางวัตถุ ส่วนทางใจ คุณต้องสร้างกันเอง ในมุมมองของผม ผมจึงไม่แนะนำให้คุณตั้งความหวังของชีวิตทั้งหมดไว้ที่ตัวเงิน การแวะข้างทางชมดอกไม้ ถ่ายรูปเล่น แวะกินของอร่อยๆ และการได้อยู่กับคนที่เรารัก ก็เป็นความสุขที่เศรษฐีบางคนอาจไม่เคยสัมผัส (อย่าคิดแค่อิจฉาเศรษฐี เพราะเศรษฐีจำนวนมากก็อิจฉาชีวิตของเรา ^^) (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
ขีดๆเขียนๆ ปีหน้าจะเป็นยังไง หุ้นไทยจะมีอะไรมากระทบ?
Mr. Messenger's View, Thailand
ขีดๆเขียนๆ ปีหน้าจะเป็นยังไง หุ้นไทยจะมีอะไรมากระทบ?
ธันวาคม 25, 2012 at 5:27 pm 1
ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใด การไปให้ถึงคำว่าชัยชนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับต้นๆ ก็คือ “การวางแผน” และแผนนั้นจะเป็นเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในจุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเราเอง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากการย้อนไปดูอดีต  หรือหาโค้ชดีๆมาช่วยแนะนำและปรับปรุงพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งๆขึ้น ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน การเรียนรู้จากอดีต จะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมและวางแผนการลงทุนได้อย่างไม่ประมาท และยิ่งถ้ามี Roadmap ดีๆ โค้ชดีๆอีกด้วยแล้วนั้น มันคือของขวัญดีๆให้เราอุ่นใจในการเดินทางในโลกแห่งการลงทุนใบนี้นะครับ งั้นขอเล่าอดีต 10 ปีย้อนหลังแบบสั้นๆในหนึ่งย่อหน้าให้ฟังซักเล็กน้อย ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพอยู่พอสมควร หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤต 2540-2541 ที่เราโดน Hedge Fund ทุ่มค่าเงิน จนต้องประกาศอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวคัร้งนั้น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนของไทยเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด แต่มาจนกระทั่งถึงปี 2547 พอเศรษฐกิจดูทำท่าจะดีขึ้น เราก็ดันเจอปัญหาการเมืองในประเทศตั้งแต่ปี 2549 รวมถึงวิกฤตครั้งใหม่ที่สหรัฐฯที่เราเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ช่วงปี 2552-2553 ซึ่งจริงๆแล้วในปี 2553 เราก็ยังเจอกับปัญหาความไม่สงบภายในประเทศซึ่งมีมาให้เห็นเรื่อยๆ พอเข้าปี 2554 ญี่ปุ่นก็เจอภัยสึนามิต้นปี เข้าไตรมาส 4 ไทยเราก็ต้องรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมอีก มาถึงปี 2555 นี้ ความกังวลกับปัญหาหนี้ยุโรปก็ถึงจุดที่เรียกว่าเกือบแตกหัก เมื่อกรีซเงินหมดคลัง ไม่มีตังค์มารันประเทศต่อ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากกลุ่ม TROIKA และการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองในหลายประเทศก็ทำให้ใครหลายคนกังวลว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่ แต่จนถึงวันนี้ เมื่อดูการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ในระยะสั้น หรือระยะกลาง จะมีการเคลื่อนไหวตามข่าวสารและเหตุกาณ์บ้านเมืองที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง แต่เมื่อมองภาพในระยะยาว ต้องบอกว่า ถ้าใครไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เท่ากับท่านกำลังเสียโอกาสครั้งใหญ่ในการสร้างผลตอบแทนดี   คำถามคือ ทำไมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ถึงสามารถฝ่ามรสุมเศรษฐกิจมาได้? เมื่อลองพิจารณาก็จะพบปัจจัยหลักๆอยู่หลายข้อด้วยกัน
  • หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับต่ำ
  • เงินทุนสำรองต่างประเทศของเรายังเข้มแข็ง
  • ภาคธนาคารและธุรกิจเอกชนมีความแข็งแกร่ง
  • และ การว่างงานอยู่ในระดับต่ำ
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราได้ภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนในการเติบโตได้มาตลอด สาเหตุก็เป็นเพราะปัญหาวิกฤตการเมืองในช่วงที่ผ่านมาฉุดให้อุปสงค์ในประเทศเติบโตในระดับต่ำ   ภาพย้อนหลัง 10 ปี กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์บ่งบอกได้ชัดว่า บริษัทจดทะเบียนที่คุณภาพดี แข็งแกร่งจริงๆ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอุปสรรคใดๆจากทั้งภายนอก และภายในประเทศ ก็สามารถฟันฝ่ามาได้ตลอด ดังนั้นหน้าที่ของนักลงทุนคือ เลือกหาบริษัทเหล่านั้นให้เจอ แล้วก็ถือไป แค่นั้นเอง แต่ถือแล้วจะกำไรมากหรือน้อย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับข่าวสารเศรษฐกิจซึ่งจะมากระทบกับราคาหุ้นในระยะสั้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ จะให้หุ้นมันขึ้นอย่างเดียว มันก็ไม่ใช่หุ้นแล้ว อย่าไปหวังอะไรที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เชื่อผม   แล้วในปี 2556 เศรษฐกิจไทยจะยังดีหรือเปล่า แล้วเราจะยังพึ่งพาการส่งออกได้หรือไม่? ภาคการส่งออกซึ่งเคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดูจะเริ่มชะลอตัวลงแล้วในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา สาเหตุจากปัญหาการที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาขยายตัวช้ากว่าที่ธนาคารกลางเองต้องการจะให้เป็น จนทำให้เราได้เห็นมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบของ Fed ไปแล้วหลายครั้งด้วยกัน โดยครั้งล่าสุดก็เพิ่งต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมานี่เอง อีกทั้งเศรษฐกิจยุโรปเองก็มีหลักฐานหลายอย่างบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะชะลอตัว และไม่มีการเติบโตไปอีกหลายปี ซึ่งเกิดจากมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสีย จะยิ่งกดดันให้เศรษฐกิจถดถอย และอัตราการว่างงานคงตัวในระดับสูง เมื่อเห็นเช่นนี้ คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นก็คือ ตลาดส่งออกตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป อย่าไปหวังกับการส่งออกหลังจากนี้เลยครับ ถ้าเป็นผม จะกลับมาดูที่การบริโภคภายในประเทศซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นความหวังของไทยในช่วงถัดไปหลังจากนี้อีกยาวทีเดียว สำหรับปี 2556 นี้ จะเป็นปีที่ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนยังต้องเผชิญอยู่เช่นเดียวกับปีก่อนๆ เรื่องแรกก็คือ ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อซักระยะ และฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเองยังไม่ไปไหน ในขณะที่ยุโรปเอง ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตอนนี้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อกำกับดูแลธนาคาร (A Single Banking Supervisor) เพื่อปูทางสู่การจัดตั้งสหภาพธนาคารยุโรป (European Banking Union) ซึ่งเป็นการขยายรูปแบบการรวมกลุ่มจากเดิมเป็นการรวมตัวด้านการเงิน (Monetary Union) เพียงอย่างเดียว และบอกได้เลยว่า แก้ไม่ง่าย เพราะแต่ละประเทศน่าจะยังคำนึงถึงการสูญเสียอำนาจอธิปไตยหากรวมกันจริง ดังนั้นความหวังของเศรษฐกิจโลกจึงอยู่ที่ “ประเทศจีน” ถึงแม้จีนจะชะลอตัวทางเศรษฐกิจมาตลอดในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ก็เริ่มบ่งบอกถึงการกลับมาของจีน และตลาดหุ้นจีนก็ตอบรับด้วยการวิ่งขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 15% ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว หากจีนยังรักษาอัตรการเติบโตได้ในระดับนี้ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่ดีต่อภาวะการลงทุนมากขึ้น การเติบโตภายในประเทศของไทยเอง น่าจะเป็นพระเอกหลักสำหรับปี 2556 และการลงทุนภาครัฐจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งแผนการใช้จ่ายภาครัฐตามการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ (4 ปี มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท) ที่จะเริ่มทยอยดําเนินการได้มากขึ้นในปีหน้านี้ บวกกับการลงทุน Infrastructure ต่างๆ (5 ปีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท) รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะมาช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง สุดท้าย การลงทุนใน 3G ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย พูดถึงเรื่อง AEC ส่วนตัวผมก็เห็นด้วยกับนักวิเคราะห์และกูรูหลายสำนักที่มองว่า AEC จะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในหลายๆมุมให้กับประเทศในแถบอาเซียนในระยะยาวได้จริงๆ ด้วยแรงงานที่มีมาก และทรัพยากรธรรมชาติที่เตรียมนำมาพัฒนาเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำมาคำนวนเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาลงทุนในทุกๆประเภทอุตสาหกรรมและทุกๆบริษัทก่อนตัดสินใจเอาเข้าพอร์ตนะครับ (สำหรับนักลงทุนระยะสั้น คงไม่จำเป็นมากเท่าไหร่นะ) จะเห็นว่า ในปี 2556 นักลงทุนอาจจะต้องเผชิญกับสายฝนโปรยที่อาจจะกลายเป็นพายุได้ซักวัน แต่ในขณะเดียวกัน ในวิกฤต ก็ยังมีโอกาสให้เรามองหาอยู่เสมอ จากที่ผมเล่าเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสิ่งที่เราต่างกังวล ปัญหาหลายปัญหาที่ดูว่ายากจะแก้ไข แต่เศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยเราก็สามารถฟันผ่าและผ่านมาได้ สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า ถ้าเราเข้าใจความเสี่ยง ไม่กลัวจนเอาเงินทั้งก้อนไปดองอยู่ในธนาคาร ไม่โลภมากเอาเงินทั้งหมดยัดเข้าไปในตลาดหุ้นแถมเปิดบัญชี Margin เพิ่ม หวังรวยทางลัด เมื่อนั้นจริงๆโอกาสในการลงทุนก็เปิดรับผู้ที่พร้อมเสมอ สรุปในมุมมองของผมนะครับ ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอมี Upside ให้ลงทุนอยู่พอสมควร แต่จากระดับดัชนีวันนี้ที่ 1,37X จุดนั้น ถือว่าตลาดได้สะท้อนมูลค่าของปี 2013 ไปแล้วพอสมควร นั้นแปลว่า ตอนนี้ ดัชนีไม่ได้ราคาถูกแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนที่พยายามมองดัชนีตอนนี้เทียบกับอดีต เทียบกับข่าวร้ายที่น่าจะมีตามมา ก็คงมองว่า มันน่าจะเป็นเวลาขาย มากกว่าจะเป็นเวลาซื้อ แต่ผมอยากให้มองถึงแนวโน้มใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก AEC และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ กับการบริโภคในประเทศที่น่าจะยังขยายตัวได้ดี ก็จะพอเห็นภาพว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ยังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับ Fiscal Cliff ยิ่งยืดเยื้อออกไปจะยิ่งไม่ดีต่อใครเลย แต่ดูแล้ว ยืดเยื้อแน่นอน ซึ่งอาจจะชนกับตอนที่หนี้สาธารณะของอเมริกาชน Debt Ceiling พอดี ยิ่งเพิ่มข้อต่อรองให้กับพรรค Republican อีก ดังนั้น จนกว่าจะเห็นแสงสว่างจากการผ่าน Fiscal Cliff ตลาดหุ้นที่ Valuation อยู่ในระดับที่ไม่ถูก (อย่างเช่น ไทย) น่าจะเจอแรงขายจากการปรับพอร์ต และโยกย้ายเงินทุนไปหาตลาดที่มี Margin of Safety  สูงกว่า (อย่างเช่น จีน ไต้หวัน) สำหรับยุโรปนั้น ประเทศที่ต้องจับตาคือ สเปน ต้องเอาตัวรอดเป็นไตรมาสๆ มีโอกาสจะเข้าขอความช่วยเหลือจาก Troika เหมือนกรีซ แต่ถ้าเข้าจริง ตลาดน่าจะผ่อนคลายและโล่งอกมากกว่า สำหรับในเอเชีย อินเดียมีสัญญาณฟองสบู่ในอสังหาฯตามติดจีนมาห่างๆ แต่จีนเองก็เหมือนจะหลุดจากการชะลอตัวมาได้แล้ว ดังนั้นในครึ่งปีแรก หุ้นไทยจะผันผวน ไม่น่าจะรีบพุ่งไป 1,500 จุดอย่างที่นักวิเคราะห์มองเป้าปีหน้าได้เร็ว แต่ก็คงไม่ลงหนักมาก (ถ้าไม่มีเหตุการณ์ หรือปัจจัยอะไรใหม่ๆมา surprise เรา) และถ้าสามารถผ่าน Fiscal Cliff ไปได้ ครึ่งปีหลัง ก็ยังมีปัจจัยที่ต้องระวังคือ ประเด็นเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ทั้งในอิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่น่าจะตึงเครียดมากขึ้น อาจทำให้ราคาน้ำมันขยับตัวขึ้น และดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วอเมริกาดันไม่โตดีอย่างที่ Fed คิด แล้วมากระทบกับไทยเราอีก กระสุนที่แบงค์ชาติจะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็แทบไม่เหลือ ตอนนั้นก็เหนื่อยแน่นอน ซึ่งขอว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นนะครับ ลองมองย้อนไปสิ  เรื่องร้ายๆตั้งเยอะเรายังผ่านมาได้ โลกก็ไม่ได้แตกปี 2012 ซักหน่อย กับอีแค่ปัญหาเดิมๆซึ่งทุกคนพยายามร่วมกันแก้มาตลอด ทำไมมันจะผ่านไปไม่ได้ จริงไหม หุ้นดีๆยังมี ใครได้ประโยชน์จาก AEC ไปเลือกตัวนั้น จบแล้วครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.