X

ปู่เซต

Mr. Messenger's View, Thailand
3 เหตุผล ที่การลบ -100 จุดในวันนี้ เรียกว่า Panic
ธันวาคม 15, 2014 at 3:17 pm 0
ตอน ชม. เทรด เนี่ย ไม่มีใครมานั่งสอนใครหรอกนะครับ เวลานั้น มันคือเวลารบ เวลาของการทำศึก เพราะฉะนั้น ถ้าอยากชนะศึก ต้องฝึกตั้งแต่ยังไม่ออกรบ จำไว้นะ ผมโพสใน Facebook ส่วนตัวว่า ตอนที่ตลาดร่วงมาที่ 1,400 จุดวันนี้ ผมมีเงินสดพร้อมซื้อ และก็ซื้อหุ้นดีปัจจัยพื้นฐานไม่แน่มาได้หลายตัว หลานคนจึงมีคำถามว่า ทำไมในช่วงเวลาที่หลายคนกังวลว่า ตลาดอาจจะมี Circuit Breaker เพราะลงไปใกล้จะ -10% อยู่แล้ว ทำไมผมจึงกล้าเข้าไปซื้อ เอาจริงๆ ผมก็ดูข้อเดียวครับ ตัดเรื่องอารมณ์ความกลัวทิ้งไปซะ แล้วมานั่งมองตลาดดีๆว่า ที่ตกไปนี้มันเกินจริงหรือเปล่า นักลงทุน Panic เกินไปหรือเปล่า ก็ได้เหตุผลที่คิดได้ ณ ตอนนั้นแบบเร็วๆ หลังตรวจสอบข้อมูลไม่ถึง 3 นาทีผ่านหน้าจอ Smartphone (เพราะวันนี้ผมไม่ได้อยู่หน้าจอเทรด แต่นั่งกินข้าวอยู่ที่ Central World และยังอุตส่าห์จะดูตลาดอีก ฮาๆๆๆ) เหตุผลข้อที่ 1. ผมเปิดดูตลาดหุ้นต่างประเทศ พบว่า อยู่ในแดนลบกันหมด แต่ก็ลบเฉลี่ยไม่เกิน 1.5-2.0% กันทั้งนั้น ยิ่งในกลุ่ม TIP เพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดฯ เนี่ย วันนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การเทขายของตลาดหุ้นบ้านเรา ไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศแล้วละ เหตุผลข้อที่ 2. ผมก็ไปดูความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ก็พบว่า มีทิศทางอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ก็อ่อนค่าในทิศทางเดียวกับเพื่อนบ้านทั้งหมด นั้นแปลว่า ถึงแม้พอตลาดปิดแล้วโบรกฯจะรายงานว่าต่างชาติขายสุทธิ ก็ไม่น่าจะขายแล้วขนเงินกลับประเทศทันที เพราะค่าเงินบาทยังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 33 บาท/USD ขึ้นไป เหตุผลข้อที่ 3. การที่ราคาน้ำมันลงมาแตะระดับแนวรับขาลงของ Fibonacci Retracement ที่ 261.80% บริเวณ $57.6-$58 นั้น มีโอกาสหยุดลงชั่วคราว หรือเผลอ อาจจะเจอ Bottom ของรอบด้วยซ้ำ ผมเลยมองว่า ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานตอนนี้ มันเริ่มน่าสนใจมากๆแล้ว และถ้าดีดขึ้นมาจริง ก็จะทำให้ Sentiment ตลาดกลับมาดีได้โดยที่คนส่วนใหญ่อาจจะงงๆ และไม่กล้าทำอะไร เพราะรอให้ฝุ่นจางลงเสียก่อน ไอ้เหตุผลข้อ 3. เนี่ย ผมเข้าใจว่าน่าจะมีคนแย้งเยอะเลย เพราะคุณอาจจะคิดว่า ราคาน้ำมันน่าจะลงได้อีก ... เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ครับ ไม่อยากจะเดาสิ่งที่เกินองค์ความรู้ตัวเอง ผมคาดการณ์ได้แค่ Technical Analysis ที่ฝึกตัวเองมา ถ้าผิดทาง ผมก็ยอม Cut Loss อย่างมีวินัย ดีกว่า ถือแล้วติดค้างพอร์ตไปอีก 10 ปี โดยเชื่อว่า สักวันมันจะขึ้น ... แบบนั้นมันหลอกตัวเอง โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
นาฬิกาแห่งการลงทุน
Mr. Messenger's View, Thailand, US
นาฬิกาแห่งการลงทุน
ธันวาคม 7, 2014 at 6:08 pm 1
สัปดาห์ที่แล้ว ผมโพสมุมมองตลาดหุ้นในหน้า Fanpage อันหนึ่ง เป็นเรื่องมุมมองมองว่า ตลาดหุ้นขาขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังวิ่งมายังไม่ถึงปลายทาง นั้นหมายความว่า โอกาสของนักลงทุนยังมีอยู่ แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไป สำหรับนักลงทุนพอร์ตใหญ่ๆโตๆ โดยเฉพาะพวกผู้จัดการกองทุนกองมหึมาทั้งหลาย รวมถึง Hedge Fund ที่มีกลยุทธ์ว่า ต้องทำ "Absolute Return" ไม่ว่าเงื่อนไขสภาวะเศรษฐกิจตอนนั้นเป็นอย่างไร การจะลงทุนเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีเพียงอย่างเดียวนั้น ดูจะไม่ทำให้ผู้ถือหน่วย และลูกค้าของเขาปลื้มเท่าไหร่ ดังนั้น คำถามคือ แล้วพวกเขาบรืหารพอร์ตอย่างไร? หนึ่งทฤษฎี ที่จะทำให้คุณเห็นว่า โอกาสมีอยู่ในทุกช่วงเวลา แค่เราต้องหามันให้เจอ ก็คือ นาฬิกาแห่งการลงทุน หรือ Investment Clock นั้นเอง หลักคิดก็คือ สินทรัพย์แต่ละประเภท มีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่แย่แตกต่างกันไป และมันจะหมุนเวียนเป็นวงจรอย่างนั้นไปเรื่อยๆตามภาวะเศรษฐกิจและเงื่อนไขของตลาด ณ ตอนนั้น โดยหลักๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์แบ่งช่วงวงจรการลงทุนออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน นั้นก็คือ
1. Reflation Stage หลายคนไม่รู้จักคำนี้นะครับ จริงๆ แปลให้ง่ายก็คือ ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤต ทุกคนดึงเงินเข้ากระเป๋า ไม่ยอมลงทุน มีกำลังการผลิตเหลือ เพราะกลัวความเสี่ยง ... แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ประกอบการที่เห็นโอกาส จากต้นทุนการผลิตต่ำ (ราคาสินค้าตกต่ำ) ใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ช่วงนี้ การลงทุนใน "พันธบัตร" ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูง ในจังหวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและพร้อมจะปรับตัวขึ้น 2. Recovery Stage หรือ ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ ช่วงนี้ บริษัทจะกล้าลงทุน คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายต่างๆ และการลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับต่ำ ซึ่งช่วงนี้ละครับ ที่การลงทุนใน "หุ้น" จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ 3. Bubble Stage หรือ เริ่มส่งสัญญาณก่อตัวเป็นฟองสบู่ เกิดจากเศรษฐกิจโตเต็มที่ บริษัทไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันความต้องการ เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวขึ้นจากการที่ต้นทุนสินค้า และราคาสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เอง เราจะเริ่มเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาควบคุมเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ร้อนแรงมากเกินไป และการลงทุนที่สอดรับกับ Bubble Stage ก็คือ "สินค้าโภคภัณฑ์" นั้นเอง 4. Stagflation คือระยะสุดท้าย ก่อนเริ่มต้นวงจรเศรษฐกิจครั้งใหม่ ระยะนี้ GDP จะเริ่มปรับตัวลดลง แต่เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง หลังค่าครองชีพแพงขึ้น และตัวบริษัทเองก็ต้องการปกป้องผลกำไรไม่ให้แย่กว่าเดิม ก็ตามมาด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ การฟุบตัวลงของเศรษฐกิจ และแน่นอน ถ้าเศรษฐกิจไม่มี การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็คือ "การถือเงินสด" นะครับ
สรุปวงจรของนาฬิการการลงทุนเรือนนี้ ก็จะได้ภาพด้านล่างครับ ลองกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ณ ตอนนี้นะครับ ว่าเราอยู่ในช่วงใด รัฐบาลยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจบ้านเรายังโตไม่เต็มที่แน่นอน เพราะ GDP Growth ปี 2014 นี้เอง ก็เพิ่มขึ้นไปไม่ถึง 1% ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ใน Bubble Stage ที่รัฐกังกลกับความร้อนแรงของเศรษฐกิจแน่นอน ถ้าถามว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะล่าสุด เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปก็อยู่แค่ 1.2% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 2.0% ดังนั้น เราก็ไม่ได้อยู่ใน Stagflation Stage เช่นกัน บางคนอาจบอกว่า แต่ GDP บ้านเราชะลอตัวนะ มันก็เข้าเงื่อนไขอยู่ แต่ผมมองว่า มันเพราะปัญหาการเมืองที่ไม่แน่นอน และนโยบายดึง Demand ในอนาคตเร็วเกินไป มากกว่าที่จะเกิดจากวงจรเศรษฐกิจจริงๆครับ คราวนี้ก็เหลือ Reflation Stage กับ Recovery Stage ซึ่งถ้ามองในภาพรวม ผมมองว่า ตอนนี้ทุกคนกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น มาซักระยะ รัฐบาลก็เข้ามามีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นบ้าง และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ไทยเรา น่าจะอยู่ใน Recovery Stage ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีต่อไปอีกซักระยะก็ยังคงเป็น "หุ้น" อย่างที่เคยบอกไป คำถามคือ ควรเป็นหุ้นอะไร? เมืองนอกเขาศึกษาพอเป็น Guideline ให้เราไว้แล้วครับ โดยใช้หุ้นใน S&P500 ย้อนหลังไป 30 ปีมาศึกษา พบว่า... ในช่วง Recovery Stage นั้นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน 3 อันดับแรกคือ 1) Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มบันเทิง) 2) Telecoms (สื่อสาร) 3) Technology (ไอที) แต่ทั้งนี้ มันก็เป็นแค่การศึกษาในเมืองนอกนะครับ สุดท้าย เราเป็นนักลงทุนในไทย สิ่งที่เราต้องดูก็คือ Valuation ของหุ้นที่เราสนใจ ความแข็งแรงของงบการเงิน และความสามารถของผู้บริหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่จะสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาว เอาละ รู้แล้วนะ ตลาดหุ้น น่าจะยังดีอยู่ ถ้าอยากรวย อยากลงทุน อย่าไปคิดว่า 1,600 จุด มันแพงครับ ตอนมันไป 2,000 จุด ระวังจะเสียใจ นั้นเรื่องแรก อีกเรื่องก็คือ สนใจ Index ให้น้อย แต่สนใจพื้นฐานบริษัทที่เราชอบให้มาก
CONTINUE READING ...
Bullish & Bearish Divergence เครื่องยืนยันชั้นดี มีไว้ดูการกลับตัว
Investment
Bullish & Bearish Divergence เครื่องยืนยันชั้นดี มีไว้ดูการกลับตัว
เมษายน 11, 2013 at 4:54 pm 0
ถ้าติดตามกันมา เป็นแฟนกันเหนียวเน้นมาซักระยะ (ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ไว้ก่อนนะครับ) ก็จะรู้ว่า สไตล์การลงทุนของผม เป็นประเภท "มวยวัด" รู้ไว้ทุกอย่าง หยิบเอาบางอย่างมาใช้ในสถานการณ์ที่เห็นว่าจำเป็น ผมไม่ใช่ VI จ๋า และไม่ได้เป็นพวกนักเทคนิคสุดโต่ง แต่ถ้าพูดถึงหุ้นรายตัวแบบละเอียดๆ การงบมาวิจารณ์ อันนี้ขอผ่านครับ ไม่ใช่ทางผมแน่นอน ส่วนเครื่องมือทางเทคนิค (Technical Analysis) นั้น เป็นสิ่งที่ผมพยายามหาความรู้เพิ่มเติมมาตลอด ยิ่งรู้มาก ก็ยิ่งเข้าใจว่า "ใช้ให้น้อย" เป็นดีที่สุด เหมือนอย่าง Warren Buffett ศาสดาสาย VI ซึ่งแกดูจะรู้ลึกรู้จริงในสิ่งที่ลงทุนมากๆ แต่หลักการ Buffettology ของแก กลับง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก แสดงให้เห็นถึงความคิดที่ตะกอนมาอย่างดีแล้ว อันนี้นับถือๆ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
วันนี้ SET Index ลงเพราะอะไร
มีนาคม 19, 2013 at 11:29 am 1
วันนี้ SET Index ลงเพราะอะไร? ไม่ได้จะมาหาสาเหตุของการปรับฐานครั้งนี้ให้พวกคุณฟังกันหรอก แต่อยากให้มองในอีกมุมหนึ่งซึ่งทำให้เห็นข้อผิดพลาดที่รายย่อยมักผิดกันอยู่เป็นประจำ ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย. ปีที่แล้ว ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นที่เรานั่งรถกันอยู่ ณ ตอนนี้ ถ้าดูเป็นรายวัน วันที่ดัชนีลบจากจุดสูงสุดของวันเกิน 20 จุด มีแค่วันเดียว คือ วันที่ 10 ม.ค. 56 83 วันทำการของขาขึ้นรอบที่ผ่านมา จากดัชนี 1,274 ขึ้นมาที่ 1,600 จุด หรือ 25% ภายในไม่ถึง 5 เดือน พอเห็นอย่างนี้ คุณคิดว่า มันจะเป็นไปไม่ได้เลยหรอ ที่ดัชนีมันจะปรับฐาน หรือพักฐานบ้างซักวัน คุณคิดว่ามันจะขึ้นอย่างนี้ไปเรื่อยๆจนถึง 1,700 จุด?? ถึง 1,800 จุด?? บางคนถามว่า มันเป็นเพราะ ปู่เซต วิ่งไปเจอแนวต้าน 1,600 จุด หรือเพราะ ข่าวลือ ที่มีออกมาวันนี้? ผมก็ตอบไปว่า 1,600 จุด ไม่ได้มีนัยสำคัญอะไรทางเทคนิคเลย แต่ก็ไม่อยากให้คุณไปโทษข่าวลือที่กระพือกันออกมา เพราะมันไม่ลงวันี้ มันก็หาเหตุลงได้ในวันหน้าอยู่ดี ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่โอดโอยกับตลาดหุ้นไทยในวันนี้ แสดงว่า คุณต้องรู้จักกับตลาดหุ้นให้ดีมากขึ้น มันเป็นเพราะ - เราสนุกจนลืมไปว่า ตลาดหุ้นมันขึ้นเป็น มันก็ลงเป็นเหมือนกัน - ณ วันที่หุ้นลง นักลงทุนจะทำตามสิ่งที่เขาวางแผนไว้ ส่วนนักเก็งกำไรจะพยายามหาข่าว - ถ้าเราลงทุนอย่างมีระบบ อย่างมีวินัย ให้ตลาดลงมา 100 จุด ไม่ถึงจุดที่ควรขาย คุณก็ยังถืออย่างสงบ แต่ถ้าระบบมันบอกให้ขาย ทั้งๆที่ตลาดลบแค่ 5 จุด คุณก็ขายโดยไม่คิดว่าขายหมู

ตลาดหุ้น มันไม่ใช่ระบบที่สมบูรณ์แบบที่เราจะหาสาเหตุของปรากฏการณ์นั้นๆได้ทุกครั้ง ดังนั้น เรียนรู้ธรรมชาติของมัน แล้วปรับความผิดพลาดของตัวเราเอง ... น่าจะดีกว่า
CONTINUE READING ...
Investment
เขาบอกว่า ดัชนีหุ้น เคลื่อนไหวแบบมั่วๆ จริงหรือเปล่าหว่า??
มีนาคม 3, 2013 at 5:22 pm 0
หลายคนน่าจะได้ยินทฤษฏีที่มีชื่อว่า Random Walk Hypothesis กันมา ส่วนใครที่ไม่เคยได้ยิน ขออธิบายนิดหน่อย Random Walk Hypothesis บอกไว้ว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหุ้น เป็นการเคลื่อนไหวที่คาดเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยอย่างอย่างมากระทบกับการเคลื่อนไหวในระยะสั้น เปรียบเสมือน เล่นโยนหัวก้อย โอกาสที่เราจะทายถูกคือ 50:50 เพราะฉะนั้น โอกาสจะเดาถูกว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง ก็เป็น 50:50 เช่นกัน เขาว่าอย่างนั้น ประเด็นคือ คุณเชื่อหรือเปล่า? ผมขอพิสูจน์ทฤษฎีนี้ง่ายๆด้วยการให้เราได้ลองนั่งจินตนาการว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 วันที่ SET Index ดัชนีอยู่แถวๆ 1,000 จุด จนถึงวันนี้ คุณว่า Daily Movement หรือ การเคลื่อนไหวของดัชนีรายวัน ปิดตลาดบวกมากกว่าวันก่อนหน้า และ ปิดตลาดลบมากกว่าวันก่อนหน้า ... คุณว่า ปิดตลาดแบบไหน มีจำนวนเยอะกว่ากัน (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.