X

นักลงทุน

De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
มีนาคม 1, 2015 at 11:09 am 0
เมื่อช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  benchmark lending rate ลง 25bps เหลือ 5.35% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่ตั้งไว้ และมีความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด (Deflation) เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากภาคการบริโภคในจีนที่ยังชะลอตัวอยู่ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน (ครั้งก่อนหน้าคือเดือน พ.ย.) และเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนก็เพิ่งประกาศ Cut RRR ไปก่อนอีกด้วย นั้นหมายความว่า ในช่วง 3 เดือน จีน ดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุก เพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างจริงจังมากที่สุดในรอบ 2 ปี และอีกอย่างที่ธนาคารกลางจีนทำไป ก็คือ การแอบอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งความแตกต่างของธ PBoC กับธนาคารกลางแห่งอื่นๆในโลกก็คือ ธนาคารกลางโดยทั่วไป จะประกาศออกมาก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร แต่สำหรับ PBoC นั้นไม่ใช่ เพราะชอบทำไปก่อนและมาบอกทีหลังว่าแอบทำไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นข้อแตกต่างก็คือ เรามักเห็นนโยบายการเงิน หรือตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆของจีน มักจะประกาศออกมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่นล่าสุด การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเห็นว่า ประกาศออกมาในวันเสาร์ และเมื่อเช้านี้ Official PMI ก็ประกาศออกมาเช่นกัน โดย China Official Nonmanufacturing PMI อยู่ที่ 53.9 ในเดือน ก.พ. Vs 53.7 ในเดือน ม.ค. และอีกตัว China Feb Official Manufacturing PMI 49.9 Vs 49.8 เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลข PMI ทั้งที่เป็น Official และที่ HSBC คำนวนแยกต่างหาก จะพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนนั้น การขยายตัวแทบจะไม่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข GDP ของจีน โตต่ำกว่าเป้ามาอยู่ที่ 6.9% ทั้งๆที่รัฐบาลเองก็อยากจะให้โตได้ไม่ต่ำกว่า 7.0% PMI   กลับมาที่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของ PBoC จุดสังเกตคือ เพิ่งจะผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ที่บ้านเขา ซึ่งน่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้คึกคักพอๆกับช่วงคริสมาสที่เมืองนอกเขา แต่ทางการจีนกลับเลือกที่จะไม่รออยู่ผลอีกซักระยะ และประกาศลดดอกเบี้ยทันทีหลังปีใหม่จีนแค่ 1 สัปดาห์ นั้นแสดงให้เห็นว่า เหตุผลของการลดดอกเบี้ยที่บอกว่า ภาคการบริโภคในจีน นั้น เป็นแค่สาเหตุเบาๆ แต่แท้จริงแล้ว จีนเห็นปัญหาทางฝั่งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจด้วย เช่นกัน การที่ราคาอสังหาฯในจีนนั้น ยังไม่ผงกหัวขึ้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงหวังผลอย่างแรกเลยก็คือ ให้เกิดการ Refinance สำหรับภาคธุรกิจและสินเชื่อบ้าน ลดภาระหนี้ที่ก่อนหน้านี้ อุ้มกันไว้จนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ PPP ความต่างระหว่างการ Cut  benchmark lending rate VS. Cut RRR ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการลดทั้งกระดานซึ่งมีความรุนแรงกว่า ต่างจากการลด RRR ที่แค่เพิ่มเงินในกระเป๋าของสถาบันการเงินให้มีเงินออกมาปล่อยกู้ได้มากขึ้น ส่วนจะปล่อยหรือไม่ปล่อย มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย และความเข้มข้นในการคัดกรองคุณภาพสินเชื่อของธนาคารแต่ละแห่งอีกที ดังนั้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นยาที่แรงกว่าการ Cut RRR ที่ตลาดเคยบอกว่า น่าจะมีการลดอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค. นี้ มองในมุมหนึ่ง ก็เหมือนจะน่ากลัวนะครับ ว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ ถึงกับใช้มาตรการที่ดุดันมากในช่วงนี้  และมันแสดงให้เห็นว่า Policy Maker ก็กังวลไม่น้อย ใครมองมุมนี้ ก็คงกังวลพอสมควร แต่ อย่าลืมว่า Investment Cycle และ Economic Cycle มันไม่วิ่งตามกันแบบเป๊ะๆ เพราะไม่งั้น ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่จีนลดดอกเบี้ยครั้งแรก ก็ไม่ควรวิ่งเกินกว่า 50% ได้ เพราะวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่า ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่า จะโตได้เกิน 7% เลย แต่สาเหตุที่ตลาดวิ่งได้ เป็นเพราะความคาดหวังว่า การเปลี่ยน Mindset ต่อการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจของทางการ จะทำให้ในอนาคต จีนเองจะดีกว่าวันนี้ เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเองก็ยังมองไม่ออกครับว่า จีนจะกลับทิศทางได้ช่วงไหน แต่มองในมุมนี้นะ ผ่านมา 2 เดือน ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันลดดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 20 ประเทศ เพื่อให้ค่าเงินตัวเองอ่อน และต่อสู้กับสหรัฐฯที่ Export Deflation มาให้ผ่านนโยบาย QE 3 ภาค เราจะเห็น Cost of fund ที่ต่ำทั้งโลกไปอีกซักระยะ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า มันจะกระตุ้นภาคธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ประวัติศาสตร์มันบอกเราแล้วว่า ฟองสบู่ จะแตกตอนที่ทุกคนเชื่อมั่นมากเกินไปว่าเศรษฐกิจดี ซึ่งตอนนี้ มันยังไม่ใช่อารมณ์นั้นครับ หนทางการต่อสู้กันในสงครามค่าเงินของโลก (Currency War) ยังอีกยาวไกลนัก จีน ยังต้องมีมาตรการอีกหลายอย่างหลายด้านในการพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ลดดอกเบี้ยแค่ครั้งสองครั้งพอไม่กระเตื้องก็ถอดใจ ดังนั้น ด้วย Valuation ของตลาดหุ้นที่ถูกกว่าเพื่อนบ้าน และความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันยังทำให้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจ ถึงแม้มันจะผ่านจุดที่ควรลงทุนมากที่สุดไปแล้วก็ตาม
CONTINUE READING ...
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
Mr. Messenger's View, US
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
กุมภาพันธ์ 14, 2015 at 12:06 pm 0
การที่ Dow Jones จ่อทำ All Time High อีกครั้งพร้อมๆกับ S&P500 นั้น ทำให้นักลงทุนกลับมาถ้าหา Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯกันอีกรอบแบบจริงจัง เพราะหากฟองสบู่แตกที่อเมริกานั้น หมายถึงว่า ปาร์ตี้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้เวลาสิ้นสุดลงแล้ว และมันทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดนเทกระจาดไปด้วยเช่นกัน ถ้าถามว่า ตัวเลขอะไรที่บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ดูแพงเกินไปแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของราคาดัชนี และอีกเรื่องก็คือ ค่า Forward P/E ที่สูงมากสุดเป็นประวัติการณ์ตามหลังดัชนีมาติดๆ Forward P/E จากข้อมูลที่ FactSet เก็บมาโดยการเอา Forward P/E ของ Bloomberg Consensus มาพล็อตเป็นกราฟ ณ ปัจจุบัน ถือว่า แพงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 17.1 เท่า ในขณะที่ P/E เฉลี่ย 10 ย้อนหลังไปอยู่ที่ระดับเพียง 14.1 เท่า เท่านั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับ Cyclical Adjusted P/E หรือ CAPE ที่ขึ้นมาสูงกว่าระดับตอนก่อนเกิดวิกฤต Subprime มาซักพักแล้ว แต่เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตแชร์ในอีกมุมมองหนึ่งว่า ถึงแม้ Valuation ของหุ้นทั่วโลกจะอยู่ในขอบบนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกตลาด (รวมถึงหุ้นไทย) แต่นั้นก็ไม่ได้หมายถึงว่า ปาร์ตี้กำลังจะเลิกแต่อย่างใด

1. นับจากวิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา เงินไหลเข้าตราสารหนี้ เยอะกว่าตราสารทุน

ck_QMU_Six_Surprises_2014_Image_1   เรื่องนี้พิสูจน์อะไรเรา? ถ้าดูจากกราฟด้านบนของ Well Fargo Advisors จะเห็นว่า นับจากปี 2009 มาถึงปี 2013 ที่ผ่านมานั้น ที่หุ้นวิ่งๆขึ้นมาเนี่ย มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกตลอด และ Fund Flow กลับไหลเข้าตราสารหนี้จากมาตรการ QE สหรัฐฯ แทน เพิ่งจะมาซื้อจริงๆจังๆก็ปี 2013 เป็นต้นมา แต่นั้นก็ยังไม่ทำให้ Net Inflow เข้าตลาดหุ้น กลับมาเป็นบวกได้เท่ากับตอนก่อนวิกฤต ดังนั้นมองในมุมนี้ เชื่อว่า จะยังมีเงินจากตราสารหนี้ไหลเข้าตลาดหุ้นอีกไม่น้อย จากการที่สหรัฐฯกำลังจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย และประเทศที่เศรษฐกิจดี ฐานะการเงินมั่นคงอื่นๆทั่วโลก ก็น่าจะได้รับความสนใจเช่นกัน

2.  ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวมน่าสนใจกว่าตราสารหนี้

Capture03   ต่อเนื่องจากข้อแรก พอเงินไหลเข้าตราสารหนี้เยอะๆ ราคาตราสารหนี้สูงขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในพวกพันธบัตรก็ต่ำติดดินจนมันไม่น่าสนใจ และยิ่งหากมองย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้น เราเห็นเงินปันผลที่ระดับ 3-5% เทียบกับเอาเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ได้ดอกปีละไม่ถึง 2% แถมหลัง ECB กับ BOJ ออก QE มาอีก พันธบัตรทั่วโลกยิ่งให้ผลตอบแทนต่ำมาก ดังนั้น นักลงทุนที่เคยเสี่ยงต่ำ ก็ถูกกดดันจากผลตอบแทนที่ไม่น่าพอใจให้โยกเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างที่เรากัน Chart ด้านบนคือ กราฟ ERP หรือ ผลต่างระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับพันธบัตรในประเทศเขา ยิ่งตัวเลข ERP Discount สูงๆ ยิ่งแปลว่า ตลาดหุ้นตอนนั้น คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีว่า ตราสารหนี้ จุดที่ควรกังวล ก็ลองย้อนหลังไปตอนวิกฤต 2 รอบที่แล้ว ปี 2000 และ 2007 นะครับ ตอนนั้น EPR อยู่ที่ -3.8 กับ 1.6 เท่านั้น เทียบกับระดับเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. นั้นอยู่ที่ 4.8 สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 38 ปี ที่ 4.5 ก็ถือว่ายังอยู่สูงและการลงทุนในตลาดหุ้น น่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรครับ

3. การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า หุ้นจะร่วง เสมอไป

Capture04   ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ 101 เราก็เข้าใจแบบนั้นนะครับว่า การขึ้นดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น เพราะหมายถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทกำลังจะสูงขึ้น อีกอย่างคือ พอดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือมองว่าตลาดหุ้นมันแพง ก็จะโยกเงินเข้าลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเดิมแทน แต่ตรรกะนี้ อาจใช้ไม่ได้กับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน สาเหตุเป็นเพราะ การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (ถ้าขึ้นจริง) จะเป็นแค่การขึ้นเพื่อ Normalize Policy Rate หรือ ให้มันมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น เพราะความเห็นของประธานเฟดทั้งคนเก่าและใหม่ บอกแล้วว่า ที่ 0-0.25% เนี่ย มันต่ำเกินไป  อีกสาเหตุหนึ่ง ก็จากกราฟข้างบนครับ J.P.Morgan เขาทำข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปีที่แล้ว โดยดูความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนใน S&P500 ไป 1 ปี เทียบกับ ว่า ช่วงนั้นๆ พันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่เท่าไหร่ สรุปจากกราฟก็คือ  ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ต่ำกว่า 5% นั้น หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะแทบไม่เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเองเลย ซึ่งณปัจจุบัน US Treasury 10 Years อยู่ที่ 2.05% ยังห่างไกลจาก 5% พอควร นี่คือ 3 ข้อที่ผมบอกว่า เป็นประเด็นภาพใหญ่ที่ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการจบลงของรอบขาขึ้นครั้งนี้ แต่ท่านผู้อ่านหลายคนก็คงยังอดคิดไม่ได้ว่า หุ้นบางตัวมันแพงขนาดนี้ หรืออย่าง MAI Index ในบ้านเราที่ P/E มากกว่า 80 เท่า มันจะเอาอะไรไปขึ้นมากกว่านี้อีก นั้นก็ต้องไปดูกันในรายละเอียดครับ ไม่ใช่ว่าไม่กังวลว่าหุ้นโลกจะฟองสบู่แตก แต่ก็เข้าไปลงทุนในหุ้นปั่นกันสนุกมือ เพราะเจ้ามือหุ้นรายตัว เขาไม่มองภาพใหญ่หรอกครับว่าจะทุบหุ้นพร้อมฟองสบู่ เขาอยากได้เงินตอนไหนเขาก็ทุบเลย ไม่ต้องถามหาเหตุผล อ้อ พอพูดถึงประเด็นนี้ ก็ดีเหมือนกัน กระแสหุ้น IPO เนี่ย มาแรงทั้งโลกนะครับ แต่ที่ต้องระวังคือ พวกเจ้าของที่คิด IPO เพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นจากราคาหุ้นเนี่ย เยอะขึ้นเรื่อง ล่าสุด University of Florida เขาสำรวจหุ้น IPO ในสหรัฐฯ พบว่า ปีที่แล้ว มีหุ้น 71% ของหุ้น IPO ทั้งหมด ที่รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาแล้วยังไม่กำไร ... เห็นไหม บริษัทใหม่ๆหิวเงินนักลงทุน มันมีอยู่ทุกมุมของโลก 150209122806-chart-negative-ipos-780x439 ใช้สติ ก่อนโยนสตางค์ไปในตลาดหุ้นนะครับ
CONTINUE READING ...
Financial Planning, Investment
6 คำพูดแรงบันดาลใจ ที่จะจุดไฟให้ชีวิตคุณ
กุมภาพันธ์ 11, 2015 at 8:35 pm 0

001"เมื่อเกิดวิกฤติ บางคนอยากถอนตัวออกไป และตอนนั้นแหละที่เราสนใจจะเข้าไป"

- Carlos Slim

คำพูดนี้ กำลังจะบอกคุณว่า ในวิกฤต มันมีโอกาสอยู่เสมอ จงอย่าท้อแท้ ล้มได้แต่ต้องลุกให้เป็น ใครที่กำลังเจอปัญฆา ไม่ว่าจะชีวิตจริง หรือพอร์ตลงทุน ก็อย่าถอดใจไปก่อนนะครับ สู้ๆ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.