X

ธนาคารกลาง

Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
ไม่มีหมวดหมู่
Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
เมษายน 2, 2019 at 5:39 pm 0
วันนี้ SET Index บวกขึ้นมาอีก +6.84 จุด ขยับขึ้นมาปิดที่ระดับสูงกว่า 1,650 จุดอีกครับ MACD ให้ Buy Signal และขยับขึ้นมาเทรดเหนือ Moving Average 50 วัน มาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. ขณะที่ RSI ขยับขึ้นมาสูงกว่าโซน 50 ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
5 ปัจจัยเสี่ยงในครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ “New High” ไม่ใช่เรื่องง่าย
กรกฎาคม 13, 2013 at 3:29 am 0
จั่วหัวบทความอันใหม่ของตัวเองไว้แบบนี้ ผมยอมโดนตราหน้าว่า เป็นพวกมองโลกในแง่ร้ายนะครับ แต่การลงทุนในตลาดหุ้น เราเอาแต่มองโลกในแง่ดี โดนละเลยข่าวร้ายและปัจจัยพื้นฐานไปคงจะไม่ได้ เพราะต้องยอมรับว่า จังหวะ และเวลาในการเข้าซื้อ ก็มีผลทำให้ผลตอบแทนของนักลงทุนแตกต่างกันได้ในระยะสั้นและระยะกลาง แต่สำหรับนักลงทุนประเภทถือลืม ไม่ขายไม่ขาดทุน ผมมองว่า 6 เดือนหลังจากนี้ อาจเป็นช่วงชะลอ และเป็นโอกาสให้ทยอยลงทุนเพิ่ม เพื่อสร้างพอร์ตที่โตขึ้นไปอีกระดับ รองรับวัยเกษียญใน 10-20 ปีข้างหน้าได้แน่นอน แต่ก็นะ อย่างที่เราเห็นว่า นักลงทุนส่วนใหญ่ในตลาด มองผลตอบแทน และคาดการณ์ตลาดหุ้นในระยะสั้นๆเป็นส่วนใหญ่ เพราะครึ่งหนึ่งของความผันผวนในตลาดหุ้น มันเกิดจากอารมณ์ มันไม่ได้มีเหตุผลรองรับและมาอธิบายได้ทั้งหมด 100% ซักหน่อย เพราะฉะนั้น เรามาดูกันครับ ในมุมมองของผม ปัจจัยเสี่ยงครึ่งปีหลังนี้ จะมีอะไรบ้าง 1. การที่ Fed (ธนาคารกลางสหรัฐฯ) มีแผนจะชะลอ และยกเลิก QE ไม่ว่าจะเป็นปีนี้ หรือปีหน้า ย่อมส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนในประเทศเกิดใหม่ เพราะอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรระยะยาวในสหรัฐฯ จะปรับตัวสูงขึ้น Yield Gap ของผลตอบแทนตราสารหนี้สหรัฐฯกับประเทศเกิดใหม่ (รวมถึงไทย) ก็จะลดลง ความน่าสนใจในการขนเงินมาลงทุนฝั่งนี้ก็จะลดลงตามไปด้วย เมื่อนั้น ค่าเงินในตลาดเกิดใหม่จะอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่า ยิ่งเป็วตัวเร่งให้ฝรั่งมีมุมมองอยากขนเงินกลับประเทศในระยะสั้นๆ ซึ่งภาพนี้ เราเห็นมาแล้วในช่วงเดือน พ.ค. และ มิ.ย. ที่ผ่านมา ส่วนตัวแล้วผมมองว่า แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติทั้งในตลาดตราสารหนี้ และตลาดหุ้น จะยังมีอีกในครึ่งปีหลังเป็นระลอกๆ แม้ว่าช่วงนี้ ตลาดจะกลับมาดีชั่วคราวหลังการเปิดเผย FOMC Statement ว่า สมาชิกส่้วนใหญ่ยังอยากคง QE ไว้ และอาจไปเริ่มชะลอจริงๆในต้นปีหน้า ซึ่งมันก็แค่ยืดระยะเวลาการขายสินทรัพย์เสี่ยงออกจากไประยะหนึ่งเท่านั้น 2. เศรษฐกิจจีนทำท่าชะลอตัว และดูจะหลุดจากกรอบทีรัฐบาลกำหนดไว้ที่ 7.5% เสียแล้ว ล่าสุด กระทรวงการคลังของจีน (ซึ่งก็อยู่ในรัฐบาล) ก็ออกมาคาดการณ์ GDP Growth ว่า เป็นไปได้ว่าปีนี้จะลงมาอยู่ที่ 7.0% ยังไม่นับถึงระบบ Shadow Banking ที่จะเป็นปัญหาในระยะยาว เราก็พอจะเห็นว่า รัฐบาลจีน ไม่เน้นการเติบโตในเชิงปริมาณเหมือนอย่างระบบทุนนิยมทั่วไป เพราะแทนที่จะออกมาตรการกระตุ้น อัดฉีดเงินอย่างประเทศญี่ปุ่น หรืออเมริกาเพิ่มเติม กลับห้ามปรามธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ และทำธุรกรรมที่มีความเสี่ยงแทน ซึ่งสะท้อนว่า รัฐบาลพุ่งเป้าการแก้ปัญหาไปที่ "คุณภาพ" ยอมให้ GDP Growth ชะลอตัวลง ต่ำกว่าที่คาดการณ์ ดังนั้น มีโอกาสสูงทีเดียวที่ บริษัทหรือประเทศคู่ค้า ที่พึ่งพาหรือมีธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับจีนในสัดส่วนที่เยอะ (เกินกว่า 30%) อาจประสบปัญหายอดขายตก การชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และกำไรลดลง ไม่มากก็น้อย ซึ่งมองในมุมนี้ เชื่อว่า บริษัทจดทะเบียนในไทยหลายบริษัทก็เกี่ยวข้องและทำการค้ากับจีนบางส่วน 3. ตลาดส่งออกรายใหญ่ของไทอีกหนึ่งตลาด ยังลูกผีลูกคน ... ตลาดนั้นก็คือ "ยุโรป" ล่าสุด กรีซ กับ โปรตุเกส ก็มีปัญหาขอเลื่อนการเจรจาขอเงินกู้ เนื่องจากมีปัญหาการเมืองภายใน ความยากของปัญหาการเมืองภายในในยูโรโซนคือ ความคิดของพรรคการเมืองฝ่ายร่วมรัฐบาลกับฝ่ายค้านนั้น ส่วนใหญ่ค้านกันแบบสุดโต่ง แถมที่นั่งในพรรคร่วมรัฐบาลก็มากกว่ากึ่งหนึ่งเพียงนิดเดียว ไม่ได้กุมเสียงข้างมากแบบปลอดภัย (เหมือนรัฐบาลไทย) ดังนั้น เมื่อระยะเวลาผ่านไป เศรษฐกิจในประเทศไม่ดีขึ้น ฝ่ายค้านก็หยิบประเด็นต่างๆมาโจมตี และทำให้ประชาชนคล้อยตาม จนเสถียรภาพสั่นคลอนได้ง่าย เป็นแบบนี้เรื่อยๆ ถึงแม้เศรษฐกิจจะไม่หดตัวจริง แต่ก็คงขยายตัวในอัตราที่ต่ำต่อไป ส่งออกของไทยที่ตั้งเป้าไว้ 7% ไปๆมาๆ ก็คงลดลงต่ำกว่า 5% และนี้คือที่มาที่นักวิเคราะห์และแบงก์ชาติปรับลดเป้า GDP ทั้งปีของเราลงต่ำกว่า 5% เรียบร้อย 4. ผลกระทบเชิงลบจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มเห็นบ้าง ล่าสุดบริษัทสหฟาร์ม ซึ่งเป็นผู้ผลิตและส่งออกไก่ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยกำลังการผลิตมากกว่า 350,000-500,000 เมตริตัน ต่อปี ล้มทั้งยืนเพราะลงทุนเกินตัว และตัวบริษัทก็อ้างเหตุผลว่า บางส่วนเกิดจากค่าแรงขั้นต่ำที่ 300 บาทนั้นสูงเกินไปบวกกับรัฐบาลใช้นโยบายแทรกแซงผลผลิตทางการเกษตร ทำให้ต้นทุนก็สูงขึ้น ถึงแม้จะสบายใจได้ว่า ปัญหาจะไม่ลุกลามและบานปลาย และอาจเป็นผลบวกต่อคู่แข่งที่ทำธุรกิจผลิตและส่งออกไก่รายอื่นด้วยซ้ำ แต่เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุน และนักวิเคราะห์กลับมามองถึงปัญหาที่มีมาตลอดแต่ละเลยหรือมองข้ามกันไปนี้อีกครั้ง 5. อุปสรรคในการขับเคลื่อนการลงทุนจาก พรบ. 3.5 แสนล้านเพื่อบริหารจัดการน้ำและการออกกฎหมายเพื่อกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อลงทุนปรับโครงสร้างการขนส่ง ดูทีท่าจะชะลอและเลื่อนออกไป โดยกรณี พรบ. 3.5 แสนล้านนั้น ศาลปกครองมีคำสั่งให้การทำประชาพิจารณ์และการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและสิ่งแวดล้อมเสียก่อน ซึ่งน่าจะใช้เวลาเกิน 1 ปีกันเลย ทำให้พรรคประชาธิปัตย์เสนอต่อวุฒิสภาให้นำเรื่องเสนอต่อคณะกรรมการปราบปรามคอร์รัปชันทำการถอดถอนคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ซึ่งกรณี พรบ.น้ำ อาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พรบ. 2.2 ล้านล้าน นั้น ก็ไม่ใช่จะออกมาได้ง่ายๆ เมื่อการลงทุนภาครัฐชะลอตัว หรือหายไป อีกทาง ความคาดหวังต่อการปลดล็อค Infrastructure ในประเทศก็ต้องเลื่อนไปก่อน นักลงทุนที่ลงทุนโดยใช้ธีมการลงทุนภาครัฐฯนี้ ก็ดูท่าความหวังน่าจะหายไปเยอะทีเดียว สรุปทั้ง 5 ปัจจัย เป็นปัจจัยภายนอกประเทศ ซะ 3 ปัจจัย โดยหนึ่งปัจจัย เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินลงทุนของนักลงทุนในตลาดโลก อีกสองปัจจัยกระทบกับการส่งออกในประเทศ และปัจจัยหลักที่เหลือ เป็นความเสี่ยงจาก Investment ในประเทศ และ Government Spending ที่ชะลอตัว ไม่ได้เป็นตามคาด เรียกว่า ถ้ากาง GDP ออกมา ตอนนี้ ก็เหลือแค่ C (Consumption) เท่านั้น ที่พอจะยันให้ GDP Growth ยังเป็นไปตามเป้า แต่เอาจริงๆ หนี้ภาคครัวเรือนก็เร่งตัวแรงจนเกือบจะน่ากังวลเช่นเดียวกัน ซึ่งมันแปลได้ว่า โตมาจากการดึง Future Income มาบริโภคในตอนนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็มาจากลดภาษี รถคันแรก และบ้านหลังแรก ที่เร่งให้ชนชั้นกลางหาบ้านหารถมาใช้ ทั้งๆที่ไม่รู้หรอกว่า ตัวเองพร้อมหรือไม่พร้อมในการผ่อนชำระระยะยาว แต่ถ้าถามว่า เศรษฐกิจไทย มันแย่ขนาดนั้นเลยไหม ก็ต้องบอกว่า SET Index ปรับตัวขึ้นมาเร็วมากในช่วงปีที่แล้ว รวมทั้งไตรมาสแรกของปีนี้จากความคาดหวังว่าจะมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นทั้งปี ความคาดหวังเหล่านั้นมันดูจางลง ไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจไทยห่วยแต่อย่างใดนะครับ อย่าลืมว่า GDP Growth ที่ระดับ 4.5% ขึ้นไป เนี่ย ถือว่าสุดยอดแล้วในระดับโลก ปัญหาคือ เรามองภาพเศรษฐกิจปีนี้สวยงามเกินความเป็นจริงไปเล็กน้อย ตอนนี้ก็ต้องค่อยๆปรับมุมมองให้เหมาะสมกับทางเดินข้างหน้า ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมานี้ มีทั้งเรื่อง Fund Flow และอาจกระทบต่อ Fundamental ของบริษัทจดทะเบียนบ้าง แต่ Key Factor ที่สำคัญคือ การถอน QE จากการที่เชื่อว่าสหรัฐฯฟื้นตัว นั้น เป็นเรื่องที่เชื่อได้ว่าจะดีในระยะยาว ถ้าสหรัฐฯฟื้นตัวจริงๆ ก็จะดึงให้เศรษฐกิจโลกกระเตื้องขึ้นไม่มากก็น้อยในระยะยาว เพราะฉะนั้น ตัวเลขเศรษฐกิจของฝั่งสหรัฐฯในแต่ละเดือน ในแต่ละสัปดาห์ ตอนนี้จะมีผลต่อนักลงทุนทั้งโลก ซึ่งอาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวนไปเป็นช่วงๆ ต้องอดทน และมีสติพร้อมรับสถานการณ์กันนะครับ สู้ๆ ทุกท่าน
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
ตีแผ่ 4 มาตรการดูแลค่าเงิน !!
พฤษภาคม 9, 2013 at 12:33 pm 1
วันสองวันที่ผ่านมา เราเห็นตามสื่อกันแล้วว่า แบงก์ชาติ หรือ ธปท. ได้เตรียมนำเสนอมาตรการเพื่อใช้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่โดนกดดันจากกระทรวงการคลังมาซักระยะ ทั้งนี้ 4 มาตรการดังกล่าว ประกอบไปด้วย มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ แต่ละมาตรการ ตัวผมมีมุมมองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็ตามนี้นะครับ - มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง ข้อเสีย วิธีการนี้ จะเหมือนกับ Capital Control 30% สมัย ดร.ธาริสา ตอน 18 ธันวา ปี 49 ซึ่งตอนนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ นลท.ต่างชาติ ข้อดี การกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ไม่ให้ต่างชาติถือระยะสั้นเกินไป น่าจะขจัดการเก็งกำไร พวกเงิน Hot Money ได้ระดับหนึ่ง แต่ มาตรการ QE ทั่วโลก ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ จะยังมีไปเรื่อยๆ คาดว่า ต่างชาติจะไม่นำเงินออกในระยะเวลาใกล้ๆนี้อยุ่แล้ว - มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน ข้อเสีย จากข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นว่า มีสัดส่วนเพียงแค่ 15-20% ของการเข้ามาลงทุนทั้งหมด (ข้อมูลจาก Thaibma.or.th) ดังนั้น ผลต่อการทำให้เงินบาทหยุดแข็งค่า อาจไม่ชัดเจน ข้อดี เป็นมาตรการที่ถือว่าเบา และมีผลกระทบต่อภาคอื่นของตลาดทุนในวงจำกัด แบงค์ชาติสามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอีกที - มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร ข้อเสีย ถ้าการที่บาทแข็ง ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุนจริงใน Real Sector จะมีผลต่อภาคเอกชน และการลงทุนในระยะยาวให้ต่างชาติชะลอการลงทุนเช่นกัน ไม่เป็นผลดีต่อเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน ข้อดี จะทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนต่างของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมาก และนักลงทุนก็จะมาลงทุนด้วยดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าประเทศอื่นจริงๆ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน จะเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร (บนพื้นฐานที่ว่า เงินที่เข้ามาในช่วงนี้ มีการเก้งกำไรจริงๆนะ) - มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ข้อเสีย การเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เขาย่อมคำนึงถึงกำไรในสองขา คือ ค่าเงิน และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ เมื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้เป็น 0 ก็จะลดความน่าสนใจในการลงทุนทันที หากไม่ระบุระยะเวลาที่ต้องป้องกันค่าเงินลงไป จะยิ่งทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ข้อดี ยังมองไม่เห็นครับ เพราะต่างชาติก็จะไปมองว่า ประเทศไหนที่เขาไปลงทุน แล้วได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่ง คือ ค่าเงิน และ Capital Gain จากตราสารหนี้ เขาก็เลือกไปลงทุนที่นั้น และดีไม่ดี ขนเงินที่มาลงทุนอยู่ออกไปด้วย กลายเป็นซวยเหมือน Capital Control หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ จากทั้ง 4 มาตรการ หากสังเกตุ จะเห็นว่า แบงก์ชาติพุ่งการดูแลค่าเงินบาทไปที่ "ตลาดตราสารหนี้" เพียงแห่งเดียว นั้นเป็นเพราะ เงินมันไหลเข้าตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่นั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งที่น่าจะเห็นตามมามาตรการเหล่านี้ (ถ้าประกาศใช้จริง) ก็คือ เงินไหลมาตลาดทุนแทนหรือเปล่า? เพราะไม่ได้มีกฏหรือข้อบังคับใดๆมาห้ามปรามเลย แต่ผ่านเดือน พ.ค. ไปไม่กี่วันทำการ เราก็เห็น Action จากต่างประเทศที่ยิ่งกดดันแบงค์ชาติหนักขึ้นไปอีก 2 พ.ค. ECB ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.50% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ 3 พ.ค. อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เหลือ 7.25% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ เหตุผล การเติบโตชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง 7 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ให้เหตุผล ต้องการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกัดดันจากเงินเฟ้อก็ลดลง 9 พ.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.5% เหตุผลคือ ค่าเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทำให้เกาหลีใต้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับญี่ปุ่นไปบางส่วน แต่การลดดอกเบี้ย ก็มาพร้อมกับ แผนอัดฉีดเงินด้วยวงเงินประมาณ $15 Billion เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานใน SME ธนาคารกลางหลายๆแห่ง พร้อมใจกันลดดอกเบี้ยแบบนี้ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้แก่กระทรวงการคลังเลยครับ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้สนุกดี ตามไปดูกันต่อ ไม่เกินเดือน พ.ค. นี้ เราจะรู้กันว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร
CONTINUE READING ...
ขีดๆเขียนๆ ปีหน้าจะเป็นยังไง หุ้นไทยจะมีอะไรมากระทบ?
Mr. Messenger's View, Thailand
ขีดๆเขียนๆ ปีหน้าจะเป็นยังไง หุ้นไทยจะมีอะไรมากระทบ?
ธันวาคม 25, 2012 at 5:27 pm 1
ไม่ว่าจะเป็นกีฬาประเภทใด การไปให้ถึงคำว่าชัยชนะ สิ่งที่สำคัญที่สุดอันดับต้นๆ ก็คือ “การวางแผน” และแผนนั้นจะเป็นเป็นไปได้หรือไม่ ส่วนหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับความเข้าใจในจุดอ่อน จุดแข็ง ของตัวเราเอง ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากการย้อนไปดูอดีต  หรือหาโค้ชดีๆมาช่วยแนะนำและปรับปรุงพัฒนาตัวเราให้ดียิ่งๆขึ้น ในการลงทุนก็เช่นเดียวกัน การเรียนรู้จากอดีต จะช่วยให้เราสามารถเตรียมพร้อมและวางแผนการลงทุนได้อย่างไม่ประมาท และยิ่งถ้ามี Roadmap ดีๆ โค้ชดีๆอีกด้วยแล้วนั้น มันคือของขวัญดีๆให้เราอุ่นใจในการเดินทางในโลกแห่งการลงทุนใบนี้นะครับ งั้นขอเล่าอดีต 10 ปีย้อนหลังแบบสั้นๆในหนึ่งย่อหน้าให้ฟังซักเล็กน้อย ถ้าพูดถึงเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา จะพบความจริงที่ว่า เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ต่ำกว่าศักยภาพอยู่พอสมควร หลังจากฟื้นตัวจากวิกฤต 2540-2541 ที่เราโดน Hedge Fund ทุ่มค่าเงิน จนต้องประกาศอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวคัร้งนั้น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนของไทยเติบโตในระดับที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านมาตลอด แต่มาจนกระทั่งถึงปี 2547 พอเศรษฐกิจดูทำท่าจะดีขึ้น เราก็ดันเจอปัญหาการเมืองในประเทศตั้งแต่ปี 2549 รวมถึงวิกฤตครั้งใหม่ที่สหรัฐฯที่เราเรียกกันว่า วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ช่วงปี 2552-2553 ซึ่งจริงๆแล้วในปี 2553 เราก็ยังเจอกับปัญหาความไม่สงบภายในประเทศซึ่งมีมาให้เห็นเรื่อยๆ พอเข้าปี 2554 ญี่ปุ่นก็เจอภัยสึนามิต้นปี เข้าไตรมาส 4 ไทยเราก็ต้องรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมอีก มาถึงปี 2555 นี้ ความกังวลกับปัญหาหนี้ยุโรปก็ถึงจุดที่เรียกว่าเกือบแตกหัก เมื่อกรีซเงินหมดคลัง ไม่มีตังค์มารันประเทศต่อ แต่สุดท้ายก็ผ่านไปได้ด้วยเงินช่วยเหลือจากกลุ่ม TROIKA และการเปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองในหลายประเทศก็ทำให้ใครหลายคนกังวลว่า ทิศทางการดำเนินนโยบายจะเปลี่ยนไปในทิศทางใดกันแน่ แต่จนถึงวันนี้ เมื่อดูการเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ถึงแม้ในระยะสั้น หรือระยะกลาง จะมีการเคลื่อนไหวตามข่าวสารและเหตุกาณ์บ้านเมืองที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง แต่เมื่อมองภาพในระยะยาว ต้องบอกว่า ถ้าใครไม่ได้ลงทุนในตลาดหุ้นไทย เท่ากับท่านกำลังเสียโอกาสครั้งใหญ่ในการสร้างผลตอบแทนดี   คำถามคือ ทำไมตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมา ถึงสามารถฝ่ามรสุมเศรษฐกิจมาได้? เมื่อลองพิจารณาก็จะพบปัจจัยหลักๆอยู่หลายข้อด้วยกัน
  • หนี้สาธารณะของประเทศอยู่ในระดับต่ำ
  • เงินทุนสำรองต่างประเทศของเรายังเข้มแข็ง
  • ภาคธนาคารและธุรกิจเอกชนมีความแข็งแกร่ง
  • และ การว่างงานอยู่ในระดับต่ำ
โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเราได้ภาคการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนในการเติบโตได้มาตลอด สาเหตุก็เป็นเพราะปัญหาวิกฤตการเมืองในช่วงที่ผ่านมาฉุดให้อุปสงค์ในประเทศเติบโตในระดับต่ำ   ภาพย้อนหลัง 10 ปี กับดัชนีตลาดหลักทรัพย์บ่งบอกได้ชัดว่า บริษัทจดทะเบียนที่คุณภาพดี แข็งแกร่งจริงๆ ไม่ว่าจะเจอปัญหาอุปสรรคใดๆจากทั้งภายนอก และภายในประเทศ ก็สามารถฟันฝ่ามาได้ตลอด ดังนั้นหน้าที่ของนักลงทุนคือ เลือกหาบริษัทเหล่านั้นให้เจอ แล้วก็ถือไป แค่นั้นเอง แต่ถือแล้วจะกำไรมากหรือน้อย ก็คงต้องขึ้นอยู่กับข่าวสารเศรษฐกิจซึ่งจะมากระทบกับราคาหุ้นในระยะสั้น มันเลี่ยงไม่ได้หรอกครับ จะให้หุ้นมันขึ้นอย่างเดียว มันก็ไม่ใช่หุ้นแล้ว อย่าไปหวังอะไรที่ไม่มีทางเกิดขึ้นเลย เชื่อผม   แล้วในปี 2556 เศรษฐกิจไทยจะยังดีหรือเปล่า แล้วเราจะยังพึ่งพาการส่งออกได้หรือไม่? ภาคการส่งออกซึ่งเคยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยดูจะเริ่มชะลอตัวลงแล้วในช่วงปี 2555 ที่ผ่านมา สาเหตุจากปัญหาการที่เศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาขยายตัวช้ากว่าที่ธนาคารกลางเองต้องการจะให้เป็น จนทำให้เราได้เห็นมาตรการอัดฉีดเงินเข้าระบบของ Fed ไปแล้วหลายครั้งด้วยกัน โดยครั้งล่าสุดก็เพิ่งต้นเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมานี่เอง อีกทั้งเศรษฐกิจยุโรปเองก็มีหลักฐานหลายอย่างบ่งบอกว่าเศรษฐกิจน่าจะชะลอตัว และไม่มีการเติบโตไปอีกหลายปี ซึ่งเกิดจากมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้เสีย จะยิ่งกดดันให้เศรษฐกิจถดถอย และอัตราการว่างงานคงตัวในระดับสูง เมื่อเห็นเช่นนี้ คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นก็คือ ตลาดส่งออกตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และยุโรป ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาได้อีกต่อไป อย่าไปหวังกับการส่งออกหลังจากนี้เลยครับ ถ้าเป็นผม จะกลับมาดูที่การบริโภคภายในประเทศซึ่งเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นความหวังของไทยในช่วงถัดไปหลังจากนี้อีกยาวทีเดียว สำหรับปี 2556 นี้ จะเป็นปีที่ยังมีความเสี่ยงที่นักลงทุนยังต้องเผชิญอยู่เช่นเดียวกับปีก่อนๆ เรื่องแรกก็คือ ปัญหาหน้าผาทางการคลัง (Fiscal Cliff) ต่ออายุมาตรการลดหย่อนภาษีและสวัสดิการอื่นๆ ซึ่งมีท่าทีว่าจะยืดเยื้อซักระยะ และฉุดให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเองยังไม่ไปไหน ในขณะที่ยุโรปเอง ก็ยังไม่ได้แก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง ตอนนี้มีการจัดตั้งองค์กรเพื่อกำกับดูแลธนาคาร (A Single Banking Supervisor) เพื่อปูทางสู่การจัดตั้งสหภาพธนาคารยุโรป (European Banking Union) ซึ่งเป็นการขยายรูปแบบการรวมกลุ่มจากเดิมเป็นการรวมตัวด้านการเงิน (Monetary Union) เพียงอย่างเดียว และบอกได้เลยว่า แก้ไม่ง่าย เพราะแต่ละประเทศน่าจะยังคำนึงถึงการสูญเสียอำนาจอธิปไตยหากรวมกันจริง ดังนั้นความหวังของเศรษฐกิจโลกจึงอยู่ที่ “ประเทศจีน” ถึงแม้จีนจะชะลอตัวทางเศรษฐกิจมาตลอดในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมา แต่ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุด ก็เริ่มบ่งบอกถึงการกลับมาของจีน และตลาดหุ้นจีนก็ตอบรับด้วยการวิ่งขึ้นไปไม่ต่ำกว่า 15% ในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้ว หากจีนยังรักษาอัตรการเติบโตได้ในระดับนี้ ก็ถือว่าเป็นปัจจัยบวกที่ดีต่อภาวะการลงทุนมากขึ้น การเติบโตภายในประเทศของไทยเอง น่าจะเป็นพระเอกหลักสำหรับปี 2556 และการลงทุนภาครัฐจะเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ทั้งแผนการใช้จ่ายภาครัฐตามการลงทุนในโครงการบริหารจัดการน้ำ (4 ปี มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท) ที่จะเริ่มทยอยดําเนินการได้มากขึ้นในปีหน้านี้ บวกกับการลงทุน Infrastructure ต่างๆ (5 ปีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท) รวมถึงการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งจะมาช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัวต่อเนื่อง สุดท้าย การลงทุนใน 3G ทั้งหมดนี้เป็นการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศรองรับการเปิดประชาคมอาเซียน AEC ในอีก 3 ปีข้างหน้าอีกด้วย พูดถึงเรื่อง AEC ส่วนตัวผมก็เห็นด้วยกับนักวิเคราะห์และกูรูหลายสำนักที่มองว่า AEC จะเปลี่ยนรูปแบบการทำธุรกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในหลายๆมุมให้กับประเทศในแถบอาเซียนในระยะยาวได้จริงๆ ด้วยแรงงานที่มีมาก และทรัพยากรธรรมชาติที่เตรียมนำมาพัฒนาเศรษฐกิจ การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนต้องนำมาคำนวนเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาลงทุนในทุกๆประเภทอุตสาหกรรมและทุกๆบริษัทก่อนตัดสินใจเอาเข้าพอร์ตนะครับ (สำหรับนักลงทุนระยะสั้น คงไม่จำเป็นมากเท่าไหร่นะ) จะเห็นว่า ในปี 2556 นักลงทุนอาจจะต้องเผชิญกับสายฝนโปรยที่อาจจะกลายเป็นพายุได้ซักวัน แต่ในขณะเดียวกัน ในวิกฤต ก็ยังมีโอกาสให้เรามองหาอยู่เสมอ จากที่ผมเล่าเหตุการณ์เลวร้ายต่างๆในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสิ่งที่เราต่างกังวล ปัญหาหลายปัญหาที่ดูว่ายากจะแก้ไข แต่เศรษฐกิจโลก รวมทั้งเศรษฐกิจไทยเราก็สามารถฟันผ่าและผ่านมาได้ สิ่งนี้จึงเป็นเหมือนเครื่องยืนยันว่า ถ้าเราเข้าใจความเสี่ยง ไม่กลัวจนเอาเงินทั้งก้อนไปดองอยู่ในธนาคาร ไม่โลภมากเอาเงินทั้งหมดยัดเข้าไปในตลาดหุ้นแถมเปิดบัญชี Margin เพิ่ม หวังรวยทางลัด เมื่อนั้นจริงๆโอกาสในการลงทุนก็เปิดรับผู้ที่พร้อมเสมอ สรุปในมุมมองของผมนะครับ ตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอมี Upside ให้ลงทุนอยู่พอสมควร แต่จากระดับดัชนีวันนี้ที่ 1,37X จุดนั้น ถือว่าตลาดได้สะท้อนมูลค่าของปี 2013 ไปแล้วพอสมควร นั้นแปลว่า ตอนนี้ ดัชนีไม่ได้ราคาถูกแล้ว แต่สำหรับนักลงทุนที่พยายามมองดัชนีตอนนี้เทียบกับอดีต เทียบกับข่าวร้ายที่น่าจะมีตามมา ก็คงมองว่า มันน่าจะเป็นเวลาขาย มากกว่าจะเป็นเวลาซื้อ แต่ผมอยากให้มองถึงแนวโน้มใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นจาก AEC และการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐ กับการบริโภคในประเทศที่น่าจะยังขยายตัวได้ดี ก็จะพอเห็นภาพว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ยังอยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง สำหรับ Fiscal Cliff ยิ่งยืดเยื้อออกไปจะยิ่งไม่ดีต่อใครเลย แต่ดูแล้ว ยืดเยื้อแน่นอน ซึ่งอาจจะชนกับตอนที่หนี้สาธารณะของอเมริกาชน Debt Ceiling พอดี ยิ่งเพิ่มข้อต่อรองให้กับพรรค Republican อีก ดังนั้น จนกว่าจะเห็นแสงสว่างจากการผ่าน Fiscal Cliff ตลาดหุ้นที่ Valuation อยู่ในระดับที่ไม่ถูก (อย่างเช่น ไทย) น่าจะเจอแรงขายจากการปรับพอร์ต และโยกย้ายเงินทุนไปหาตลาดที่มี Margin of Safety  สูงกว่า (อย่างเช่น จีน ไต้หวัน) สำหรับยุโรปนั้น ประเทศที่ต้องจับตาคือ สเปน ต้องเอาตัวรอดเป็นไตรมาสๆ มีโอกาสจะเข้าขอความช่วยเหลือจาก Troika เหมือนกรีซ แต่ถ้าเข้าจริง ตลาดน่าจะผ่อนคลายและโล่งอกมากกว่า สำหรับในเอเชีย อินเดียมีสัญญาณฟองสบู่ในอสังหาฯตามติดจีนมาห่างๆ แต่จีนเองก็เหมือนจะหลุดจากการชะลอตัวมาได้แล้ว ดังนั้นในครึ่งปีแรก หุ้นไทยจะผันผวน ไม่น่าจะรีบพุ่งไป 1,500 จุดอย่างที่นักวิเคราะห์มองเป้าปีหน้าได้เร็ว แต่ก็คงไม่ลงหนักมาก (ถ้าไม่มีเหตุการณ์ หรือปัจจัยอะไรใหม่ๆมา surprise เรา) และถ้าสามารถผ่าน Fiscal Cliff ไปได้ ครึ่งปีหลัง ก็ยังมีปัจจัยที่ต้องระวังคือ ประเด็นเรื่องโครงการพัฒนานิวเคลียร์ทั้งในอิหร่าน และเกาหลีเหนือ ที่น่าจะตึงเครียดมากขึ้น อาจทำให้ราคาน้ำมันขยับตัวขึ้น และดันเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วอเมริกาดันไม่โตดีอย่างที่ Fed คิด แล้วมากระทบกับไทยเราอีก กระสุนที่แบงค์ชาติจะใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็แทบไม่เหลือ ตอนนั้นก็เหนื่อยแน่นอน ซึ่งขอว่า อย่าให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นนะครับ ลองมองย้อนไปสิ  เรื่องร้ายๆตั้งเยอะเรายังผ่านมาได้ โลกก็ไม่ได้แตกปี 2012 ซักหน่อย กับอีแค่ปัญหาเดิมๆซึ่งทุกคนพยายามร่วมกันแก้มาตลอด ทำไมมันจะผ่านไปไม่ได้ จริงไหม หุ้นดีๆยังมี ใครได้ประโยชน์จาก AEC ไปเลือกตัวนั้น จบแล้วครับ
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
5 สิ่งที่หักปากกาเซียนปี 2012
ธันวาคม 18, 2012 at 8:49 am 0
ผ่านพ้นไปอีกหนึ่งปีนะครับ ปี 2012 เป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยยังทำผลตอบแทนได้ดีต่อเนื่อง และติดอันดับ 1 ใน 3 ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในโลกอีกด้วย ก็ถึงเวลาที่นักลงทุนอย่างเราๆและเขาๆ (ต่างชาติ กองทุน และโบรกเกอร์) จะลงมานั่งสรุปกันว่า ปีนี้เราทำอะไรพลาดไป ผลตอบแทนเป็นไปตามที่คาดไหม เป้าหมายระยะยาวของเรายังมั่นคงอยู่หรือเปล่า ตรวจสอบกันเรื่อยๆนะครับ คนดัง มักลืมตัวเวลาอยู่บนที่สูง คนเพิ่งรวย มักลืมตัว ใช้เงินฟุ่มเฟือยไม่อดออมเหมือนก่อน นักลงทุนในตลาด เมื่ออยู่ในตลาดไปซักพัก กำไรบ่อยๆ ก็ลืมไปว่า หุ้นขึ้นได้ มันก็ลงได้ และลืมไปว่าเราเข้ามาในตลาดหุ้นเพื่ออะไร ได้แต่คิดไว้ว่า อยากสนุกไปวันๆ ทั้ง 3 คนข้างต้น เขาลืมไปว่า ชีวิต มันก็มีขึ้นมีลงเป็นธรรมดา ปาร์ตี้ย่อมมีวันเลิกราเสมอ เราอย่าเป็นหนึ่งในนั้นนะครับ เตือนสติตัวเองเรื่อยๆ ปี 2012 เป็นปีที่มีความกังวล และความหวัง อยู่หลายอย่าง (แต่ส่วนมากเป็นความกังวล) ตั้งแต่ต้นปี ก็มีการพูดกันว่า เศรษฐกิจโลกจะยังไปรอดอยู่ไหม หุ้นไทยยังจะไหวอยู่หรือเปล่า และหลายเรื่อง พอผ่านมาถึงสิ้นปี เราถึงได้รู้ว่า ไม่มีใครในตลาดเก่งกว่าใครไปได้ตลอด เพราะแม้แต่กูรู และผู้เชี่ยวชาญ ก็ยังปากกาหักเพราะฟันธงพลาดในปีนี้ เหมือนๆกับปีก่อนๆที่มีให้เห็นบ่อยๆ และนี่คือ 5 สิ่งที่หักปากกาเซียนในปี 2012 ที่ผ่านมา US Double-Dip Recession ในช่วงปลายปี 2011 ก็มีนักวิเคราะห์ รวมถึงกูรูขวางโลกหลายคนมองว่า สิ่งที่ Ben Bernanke ทำ กำลังจะทำลายโครงสร้างระบบทุนนิยมของโลก และทำให้อเมริกากลับเข้าไปสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งเหมือนปี 2008 ซึ่งเมื่อดูจากเหตุผล และที่มาที่ไปของคำวิจารณ์ต่างๆ ก็ดูจะมีมูลอยู่ไม่น้อย ใครที่กลัว ก็เฝ้าแต่คอย ว่าแล้วก็พลอยแช่งตลาดให้ลงๆมา จะไปหาของถูกเข้าพอร์ต แต่จนแล้วจนรอด ไอ้ของที่แพงอยู่แล้ว มันก็แพงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ และด้วยความกังวล Double-Dip Recession นี้ เชื่อไหมครับ มีหลายคนที่ไม่ได้เอ็นจอยกับตลาดหุ้นปีนี้เลย วิ่งเอาเงินไปฝากธนาคารมาตั้งแต่ต้นปี โดนเงินเฟ้อไล่จ่ออยู่ด้านหลังก็ไม่ทันมอง น่าสงสารที่สุด T_T มาถึงวันนี้ QE3 และ QE4 ก็ออกมาแล้ว ค่าเงินดอลล่าร์ก็ยังไม่ได้อ่อนค่าเป็นแบงก์กงเต๊กอย่างที่คิด แถมตัวเลข Unemployment Rate ก็ค่อยๆลดลงเรื่อยๆ ล่าสุดอยู่ที่ 7.7% ตลาดหุ้นอเมริกาก็ไม่ได้ลงแรง แถมผลตอบแทนก็งดงาม นี่ก็เป็นหลักฐานว่า Double-Dip Recession รอไปก่อน แต่เท่าที่ดูตอนนี้นะ กองแช่งก็ยังมีอยู่ทุกหนแห่ง หึหึ

 ทอง จะไป $2,000 !!!

สืบเนื่องจากผลของ QE1 QE2 และ Operation Twist ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ในโลกนี้ มองว่า ค่าเงิน USD อ่อนลงแน่ๆ ค่าเงิน EUR ก็แย่ๆอยู่ ลองสมมติว่าเราเป็นธนาคารกลาง และต้องมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เราควรเก็บเงินสกุลไหนเข้าคลังเพื่อรักษามูลค่ามากที่สุดดี? คำตอบของคนส่วนใหญ่ก็เลยมาจบที่ “ทองคำ” ซึ่งเมื่อดูตัวเลขจาก World Gold Council ก็เป็นอย่างที่ทุกคนคิด ก็คือ ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศในเอเชีย ทยอยสะสมทองต่อเนื่อง ในขณะที่กลุ่มยูโรโซนที่เคยขายทองมาต่อเนื่องก็หยุดขายไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่เป็นอย่างที่เราคิดก็คือ ราคาทองก็ยังสร้างจุดสูงสุดใหม่ไม่ได้ซักที นี่ก็ได้ QE3-4 มาอีก ก็ยังนิ่งๆ เห็นแบบนี้ ต้องคิดแล้วนะครับ ว่า ทองไม่ได้วิ่งตามปริมาณเงิน USD ในระบบที่เพิ่มขึ้น แต่วิ่งตามปัจจัยอื่นซึ่งเท่าที่คิดกันได้ตอนนี้ก็คือ สภาพ Negative Real Interest Rate หรือ ดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ มันเริ่มลบน้อยลง ดูเหมือนเศรษฐกิจโลกจะ Decoupling ได้ ประเทศในตลาดเกิดใหม่ยังโตได้เรื่อยๆไม่แคร์ว่ายุโรปกับอเมริกาจะซึมแค่ไหน (ก็ดูหุ้นไทยสิ ทำจุดสุงสุดในรอบ 16 ปีเชียวนะ) สรุปคือ ใครลงทุนทองปีนี้ ถ้าถือไว้ตั้งแต่ต้นปีก็แทบไม่ได้อะไร ใครเข้าผิดจังหวะก็ขาดทุนแล้วเข็ดกันไป แต่ในมุมมองส่วนตัวของผม ก็มองว่า สินทรัพย์ที่ดี ย่อมเจอปีที่ไม่ดีบ้าง เป็นธรรมดา ปีนี้ไม่ใช่ปีที่ดีของทอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทองจะไม่สนใจแล้วซักหน่อย ใครลงทุนระยะยาวได้จริง เก็บยันเกษียญ ผมก็มองว่า ดีกว่าตราสารหนี้ ดีกว่าฝากธนาคาร แต่ถึงขั้นดีกว่าตลาดหุ้นหรือเปล่า อันนี้ผมว่า ยาก แต่เอาเถอะ คนที่ทองแง่ดีกับราคาทองสุดๆก็ยังมีอีกเยอะ บางรายมอง $4,500 โน้นนนน เว่อร์ป่ะละ

 กรีซจะออกจากการเป็นสมาชิก Euro Zone (Grexit)

อีกเรื่องที่กลัวกันเหลือเกิน และมองกันว่า จะเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ นั้นก็คือ ปัญหาหนี้ท่วมหัวของกรีซ ซึ่งมาถึงทางแยะสำคัญในปีนี้ว่า ทางออกจะเป็นอย่างไร โดยนักวิเคราะห์ชั้นนำใน Wallstreet หลายเจ้า ต่างมองเหมือนกันว่า ปีนี้ กลุ่มอียู อาจมีมติเอากรีซออกจากการใช้สกุลเงินร่วมกัน เพราะอุ้มไม่ไหว โดย Citibank ให้โอกาสไว้สูงถึง 90% ทีเดียว แต่แล้ว เรื่องที่ดูเหมือนจะแน่นอน ก็กลับกลายเป็นไม่แน่นอน เมื่อมาริโอ ดรากิ ประธาน ECB ออกมาบอกกับชาวโลกอย่างชัดเจนว่า จะพยายามทุกอย่างเพื่อให้สกุลยูโรยังมีอยู่ในโลก และช่วยเหลือประเทศสามาชิกทั้งหมดที่มีปัญหา เมื่อนั้น หุ้นกรีซ ก็วิ่งขึ้นมาจากจุดต่ำสุดแล้วไม่ต่ำกว่า 50% ถึงแต่เราจะเห็นประชาชนประท้วง และความรุนแรงในประเทศกรีซเองน่าจะยังคงอยู่ จากมาตรการรัดเข็มขัดที่เข้มข้น เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือที่ละก้อนสองก้อน แต่มาถึงตอนนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่า ตัวเลขขาดดุลของกรีซค่อยๆดีขึ้น เงินกู้ก็เบิกจ่ายได้ ประมูลพันธบัตรก็ต้นทุนลดลง ดูแบบนี้ เราก็น่าจะยังเห็นกรีซอยู่ในยูโรต่อไปอีกยาวเลย ถ้าจะล่มสลาย ก็คงต้องไปกันทั้งทวีป เพราะประธาน ECB เขาเอาตัวเข้าไปแลกแล้วนินา

 Hard Landing in China

GDP Growth ของจีน โตแรงสุดในไตรมาส 1 ปี 2010 ที่ 11.9% หลังจากนั้น อัตราการเติบโตของจีนก็ชะลอตัวลงมาตลอด และกลายเป็นเลขตัวเดียวต่ำกว่า 10% ภายในไตรมาส 3 ของปีเดียวกันทันที Marc Faber กูรูระดับเทพผู้ชื่นชอบเมืองไทยเป็นชีวิตจิตใจเคยให้สัมภาษณ์ทาง Bloomberg เมื่อปีที่แล้ว บอกว่า เศรษฐกิจมีโอกาสที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรงในปี 2012 นี้ เช่นจาก Growth ที่ 9% จะไหลลงมาเหลือต่ำกว่า 5-6% ทันที ซึ่งการไหลลงแรงๆแบบที่คาดการณ์แบบนี้ นักลงทุนก็ให้คำจำกัดความว่า เป็น Hard Landing ซึ่งเป็นคำที่ตรงกันข้ามกับคำว่า Soft Landing ซึ่งจีนก็แสดงให้เห็นแล้วว่า เป็นอย่างหลังมากกว่า ต้นเหตุของความกังวลว่าจะ Hard landing เกิดจากการส่งออกไปยุโรปและอเมริกา ซึ่งเป้นตลาดหลักนั้นหยุดชะงัก และราคาบ้าน อสังหาฯในจีนก็ส่งสัญญาณก่อตัวเป็นฟองสบู่ จนทำให้การทางจีนต้องออกมาขึ้นดอกเบี้ย และ RRR กันหลายครั้งในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา จนล่าสุด ตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มชะลอตัวอย่างที่รัฐบาลหวังไว้ และหันมาดำเนินนโยบายด้วยการเติบโตภายในประเทศ การกระจายหัวเมือง (Urbanization) ลดการพึ่งพาการส่งออกลง ก็ทำให้ตัวเลข PMI ของจีนในเดือน ต.ค. และ พ.ย. ขึ้นมายืนเหนือ 50 จุด ส่งผลให้หุ้นทั้ง H-Share และ A-Share กระโดดขึ้นมายังกะจุดบั้งไฟพญานาคอย่างที่เห็นตามข่าว เจอแบบนี้ Hard Landing ก็ไม่มีให้เห็นแน่นอน มีแต่อนาคตที่สดใสรอเราอยู่ในปี 2013 ฮาๆๆๆ

 กาลอวสานของโลกกำลังจะมาถึงในปี 2012

ปฏิทินชาวมายามีถึงแค่ 21.12.12 นั้นแปลว่า โลกเรากำลังจะแตกหรือ !! >.< ด้วยกระแสที่ก่อตัวขึ้นจากความกลัว รวมถึงข้อมูลที่น่าเชื่อถือทั้งหลาย บวกกับที่ถูกสร้างโดยภาพยนตร์ฮอลลีวู้ด ทั้ง Amagedon, Deep Impact, The day after tomorrow และ 2012 ก็เพียงพอที่จะทำให้เรากลัว และตื่นตระหนกกับมัน โลกมันอาจจะแตกจริงๆก็ได้ ผมก็ไม่รู้หรอกครับ แต่ลองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์นะ กระแสวันพิพากษาโลกมันมีมาตลอด ทั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สามเอย หรือ Y2K เอย เราก็รอดมาได้ทุกที มันอาจไม่มีอะไรการันตีว่า ครั้งนี้จะไม่เกิดขึ้นเหมือนครั้งก่อนๆ แต่อย่างหนึ่งที่ผมเชื่อ (หรือพยายามจะเชื่อก็เหอะ) ก็คือ NASA ออกมาตั้ง Q & A ถึงวันโลกดับ และอธิบายไว้ชัดเจนว่า นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกมีความเห็นตรงกันว่า ไม่มีเหตุการณ์ใดจะทำให้โลกหายไปในปี 2012 นี้ >> http://www.nasa.gov/topics/earth/features/2012.html#end แต่อย่างว่าละครับ ไม่มีใครในโลกจะทำเรื่องที่ถูกต้องโดยไม่ผิดพลาดได้ 100% นักวิทยาศาสตร์ก็คนเหมือนกับเรา นักวิเคราะห์ในตลาดยังพลาดได้บ่อยๆ ทำไม NASA จะพลาดบ้างไม่ได้ (อ้าว พูดแบบนี้ กลัวนะเฟ้ยยยยย) ในปีหน้านี้ เราก็คงได้ยินข่าว ทั้งจริง ทั้งลือ อีกมากมายเหมือนหลายๆปีที่ผ่านมา ตอนมันเกิดข่าว เราก็ไม่รู้หรอกว่า ผลกระทบมันจะเป็นอย่างไร มันจะเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า โลกเราไม่เคยเว้นว่างจากข่าวร้าย การลงทุนในตลาดหุ้นก็เช่นกัน ถ้าไม่มีข่าวร้าย ไหนเลยจะมีจังหวะให้นักลงทุนซื้อของถูก??? แต่ดูดีๆนะครับ โลกเราก็รอดมาได้ตลอด ตลาดหุ้นก็ผ่านพ้นข่าวร้ายมาได้เช่นกัน ฉะนั้น เมื่อยังมีชีวิต ก็ย่อมมีความหวังกันต่อไป ขอแค่ให้มีสติไปตลอดอยู่ทุกลมหายใจ ไม่ว่าจะในโลกจริง หรือโลกแห่งการลงทุนก็ตาม สวัสดีปีใหม่ครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.