X

ตลาดหุ้นไทย

5 เคล็ดลับที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำอยู่เป็นประจำ
Financial Planning, Investment
5 เคล็ดลับที่นักลงทุนผู้ประสบความสำเร็จทำอยู่เป็นประจำ
มกราคม 27, 2015 at 4:26 pm 0
เรื่องเล่าจากประสบการณ์ของผู้อื่นนั้น มีค่าและช่วยร่นระยะเวลาลองถูกลองผิดให้กับผู้เดินตาม ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนเรามักจะแสวงหาผู้นำทาง ผู้รู้จริง เพื่อที่จะก้าวเดินไปในทางที่ถูกต้อง และบทความนี้ ขอเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของวิธีคิดที่ถูกต้องสำหรับมือใหม่ที่สนใจจะมีอีกหนึ่งอาชีพ ที่ถือได้ว่าเป็นนายตัวเอง และรับรางวัลตามผลงานที่ตัวเองทำ ซึ่งคุ้มค่า และน่าลอง นั้นคือ “นักลงทุน” ๑. รู้ว่ากำลังลงทุนในอะไร และเข้าใจมันจริงๆ จากประสบการณ์ที่ได้คุยกับนักลงทุนมากหน้าหลายตา ผมสามารถแยกได้ว่า นักลงทุนทั่วไปมักจะพึงพอใจที่จะพูดถึงกำไรที่ตนได้รับ มากกว่าที่จะยินดีอธิบายถึงเหตุผลของการลงทุนนั้นๆ แต่สำหรับนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จนั้น เขายินดีที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์การลงทุน เพราะทั้งแสดงให้เห็นถึงความหลงใหลในการลงทุน (Passion) แบบที่ผู้ฟังสามารถรู้สึกได้ว่า ผ่านการศึกษาคัดกรองมาแล้วอย่างดี (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
3 เหตุผล ที่การลบ -100 จุดในวันนี้ เรียกว่า Panic
ธันวาคม 15, 2014 at 3:17 pm 0
ตอน ชม. เทรด เนี่ย ไม่มีใครมานั่งสอนใครหรอกนะครับ เวลานั้น มันคือเวลารบ เวลาของการทำศึก เพราะฉะนั้น ถ้าอยากชนะศึก ต้องฝึกตั้งแต่ยังไม่ออกรบ จำไว้นะ ผมโพสใน Facebook ส่วนตัวว่า ตอนที่ตลาดร่วงมาที่ 1,400 จุดวันนี้ ผมมีเงินสดพร้อมซื้อ และก็ซื้อหุ้นดีปัจจัยพื้นฐานไม่แน่มาได้หลายตัว หลานคนจึงมีคำถามว่า ทำไมในช่วงเวลาที่หลายคนกังวลว่า ตลาดอาจจะมี Circuit Breaker เพราะลงไปใกล้จะ -10% อยู่แล้ว ทำไมผมจึงกล้าเข้าไปซื้อ เอาจริงๆ ผมก็ดูข้อเดียวครับ ตัดเรื่องอารมณ์ความกลัวทิ้งไปซะ แล้วมานั่งมองตลาดดีๆว่า ที่ตกไปนี้มันเกินจริงหรือเปล่า นักลงทุน Panic เกินไปหรือเปล่า ก็ได้เหตุผลที่คิดได้ ณ ตอนนั้นแบบเร็วๆ หลังตรวจสอบข้อมูลไม่ถึง 3 นาทีผ่านหน้าจอ Smartphone (เพราะวันนี้ผมไม่ได้อยู่หน้าจอเทรด แต่นั่งกินข้าวอยู่ที่ Central World และยังอุตส่าห์จะดูตลาดอีก ฮาๆๆๆ) เหตุผลข้อที่ 1. ผมเปิดดูตลาดหุ้นต่างประเทศ พบว่า อยู่ในแดนลบกันหมด แต่ก็ลบเฉลี่ยไม่เกิน 1.5-2.0% กันทั้งนั้น ยิ่งในกลุ่ม TIP เพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดฯ เนี่ย วันนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การเทขายของตลาดหุ้นบ้านเรา ไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศแล้วละ เหตุผลข้อที่ 2. ผมก็ไปดูความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ก็พบว่า มีทิศทางอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ก็อ่อนค่าในทิศทางเดียวกับเพื่อนบ้านทั้งหมด นั้นแปลว่า ถึงแม้พอตลาดปิดแล้วโบรกฯจะรายงานว่าต่างชาติขายสุทธิ ก็ไม่น่าจะขายแล้วขนเงินกลับประเทศทันที เพราะค่าเงินบาทยังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 33 บาท/USD ขึ้นไป เหตุผลข้อที่ 3. การที่ราคาน้ำมันลงมาแตะระดับแนวรับขาลงของ Fibonacci Retracement ที่ 261.80% บริเวณ $57.6-$58 นั้น มีโอกาสหยุดลงชั่วคราว หรือเผลอ อาจจะเจอ Bottom ของรอบด้วยซ้ำ ผมเลยมองว่า ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานตอนนี้ มันเริ่มน่าสนใจมากๆแล้ว และถ้าดีดขึ้นมาจริง ก็จะทำให้ Sentiment ตลาดกลับมาดีได้โดยที่คนส่วนใหญ่อาจจะงงๆ และไม่กล้าทำอะไร เพราะรอให้ฝุ่นจางลงเสียก่อน ไอ้เหตุผลข้อ 3. เนี่ย ผมเข้าใจว่าน่าจะมีคนแย้งเยอะเลย เพราะคุณอาจจะคิดว่า ราคาน้ำมันน่าจะลงได้อีก ... เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ครับ ไม่อยากจะเดาสิ่งที่เกินองค์ความรู้ตัวเอง ผมคาดการณ์ได้แค่ Technical Analysis ที่ฝึกตัวเองมา ถ้าผิดทาง ผมก็ยอม Cut Loss อย่างมีวินัย ดีกว่า ถือแล้วติดค้างพอร์ตไปอีก 10 ปี โดยเชื่อว่า สักวันมันจะขึ้น ... แบบนั้นมันหลอกตัวเอง โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
นาฬิกาแห่งการลงทุน
Mr. Messenger's View, Thailand, US
นาฬิกาแห่งการลงทุน
ธันวาคม 7, 2014 at 6:08 pm 1
สัปดาห์ที่แล้ว ผมโพสมุมมองตลาดหุ้นในหน้า Fanpage อันหนึ่ง เป็นเรื่องมุมมองมองว่า ตลาดหุ้นขาขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังวิ่งมายังไม่ถึงปลายทาง นั้นหมายความว่า โอกาสของนักลงทุนยังมีอยู่ แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไป สำหรับนักลงทุนพอร์ตใหญ่ๆโตๆ โดยเฉพาะพวกผู้จัดการกองทุนกองมหึมาทั้งหลาย รวมถึง Hedge Fund ที่มีกลยุทธ์ว่า ต้องทำ "Absolute Return" ไม่ว่าเงื่อนไขสภาวะเศรษฐกิจตอนนั้นเป็นอย่างไร การจะลงทุนเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีเพียงอย่างเดียวนั้น ดูจะไม่ทำให้ผู้ถือหน่วย และลูกค้าของเขาปลื้มเท่าไหร่ ดังนั้น คำถามคือ แล้วพวกเขาบรืหารพอร์ตอย่างไร? หนึ่งทฤษฎี ที่จะทำให้คุณเห็นว่า โอกาสมีอยู่ในทุกช่วงเวลา แค่เราต้องหามันให้เจอ ก็คือ นาฬิกาแห่งการลงทุน หรือ Investment Clock นั้นเอง หลักคิดก็คือ สินทรัพย์แต่ละประเภท มีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่แย่แตกต่างกันไป และมันจะหมุนเวียนเป็นวงจรอย่างนั้นไปเรื่อยๆตามภาวะเศรษฐกิจและเงื่อนไขของตลาด ณ ตอนนั้น โดยหลักๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์แบ่งช่วงวงจรการลงทุนออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน นั้นก็คือ
1. Reflation Stage หลายคนไม่รู้จักคำนี้นะครับ จริงๆ แปลให้ง่ายก็คือ ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤต ทุกคนดึงเงินเข้ากระเป๋า ไม่ยอมลงทุน มีกำลังการผลิตเหลือ เพราะกลัวความเสี่ยง ... แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ประกอบการที่เห็นโอกาส จากต้นทุนการผลิตต่ำ (ราคาสินค้าตกต่ำ) ใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ช่วงนี้ การลงทุนใน "พันธบัตร" ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูง ในจังหวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและพร้อมจะปรับตัวขึ้น 2. Recovery Stage หรือ ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ ช่วงนี้ บริษัทจะกล้าลงทุน คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายต่างๆ และการลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับต่ำ ซึ่งช่วงนี้ละครับ ที่การลงทุนใน "หุ้น" จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ 3. Bubble Stage หรือ เริ่มส่งสัญญาณก่อตัวเป็นฟองสบู่ เกิดจากเศรษฐกิจโตเต็มที่ บริษัทไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันความต้องการ เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวขึ้นจากการที่ต้นทุนสินค้า และราคาสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เอง เราจะเริ่มเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาควบคุมเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ร้อนแรงมากเกินไป และการลงทุนที่สอดรับกับ Bubble Stage ก็คือ "สินค้าโภคภัณฑ์" นั้นเอง 4. Stagflation คือระยะสุดท้าย ก่อนเริ่มต้นวงจรเศรษฐกิจครั้งใหม่ ระยะนี้ GDP จะเริ่มปรับตัวลดลง แต่เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง หลังค่าครองชีพแพงขึ้น และตัวบริษัทเองก็ต้องการปกป้องผลกำไรไม่ให้แย่กว่าเดิม ก็ตามมาด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ การฟุบตัวลงของเศรษฐกิจ และแน่นอน ถ้าเศรษฐกิจไม่มี การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็คือ "การถือเงินสด" นะครับ
สรุปวงจรของนาฬิการการลงทุนเรือนนี้ ก็จะได้ภาพด้านล่างครับ ลองกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ณ ตอนนี้นะครับ ว่าเราอยู่ในช่วงใด รัฐบาลยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจบ้านเรายังโตไม่เต็มที่แน่นอน เพราะ GDP Growth ปี 2014 นี้เอง ก็เพิ่มขึ้นไปไม่ถึง 1% ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ใน Bubble Stage ที่รัฐกังกลกับความร้อนแรงของเศรษฐกิจแน่นอน ถ้าถามว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะล่าสุด เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปก็อยู่แค่ 1.2% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 2.0% ดังนั้น เราก็ไม่ได้อยู่ใน Stagflation Stage เช่นกัน บางคนอาจบอกว่า แต่ GDP บ้านเราชะลอตัวนะ มันก็เข้าเงื่อนไขอยู่ แต่ผมมองว่า มันเพราะปัญหาการเมืองที่ไม่แน่นอน และนโยบายดึง Demand ในอนาคตเร็วเกินไป มากกว่าที่จะเกิดจากวงจรเศรษฐกิจจริงๆครับ คราวนี้ก็เหลือ Reflation Stage กับ Recovery Stage ซึ่งถ้ามองในภาพรวม ผมมองว่า ตอนนี้ทุกคนกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น มาซักระยะ รัฐบาลก็เข้ามามีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นบ้าง และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ไทยเรา น่าจะอยู่ใน Recovery Stage ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีต่อไปอีกซักระยะก็ยังคงเป็น "หุ้น" อย่างที่เคยบอกไป คำถามคือ ควรเป็นหุ้นอะไร? เมืองนอกเขาศึกษาพอเป็น Guideline ให้เราไว้แล้วครับ โดยใช้หุ้นใน S&P500 ย้อนหลังไป 30 ปีมาศึกษา พบว่า... ในช่วง Recovery Stage นั้นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน 3 อันดับแรกคือ 1) Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มบันเทิง) 2) Telecoms (สื่อสาร) 3) Technology (ไอที) แต่ทั้งนี้ มันก็เป็นแค่การศึกษาในเมืองนอกนะครับ สุดท้าย เราเป็นนักลงทุนในไทย สิ่งที่เราต้องดูก็คือ Valuation ของหุ้นที่เราสนใจ ความแข็งแรงของงบการเงิน และความสามารถของผู้บริหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่จะสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาว เอาละ รู้แล้วนะ ตลาดหุ้น น่าจะยังดีอยู่ ถ้าอยากรวย อยากลงทุน อย่าไปคิดว่า 1,600 จุด มันแพงครับ ตอนมันไป 2,000 จุด ระวังจะเสียใจ นั้นเรื่องแรก อีกเรื่องก็คือ สนใจ Index ให้น้อย แต่สนใจพื้นฐานบริษัทที่เราชอบให้มาก
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
เมื่อไหร่ที่นักลงทุนจะรู้ว่า โอกาสไม่ได้มีแค่ในเมืองไทย
พฤศจิกายน 18, 2013 at 5:00 pm 2
เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนในไทยส่วนใหญ่ จะเริ่มรู้จักการลงทุนในตลาดหุ้น จากการลงทุนในหุ้นไทย เหตุผลก็มากมายหลายประการ 1. ใกล้ตัว วิเคราะห์ง่าย ติดตามข่าวสารทั่วถึง 2. รู้จักบริษัทเป็นอย่างดี มีความคุ้นเคย 3. มีเพื่อนลงทุนได้กำไรแล้วบอกต่อ ฯลฯ นอกเหนือจากข้อดีที่มีมากมาย แท้จริงก็เป็นเพราะข้อจำกัดของนักลงทุนเองด้วยเช่นกัน 1. ไม่มีความรู้ในการลงทุนตลาดอื่น 2. ไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ 3. เชื่อว่า หุ้นตลาดไหนๆก็เหมือนกัน ฯลฯ ถ้าย้อนกลับมาดูผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลกเปรียบเทียบกับไทย คุณจะเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวรไปตลอดกาล ลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยที่ดีมาหลายปีติดต่อกันก็เช่นเดียวกัน มันย่อมมีวันแพ้คนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา นับตั้งแต่ต้นปีนี้ จนถึงวันที่ 15 พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่เล็กน้อยที่ 2.30% มองในมุมนี้ ก็ยังดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารใช่มั้ยครับ แต่อย่างที่เราเห็นว่า เม่าไทยบินเข้ากองไฟช่วงไตรมาส 2 ตัวเกรียมกันเป็นแถบๆ ลองไปดูตลาดหุ้นประเทศอื่นๆในเอเชียกันบ้าง Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ผลตอบแทนอยู่ที่ 45.88% Dow Jones ของอเมริกา ผลตอบแทนอยู่ที่ 22.24% DAX ของเยอรมัน ผลตอบแทนอยู่ที่ 21.32% จะเห็นว่า ประเทศที่เคยผลตอบแทนแย่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ ดีกว่าไทยทั้งหมด นั้นแสดงให้เห็นสัจจะธรรมที่ว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้แน่นอน ในฐานะที่ปรึกษาด้านการลงทุน ผมได้เคยแนะนำนักลงทุนให้มองภาพใหญ่ และทำใจไว้ก่อนว่า ในปีหน้า (2557) อาจจะเป็นปีที่หุ้นไทยเผชิญกับความผันผวนที่ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แน่นอนว่า การหลับตาจิ้มหุ้นและกำไร จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆเหมือนช่วงที่ผ่านมา ถ้าเชื่อตามผม มองเห็นภาพคล้ายๆกับผม ก็หมายความว่า นักลงทุนควรขายหุ้นออกมาอยู่ในเงินฝากธนาคารหรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่ใช่

สาเหตุเพราะ 1. ผมอาจจะคิดผิด เพราะถ้าผมเดาถูกว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวยังไงแม่นทุกรอบ ก็ลาออกจากงานมาขายบ้านขายรถลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ ป่านนี้ก็รวยกว่า ดร.นิเวศน์ไปแล้ว 2. เงินฝากธนาคารให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ในบรรดาเครื่องมือทางการเงินทุกชนิดบนโลก และดังคำกล่าวที่ "มีแต่คนรวย ที่ฝากเงินในธนาคาร แต่มียักกะมีใคร ฝากเงินในธนาคารจนรวย!!"

ดังนั้น การจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของการลงทุนไปได้นั้น หนึ่งในกลยุทธ์ก็คือ "การกระจายความเสี่ยง" ในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันน้อย หรือไปแสวงหาโอกาสที่อื่น ถ้ามองว่า หุ้นไทยอาจจะไม่ไปไหนปีหน้า แล้วทำไมเราไม่ลองหาโอกาสในตลาดอื่นๆทั่วโลกดูบ้างล่ะ และที่ผมจะบอกผู้อ่านบทความนี้ ณ ตอนนี้ นี่คือ อีกหนึ่ง Theme การลงทุน ที่จะมาช่วยกระจายความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตการลงทุนมากขึ้น ล่าสุด ที่จีน มีการจัดการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สมัยที่ 18 ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา และสิ้นสุดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่ากันว่า การประชุมสมัชชาครั้งนี้ มีความสำคัญมากๆในเชิงของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งต้องวาง Roadmap ทุกๆ 20-30 ปี ถ้าจะถามว่า ที่จีนมีบทบาทในเวทีการค้าโลก และมีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจจีนอย่างมากเช่นในปัจจุบัน เป็นเพราะอะไร ก็บอกได้เต็มปากว่า จุดเริ่มต้นมาจากการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แบบนี้ล่ะครับ ซึ่งการประชุมครังนี้ ก็มีหัวใจสำคัญตรงแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า จุดประสงค์โดยทั่วไปของการปฏิรูปคือการปรับปรุงและพัฒนาสังคมที่เป็นแบบเฉพาะของจีน และยกระดับความทันสมัยของระบบการปกครองและศักยภาพของประเทศ โดยการบริหารงานของรัฐบาลจะเป็นการบริหารจากระดับบนสู่ระดับล่าง ในขณะที่การปกครองจะให้ความสำคัญกับจากระดับล่างมาสู่ระดับบนและรวมทุกระดับเข้าดั้วยกัน เพื่อให้สาธารณชนมีส่วนร่วมมากขึ้น และสิ่งที่จีนจะทำควบคู่กับไปก็คือ กำหนดทีมงานส่วนกลางเพื่อทำหน้าที่กำหนดการปฏิรูป ทีมงานดังกล่าวจะรับผิดชอบในเรื่องการออกแบบพื้นฐานการปฏิรูปโดยทั่วไป รวมถึงการประสานงานในเรื่องการปฏิรูป การผลักดันการปฏิรูปโดยรวม และกำกับดูและการดำเนินการตามแผนปฏิรูป เรียกว่า เป็นการกระจายอำนาจ จากที่เคยรวบไว้ที่ยอดหัว ลงมาให้อำนาจระดับกลาง และระดับล่างมากขึ้น หลังการวิเคราะห์แผนปฏิรูปเศรษฐกิจจีนออกมา เราก็พบมุมมองนักวิเคราะห์ที่ปรับมุมมองเป็นเชิงบวกต่อการลงทุนในจีนทันที ที่แรก UBS ปรับน้ำหนักการลงทุนใน H-Share เป็น "Overweight" มอง ตลาดจีนในฮ่องกงจะได้รับผลเชิงบวกจากการปฏิรูปดังกล่าว ในขณะที่ Goldman Sachs มีมุมมองว่า GDP Growth ของจีนจะเริ่มทรงยืนบริเวณ 7-8% ได้ โดยไม่ต่ำไปว่านี้ พร้อมให้คำแนะนำเชิงบวกระยะสั้นต่อตลาดหุ้นจีนในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ในขณะที่บ้านเรายังมีปัญหาที่ต้องแก้ แต่ประเทศอื่นๆในโลก เขาก็พยายามเดินหน้าไปเรื่อยๆ การอยู่แต่ตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่คุณต้องรู้ว่า Opportunity Cost มันมีอะไรบ้าง ในทางตรงกันข้าม ผมก็ไม่ได้เชียร์ให้กระโดดไปในสนามใหญ่ทันที เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้มากพอ ก็โดนฝรั่งล่อเหมือนที่เคยโดนในสนามเล็กอยู่ดี
CONTINUE READING ...
Investment
เขาบอกว่า ดัชนีหุ้น เคลื่อนไหวแบบมั่วๆ จริงหรือเปล่าหว่า??
มีนาคม 3, 2013 at 5:22 pm 0
หลายคนน่าจะได้ยินทฤษฏีที่มีชื่อว่า Random Walk Hypothesis กันมา ส่วนใครที่ไม่เคยได้ยิน ขออธิบายนิดหน่อย Random Walk Hypothesis บอกไว้ว่า การเคลื่อนไหวของดัชนีราคาตลาดหุ้น เป็นการเคลื่อนไหวที่คาดเดาได้ยาก เพราะมีปัจจัยอย่างอย่างมากระทบกับการเคลื่อนไหวในระยะสั้น เปรียบเสมือน เล่นโยนหัวก้อย โอกาสที่เราจะทายถูกคือ 50:50 เพราะฉะนั้น โอกาสจะเดาถูกว่า หุ้นจะขึ้นหรือลง ก็เป็น 50:50 เช่นกัน เขาว่าอย่างนั้น ประเด็นคือ คุณเชื่อหรือเปล่า? ผมขอพิสูจน์ทฤษฎีนี้ง่ายๆด้วยการให้เราได้ลองนั่งจินตนาการว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 วันที่ SET Index ดัชนีอยู่แถวๆ 1,000 จุด จนถึงวันนี้ คุณว่า Daily Movement หรือ การเคลื่อนไหวของดัชนีรายวัน ปิดตลาดบวกมากกว่าวันก่อนหน้า และ ปิดตลาดลบมากกว่าวันก่อนหน้า ... คุณว่า ปิดตลาดแบบไหน มีจำนวนเยอะกว่ากัน (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.