X

ตลาดหุ้นจีน

ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
Global Markets, Investment
ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
มีนาคม 4, 2019 at 11:08 am 0
(บทความนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนนะครับ) นับตั้งแต่จุดต่ำสุดของรอบ เมื่อเดือนธ.ค. ปี 2018 จนถึงวันนี้ ดัชนี CSI300 ของตลาดหุ้นจีนบวกมาแล้วมากกว่า +27% ทั้งๆที่ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือนนิดๆ ไปย้อนดูกันหน่อยว่า ปัจจัยบวกคืออะไร และจีน จะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่? ย้อนกลับไป นับตั้งแต่เดือนก.พ. ปี 2018 ตลาดหุ้นจีน อยู่ในกรอบขาลง (Downtrend Channel) มาอย่างยาวนาน ปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นจีนมาตลอดก็คือ "Trade Wars" ระหว่างสหรัฐฯกับจีนเอง โดยหากนับจากจุดสูงสุดที่ CSI300 เจอแท่งเทียน Doji จนถึงจุดต่ำสุดเมื่อสิ้นเดือนธ.ค. ตลาดหุ้นจีนปรับฐานลงมากมากถึง -32% เรียกได้ว่า เป็น Bear Market อย่างเต็มตัว ปัจจัยสนับสนุนหุ้นจีน แต่พอหลังการหารือกันนับจากวันที่ปธน.ทรัมป์พบกับปธน.สี จิ้น ผิง เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสองผู้นำสูงสุด และมีการตั้งโต๊ะเจรจาหาข้อยุติ ตรงนี้ ถือเป็น Sentiment เชิงบวกที่ทำให้นักเก็งกำไร เริ่มกลับมาทยอยสะสมหุ้นจีนมากขึ้น ดังนั้น หากจะหาเหตุผลว่า ตลาดหุ้นจีน วิ่งจากปลายปีที่แล้วมาได้อย่างไร คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ มาจากการคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าเป็นส่วนสำคัญที่ปฎิเสธไม่ได้เลย แต่เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว จีนก็คงไม่บวกได้แรงถึงขนาดนี้ ปัจจัยบวกที่เพิ่มตามมาหลังปีใหม่ก็คือ การที่เฟดเปลี่ยนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงิน ในขณะที่เงินเฟ้อของจีนเองก็ชะลอตัวลง เปิดโอกาสให้จีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน และ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เอง ก็มีการปรับลดระดับ Reserve Requirement Ratio (RRR) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในจังหวะเวลาที่ตลาดต้องการพอดี และล่าสุด สัปดาห์ที่แล้ว MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นใน A-Share ของจีน เข้าคำนวนใน MSCI Emerging Markets ซึ่งจะทำให้ท้ายที่สุด A-Share จะมีสัดส่วนขยับขึ้นเป็น 2.82% จากเดิมที่มีสัดส่วน 0.7% เท่านั้นภายในปี 2019 นี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน จำเป็นต้องเพิ่มพอร์ตการลงทุนของหุ้นจีนเข้าพอร์ต เพื่อ Track ตาม Benchmark ในระยะยาวและรักษาระดับ Tracking Error ของพอร์ตไว้ และเมื่อถึงเดือนพ.ค. ปีหน้า น้ำหนักของ A-Share ใน MSCI ก็น่าจะเกิน 3% กลับสู่ขาขึ้น หรือ แค่รีบาวน์? ถ้าดูจากเหตุและผล ก็ดูเหมือนว่า ตลาดหุ้นจีนเอง ได้รับปัจจัยบวกที่มีน้ำหนักพอสมควร แต่เราควรพิจารณาข้อมูลด้านปัจจัยพื้นฐานประกอบด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ตัวเลข GDP ของจีนทั้งปีขยายตัว +6.6% ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี อีกด้าน ตัวเลข Manufacturing PMI ยังประกาศออกมาต่ำกว่า 50.0 จุด อีกทั้งยอดค้าปลีกและร้านอาหารช่วงตรุษจีนเติบโตเพียง 8.5% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุที่ ทำไมจีนจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายในเวลานี้ แต่สิ่งที่จะเป็นผลตามมาก็คือ ยอดหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ก็คงยังสรุปได้ยากว่า ที่ตลาดหุ้นจีนบวกขึ้นมา 2 เดือน นี้ คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่แล้วหรือยังนะครับ ************************************ มุมมองทางเทคนิค CSI300 ทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันขึ้นมา ลบภาพตลาดขาลงที่มีมาอยู่ก่อนเป็นที่เรียบร้อย แต่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (50 วัน) ยังไม่กลับขึ้นมาเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ก็ยังตอบได้ยากว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นแล้ว หรือจะวิ่งแรงแบบนี้ไปเลยรวดเดียว อย่างไรก็ตาม หากวัดแนวต้าน Fibonacci Retracement จะพบว่า ดัชนีขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 61.80% ซึ่งหากผ่านได้ ก็อาจจะได้แรงซื้อเพิ่มเพื่อขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อปีที่แล้ว ถ้าผ่านไม่ได้ ต้องระวังการปรับฐาน เพราะ CSI300 มีเปิด Gap ไว้บริเวณ 3,520 จุด หรือคิดเป็น Downside -8% จากระดับปัจจุบัน อีกสิ่งที่ต้องระวังคือ RSI ที่ขึ้นมาระดับเกิน 80 จุด แต่ในมุมมองส่วนตัว ไม่ถือเป็นสาระมาก ตลาดลักษณะเฉพาะของตลาดหุ้นจีนคือ Overbought แล้ว ก็ไปต่อได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หากเราจะพอเรียนรู้อะไรในอดีตกับตลาดหุ้นจีน ที่เป็นภาพใหญ่ๆ บทเรียนที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ตลาดนี้ เวลาวิ่ง วิ่งใจหาย แต่เวลาลง ลงแบบวัวตาย ขายบ้านหนีกันเลยทีเดียว Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
จีน ตอนนี้ยังลงทุนได้อยู่หรือเปล่า
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
จีน ตอนนี้ยังลงทุนได้อยู่หรือเปล่า
พฤษภาคม 21, 2015 at 12:17 pm 0
ออกตัวอย่างนี้ก่อนนะครับว่า ส่วนตัวแล้ว ผมลดพอร์ตกองทุนจีนทั้ง A Share และ H Share ออกไปแล้ว เหลืออีกแค่นิดหน่อยติดไว้เท่านั้น ถ้าจะถามว่าทำไมขายออก สาเหตุก็เพราะ ผมทยอยสะสมกองทุนจีนตั้งแต่ ต.ค. ปีที่แล้วมาเรื่อยๆ และมันก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ผลตอบแทนรวมเกินกว่า 50% ของเงินต้นที่ลงทุน ผมพอใจแล้วครับ แต่อัพเดทนี้ ก็เพื่อจะให้มุมมองสำหรับคนที่สนใจจะลงทุนในจีนต่อ หรือคนที่ยังถืออยู่แล้วเริ่มไม่มั่นใจว่าจะเอายังไงดี เหมือนเดิมนะครับ ใช้เป็น Q&A เหมือนคุณคุยกับผม น่าจะเป็นการสื่อสารที่ง่ายดี

Q : ตลาดหุ้นจีน กำลังกลับเป็นขาขึ้นได้ยาวๆ 3-5 ปี เหมือนที่ Dow Jones และ S&P500 เป็นมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาได้ไหม?

A : ผมมองว่ายากครับ ถ้าดูที่ตลาด A Share ณ ตอนนี้หลังการ Rally ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา Valuation ณ ระดับปัจจุบัน แพงกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั้นแปลว่า ตลาดวิ่งไปก่อน แต่ EPS Growth โตไม่ทัน ต้องรอเวลาครับ ถ้าเทียบระหว่าง A Share กับ H Share ตอนนี้ผมก็ยังมองว่า H Share น่าสนใจมากกว่า ในแง่ของตลาดที่วิ่งขึ้นมาไม่แรง และ Valuation ไม่ได้แพงน่าเกลียดอย่าง A Share China009

Q : ถ้า A Share แพง แล้วเกิดมีปรับฐานจริงๆ H Share ก็ต้องลงด้วยดิ?

A : จริงครับ นั้นเป็นสาเหตุที่ผมลดพอร์ตจีนลงทั้ง 2 ตลาด เพราะนับตั้งแต่ปี 2007 ที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ทั้งสองตลาดมี Correlation ที่สูง (ใบ้หน่อยก็ได้ว่าที่เหลือตอนนี้ เหลือแต่ H Share) มีข้อมูลที่น่าสใจคือ ตอนนี้ turnover-to-market cap ratio ของตลาด H Share ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาขึ้นมาที่ระดับ 86% สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ และมูลค่าการซื้อขาย เกือบสูงเท่ากับก่อนวิกฤต Subprime เสียอีก นั้นเป็นเพราะ A/H China Connect นั้นทำให้นักลงทุนในจีน หนีเอาเงินออกมาลงทุนใน H Share ต่อเนื่อง ถ้าตลาดหุ้นจีน A Share ยังไปได้ต่อ จะยิ่งทำให้มี Valuation Gap เพิ่มขึ้น ผมเลยมองว่า น่าจะเป็นผลดีต่อ H Share เช่นกัน แต่ถ้าเกิด A Share ปักหัวลง ปรับฐาน ก็เชื่อว่า H Share จะลงเบากว่า ดังนั้น H Share จึงน่าสนใจกว่าในช่วงที่ตลาดนั้นขึ้นมาแรงได้ระยะเวลาหนึ่งแล้ว

Q : พูดถึงตลาดบูมรอบที่แล้วปี 2007 วันนี้ มีอะไรเหมือนวันนั้นไหม (ฟองสบู่จะแตกหรือเปล่า ว่างั้นเถอะ) ?

A : หุ้น Big Cap ทั้งใน A และ H Share ถือว่ายังไม่แพงเลยครับ แต่ที่น่ากลัวคือหุ้นขนาดเล็กใน A Share ซึ่งค่า PE แซงหน้าปี 2007 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกข้อมูลหนึ่งที่เห็นแล้วอาจขนลุกเล็กน้อยคือ บัญชีซื้อขาย Margin ในจีนแผ่นดินใหญ่ ปัจจุบันเกิน 3% ของ Market Cap ไปแล้ว สูงกว่าตลาดหุ้นอื่นๆทั่วโลกหมดเลย แต่เทียบกับปี 2007 ไม่ได้ เพราะตอนนั้น กลต. ที่โน้นยังไม่เปิดให้มี Margin Account เหมือนเป็นอย่างงี้ ต้องระวังครับ ตลาดหุ้น A-Share ลงแค่เพียง 5% ก็อาจมีนักลงทุนโดน Force Sell จากบัญชีซื้อขายเหล่านี้ แล้วทำให้กลไลตลาดเสียเกิด Panic Sell ตามมาก็ได้ ต้องระวังๆ China008

Q : A Share ดูแพงแบบนี้ แต่นักลงทุนอยู่ในโหมดคึกคัก อย่างนี้ซื้อ H Share แทนยังทันไหม?

A : ถ้าอยากได้หุ้นจีนในพอร์ต ตอนนี้ผมแนะนำ H Share มากกว่าครับ ยิ่ง A Share แพงขึ้นไปเรื่อยๆ แต่สมมติตลาดยังไม่เลิกเล่น เราจะยิ่งเห็น Gap ของราคาหุ้นในสองตลาด ทำให้หุ้นใน H Share จะน่าสนใจตามมาเอง และยิ่งเปิดตลาดเสรี ก็ยิ่งทำให้นักลงทุนที่เห็นโอกาสแบบนี้ จะเข้ามาดันราคาให้ไม่เกิดส่วนต่างค่อนข้างแน่นอน เอางี้ หา Target ปลายปีของ H Share กันหน่อย สมมติให้ H Share (HSCEI) ขึ้นไปเทรดที่ P/E ซัก 9 เท่า ให้ EPS Growth ปีนี้โตซัก 5% เราก็น่าจะเห็นดัชนีขึ้นไปที่ 15,000 จุด หรือ Upside Gain ราวๆ 7-8% เห็นไหมครับ ผมเก็บกำไรมาแล้วเกิน 50% เหลือ Upside แค่นี้ กับความเสี่ยงที่เห็น ก็เลยขอขายออกมาก่อนจะดีกว่า (แต่ผมอาจจะขายหมูก็ได้นะ) ถ้าคุณหาการลงทุนอื่นที่มี Upside มากกว่านี้ไม่ได้ จีนก็เหมาะไว้กระจายความเสี่ยง ถึงแม้มันจะช้าไปหน่อยก็ตาม แต่เชิงสัญญาณทางเทคนิค ผมว่ารอ H Share ยืนเหนือ 14,300 จุด ค่อยเริ่มเก็บ หรือรอต่ำกว่านี้น่าจะดีกว่า โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.