X

ตลาดหลักทรัพย์

สินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว?
Financial Planning, Investment
สินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว?
มกราคม 7, 2015 at 3:44 pm 0
คำถามนี้ ผมว่า ทุกๆคนก็เคยถาม และเชื่อว่า นักลงทุนมือใหม่ทุกคนก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน ... ปี 2014 เป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนไทยได้เป็นอย่างดี (ถ้าคุณกล้าและไม่กลัวการเมืองตั้งแต่ต้นปีนะ)แต่เอาจริงๆแล้ว ปีนี้ ทั้งหุ้น ทั้งตราสารหนี้ ต่างให้ผลตอบแทนดีทั้งคู่ ขอแค่คุณกล้าลงทุน ไม่ดองเงินไว้ในเงินฝาก และไม่ทุ่มพอร์ตไปกับการเก็บทอง ที่เหวี่ยงอยู่ในกรอบแคบๆไม่ไปไหนเลยตลอดทั้งปี โดยหุ้นไทย ทำผลตอบแทนได้ 19.12% แต่ระหว่างปี ใครไปขายได้ที่สูงกว่าดัชนีตอนปิด ก็มีให้เห็นสูงกว่า 25% ทีเดียว ในขณะที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนในปี 2014 อยู่ที่ 9.40% (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
3 เหตุผล ที่การลบ -100 จุดในวันนี้ เรียกว่า Panic
ธันวาคม 15, 2014 at 3:17 pm 0
ตอน ชม. เทรด เนี่ย ไม่มีใครมานั่งสอนใครหรอกนะครับ เวลานั้น มันคือเวลารบ เวลาของการทำศึก เพราะฉะนั้น ถ้าอยากชนะศึก ต้องฝึกตั้งแต่ยังไม่ออกรบ จำไว้นะ ผมโพสใน Facebook ส่วนตัวว่า ตอนที่ตลาดร่วงมาที่ 1,400 จุดวันนี้ ผมมีเงินสดพร้อมซื้อ และก็ซื้อหุ้นดีปัจจัยพื้นฐานไม่แน่มาได้หลายตัว หลานคนจึงมีคำถามว่า ทำไมในช่วงเวลาที่หลายคนกังวลว่า ตลาดอาจจะมี Circuit Breaker เพราะลงไปใกล้จะ -10% อยู่แล้ว ทำไมผมจึงกล้าเข้าไปซื้อ เอาจริงๆ ผมก็ดูข้อเดียวครับ ตัดเรื่องอารมณ์ความกลัวทิ้งไปซะ แล้วมานั่งมองตลาดดีๆว่า ที่ตกไปนี้มันเกินจริงหรือเปล่า นักลงทุน Panic เกินไปหรือเปล่า ก็ได้เหตุผลที่คิดได้ ณ ตอนนั้นแบบเร็วๆ หลังตรวจสอบข้อมูลไม่ถึง 3 นาทีผ่านหน้าจอ Smartphone (เพราะวันนี้ผมไม่ได้อยู่หน้าจอเทรด แต่นั่งกินข้าวอยู่ที่ Central World และยังอุตส่าห์จะดูตลาดอีก ฮาๆๆๆ) เหตุผลข้อที่ 1. ผมเปิดดูตลาดหุ้นต่างประเทศ พบว่า อยู่ในแดนลบกันหมด แต่ก็ลบเฉลี่ยไม่เกิน 1.5-2.0% กันทั้งนั้น ยิ่งในกลุ่ม TIP เพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ และอินโดฯ เนี่ย วันนี้ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ ดังนั้น การเทขายของตลาดหุ้นบ้านเรา ไม่น่าจะเกิดจากปัจจัยภายนอกประเทศแล้วละ เหตุผลข้อที่ 2. ผมก็ไปดูความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ก็พบว่า มีทิศทางอ่อนค่าเล็กน้อย แต่ก็อ่อนค่าในทิศทางเดียวกับเพื่อนบ้านทั้งหมด นั้นแปลว่า ถึงแม้พอตลาดปิดแล้วโบรกฯจะรายงานว่าต่างชาติขายสุทธิ ก็ไม่น่าจะขายแล้วขนเงินกลับประเทศทันที เพราะค่าเงินบาทยังไม่สามารถผ่านแนวต้านบริเวณ 33 บาท/USD ขึ้นไป เหตุผลข้อที่ 3. การที่ราคาน้ำมันลงมาแตะระดับแนวรับขาลงของ Fibonacci Retracement ที่ 261.80% บริเวณ $57.6-$58 นั้น มีโอกาสหยุดลงชั่วคราว หรือเผลอ อาจจะเจอ Bottom ของรอบด้วยซ้ำ ผมเลยมองว่า ราคาหุ้นกลุ่มพลังงานตอนนี้ มันเริ่มน่าสนใจมากๆแล้ว และถ้าดีดขึ้นมาจริง ก็จะทำให้ Sentiment ตลาดกลับมาดีได้โดยที่คนส่วนใหญ่อาจจะงงๆ และไม่กล้าทำอะไร เพราะรอให้ฝุ่นจางลงเสียก่อน ไอ้เหตุผลข้อ 3. เนี่ย ผมเข้าใจว่าน่าจะมีคนแย้งเยอะเลย เพราะคุณอาจจะคิดว่า ราคาน้ำมันน่าจะลงได้อีก ... เอาจริงๆ ผมก็ไม่รู้ครับ ไม่อยากจะเดาสิ่งที่เกินองค์ความรู้ตัวเอง ผมคาดการณ์ได้แค่ Technical Analysis ที่ฝึกตัวเองมา ถ้าผิดทาง ผมก็ยอม Cut Loss อย่างมีวินัย ดีกว่า ถือแล้วติดค้างพอร์ตไปอีก 10 ปี โดยเชื่อว่า สักวันมันจะขึ้น ... แบบนั้นมันหลอกตัวเอง โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
4 เหตุผล ที่ Mr.Messenger กัดฟันลงทุนใน “จีน”
ธันวาคม 8, 2014 at 1:09 pm 0
หลังจากโชว์พอร์ตกองทุนของตัวเองไปเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ผลปรากฏมีเพื่อนๆนักลงทุนเข้ามาถามกันเยอะพอสมควรว่า เหตุอันใด ข้าพเจ้าถึงกล้าเอาเงินตัวเองไปใส่ไว้ในตลาดหุ้นจีน? บทความนี้ ขอรวบรวมเหตุผลซึ่งจริงๆ ผมก็โพส และแนะนำคนที่รู้จักมาตลอดว่า ชำเลืองมองหุ้นจีนไว้บ้างก็ดีนะ ถ้าจะให้ดี ก็ใส่เงินไว้ในตลาดนี้ซักหน่อย เพราะตัวผมเองเชื่อว่า หลังจากนี้ ตลาดหุ้นในเอเชียที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นไทย หนึ่งในนั้นก็คือ ตลาดหุ้นจีนนั้นเอง เหตุผลข้อที่ 1 : เศรษฐกิจโตดีสุดในกลุ่ม G20 แต่ตลาดหุ้น กลับให้ผลตอบแทนห่วยสุด ปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีน ใหญ่แซงเบอร์สองของโลกอย่างญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว และจ่อแซงพี่ใหญ่ของโลกอย่างอเมริกาไม่เกิน 30 ปีข้างหน้าค่อนข้างแน่ (ถ้าไม่สะดุดอะไรเสียก่อนนะ)ด้วยอัตราการเติบโตที่อาจมีนักวิเคราะห์และนักลงทุนผิดหวัง เพราะมันไม่ใช่ 10% เหมือนก่อนวิกฤต Subprime ปี 2008 แต่ ถ้าสามารถทรงตัวอยู่ที่ระดับ 6.5%-7.0% ได้ แค่นี้ ก็โตดีกว่าประเทศอื่นๆเป็นไหนๆแล้วครับ อีกเรื่องที่นักลงทุนกังวล จนกดให้ตลาดหุ้นจีนไม่ปรับตัวขึ้นเลยหลังปี 2008 ที่ผ่านมา ก็คือ Shadow Banking ซึ่งผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้ว ที่นี่ >> http://pantip.com/topic/30703160 ทำให้นักลงทุนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นจีน เพราะกลัวภาพ Subprime ในอเมริกาจะเกิดกับจีนซ้ำรอบอีกรอบ แต่จนถึงปัจจุบัน หนี้ต่างๆที่ครบกำหนด ทางบริษัทต่างๆ รวมถึงภาคธนาคารก็ยังมีสภาพคล่องเหลือพอที่จะอุ้มและประคับประคองไปได้ และปีหน้า พวก Wealth Management Package เหล่านี้ จะมีวงเงินครบกำหนดน้อยกว่าปีนี้ด้วยซ้ำ ดังนั้น ผมก็มองว่า ตลาดอาจ Price In หรือ รับรู้ข่าวร้าย และกลัวมันมากจนเกินไป ไปดูตารางผลตอบแทนของสินทรัพย์เพื่อการลงทุน ตารางนี้ครับ จะเห็นว่า ปี 2010 - 2013 เป็นระยะเวลา 4 ปีทีเดียวที่ตลาดหุ้นจีน ให้ผลตอบแทนแย่ที่สุดเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นที่อื่นของโลก และแย่กว่าแม้กระทั่งตราสารหนี้เสียด้วย จีนแย่ขนาดนั้นเลยหรอ? ไม่ควรลงทุนขนาดนั้นเลยหรอ? มันจะไม่มีโอกาสกลับมาเลยหรอ? เหตุผลข้อแรกนี้ทำให้ผมหันมามองจีนครับ เหตุผลข้อที่ 2 : ตลาดหุ้นจีน ณ ระดับราคาปัจจุบัน Valuation ถูกที่สุดในเอเชีย ด้วย Trailing P/E ที่ต่ำกว่า 10 เท่า และ Forward P/E ระดับ 8 เท่า นี่ก็เพียงพอให้คนที่คิดถึงเรื่อง MOS (Margin Of Safety) หันมาสนใจลงทุนกันมากขึ้นแล้วครับ แต่เอาจริงๆ ใครชอบเรื่อง Valuation ถูก คุณอาจจะชอบตลาดหุ้นรัสเซีย ซึ่งตอนนี้ P/E แค่ 5.5x เท่านั้น !! แต่ก็ต้องแลกกับความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่ลดลง และประเทศเขาก็พึ่งพาการส่งออกมากกว่าครึ่งของ GDP ทีเดียว ไม่รู้ปัญหาคว่ำบาตรกันไปมาระหว่าง EU และรัสเซียจะจบเมื่อไหร่นะ เพราะงั้น ผมเลยมองว่า หุ้นจีน ณ ตอนช่วงต้นปีที่ผ่านมาเนี่ย คุ้มเสี่ยงแล้ว เหลือแค่จังหวะที่ใช่ เท่านั้น เหตุผลข้อที่ 3 : Breakout Major Downtrend พอไปดูกราฟของ A-Share ของจีน (Mainland) ก็พบรูปแบบที่น่าสนใจทีเดียว และมันก็เป็นจังหวะที่ผมบอกตัวเองว่า นี่ละคือจังหวะที่เรารอคอย และทยอยสะสมในช่วงนั้นเป็นต้นมา พร้อมกับบอกลูกค้า และเพื่อนร่วมงานว่า "แบ่งเงินมาอยู่ในหุ้นจีนกันบ้างเถอะ" กราฟด้านล่าง เป็น A-Share ย้อนหลังไป 10 ปี จะเห็นว่า หลังวิกฤตปี 2008 ตลาดหุ้นจีนไม่สามารถทำ Higher High หรือจุดสูงสุดใหม่ได้เลย พร้อมกับมี Sideway Downtrend กดดันมาตลอด และเพิ่งจะสามารถทะลุผ่านมาได้ช่วงเดือน ก.ย.-ต.ค. ที่ผ่านมานี้เอง และยืนยันการกลับตัวมากขึ้นจากการสามารถทำ Higher High ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ใครเห็นตรงนี้เหมือนผม ณ ระดับราคาที่เราเข้าไปลงทุน เราก็ได้ไปแล้วมากกว่า 20% ทีเดียว เหตุผลข้อสุดท้าย : การมาของ Story ดีๆ เพื่อกระตุ้นตลาดให้คึกคักอีกครั้ง ซึ่งข่าวแรก คือการเริ่มเปิดเสรีการซื้อขายหลักทรัพย์ไปมาระหว่างกันระหว่าง A-Share และ H-Share ที่จดทะเบียนในตลาดฮ่องกง นั้นทำให้ นักลงทุนทั่วโลก สามารถเข้าลงทุนในตลาด Mainland ได้ทันทีผ่านการเปิดบัญชีซื้อขายกับโบรคเกอร์ที่ฮ่องกง ถึงแม้จะยังมีกฎป้องกันการเก็งกำไร เช่น ต้องส่งคำสั่งล่วงหน้าก่อนหนึ่งวัน หรือ มีเพดานการซื้อจำกัดจำนวน แต่ก็ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่ทำให้เห็นแล้วว่า รัฐบาลจีน จะปล่อยให้กลไลตลาดทำงานอย่างยืดหยุ่นมากขึ้น และเป็นผลดีต่อการสะท้อน Valuation ของราคาหุ้นในระยะยาว เนื่องจากนักลงทุนในประเทศเริ่มอยู่ในโหมดกลัวมากเกินไป (Overfear) และไม่กล้าลงทุน ข่าวที่สอง ที่ทำให้หุ้นจีนดูน่าสนใจขึ้นไปอีกก็คือ การประกาศลดดอกเบี้ยลงครั้งแรกในรอบ 2 ปี ของ PBOC เนื่องจากต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และแรงกดดันฝั่งเงินเฟ้อลดลงหลังราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวลงต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการอาศัยจังหวะที่ค่อนข้าง Surprise ตลาดที่เลิกหวังกับการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ที่ก่อนหน้านี้ กังวลเหลือเกินกับฟองสบู่ ... แต่ Action ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า Policy Maker นั้นติดตามข่าวคราวเศรษฐกิจโลก และพยายามอาศัยจังหวะที่เหมาะสมเพื่อส่งสัญญาณในจุดที่ทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจมากขึ้นได้ค่อนข้างดี เหตุนี้ พอลดดอกเบี้ยปั๊บ ตลาดหุ้นจีนก็พุ่งขึ้นทำ Pattern บั้งไฟพญานาคทันที กองทุนในไทยที่ไปลงทุนในตลาดหุ้นจีนส่วนใหญ่เป็นตลาด H-Share ในฮ่องกง ซึ่งโดนกดดันอีกข่าวจากการประท้วง Occupy Central มาซักระยะ ทำให้คุณอาจเห็นว่า ราคาไม่วิ่งมันส์อย่างกองทุนที่ไปลงทุนอ้างอิงกับตลาดหุ้น A-Share โดยตรงนะครับ ถ้าจะถามผมต่อว่า ยังเหลือโอกาสให้กระโดดขึ้นขบวนอีกไหม? ขอตอบตามตรงเลยว่า "ได้" แต่ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง และกระจายมันอย่างเหมาะสม ในพอร์ตการลงทุนที่เราคิดมาดีแล้ว (ยกตัวอย่าง พอร์ตนักลงทุนที่ไม่เสี่ยงมาก อาจพิจารณาเพิ่มสัดส่วนลงทุนในจีนซัก 5-10% ของพอร์ต ก็พอ) แต่ทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่า 2 เดือนที่ผ่านมาตลาดหุ้น A-Share วิ่งขึ้นมาแล้ว 25% แปลว่า ตรงนี้ อาจจะแพงในระยะสั้นไปแล้ว ซึ่งก็แล้วแต่การบริหารละครับ ว่าจะทยอยลงทุน หรือ รอให้มันปรับฐานแล้วค่อยซื้อ ผมเองก็ตอบไม่ได้ เพราะจังหวะที่ควรลงทุนที่สุด มันได้ผ่านไปแล้ว (บอกตอนนั้น ก็มีแต่คนกลัว มีแต่คนบอกผมว่า ไม่เอาๆ) งั้นให้อีกตัวเลือกครับ H-Share ยังน่าสนใจ เพราะ Valuation ของราคาหุ้น ถือว่า Discount จาก Mainland ค่อนข้าง (ปัญหาก็อย่างที่บอกไป) ถ้าประท้วงกันจบ ราคาหุ้นสองตลาด ซึ่งเป็นหุ้นตัวเดียว ก็ควรจะเทรดที่ Valuation ใกล้เคียงกัน และถ้าจีนมันมีอนาคต หุ้นใน H-Share ก็ควรวิ่งขึ้นตามในระยะยาวด้วยเช่นกัน H-Share ถูกกว่าขนาดไหน ไปดูกราฟของ Reuter ครับ เอาจริงๆ บทความนี้ ไม่ได้จะเชียร์ให้ซื้อหุ้นจีน ณ ตอนนี้นะครับ แค่จะมาบอกหลักคิด และมุมมองของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา ท่านที่กำลังคิดว่า อ้าว แล้วมาบอกอะไรตอนนี้ฟร่ะ!! ไม่ว่าผมบอกตอนไหน คนมองโลกในแง่ร้ายก็ด่าผมอยู่ดีครับ บอกก่อน ก็บอกว่า เชียร์มั่ว น่ากลัว ไม่กล้าลงทุน บอกหลัง ก็บ่น เข้าไม่ทัน เสียใจ ลำบากเนอะ ^^
CONTINUE READING ...
นาฬิกาแห่งการลงทุน
Mr. Messenger's View, Thailand, US
นาฬิกาแห่งการลงทุน
ธันวาคม 7, 2014 at 6:08 pm 1
สัปดาห์ที่แล้ว ผมโพสมุมมองตลาดหุ้นในหน้า Fanpage อันหนึ่ง เป็นเรื่องมุมมองมองว่า ตลาดหุ้นขาขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังวิ่งมายังไม่ถึงปลายทาง นั้นหมายความว่า โอกาสของนักลงทุนยังมีอยู่ แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไป สำหรับนักลงทุนพอร์ตใหญ่ๆโตๆ โดยเฉพาะพวกผู้จัดการกองทุนกองมหึมาทั้งหลาย รวมถึง Hedge Fund ที่มีกลยุทธ์ว่า ต้องทำ "Absolute Return" ไม่ว่าเงื่อนไขสภาวะเศรษฐกิจตอนนั้นเป็นอย่างไร การจะลงทุนเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีเพียงอย่างเดียวนั้น ดูจะไม่ทำให้ผู้ถือหน่วย และลูกค้าของเขาปลื้มเท่าไหร่ ดังนั้น คำถามคือ แล้วพวกเขาบรืหารพอร์ตอย่างไร? หนึ่งทฤษฎี ที่จะทำให้คุณเห็นว่า โอกาสมีอยู่ในทุกช่วงเวลา แค่เราต้องหามันให้เจอ ก็คือ นาฬิกาแห่งการลงทุน หรือ Investment Clock นั้นเอง หลักคิดก็คือ สินทรัพย์แต่ละประเภท มีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่แย่แตกต่างกันไป และมันจะหมุนเวียนเป็นวงจรอย่างนั้นไปเรื่อยๆตามภาวะเศรษฐกิจและเงื่อนไขของตลาด ณ ตอนนั้น โดยหลักๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์แบ่งช่วงวงจรการลงทุนออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน นั้นก็คือ
1. Reflation Stage หลายคนไม่รู้จักคำนี้นะครับ จริงๆ แปลให้ง่ายก็คือ ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤต ทุกคนดึงเงินเข้ากระเป๋า ไม่ยอมลงทุน มีกำลังการผลิตเหลือ เพราะกลัวความเสี่ยง ... แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ประกอบการที่เห็นโอกาส จากต้นทุนการผลิตต่ำ (ราคาสินค้าตกต่ำ) ใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ช่วงนี้ การลงทุนใน "พันธบัตร" ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูง ในจังหวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและพร้อมจะปรับตัวขึ้น 2. Recovery Stage หรือ ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ ช่วงนี้ บริษัทจะกล้าลงทุน คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายต่างๆ และการลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับต่ำ ซึ่งช่วงนี้ละครับ ที่การลงทุนใน "หุ้น" จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ 3. Bubble Stage หรือ เริ่มส่งสัญญาณก่อตัวเป็นฟองสบู่ เกิดจากเศรษฐกิจโตเต็มที่ บริษัทไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันความต้องการ เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวขึ้นจากการที่ต้นทุนสินค้า และราคาสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เอง เราจะเริ่มเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาควบคุมเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ร้อนแรงมากเกินไป และการลงทุนที่สอดรับกับ Bubble Stage ก็คือ "สินค้าโภคภัณฑ์" นั้นเอง 4. Stagflation คือระยะสุดท้าย ก่อนเริ่มต้นวงจรเศรษฐกิจครั้งใหม่ ระยะนี้ GDP จะเริ่มปรับตัวลดลง แต่เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง หลังค่าครองชีพแพงขึ้น และตัวบริษัทเองก็ต้องการปกป้องผลกำไรไม่ให้แย่กว่าเดิม ก็ตามมาด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ การฟุบตัวลงของเศรษฐกิจ และแน่นอน ถ้าเศรษฐกิจไม่มี การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็คือ "การถือเงินสด" นะครับ
สรุปวงจรของนาฬิการการลงทุนเรือนนี้ ก็จะได้ภาพด้านล่างครับ ลองกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ณ ตอนนี้นะครับ ว่าเราอยู่ในช่วงใด รัฐบาลยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจบ้านเรายังโตไม่เต็มที่แน่นอน เพราะ GDP Growth ปี 2014 นี้เอง ก็เพิ่มขึ้นไปไม่ถึง 1% ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ใน Bubble Stage ที่รัฐกังกลกับความร้อนแรงของเศรษฐกิจแน่นอน ถ้าถามว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะล่าสุด เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปก็อยู่แค่ 1.2% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 2.0% ดังนั้น เราก็ไม่ได้อยู่ใน Stagflation Stage เช่นกัน บางคนอาจบอกว่า แต่ GDP บ้านเราชะลอตัวนะ มันก็เข้าเงื่อนไขอยู่ แต่ผมมองว่า มันเพราะปัญหาการเมืองที่ไม่แน่นอน และนโยบายดึง Demand ในอนาคตเร็วเกินไป มากกว่าที่จะเกิดจากวงจรเศรษฐกิจจริงๆครับ คราวนี้ก็เหลือ Reflation Stage กับ Recovery Stage ซึ่งถ้ามองในภาพรวม ผมมองว่า ตอนนี้ทุกคนกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น มาซักระยะ รัฐบาลก็เข้ามามีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นบ้าง และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ไทยเรา น่าจะอยู่ใน Recovery Stage ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีต่อไปอีกซักระยะก็ยังคงเป็น "หุ้น" อย่างที่เคยบอกไป คำถามคือ ควรเป็นหุ้นอะไร? เมืองนอกเขาศึกษาพอเป็น Guideline ให้เราไว้แล้วครับ โดยใช้หุ้นใน S&P500 ย้อนหลังไป 30 ปีมาศึกษา พบว่า... ในช่วง Recovery Stage นั้นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน 3 อันดับแรกคือ 1) Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มบันเทิง) 2) Telecoms (สื่อสาร) 3) Technology (ไอที) แต่ทั้งนี้ มันก็เป็นแค่การศึกษาในเมืองนอกนะครับ สุดท้าย เราเป็นนักลงทุนในไทย สิ่งที่เราต้องดูก็คือ Valuation ของหุ้นที่เราสนใจ ความแข็งแรงของงบการเงิน และความสามารถของผู้บริหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่จะสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาว เอาละ รู้แล้วนะ ตลาดหุ้น น่าจะยังดีอยู่ ถ้าอยากรวย อยากลงทุน อย่าไปคิดว่า 1,600 จุด มันแพงครับ ตอนมันไป 2,000 จุด ระวังจะเสียใจ นั้นเรื่องแรก อีกเรื่องก็คือ สนใจ Index ให้น้อย แต่สนใจพื้นฐานบริษัทที่เราชอบให้มาก
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.