X

ตราสารหนี้

4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View, US
4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
พฤศจิกายน 12, 2016 at 3:22 am 0
บทความนี้ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเป็นแค่โพสบน Facebook แต่ปรากฏว่า มีรายละเอียดหลายประเด็นและยาวเกินกว่าจะเป็นโพส เลยขอมาแปะไว้ใน Blog แทนนะครับ ความตั้งใจคือ เก็บเป็นข้อมูลไว้เพื่อดูผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือของสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ตอนที่เขียนนี้ จริงๆเราก็ยังไม่รู้ว่า ทรัมป์ จะทำตามที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าทำได้ส่วนใหญ่ของที่พูด เราอาจจะใช้การเคลื่อนไหว 4 วันนี้ เป็นร่องรอยในการอ่านทิศทางในอนาคตได้บ้าง และหากทำไม่ได้อย่างที่หาเสียงละก้อ ภาพที่คุณเห็นในโพสนี้ ก็มีโอกาสเคลื่อนไหวกลับทิศทาง ทำตลาดทุนของโลกปั่นป่วนต่อไปอีกก็เป็นได้ครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
สินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว?
Financial Planning, Investment
สินทรัพย์ใด ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาว?
มกราคม 7, 2015 at 3:44 pm 0
คำถามนี้ ผมว่า ทุกๆคนก็เคยถาม และเชื่อว่า นักลงทุนมือใหม่ทุกคนก็อยากรู้คำตอบเช่นกัน ... ปี 2014 เป็นอีกหนึ่งปีที่สร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุนไทยได้เป็นอย่างดี (ถ้าคุณกล้าและไม่กลัวการเมืองตั้งแต่ต้นปีนะ)แต่เอาจริงๆแล้ว ปีนี้ ทั้งหุ้น ทั้งตราสารหนี้ ต่างให้ผลตอบแทนดีทั้งคู่ ขอแค่คุณกล้าลงทุน ไม่ดองเงินไว้ในเงินฝาก และไม่ทุ่มพอร์ตไปกับการเก็บทอง ที่เหวี่ยงอยู่ในกรอบแคบๆไม่ไปไหนเลยตลอดทั้งปี โดยหุ้นไทย ทำผลตอบแทนได้ 19.12% แต่ระหว่างปี ใครไปขายได้ที่สูงกว่าดัชนีตอนปิด ก็มีให้เห็นสูงกว่า 25% ทีเดียว ในขณะที่ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนในปี 2014 อยู่ที่ 9.40% (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
นาฬิกาแห่งการลงทุน
Mr. Messenger's View, Thailand, US
นาฬิกาแห่งการลงทุน
ธันวาคม 7, 2014 at 6:08 pm 1
สัปดาห์ที่แล้ว ผมโพสมุมมองตลาดหุ้นในหน้า Fanpage อันหนึ่ง เป็นเรื่องมุมมองมองว่า ตลาดหุ้นขาขึ้น และเศรษฐกิจโดยรวมน่าจะยังวิ่งมายังไม่ถึงปลายทาง นั้นหมายความว่า โอกาสของนักลงทุนยังมีอยู่ แต่ถ้ามองให้ลึกเข้าไป สำหรับนักลงทุนพอร์ตใหญ่ๆโตๆ โดยเฉพาะพวกผู้จัดการกองทุนกองมหึมาทั้งหลาย รวมถึง Hedge Fund ที่มีกลยุทธ์ว่า ต้องทำ "Absolute Return" ไม่ว่าเงื่อนไขสภาวะเศรษฐกิจตอนนั้นเป็นอย่างไร การจะลงทุนเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มดีเพียงอย่างเดียวนั้น ดูจะไม่ทำให้ผู้ถือหน่วย และลูกค้าของเขาปลื้มเท่าไหร่ ดังนั้น คำถามคือ แล้วพวกเขาบรืหารพอร์ตอย่างไร? หนึ่งทฤษฎี ที่จะทำให้คุณเห็นว่า โอกาสมีอยู่ในทุกช่วงเวลา แค่เราต้องหามันให้เจอ ก็คือ นาฬิกาแห่งการลงทุน หรือ Investment Clock นั้นเอง หลักคิดก็คือ สินทรัพย์แต่ละประเภท มีช่วงเวลาที่ดีและช่วงเวลาที่แย่แตกต่างกันไป และมันจะหมุนเวียนเป็นวงจรอย่างนั้นไปเรื่อยๆตามภาวะเศรษฐกิจและเงื่อนไขของตลาด ณ ตอนนั้น โดยหลักๆแล้วนักเศรษฐศาสตร์แบ่งช่วงวงจรการลงทุนออกเป็น 4 ช่วงด้วยกัน นั้นก็คือ
1. Reflation Stage หลายคนไม่รู้จักคำนี้นะครับ จริงๆ แปลให้ง่ายก็คือ ช่วงที่ภาวะเศรษฐกิจมีปริมาณเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้น เกิดขึ้นในช่วงหลังจากเกิดวิกฤต ทุกคนดึงเงินเข้ากระเป๋า ไม่ยอมลงทุน มีกำลังการผลิตเหลือ เพราะกลัวความเสี่ยง ... แต่ขณะเดียวกัน ก็จะมีผู้ประกอบการที่เห็นโอกาส จากต้นทุนการผลิตต่ำ (ราคาสินค้าตกต่ำ) ใช้โอกาสนี้ในการลงทุน ช่วงนี้ การลงทุนใน "พันธบัตร" ถือว่ามีความน่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนที่สูง ในจังหวะที่เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและพร้อมจะปรับตัวขึ้น 2. Recovery Stage หรือ ช่วงของการฟื้นตัวอย่างเต็มรูปแบบ ช่วงนี้ บริษัทจะกล้าลงทุน คนจะเริ่มจับจ่ายใช้สอย โดยรัฐบาลจะเข้ามามีบทบาทในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนโยบายต่างๆ และการลดดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ยในระดับต่ำ ซึ่งช่วงนี้ละครับ ที่การลงทุนใน "หุ้น" จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ 3. Bubble Stage หรือ เริ่มส่งสัญญาณก่อตัวเป็นฟองสบู่ เกิดจากเศรษฐกิจโตเต็มที่ บริษัทไม่สามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันความต้องการ เงินเฟ้อเริ่มขยับตัวขึ้นจากการที่ต้นทุนสินค้า และราคาสินค้าในตลาดเพิ่มขึ้น ช่วงนี้เอง เราจะเริ่มเห็นรัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะเข้ามาควบคุมเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ร้อนแรงมากเกินไป และการลงทุนที่สอดรับกับ Bubble Stage ก็คือ "สินค้าโภคภัณฑ์" นั้นเอง 4. Stagflation คือระยะสุดท้าย ก่อนเริ่มต้นวงจรเศรษฐกิจครั้งใหม่ ระยะนี้ GDP จะเริ่มปรับตัวลดลง แต่เงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง หลังค่าครองชีพแพงขึ้น และตัวบริษัทเองก็ต้องการปกป้องผลกำไรไม่ให้แย่กว่าเดิม ก็ตามมาด้วยการขึ้นราคาสินค้า ซึ่งสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือ การฟุบตัวลงของเศรษฐกิจ และแน่นอน ถ้าเศรษฐกิจไม่มี การลงทุนที่น่าสนใจในช่วงนี้ก็คือ "การถือเงินสด" นะครับ
สรุปวงจรของนาฬิการการลงทุนเรือนนี้ ก็จะได้ภาพด้านล่างครับ ลองกลับมาดูเศรษฐกิจไทย ณ ตอนนี้นะครับ ว่าเราอยู่ในช่วงใด รัฐบาลยังจำเป็นต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ เศรษฐกิจบ้านเรายังโตไม่เต็มที่แน่นอน เพราะ GDP Growth ปี 2014 นี้เอง ก็เพิ่มขึ้นไปไม่ถึง 1% ดังนั้น เราไม่ได้อยู่ใน Bubble Stage ที่รัฐกังกลกับความร้อนแรงของเศรษฐกิจแน่นอน ถ้าถามว่า เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เพราะล่าสุด เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา เงินเฟ้อทั่วไปก็อยู่แค่ 1.2% ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่อยู่ที่ 2.0% ดังนั้น เราก็ไม่ได้อยู่ใน Stagflation Stage เช่นกัน บางคนอาจบอกว่า แต่ GDP บ้านเราชะลอตัวนะ มันก็เข้าเงื่อนไขอยู่ แต่ผมมองว่า มันเพราะปัญหาการเมืองที่ไม่แน่นอน และนโยบายดึง Demand ในอนาคตเร็วเกินไป มากกว่าที่จะเกิดจากวงจรเศรษฐกิจจริงๆครับ คราวนี้ก็เหลือ Reflation Stage กับ Recovery Stage ซึ่งถ้ามองในภาพรวม ผมมองว่า ตอนนี้ทุกคนกล้าลงทุนเพิ่มขึ้น มาซักระยะ รัฐบาลก็เข้ามามีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจให้เห็นบ้าง และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ดังนั้น ไทยเรา น่าจะอยู่ใน Recovery Stage ซึ่งสินทรัพย์ที่น่าจะให้ผลตอบแทนดีต่อไปอีกซักระยะก็ยังคงเป็น "หุ้น" อย่างที่เคยบอกไป คำถามคือ ควรเป็นหุ้นอะไร? เมืองนอกเขาศึกษาพอเป็น Guideline ให้เราไว้แล้วครับ โดยใช้หุ้นใน S&P500 ย้อนหลังไป 30 ปีมาศึกษา พบว่า... ในช่วง Recovery Stage นั้นหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจลงทุน 3 อันดับแรกคือ 1) Consumer Discretionary (สินค้าฟุ่มเฟือยและกลุ่มบันเทิง) 2) Telecoms (สื่อสาร) 3) Technology (ไอที) แต่ทั้งนี้ มันก็เป็นแค่การศึกษาในเมืองนอกนะครับ สุดท้าย เราเป็นนักลงทุนในไทย สิ่งที่เราต้องดูก็คือ Valuation ของหุ้นที่เราสนใจ ความแข็งแรงของงบการเงิน และความสามารถของผู้บริหาร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจที่จะสร้างผลตอบแทนให้เราในระยะยาว เอาละ รู้แล้วนะ ตลาดหุ้น น่าจะยังดีอยู่ ถ้าอยากรวย อยากลงทุน อย่าไปคิดว่า 1,600 จุด มันแพงครับ ตอนมันไป 2,000 จุด ระวังจะเสียใจ นั้นเรื่องแรก อีกเรื่องก็คือ สนใจ Index ให้น้อย แต่สนใจพื้นฐานบริษัทที่เราชอบให้มาก
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, US
5 เครื่องมือ บ่งบอกสัญญาณ ขาขึ้น ขาลง ตลาดหุ้นโลก
กรกฎาคม 13, 2014 at 6:15 am 0
เป็นเรื่องสำคัญอย่างมากสำหรับนักลงทุนนะครับ ที่จะต้องรู้ว่า ณ เวลานี้ เราอยู่ในช่วงเวลาใดของวงจรการลงทุน หรือ วงจรเศรษฐกิจ เพราะแท้จริงแล้ว ตลาดหุ้นก็ยังคงตั้งอยู่บนกฏไตรลักษณ์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นธรรมดา ที่เห็นเจริญ เดี๋ยวก็เสื่อม แล้วก็กลับมาเจริญกันใหม่ เป็นอย่างนี้มาตลอด ใครอยู่ในตลาดหุ้นมายาวนานพอ ก็จะสังเกตได้เองโดยไม่ต้องรอให้ใครมาชี้ช่อง สมมติ คุณเริ่มลงทุนในช่วงที่วงจรเศรฐกิจกำลังจะพีคสุดขีด โยนเงินเข้าไปลงทุนในหุ้นซักตัวสองตัวทั้งก้อนที่อุตส่าห์เก็บหอมรอมริบมาได้ทั้งชีวิต ปรากฏว่า ตลาดไม่เป็นใจ แล้วก็เท แล้วก็ไหลลงอย่างเดียว เจอแบบนี้ ใครๆก็เสียว และถ้าเลี่ยงได้ ก็ควรจะเลี่ยง ถูกไหมครับ? สำหรับ Value Investor บางท่าน อาจไม่สนใจเรื่อง Cycle ของตลาดมากนัก เพราะเขาเชื่อว่า บริษัทที่ดี มันต้องรอดทุกวิกฤต ... แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวที่คยกับกูรู และนักลงทุนชั้นนำของเมืองไทยมาก็ไม่น้อย ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ตอนตลาดขาขึ้น ใครก็รวยได้ แต่ตอนขาลง ผ่านวิกฤตซักรอบหนึ่ง ตลาดหุ้นจะคัดกรองคนที่ประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงออกมาจากคนหมู่มากตามทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ( Charles Darwin) 5555+ ชาร์ลส์ ดาร์วิน เสนอทฤษฏี ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันมาตั้งแต่เขายังอยู่จนถึงปัจจุบันว่า - สิ่งมีชีวิตจําเป็นต้องมีการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด (struggle of existence) โดยลักษณะที่แปรผันเปลี่ยนไปบางลักษณะ ที่เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป จะทำให้สิงมีชีวิตนั้น สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้และสืบพันธุ์ถ่ายทอด ไปยังลูกหลานต่อไป - สิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมที่สุดเท่านั้นที่อยู่รอด (survival the fittest ) และดํารงเผ่าพันธุ์ของตนไว้และทําให้เกิดการคัดเลือกตามธรรมชาติเกิดความแตกต่าง ไปจากสปีชีส์เดิมมากขึ้นจนเกิดสปีชีส์ใหม่ สิ่งมีชีวิตที่จะอยู่รอดไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งมีชีวิตที่แข็งแรงที่สุด แต่เป็นสิ่งมีชีวิตที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมใหม่มากที่สุด เห็นกฏนี้ แสดงว่า จะอยู่ในตลาดหุ้น ซึ่งสภาพแวดล้อมมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (ถ้าปัจจัยอะไรมันทำให้เปลี่ยนไป) เราต้องเอาตัวรอดให้ได้ก่อนนะครับ เกริ่นมาซะยาว งั้นไปดู 5 เครื่องมือที่ช่วยบอกว่า ตลาดหุ้น ณ ขณะนั้น มันถึงเวลากลับทิศทางหรือยังกันครับ 1. Treasury Yield Curve ในที่นี้ ขอยกตัวอย่างพันธบัตรสหรัฐก็แล้วกันนะครับ โดยปกตินักเศรษฐศาสตร์ เขาจะใช้ อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุ 10 ปี ลบด้วย พันธบัตรที่อายุ 3 เดือน แล้วดูส่วนต่าง ซึ่งนักลงทุนเราจะเรียกกันว่า Yield Spread วิธีดูก็คือ ถ้า Yield Spread มันแคบมากๆ แบบในรอบ 5-7 ปี ที่ผ่านมา ช่วงที่เราดูเป็นช่วงที่แคบที่สุด แบบนั้น แสดงว่า ตลาดหุ้น กำลังเข้าสู่จุดสูงสุด เตรียมกลับทิศทางแล้ว และในทางตรงกันข้าม ถ้า Spread มันกว้างมากๆเมื่อไหร่ ให้ระลึกไว้เลยว่า ได้เวลา Shopping เพราะตลาดหุ้นกำลังจะวิ่งขึ้นแล้วแน่ๆ 2. Index of Leading Economic Indicators (LEI) ดัชนีตัวนี้ ได้รับการยอมรับกันในอเมริกาว่า สามารถพยากรณ์วงจรเศรษฐกิจได้ค่อนข้างแม่นยำ เพราะใช้ดัชนีหลายๆตัวเป็นตัวคำนวน ตามนี้ครับ
1. the average weekly hours worked by manufacturing workers 2. the average number of initial applications for unemployment insurance 3. the amount of manufacturers' new orders for consumer goods and materials 4. the speed of delivery of new merchandise to vendors from suppliers 5. the amount of new orders for capital goods unrelated to defense 6. the amount of new building permits for residential buildings 7. the S&P 500 stock index 8. the inflation-adjusted monetary supply (M2) 9. the spread between long and short interest rates 10. consumer sentiment
LEI จะคำนวนโดย Conference Board แล้วเอามาดูว่า ขยายตัวจากงวดก่อนหน้า หรือหดตัว เพื่อเอามาประกอบการพยากรณ์อีกที ซึ่ง ณ ตอนนี้ ที่ประกาศออกมา ยังไม่เห็นสัญญาณการกลับตัวแต่อย่างใด 3. Trailing PE Ratio ตัวนี้ นักลงทุนคนไหนไม่รู้จัก ต้องบอกว่า เชยมว๊ากกก ค่า P/E ถูกคำนวนด้วยหลายวิธี แต่เวลาจะดูว่า ตลาดอยู่ในช่วงใด ส่วนใหญ่จะใช้ Trailing P/E หรือ ย้อนหลังไป 1 ปี แต่ก็มีนักเศรษฐศาสตร์บางท่าน คิดค้น P/E อีกแบบคือ เอาค่าเฉลี่ย Earning ย้อนหลังมันไปเลยยาวๆ 10 ปี และเรียกว่า CAPE : Cyclical Adjusted P/E หรือ Shiller P/E มาคำนวน ก็ว่ากันไปครับ P/E นี่บ่งบอกว่า ลงทุนวันนี้ อีกกี่ปีได้เงินคืน ถ้ากำไรบริษัทเฉลี่ยทั้งตลาดเท่าเดิม ณ ระดับ ปัจจุบัน ถ้าดูที่ค่า Trailing P/E อย่างเดียว ต้องบอกว่า S&P 500 ตอนนี้ก็แพงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีไปเรียบร้อยแล้วนะครับ ดูตารางด้านล่างประกอบ 4. Market Breadth คำนี้ ไม่คุ้นกันใช่มั้ยเอ่ย จริงๆมันก็คือ การวัดความถูกแพง ด้วย Technical Analysis นั้นเอง วิธีดูที่ฝรั่งเขาทำกัน เอาแบบง่ายๆก็คือ ดูจำนวนหุ้นที่ทำ New High และทำ New Low ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา ถ้ายังมีหุ้นขยันทำ New High อยู่เรื่อยๆ ก็แสดงว่า ตลาดหุ้นยังอยู่ในขาขึ้นต่อเนื่อง แต่ถ้าเมื่อไหร่ จำนวนเริ่มลดลง และเจอหุ้น New Low มากขึ้น ก็แสดงว่า ตลาดกำลังกลับทิศทางเสียแล้ว ... นั้นเป็นเครื่องมืออย่างง่ายสำหรับดูตลาด แต่นักวิเคราะห์สายนี้ ท่านก็รู้ มีทั้งดู Elliott Wave ดู Golden Cross & Dead Cross หรือ ดูการกลับทิศจาก Divergence ของเครื่องมือทางเทคนิค อันนี้ก็แล้วแต่ความถนัดนะครับ แต่ถ้าดู ณ ปัจจุบัน เขาบอกว่า ตลาดยังไม่มีสัญญาณกลับทิศเช่นกัน :) 5. ISM Index ชื่อคุ้นชิมิ?? ISM ย่อมาจาก Institute for Supply Management เป็นดัชนีที่ใช้วัด Business Sector ของสหรัฐฯ ดัชนีตัวนี้ผู้จัดทำคือ Institute of Supply Management ซึ่งตั้งอยู่ใน Arizona โดยตัวดัชนี จะวัดปริมาณการผลิตของภาคอุตสาหกรรม 5 อย่าง ตามนี้ครับ 1. Production levels 2. New orders placed 3. Inventory Levels 4. Supplier deliveries 5. Employment environment วิธีการดูนั้นทางสถาบันบอกไว้กับบุคคลทั่วไปว่า หากดัชนีเกินกว่า 50 จุด แสดงว่า ภาคการผลิตขยายตัวดี แต่ถ้าต่ำกว่า 50 จุดเมื่อไหร่ แสดงว่าเริ่มชะลอตัวแล้ว ซึ่งโดยปกติดัชนีนี้ถือเป็น Leading Indicator ในการทำนายเศรษฐกิจจริง ราวๆ 3-6 เดือนข้างหน้าได้ค่อนข้างแม่นมากๆทีเดียวเชียวละ นั้นเลยเป็นสาเหตุที่เราเห็นตลาดหุ้น จะเคลื่อนไหวตามทิศทางของ ISM Index ในวันที่เขาประกาศตัวเลขออกมา ซึ่งตรงนี้ ประเทศอื่นๆ เห็นว่า แม่นดี ก็เลยพยายามจัดทำดัชนีชี้นำออกมาบาง เราก็เลยได้เห็นตัวเลข PMI ซึ่งเป็นไส้ในของการคำนวน ISM Index และเป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจทั้งระบบ ประกาศออกมาทุกเดือนจากทั่วโลก และวิธีดูก็เหมือนกับ ISM ยังกับแกะ แต่ให้สัญญาณที่เร็วกว่า เพราะถ้า ผู้ผลิตเริ่มสั่งของเข้ามาในสายการผลิต แสดงว่า ทั้ง Supply Chain น่าจะขยับตัวดีขึ้นต่อไป ณ ตอนนี้ ตัวเลข ISM Index ยังอยู่ในเกณฑ์ดีครับ ยืนเหนือ 50 จุด มาได้เกิน 12 เดือน ไม่มีสัญญาณอันตรายแต่อย่างใด นี่ก็ครบทั้ง 5 ข้อแล้วนะครับ จะเห็นว่า ทั้ง 5 ข้อ เป็นเครื่องมือบ่งบอกสัญญาณที่มองในหลายๆมุมคือ Treasury Yield Curve บอก Market Fund Flow Index of Leading Economic Indicators (LEI) บอก Economic Fundamental Trailing PE Ratio บอก Valuation Market Breadth บอก Technical Analysis และ ISM Index บอก Market Sentiment ไม่ใช่ว่าตัวเลขทั้ง 5 ตัว เวลากลับทิศ ต้องรอให้มันยืนยันทั้ง 5 ตัวพร้อมกันนะครับ แท้จริงแล้ว แค่ตัวใดตัวหนึ่ง ส่งสัญญาณการกลับทิศ ตัวอื่นๆก็อาจมีปัญหาตามมาด้วยต่อเนื่องกันไป ดังนั้นในฐานะผู้ใช้ข้อมูล เราคงต้องตรวจสอบเครื่องมือทั้ง 5 นี้อยู่เนื่องๆ เพื่อการเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงที่ภาวะตลาดมันไม่เป็นใจ :) หวังว่า บทความนี้คงเป็นประโยชน์กับทุกท่าน ไม่มากก็น้อย โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.