X

จีน

ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?
กรกฎาคม 7, 2015 at 11:04 pm 0
ผมอัพเดทมุมมองตัวเองเกี่ยวกับตลาดหุ้นจีนไปเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ตามลิงค์ด้านล่างนะครับ

จีน ตอนนี้ยังลงทุนได้อยู่หรือเปล่า

  ขอบอกก่อนว่า ทุกอย่างที่ผมเขียน มันเป็นมุมมองส่วนตัว ซึ่งอาจจะถูกหรือผิดก็ได้ ที่ผมไม่สามารถฟันธงให้ทุกท่านได้ ก็เพราะอีกด้านของความเสี่ยง มันไม่ใช่เรื่องว่า ตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง แต่เป็นองค์ความรู้ และความเข้าใจในพฤติกรรมตลาดของนักลงทุนรายคน ซึ่งมีความสำคัญไม่แพ้กับข้อมูลหุ้นหรือตลาดเลย วันที่ผมอัพเดทตอนนั้น ยังจำได้ว่า มีคนประนามผม และโวยวาย ทั้งโทรมาหา และ Line มาหลังไมค์ว่า เฮ้ย!!! บลจ. เกือบทุกแห่งเขาเชียร์ซื้อหุ้นจีนกัน นี่อาไร มาบอกว่าขายไปหมดแล้ว เสียบรรยากาศหมด - -" ผมก็เงียบของผมไปนะครับ ไม่ได้ไปตอบโต้ท่าน เพราะผมก็คิดอยู่เสมอว่า ตัวผมเองอาจจะคิดผิด และครั้งนี้ที่จะอัพเดทก็เช่นกัน ย้อนกลับไปดู Timeline และการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นจีนตั้งแต่เริ่มเป็นขาขึ้น จนถึงวันนี้ผ่านกราฟนี้ของ Bloomberg กันครับ China A จะเห็นว่า ช่วงต้นปี ทางการจีนพยายามเตือนเรื่อง Margin Trade แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะทิศทางนโยบายการเงินในภาพใหญ่ มันทำให้นักลงทุนอยากเสี่ยงต่อเนื่อง จากการลดดอกเบี้ย และลด RRR ต่อเนื่องมาจากปีที่แล้ว แต่พอตอนตลาดปรับฐานแรงๆในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา จะผ่อนคลายกฏ จะห้ามขาย Short Sell หรือบอกให้ผู้จัดการกองทุนหยุดขายหุ้น ก็ไม่สามารถหยุดกันได้ ยังมีนักลงทุนโยนซ้ายต่อเนื่อง เมื่อมองเห็นภาพกว้างๆแบบนี้ เราก็จะได้ข้อคิดอย่างหนึ่งครับ นั้นก็คือ ถ้าหวังว่าตลาดจะขึ้นเพราะมี Policy Maker มาหนุนตลาด แทรกแซงกลไก ผมคิดว่า คิดแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะตลาด Panic Sell อยู่ มาตรการอย่างหนึ่งที่เจ้าของบริษัทจดทะเบียนใน A Share ร่วมกับ กลต. พยายามทำ เพื่อหยุดแรงขายก็คือ ขึ้น SP หุ้นในตลาดไม่ให้ซื้อขายมันซะเลย ซึ่งพอนับหุ้นเหล่านั้นจนถึงวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็มีจำนวนราวๆ 740 ตัว หรือคิดเป็นเกิน 1 ใน 4 ของหุ้นในตลาดทีเดียว ผมมองว่า คิดแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ ถือว่าผิดครับ ถ้า Valuation หุ้นมันแพง มันคือหุ้นเลวที่โดนลากขึ้นไป ยังไงเสีย ตอนเปิดให้เทรดใหม่อีกรอบ ก็โดนนักลงทุนเทขายอยู่ดี ดังนั้น ใครไปลงใน A-Share ที่เป็น ETF หรือ Index ที่ไม่ได้คัดเลือกที่คุณภาพของหุ้น ดูที่ Market Cap. อย่างเดียว ดัชนี Shanghai Composite วันนี้ ยังไม่สะท้อนราคาของหุ้นที่ขึ้น SP อีกจำนวนหนึ่งนะครับ ให้ดูอีกกราฟหนึ่งครับ คนเขาก็เข้าใจเปรียบเทียบนะ มีคนพยายามเดาว่า แล้วจีนตอนนี้ มีโอกาสลงไปถึงตรงไหน เค้าก็เลยเอากราฟจีน ไปเปรียบเทียบกับ Dow Jones เมื่อปี 1929 ที่รู้กันว่า the Great Crash ซึ่งช่วงที่เศรษฐกิจสหรัฐพังไปพร้อมตลาดหุ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไม่ถึงสิบปี ทุกอย่างดูสวยงาม อุตสาหกรรมขยายตัว ราคาอสังหาฯไปได้สวย ตลาดหุ้นก็ดูดีจนกระทั่งเกิดการเก็งกำไรกันมากเกินไป วันที่ 24 ต.ค. 1929 หรือ "Black Thursday" คือวันที่ระบบเทรดในสหรัฐฯล่ม เหล่าธนาคารในวอลสตรีทก็ประชุมกัน และป้องกันการ Panic Sell ด้วยการใช้เงินของธนาคารเหล่านั้นตั้ง Bid รับหุ้นที่มีคนขายใส่มาให้หมด ซึ่งผลคือ หยุดแรงขายได้จริงครับ ... แต่หยุดได้แค่วันเดียว แล้วก็เป็นอย่างที่กราฟด้านล่างโชว์ China A 2015 นี่ผมกำลังจะทำให้พวกคุณกลัวมากขึ้นอยู่รึเปล่านิ - -" มีสถิติย้อนหลัง การปรับฐาน 17 ครั้งล่าสุดในตลาด A Share มาให้ดูครับ China A Correction ในตาราง แบ่งเป็นการปรับฐานย่อย (ตกลงมาไม่เกิน 10-20%)และปรับฐานใหญ่ (ร่วงหนักกว่า 20%) การปรับฐานรอบนี้ ถือเป็นอีกหนึ่ง Major Correction ข้อสังเกตคือ ปรับฐานใหญ่ 10 ครั้งที่ผ่านมา ไม่มีครั้งไหนที่ใช้เวลาต่ำกว่า 1 เดือน แต่ถ้าสังเกตุฟองสบู่โดยใช้ PE เป็นเกณฑ์ จะพบว่า Peak PE ก่อนตลาดปรับฐานรอบบนี้อยู่ที่ 26 เท่า ซึ่งน้อยกว่าค่าเฉลี่ยพอสมควร จึงมีคนพยายามบอกว่า ฟองสบู่ยังไม่แตก (ไม่แตกอะไรฟร่ะ ลงมา 30% - -")

ติดดอยหุ้นจีน ทำอย่างไรดี?

เป็นผมนะครับ ถ้าถือตั้งแต่จุดสูงสุดของรอบ จนถึงตรงนี้ขาดทุนคาตาไปแล้วกว่า 30% แนะนำว่า ไม่ต้องไป Cut Loss หรอก ลงมาขนาดนี้ ดูในอดีต จีนลงหนักสุดก็ 55% แย่ที่สุดที่คุณจะเจอก็คือ ลงได้อีก 25% ซึ่งเกิดยากครับ วันนั้นมันฟองสบู่ชัดมาก แต่วันนี้ ในแง่ของ Valuation นั้น ไม่ได้แพงเว่อร์เหมือนปี 2008

งั้นถ้าไม่ Cut Loss แล้วจะถัวตรงไหน?

ซื้อตอนเด้ง มีสัญญาณกลับตัว ดีกว่าถัวขายลงครับ ไม่แนะนำให้ช้อนไปเรื่อยๆ จะช้อนทองคำ หรือ ช้อนเพชร ตลาดแบบนี้ หักได้เหมือนกันหมด

แล้วถ้ายังไม่มีหุ้นจีน สนใจจะซื้อละ?

ผมนี่ จ้องตาเป็นมันเลย มีเริ่มเก็บ A Share ไปเบาๆบางส่วนครับ ถ้ามันจะลงต่อ ก็เตรียมตัว Cut Loss (ผมตั้ง Stop ไว้ที่ 6%) แต่ถ้าลงทุนยาวๆ พฤติกรรมของ A Share บวกกับ Valuation ที่ถูกกว่า ของ H Share ผมแนะนำให้ไปทยอยเก็บกองทุนที่ลงทุนใน H Share แทนครับ อย่ามาฝากเงินเกษียณ หรือเงินการศึกษาลูกไว้ใน A Share เลย มันนอนไม่หลับนะ  
CONTINUE READING ...
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
มีนาคม 1, 2015 at 11:09 am 0
เมื่อช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  benchmark lending rate ลง 25bps เหลือ 5.35% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่ตั้งไว้ และมีความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด (Deflation) เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากภาคการบริโภคในจีนที่ยังชะลอตัวอยู่ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน (ครั้งก่อนหน้าคือเดือน พ.ย.) และเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนก็เพิ่งประกาศ Cut RRR ไปก่อนอีกด้วย นั้นหมายความว่า ในช่วง 3 เดือน จีน ดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุก เพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างจริงจังมากที่สุดในรอบ 2 ปี และอีกอย่างที่ธนาคารกลางจีนทำไป ก็คือ การแอบอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งความแตกต่างของธ PBoC กับธนาคารกลางแห่งอื่นๆในโลกก็คือ ธนาคารกลางโดยทั่วไป จะประกาศออกมาก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร แต่สำหรับ PBoC นั้นไม่ใช่ เพราะชอบทำไปก่อนและมาบอกทีหลังว่าแอบทำไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นข้อแตกต่างก็คือ เรามักเห็นนโยบายการเงิน หรือตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆของจีน มักจะประกาศออกมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่นล่าสุด การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเห็นว่า ประกาศออกมาในวันเสาร์ และเมื่อเช้านี้ Official PMI ก็ประกาศออกมาเช่นกัน โดย China Official Nonmanufacturing PMI อยู่ที่ 53.9 ในเดือน ก.พ. Vs 53.7 ในเดือน ม.ค. และอีกตัว China Feb Official Manufacturing PMI 49.9 Vs 49.8 เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลข PMI ทั้งที่เป็น Official และที่ HSBC คำนวนแยกต่างหาก จะพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนนั้น การขยายตัวแทบจะไม่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข GDP ของจีน โตต่ำกว่าเป้ามาอยู่ที่ 6.9% ทั้งๆที่รัฐบาลเองก็อยากจะให้โตได้ไม่ต่ำกว่า 7.0% PMI   กลับมาที่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของ PBoC จุดสังเกตคือ เพิ่งจะผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ที่บ้านเขา ซึ่งน่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้คึกคักพอๆกับช่วงคริสมาสที่เมืองนอกเขา แต่ทางการจีนกลับเลือกที่จะไม่รออยู่ผลอีกซักระยะ และประกาศลดดอกเบี้ยทันทีหลังปีใหม่จีนแค่ 1 สัปดาห์ นั้นแสดงให้เห็นว่า เหตุผลของการลดดอกเบี้ยที่บอกว่า ภาคการบริโภคในจีน นั้น เป็นแค่สาเหตุเบาๆ แต่แท้จริงแล้ว จีนเห็นปัญหาทางฝั่งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจด้วย เช่นกัน การที่ราคาอสังหาฯในจีนนั้น ยังไม่ผงกหัวขึ้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงหวังผลอย่างแรกเลยก็คือ ให้เกิดการ Refinance สำหรับภาคธุรกิจและสินเชื่อบ้าน ลดภาระหนี้ที่ก่อนหน้านี้ อุ้มกันไว้จนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ PPP ความต่างระหว่างการ Cut  benchmark lending rate VS. Cut RRR ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการลดทั้งกระดานซึ่งมีความรุนแรงกว่า ต่างจากการลด RRR ที่แค่เพิ่มเงินในกระเป๋าของสถาบันการเงินให้มีเงินออกมาปล่อยกู้ได้มากขึ้น ส่วนจะปล่อยหรือไม่ปล่อย มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย และความเข้มข้นในการคัดกรองคุณภาพสินเชื่อของธนาคารแต่ละแห่งอีกที ดังนั้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นยาที่แรงกว่าการ Cut RRR ที่ตลาดเคยบอกว่า น่าจะมีการลดอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค. นี้ มองในมุมหนึ่ง ก็เหมือนจะน่ากลัวนะครับ ว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ ถึงกับใช้มาตรการที่ดุดันมากในช่วงนี้  และมันแสดงให้เห็นว่า Policy Maker ก็กังวลไม่น้อย ใครมองมุมนี้ ก็คงกังวลพอสมควร แต่ อย่าลืมว่า Investment Cycle และ Economic Cycle มันไม่วิ่งตามกันแบบเป๊ะๆ เพราะไม่งั้น ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่จีนลดดอกเบี้ยครั้งแรก ก็ไม่ควรวิ่งเกินกว่า 50% ได้ เพราะวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่า ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่า จะโตได้เกิน 7% เลย แต่สาเหตุที่ตลาดวิ่งได้ เป็นเพราะความคาดหวังว่า การเปลี่ยน Mindset ต่อการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจของทางการ จะทำให้ในอนาคต จีนเองจะดีกว่าวันนี้ เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเองก็ยังมองไม่ออกครับว่า จีนจะกลับทิศทางได้ช่วงไหน แต่มองในมุมนี้นะ ผ่านมา 2 เดือน ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันลดดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 20 ประเทศ เพื่อให้ค่าเงินตัวเองอ่อน และต่อสู้กับสหรัฐฯที่ Export Deflation มาให้ผ่านนโยบาย QE 3 ภาค เราจะเห็น Cost of fund ที่ต่ำทั้งโลกไปอีกซักระยะ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า มันจะกระตุ้นภาคธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ประวัติศาสตร์มันบอกเราแล้วว่า ฟองสบู่ จะแตกตอนที่ทุกคนเชื่อมั่นมากเกินไปว่าเศรษฐกิจดี ซึ่งตอนนี้ มันยังไม่ใช่อารมณ์นั้นครับ หนทางการต่อสู้กันในสงครามค่าเงินของโลก (Currency War) ยังอีกยาวไกลนัก จีน ยังต้องมีมาตรการอีกหลายอย่างหลายด้านในการพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ลดดอกเบี้ยแค่ครั้งสองครั้งพอไม่กระเตื้องก็ถอดใจ ดังนั้น ด้วย Valuation ของตลาดหุ้นที่ถูกกว่าเพื่อนบ้าน และความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันยังทำให้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจ ถึงแม้มันจะผ่านจุดที่ควรลงทุนมากที่สุดไปแล้วก็ตาม
CONTINUE READING ...
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
เมื่อไหร่ที่นักลงทุนจะรู้ว่า โอกาสไม่ได้มีแค่ในเมืองไทย
พฤศจิกายน 18, 2013 at 5:00 pm 2
เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนในไทยส่วนใหญ่ จะเริ่มรู้จักการลงทุนในตลาดหุ้น จากการลงทุนในหุ้นไทย เหตุผลก็มากมายหลายประการ 1. ใกล้ตัว วิเคราะห์ง่าย ติดตามข่าวสารทั่วถึง 2. รู้จักบริษัทเป็นอย่างดี มีความคุ้นเคย 3. มีเพื่อนลงทุนได้กำไรแล้วบอกต่อ ฯลฯ นอกเหนือจากข้อดีที่มีมากมาย แท้จริงก็เป็นเพราะข้อจำกัดของนักลงทุนเองด้วยเช่นกัน 1. ไม่มีความรู้ในการลงทุนตลาดอื่น 2. ไม่เข้าใจความเสี่ยงอย่างถ่องแท้ 3. เชื่อว่า หุ้นตลาดไหนๆก็เหมือนกัน ฯลฯ ถ้าย้อนกลับมาดูผลตอบแทนตลาดหุ้นทั่วโลกเปรียบเทียบกับไทย คุณจะเข้าใจมากขึ้นว่า ไม่มีสิ่งใดคงทนถาวรไปตลอดกาล ลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยที่ดีมาหลายปีติดต่อกันก็เช่นเดียวกัน มันย่อมมีวันแพ้คนอื่นเป็นเรื่องธรรมดา นับตั้งแต่ต้นปีนี้ จนถึงวันที่ 15 พ.ย. 2556 ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ให้ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่เล็กน้อยที่ 2.30% มองในมุมนี้ ก็ยังดีกว่าเงินฝากออมทรัพย์ธนาคารใช่มั้ยครับ แต่อย่างที่เราเห็นว่า เม่าไทยบินเข้ากองไฟช่วงไตรมาส 2 ตัวเกรียมกันเป็นแถบๆ ลองไปดูตลาดหุ้นประเทศอื่นๆในเอเชียกันบ้าง Nikkei 225 ของญี่ปุ่น ผลตอบแทนอยู่ที่ 45.88% Dow Jones ของอเมริกา ผลตอบแทนอยู่ที่ 22.24% DAX ของเยอรมัน ผลตอบแทนอยู่ที่ 21.32% จะเห็นว่า ประเทศที่เคยผลตอบแทนแย่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มาปีนี้ ดีกว่าไทยทั้งหมด นั้นแสดงให้เห็นสัจจะธรรมที่ว่า ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเป็นวัฏจักร ไม่มีสิ่งใดในโลกนี้แน่นอน ในฐานะที่ปรึกษาด้านการลงทุน ผมได้เคยแนะนำนักลงทุนให้มองภาพใหญ่ และทำใจไว้ก่อนว่า ในปีหน้า (2557) อาจจะเป็นปีที่หุ้นไทยเผชิญกับความผันผวนที่ใกล้เคียงกับช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ แน่นอนว่า การหลับตาจิ้มหุ้นและกำไร จะไม่เกิดขึ้นง่ายๆเหมือนช่วงที่ผ่านมา ถ้าเชื่อตามผม มองเห็นภาพคล้ายๆกับผม ก็หมายความว่า นักลงทุนควรขายหุ้นออกมาอยู่ในเงินฝากธนาคารหรือเปล่า? คำตอบคือ ไม่ใช่

สาเหตุเพราะ 1. ผมอาจจะคิดผิด เพราะถ้าผมเดาถูกว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนไหวยังไงแม่นทุกรอบ ก็ลาออกจากงานมาขายบ้านขายรถลงทุนทบต้นไปเรื่อยๆ ป่านนี้ก็รวยกว่า ดร.นิเวศน์ไปแล้ว 2. เงินฝากธนาคารให้ผลตอบแทนต่ำที่สุด ในบรรดาเครื่องมือทางการเงินทุกชนิดบนโลก และดังคำกล่าวที่ "มีแต่คนรวย ที่ฝากเงินในธนาคาร แต่มียักกะมีใคร ฝากเงินในธนาคารจนรวย!!"

ดังนั้น การจะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากของการลงทุนไปได้นั้น หนึ่งในกลยุทธ์ก็คือ "การกระจายความเสี่ยง" ในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กันน้อย หรือไปแสวงหาโอกาสที่อื่น ถ้ามองว่า หุ้นไทยอาจจะไม่ไปไหนปีหน้า แล้วทำไมเราไม่ลองหาโอกาสในตลาดอื่นๆทั่วโลกดูบ้างล่ะ และที่ผมจะบอกผู้อ่านบทความนี้ ณ ตอนนี้ นี่คือ อีกหนึ่ง Theme การลงทุน ที่จะมาช่วยกระจายความเสี่ยง และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตการลงทุนมากขึ้น ล่าสุด ที่จีน มีการจัดการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สมัยที่ 18 ซึ่งเริ่มเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ที่ผ่านมา และสิ้นสุดไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่ากันว่า การประชุมสมัชชาครั้งนี้ มีความสำคัญมากๆในเชิงของแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจ ซึ่งต้องวาง Roadmap ทุกๆ 20-30 ปี ถ้าจะถามว่า ที่จีนมีบทบาทในเวทีการค้าโลก และมีอิทธิพลในระบบเศรษฐกิจจีนอย่างมากเช่นในปัจจุบัน เป็นเพราะอะไร ก็บอกได้เต็มปากว่า จุดเริ่มต้นมาจากการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์แบบนี้ล่ะครับ ซึ่งการประชุมครังนี้ ก็มีหัวใจสำคัญตรงแถลงการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ระบุว่า จุดประสงค์โดยทั่วไปของการปฏิรูปคือการปรับปรุงและพัฒนาสังคมที่เป็นแบบเฉพาะของจีน และยกระดับความทันสมัยของระบบการปกครองและศักยภาพของประเทศ โดยการบริหารงานของรัฐบาลจะเป็นการบริหารจากระดับบนสู่ระดับล่าง ในขณะที่การปกครองจะให้ความสำคัญกับจากระดับล่างมาสู่ระดับบนและรวมทุกระดับเข้าดั้วยกัน เพื่อให้สาธารณชนมีส่วนร่วมมากขึ้น และสิ่งที่จีนจะทำควบคู่กับไปก็คือ กำหนดทีมงานส่วนกลางเพื่อทำหน้าที่กำหนดการปฏิรูป ทีมงานดังกล่าวจะรับผิดชอบในเรื่องการออกแบบพื้นฐานการปฏิรูปโดยทั่วไป รวมถึงการประสานงานในเรื่องการปฏิรูป การผลักดันการปฏิรูปโดยรวม และกำกับดูและการดำเนินการตามแผนปฏิรูป เรียกว่า เป็นการกระจายอำนาจ จากที่เคยรวบไว้ที่ยอดหัว ลงมาให้อำนาจระดับกลาง และระดับล่างมากขึ้น หลังการวิเคราะห์แผนปฏิรูปเศรษฐกิจจีนออกมา เราก็พบมุมมองนักวิเคราะห์ที่ปรับมุมมองเป็นเชิงบวกต่อการลงทุนในจีนทันที ที่แรก UBS ปรับน้ำหนักการลงทุนใน H-Share เป็น "Overweight" มอง ตลาดจีนในฮ่องกงจะได้รับผลเชิงบวกจากการปฏิรูปดังกล่าว ในขณะที่ Goldman Sachs มีมุมมองว่า GDP Growth ของจีนจะเริ่มทรงยืนบริเวณ 7-8% ได้ โดยไม่ต่ำไปว่านี้ พร้อมให้คำแนะนำเชิงบวกระยะสั้นต่อตลาดหุ้นจีนในช่วง 2-3 เดือนข้างหน้า ในขณะที่บ้านเรายังมีปัญหาที่ต้องแก้ แต่ประเทศอื่นๆในโลก เขาก็พยายามเดินหน้าไปเรื่อยๆ การอยู่แต่ตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่คุณต้องรู้ว่า Opportunity Cost มันมีอะไรบ้าง ในทางตรงกันข้าม ผมก็ไม่ได้เชียร์ให้กระโดดไปในสนามใหญ่ทันที เพราะถ้าไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความรู้มากพอ ก็โดนฝรั่งล่อเหมือนที่เคยโดนในสนามเล็กอยู่ดี
CONTINUE READING ...
จีน กับปัญหาที่ต่างไปจากคนอื่น
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
จีน กับปัญหาที่ต่างไปจากคนอื่น
ตุลาคม 10, 2012 at 10:34 am 1
ตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤตแฮมเบอเกอร์ปี 2008 ใครๆก็จับตาและคาดการณ์กันว่า จีนจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเทียบเท่ากับสหรัฐฯ และประชาคมยุโรป ในไม่ช้า ด้วยความที่ จีน เป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกราวๆ 1,400 ล้านคน บนพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร และด้วยการปกครองแบบรัฐพรรคการเมืองเดียว นั้นก็คือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้การดำเนินนโยบายไม่ว่าด้านใดก็ตาม ถูกสั่งตรงลงมาจากส่วนกลาง ใครๆก็ต่างมองว่า เป็นเรื่องที่ดี ต่างจากชาติที่เป็นประชาธิปไตย ไหนจะต้องโหวตผ่านงบประมาณ ผ่านกฎหมาย แย่งชิงเก้าอี้ในสภา ทำให้การดำเนินงานด้านนโยบายขาดประสิทธิภาพ และล่าสุดกว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของจีน แต่ปัญหามันก็เริ่มจาก การรวบนโยบายมาไว้ที่ศูนย์กลางนี้ล่ะ ปัญหาและความท้าทายของจีนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เกิดจากการดำเนินนโยบายการเงินผูกกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯมากเกินไป กล่าวคือ กดอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าความเป็นจริงเป็นระยะเวลานานๆ และผูกค่าเงินตัวเองไว้กับดอลล่าร์สหรัฐฯ ซึ่งทำให้ค่าเงินตัวเองอ่อนค่ากว่าความเป็นจริง เพื่อให้การส่งออกของตัวเองสามารถออกไปแข่งกันโลกได้ ถามว่า จีนไม่เห็นปัญหานี้หรือ? คำตอบคือ เห็น แต่ทำอะไรได้ไม่มาก เนื่องจากเศรษฐกิจประเทศพึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดโลกค่อนข้างเยอะ เยอะขนาด $1.2Trillion ซึ่งตลาดหลักของจีนก็มี 3 แห่งคือ ในเอเชียกันเอง อเมริกา และ ยุโรป โดยอเมริกา และยุโรป 2 ตลาดนี้รวมกันก็เกือบ 50% ของการส่งออกทั้งหมดของจีน ตามรูปแผนที่ด้านบน ดำเนินนโยบายการเงินของตัวเองผูกกับนโยบายการเงินของสหรัฐฯเพื่อช่วยเหลือการส่งออก แต่กลับกลายเป็นว่า การส่งออกมีปัญหา ซึ่งสาเหตุก็อย่างที่เราทุกคนทราบ คือ ปัญหาหนี้ยุโรป และการขาดดุลการคลังของอเมริกา จนประสบปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวทางฝากโน้น ก็ทำให้การส่งออกของจีนไม่เพียงแต่ชะลอตัว แต่ถึงขั้นหดตัวกันเลยทีเดียว (ตามรูป) ทั้งจีนและอเมริกา มีความคล้ายคลึงกันอยู่อย่างหนึ่ง (ถึงแม้ปัญหาจะต่างกัน) ก็คือ ทั้ง 2 ประเทศ ดำเนินนโยบายด้านการเงิน และเศรษฐกิจที่พยายามจะเอื้อกับผู้ส่งออกมากเกินไป ซึ่งก่อนหน้านี้ก็อาจเป็นทางเลือกที่ทำให้เศรษฐกิจโตได้ดี และเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง แต่เมื่อวิกฤตการเงินโลกเกิดขึ้น การผูกโครงสร้างเศรษฐกิจตัวเองไว้กับปัจจัยภายนอกซึ่งดูจะควบคุมลำบากก็ทำให้ทั้ง 2 ประเทศจะต้องหันกลับมาเปลี่ยนแนวทางในการดำเนินนโยบายใหม่ ทั้งนี้นักวิเคราะห์ และนักเศรษฐศาสตร์หลายสำนัก ได้แนะนำว่า ทั้งคู่ควรเลือกดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจโดยให้ความสำคัญกับการเติบโตภายในประเทศเป็นหลัก (Domestic Needs) น่าจะดีกว่า ซึ่งจากมาตรการ QE ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา Fed ก็มีข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่า มาตรการดังกล่าวกระตุ้นให้เศรษฐกิจสหรัฐฯพอจะกระเตื้องขึ้นมาได้บ้าง และ QE3 ก็ควรจะเป็นเช่นนั้น แต่เรื่องอาการดื้อยา คงมีมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ เมื่อดูจากนโยบายของสหรัฐฯที่ออกมา จีนก็คงไม่มีทางเลือก เมื่อภาคการส่งออกดูจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นจีนก็น่าจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเพิ่มสภาพคล่องในระบบเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯทำอยู่ ท่าทีของจีนที่เปลี่ยนไปจากเดิม กังวลเรื่องเฟ้อ และขึ้นดอกเบี้ยเพื่อลดความร้อนแรงของภาคอสังหาฯ จะกลับมาเป็น ดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลาย ลดดอกเบี้ย และอัดฉีดเงิน คำถามคือ ได้ผลหรือไม่? จีนต้องยอมรับก่อนว่า ขนาดการโตของเศรษฐกิจที่ใหญ่มากๆ รวมถึงการลงทุนใน Private Sector ที่ใช้เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ทำให้รัฐบาลจีนยากที่จะควบคุมและกำกับดูแลได้ตามที่ใจต้องการ ถึงแม้จะเป็นพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็เถอะ หากรับได้เช่นนี้ และดำเนินนโยบายแบบไม่เอียงข้างใดข้างหนึ่ง แต่กำกับ ไม่ใช่ควบคุม ก็เชื่อว่า แผนปฎิรูปเศรษฐกิจฉบับแม่บท 25 ปี ของจีน ยังไงก็ยังมีความเป็นไปได้ เพราะเป้าหมายของเขาคือ “มหาอำนาจทางเศรษฐกิจ แทนที่ อเมริกา” ใครสนใจลงทุนในตลาดหุ้นจีน โดยหวังผลในระยะสั้นๆ มุมมองของผม มองว่า เดาได้ยากครับ แต่ให้จุดสังเกตุหน่อยหนึ่งว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ตลาดเอเชียวิ่งขึ้นมาตลอดรวมถึงหุ้นไทย กลับกลายเป็นว่าพี่ใหญ่ของเอเชียแดนมังกรกลับสร้างผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้ไม่ดีเท่าคนอื่น แบบนี้ก็ต้องระวังหน่อย แต่ถ้ามังกรตื่นเมื่อไหร่ ก็เชื่อว่า มาแรงแน่นอน ไม่นานหรอก ใครเงินเย็นจริงๆ มีติดไว้ใน Asset Allocation ไว้ก่อนก็ได้ :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.