X

ค่าเงิน

4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View, US
4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
พฤศจิกายน 12, 2016 at 3:22 am 0
บทความนี้ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเป็นแค่โพสบน Facebook แต่ปรากฏว่า มีรายละเอียดหลายประเด็นและยาวเกินกว่าจะเป็นโพส เลยขอมาแปะไว้ใน Blog แทนนะครับ ความตั้งใจคือ เก็บเป็นข้อมูลไว้เพื่อดูผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือของสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ตอนที่เขียนนี้ จริงๆเราก็ยังไม่รู้ว่า ทรัมป์ จะทำตามที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าทำได้ส่วนใหญ่ของที่พูด เราอาจจะใช้การเคลื่อนไหว 4 วันนี้ เป็นร่องรอยในการอ่านทิศทางในอนาคตได้บ้าง และหากทำไม่ได้อย่างที่หาเสียงละก้อ ภาพที่คุณเห็นในโพสนี้ ก็มีโอกาสเคลื่อนไหวกลับทิศทาง ทำตลาดทุนของโลกปั่นป่วนต่อไปอีกก็เป็นได้ครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
Mr. Messenger's View, Thailand
ตีแผ่ 4 มาตรการดูแลค่าเงิน !!
พฤษภาคม 9, 2013 at 12:33 pm 1
วันสองวันที่ผ่านมา เราเห็นตามสื่อกันแล้วว่า แบงก์ชาติ หรือ ธปท. ได้เตรียมนำเสนอมาตรการเพื่อใช้ดูแลค่าเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติในช่วงตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หลังจากที่โดนกดดันจากกระทรวงการคลังมาซักระยะ ทั้งนี้ 4 มาตรการดังกล่าว ประกอบไปด้วย มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ แต่ละมาตรการ ตัวผมมีมุมมองว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร ก็ตามนี้นะครับ - มาตรการที่ 1 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตร ธปท.หรืออาจกำหนดระยะเวลาการถือครอง ข้อเสีย วิธีการนี้ จะเหมือนกับ Capital Control 30% สมัย ดร.ธาริสา ตอน 18 ธันวา ปี 49 ซึ่งตอนนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และความผันผวนครั้งใหญ่ในตลาดทุนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประเทศ และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของ นลท.ต่างชาติ ข้อดี การกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ไม่ให้ต่างชาติถือระยะสั้นเกินไป น่าจะขจัดการเก็งกำไร พวกเงิน Hot Money ได้ระดับหนึ่ง แต่ มาตรการ QE ทั่วโลก ทำให้การไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติ จะยังมีไปเรื่อยๆ คาดว่า ต่างชาติจะไม่นำเงินออกในระยะเวลาใกล้ๆนี้อยุ่แล้ว - มาตรการที่ 2 ห้ามต่างชาติซื้อพันธบัตรระยะสั้นของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีอายุ 3-6 เดือน ข้อเสีย จากข้อมูลการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในพันธบัตรอายุต่ำกว่า 1 ปี แสดงให้เห็นว่า มีสัดส่วนเพียงแค่ 15-20% ของการเข้ามาลงทุนทั้งหมด (ข้อมูลจาก Thaibma.or.th) ดังนั้น ผลต่อการทำให้เงินบาทหยุดแข็งค่า อาจไม่ชัดเจน ข้อดี เป็นมาตรการที่ถือว่าเบา และมีผลกระทบต่อภาคอื่นของตลาดทุนในวงจำกัด แบงค์ชาติสามารถเริ่มใช้มาตรการนี้ก่อน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทอีกที - มาตรการที่ 3 จัดเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมเมื่อต่างชาติลงทุนในตราสารหนี้และได้ผลกำไร ข้อเสีย ถ้าการที่บาทแข็ง ไม่ได้เกิดจากการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการเข้ามาลงทุนจริงใน Real Sector จะมีผลต่อภาคเอกชน และการลงทุนในระยะยาวให้ต่างชาติชะลอการลงทุนเช่นกัน ไม่เป็นผลดีต่อเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวแน่นอน ข้อดี จะทำให้นักลงทุนต่างชาติรู้สึกว่าไม่ได้มีส่วนต่างของค่าเงินเข้ามาเกี่ยวข้องมาก และนักลงทุนก็จะมาลงทุนด้วยดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนที่สูงกว่าประเทศอื่นจริงๆ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินลงทุน จะเป็นไปตามกลไกตลาดจริง ไม่ใช่การเก็งกำไร (บนพื้นฐานที่ว่า เงินที่เข้ามาในช่วงนี้ มีการเก้งกำไรจริงๆนะ) - มาตรการที่ 4 บังคับให้ต่างชาติป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสำหรับเงินลงทุนในตลาดตราสารหนี้ ข้อเสีย การเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เขาย่อมคำนึงถึงกำไรในสองขา คือ ค่าเงิน และผลตอบแทนจากตราสารหนี้ เมื่อโอกาสได้รับผลตอบแทนจากตราสารหนี้เป็น 0 ก็จะลดความน่าสนใจในการลงทุนทันที หากไม่ระบุระยะเวลาที่ต้องป้องกันค่าเงินลงไป จะยิ่งทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุน ข้อดี ยังมองไม่เห็นครับ เพราะต่างชาติก็จะไปมองว่า ประเทศไหนที่เขาไปลงทุน แล้วได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่ง คือ ค่าเงิน และ Capital Gain จากตราสารหนี้ เขาก็เลือกไปลงทุนที่นั้น และดีไม่ดี ขนเงินที่มาลงทุนอยู่ออกไปด้วย กลายเป็นซวยเหมือน Capital Control หรือเปล่า อันนี้ก็ไม่ทราบ จากทั้ง 4 มาตรการ หากสังเกตุ จะเห็นว่า แบงก์ชาติพุ่งการดูแลค่าเงินบาทไปที่ "ตลาดตราสารหนี้" เพียงแห่งเดียว นั้นเป็นเพราะ เงินมันไหลเข้าตราสารหนี้เป็นส่วนใหญ่นั้นเองนะครับ ซึ่งสิ่งที่น่าจะเห็นตามมามาตรการเหล่านี้ (ถ้าประกาศใช้จริง) ก็คือ เงินไหลมาตลาดทุนแทนหรือเปล่า? เพราะไม่ได้มีกฏหรือข้อบังคับใดๆมาห้ามปรามเลย แต่ผ่านเดือน พ.ค. ไปไม่กี่วันทำการ เราก็เห็น Action จากต่างประเทศที่ยิ่งกดดันแบงค์ชาติหนักขึ้นไปอีก 2 พ.ค. ECB ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เหลือ 0.50% ต่ำสุดในประวัติศาสตร์ 3 พ.ค. อินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ย อีก 0.25% เหลือ 7.25% ถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 3 ของปีนี้ เหตุผล การเติบโตชะลอตัว และแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง 7 พ.ค. ธนาคารกลางออสเตรเลีย (RBA) ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ 2.75% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดในประวัติศาสตร์ ให้เหตุผล ต้องการเร่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และแรงกัดดันจากเงินเฟ้อก็ลดลง 9 พ.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้ ปรับลดดอกเบี้ย 0.25% เหลือ 2.5% เหตุผลคือ ค่าเงินวอนแข็งค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน ทำให้เกาหลีใต้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับญี่ปุ่นไปบางส่วน แต่การลดดอกเบี้ย ก็มาพร้อมกับ แผนอัดฉีดเงินด้วยวงเงินประมาณ $15 Billion เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มการจ้างงานใน SME ธนาคารกลางหลายๆแห่ง พร้อมใจกันลดดอกเบี้ยแบบนี้ เป็นข้ออ้างชั้นดีให้แก่กระทรวงการคลังเลยครับ จะเป็นอย่างไร เรื่องนี้สนุกดี ตามไปดูกันต่อ ไม่เกินเดือน พ.ค. นี้ เราจะรู้กันว่าผลสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.