X

การลงทุน

จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
Financial Planning, Investment, Thailand
จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
มีนาคม 1, 2017 at 6:34 pm 0

จับกระแสโลก ปรับตัวให้เท่าทัน

ช่วงต้นปี มีงานใหญ่ระดับ Exclusive Talk ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทยให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเดอะวิสดอมกสิกรไทย ในชื่องานสัมมนา THE WISDOM Wealth Avenue: จับจังหวะโลก เจาะจังหวะการลงทุน ขึ้นมา โดยมีแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์คือ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ  เป็นงานใหญ่และเป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้มานั่งมุมมองของผู้ว่า ธปท.  นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องการลงทุนจากผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญของธนาคารกสิกรไทยที่ยกขบวนกันมา คือ คุณนาวิน อินทรสมบัติ (รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บจก.หลักทรัพย์จัดการ กองทุนกสิกรไทย) คุณกวี ชูกิจเกษม (รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย) และคุณศิริพร สุวรรณการ (ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย) วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็นสำคัญๆ จากงานนี้ให้อ่านกันครับ

“2560 ปีที่เศรษฐกิจโลกเติบโตท่ามกลางความท้าทาย - ดร.วีรไท”

ในช่วงแรกนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังถึงความซับซ้อนและความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้การวิเคราะห์ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น “การเตรียมพร้อม” เพื่อที่จะรับมือในสิ่งที่ “อาจ” เกิดขึ้นได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อคือ
  • “โลกในภาวะ 3 ต่ำ 2 สูง” – ข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คำว่า “ 3 ต่ำ ” หมายถึง 1) เศรษฐกิจทั่วโลกมีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้สหรัฐและยุโรปบางประเทศจะขยายตัวได้ดี แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักๆของโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศในช่วงหลายปีหลังอ่อนแรงลงมาก 2) อัตราเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับสูงในอดีตปัจจุบันก็ต่ำลงมาอยู่ในระดับปรกติ ซึ่งน้ำมันนี้เป็นส่วนสำคัญของเงินเฟ้อ น้ำมักตกจึงทำให้เงินเฟ้อต่ำลงไปด้วย 3) อัตราดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารกลางของหลายๆประเทศทั่วโลกดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง เนื่องจากการขยายตัวทางเศรฐกิจอยู่ในระดับต่ำมานาน ภาคเอกชนก็ไม่ค่อยลงทุนกัน เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำอีก แต่ปัจจุบันก็เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว - ส่วนภาวะ “ 2 สูง” ในที่นี้หมายถึง 1) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนสูง ระบบการเงินทั่วโลกมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนอ่อนไหวต่อนโยบายเศรษฐกิจการเงินต่างๆได้ง่าย เป็นที่มาของความผันผวนจากหลายสินทรัพย์ในปัจจุบัน 2) ความเหลื่อมล้ำสูง คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นั่นเองครับ ผลสำรวจจาก OXFAM พบว่า คนที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีทรัพย์สินเท่ากับคน 3,600 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! หากเทียบกับปีที่แล้วต้องใช้คนที่รวยที่สุด 62 คนถึงจะเท่ากับสินทรัพย์ของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! ดูเหมือนว่าปัญหา Classic นี้จะดำเนินต่อไปและยังคงทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ
  • “การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญ 4 เรื่อง” – การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหรือ Structural Change คือ Mega Trend ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆนั้นเอง ดร.วิรไท เห็นถึง 4 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

1)  ความเกี่ยวเนื่องของเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไข จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยากพลิกความคาดหมายหลายครั้งเช่น การเลือกตั้งในสหรัฐและการ Vote Brexit

2)   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่าง e-commerce มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก แม้เทคโนโลยีจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น แต่ก็ส่งผลในแง่ลบด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลงจากการที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

3)   การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากร ทุกๆวันนี้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงมาก ในขณะที่เรามีอายุได้ยืนยาวมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ประชากรที่จะเข้าสู่วัยแรงงานในอนาคตจึงเป็นปัญหาที่ใกล้เข้ามาทุกๆวัน

4)  การขยายตัวของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในเอเชียของเรานี้มีอำนาจการซื้อและการบริโภคเพิ่มขึ้นมาก เศรษฐีใหม่ๆในโลกก็มาจากเอเชียกันเยอะ ทำให้เกิดความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่ดีขึ้น

  • “3 มิติสำคัญ” – สิ่งสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนคงหนีไม่พ้นการก้าวไปพร้อมกับโลก ดร.วีรไท จึงให้ 3 มิติสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปพร้อมกับโลกได้ นั่นคือ

1)   มิติด้านคุณภาพ เราควรเร่งยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงเรื่องของบุคคล ธุรกิจ และสังคมอีกด้วย เพื่อให้พร้อมกับการเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

2)  มิติด้านการสร้างความคุ้มกัน โลกกำลังเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายที่กำลังเกิดขึ้น เราควรเตรียมพร้อมในสิ่งที่ไม่คาดฝันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน จึงต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด

3)   มิติด้านการปรับตัวอย่างมีพลวัต เราต้องรู้ทันถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และต้องเรียนรู้ถึงการอยู่รอดในอนาคต จึงควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการวิจัยใหม่ๆให้มากๆ

“เศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง – คุณนาวิน”

ปี 2560 นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมักจะมาพร้อมกับความไม่แน่นอนเสมอ ดังนั้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างยั่งยืนกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างมากมายมักจะตามมาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในช่วงปี 2000 – 2007 ทาง KBANK ได้หยิบข้อมูลจาก IMF มาให้ดูกัน โดยทาง IMF คาดว่าปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างช้าๆที่มั่นคง ในช่วงนี้คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย ได้มาเล่าให้เราฟังครับ Global GDP ทาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.40% ซึ่งหากลองกลับไปดูที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเติบโตของโลกจะสูงมากที่ 4.5% อย่างช่วงในปี 2000-2007 ทำให้หายห่วงไปได้บ้าง แต่การผลิตในอนาคตของอุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงไม่สูงมากเนื่องจากถูกจำกัดด้วย ประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลงและคุณภาพการผลิต นอกจากนั้นการที่หลายๆประเทศมีการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นทำให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ Global GDP02 แน่นอนครับว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 3.4% เป็นการเติบโตเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก แต่หากมาดูเป็นรายประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ กลุ่มยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตกันไม่สูงนัก แต่ก็จัดอยู่ในระดับที่สูงแล้วนะสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่เติบโตสูงๆจะเป็นกลุ่มตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ที่ปี 2017 นี้ทาง IMF คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.5% เลยทีเดียวและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งการเติบโตนั้นมาจากการที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่มักเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และกลุ่มประเทศเหล่านี้เริ่มมีเสถียรภาพทางการเงิน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

เศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง – คุณกวี

มาที่เศรษฐกิจภายในประเทศกันบ้าง คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆได้ดังนี้ 005
  • น้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน – ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในช่วงปี 2014 – 2015 ทำให้เราได้ใช้น้ำมันกันในราคาถูกลงและทำให้อัตราเงินเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือ Rigs ที่ปิดตัวลงกันมากเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุน แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเข้าหาต้นทุนที่แท้จริง จำนวนแท่นขุดเจาะเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตกันอีกครั้งเนื่องจากราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐที่ทาง Moody’s วิเคราะห์ว่าสหรัฐจะมีเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ในปี 2017 (จาก 2.9% ในปี 2016) เนื่องจากการที่ Trump ชนะการเลือกตั้งและมีนโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อเช่น ลดภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กีดกันแรงงานต่างด้าว และย้ายฐานการผลิตต่างๆกลับเข้ามาในประเทศ006
  • การลงทุนและการบริโภคในไทยกำลังฟื้นตัว – หลังจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดของประเทศไทยในปี 2006 และ 2014 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการบริโภคในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก แต่ในปี 2017 เป็นต้นไปคาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการเมืองเริ่มมีความชัดเจน และยอดสินเชื่อภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้นซึ่งบอกได้ถึงทนไทยกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ค่อยๆสูงขึ้นทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นและราคาของหุ้นธนาคารอยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกมากกกในปัจจุบัน ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวในปี 2017004
  • อัตราดอกเบี้ยและวิกฤตเศรษฐกิจ - ทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ๆอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมักอยู่ในระดับสูงเช่นระดับ 6% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ 5% ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สบายใจว่าวิกฤตรอบใหม่จะยังไม่เกิดในปี 2017 แต่ต้องจับตามองการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงระดับ 3% ต้องระวังให้มาก003
  • หุ้นไทยและกำไรสุทธิ – ทางคุณกวีได้ให้เป้าหมายหุ้นไทยสูงสุดที่ระดับ 1620 จุด แต่ความหวังของหุ้นไทยอยู่ที่การเติบโตของกำไรสุทธิ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการปรับประมานการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หุ้นจะขึ้นต้องมีเหตุผล การเพิ่มขึ้นของกำไรที่มาพร้อมกับหุ้นที่ขึ้นนับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากหุ้นขึ้นแต่กำไรของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นนี่ต้องระวัง สำหรับนักลงทุนในหุ้นคุณกวีได้แบ่งภาพการลงทุนที่น่าสนใจออกเป็น 3 กลุ่มคือ
    • กลุ่ม Inflation Theme แนะนำ SCB KTB BLA PTT PTTEP BANPU
    • กลุ่ม Domestic Driven Theme แนะนำ MINT BJC CPALL CPN CK SPALI KCE
    • กลุ่ม Small Cap แนะนำ BEAUTY MEGA TPCH TKN BIG PTG

ผลตอบแทนที่ได้มาขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม – คุณศิริพร

คุณศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เล่าให้ฟังถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ที่ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเช่นที่ ดร.วิรไท คุณนาวิน และคุณกวี ได้เล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศจีน BREXIT ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในยุโรป ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ อีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2560 เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาเป็นพระเอกในปีนี้ โดยในครึ่งแรกของปีภาพยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่คาดว่าในครึ่งหลังของปีจะได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐหลังงบประมาณกลางปีเริ่มทยอยเบิกจ่าย 002 สิ่งที่นักลงทุนควรทำมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อภาพรวมผลตอบแทนของนักลงทุนมากกว่า 94% ปัจจัยที่มีผลกับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมด ในขณะที่การพยายามจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) และลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (Product Champion) นำมาซึ่งผลตอบแทนเพียง 2% และ 4% ของผลตอบแทนทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) 001 การจัดพอร์ตการลงทุนทำได้หลายขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน การจัดพอร์ทแบบหุ้นล้วนอาจให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว แต่ระหว่างทางก็ติดลบได้เช่นกัน ถ้าอยากติดลบเพียงเล็กน้อยระหว่างทาง การนำเอาเงินสดและตราสารหนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนก็จะทำให้ผลตอบแทนมีความผันผวนน้อยกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมก็จะลดต่ำลงไปด้วย อีกอย่างคือเราควรกระจายการลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย อย่าลงทุนในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิด Country Risk สูงหรือความเสี่ยงเฉพาะภายในประเทศ ซึ่งทาง KBANK ก็มีกองทุนที่น่าสนใจสำหรับ Global Portfolio อยู่หลายกอง เช่น K-GI, K-SGM, และ K-GA แต่สิ่งที่สำคัญคือลงทุนแล้วต้องสบายใจ ลงทุนแล้วต้องมีความมสุข เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ควรพบที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวนักลงทุนแต่ละราย
CONTINUE READING ...
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
De-Dollarization ปฏิบัติการ ลดอำนาจ สหรัฐฯ
มีนาคม 4, 2015 at 11:36 pm 0
มีเกิด มีตั้งอยู่ ย่อมมีดับไป เป็นธรรมดา การเป็นมหาอำนาจก็เช่นกัน ในช่วงชีวิตของคนยุคนี้ คงนึกกันไม่ออกว่า โลกนี้จะเป็นอย่างไร ถ้ามหาอำนาจของโลก ณ ปัจจุบัน มันไม่ใช่ สหรัฐฯ เพราะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา สหรัฐฯก็เล่นบทตำรวจโลก ผู้คุมกฎ ที่สามารถสั่งการให้ประเทศอื่นๆซ้ายหัน ขวาหัน ได้อย่างที่ตัวเองต้องการ และบทเรียนสำหรับผู้ที่คิดเป็นกบฎ หรือคิดต่าง ก็เห็นได้จากประเทศในตะวันออกกลาง ซึ่งพยายามแข็งข้อกันสหรัฐฯมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา แต่หากย้อนหลังประวัติศาสตร์ของเผ่าพันธ์มนุษย์กลับไปซักแค่ 200 ปี ก็จะพบว่า การเปลี่ยนถ่ายอำนาจของโลกนั้น มันค่อยๆเป็นค่อยๆไปมาตลอด เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นดินจีนรุ่งเรือง ซักพัก เทคโนโลยีการเดินเรือข้ามทวีป ก็ทำให้โลกเข้าสู่ยุคล่าอาณานิคมโดยชาติมหาอำนาจฝั่งยุโรป นำโดยอังกฤษ หลักจากนั้น ความแตกแยกในแผ่นดินยุโรป และการทรยศหักหลังกันในชนชั้นระดับสูง ก็ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วอำนาจของยุโรปก็เสื่อมลง การท้าทายโลกของจักรวรรดินาซี ทำให้เกิดฝ่ายสัมพันธมิตร นำโดยสหรัฐฯและสหภาพโซเวียต ซึ่งต่อมา ก็อยากเป็นใหญ่ในโลกทั้งคู่ โลกก็เข้าสู่ยุคสงครามเย็น (Cold War) และสหภาพโซเวียตก็ล่มสลาย ทำให้สหรัฐอเมริกา เป็นผู้เขียนประวัตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน 20140912_USANo2   ช่วงปี 1950 นั้น จำนวนประชากรจีน คิดเป็น 29% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เศรษฐกิจจีนนั้นผลผลิตคิดเป็นเพียง 5% ของ GDP โลกเท่านั้น แต่มาวันนี้ เศรษฐกิจจีน กำลังจ่อจะแซงหน้าพี่ใหญ่สหรัฐฯภายในไม่เกิน 10 ปีข้างหน้าแน่นอน นั้นหมายถึง บทบาทของค่าเงิน US Dollar ในตลาดโลกจะลดน้อยลงแน่ๆในระยะยาว แต่ที่เราเห็น ณ ปัจจุบันคือ ค่าเงิน USD แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วง 6-12 เดือนที่ผ่านมา sc   มันเป็นเพราะอะไร? ต้องย้อนกลับไปช่วงหลังวิกฤต Subprime ปี 2008 เมื่อกลไกลทุนนิยมในสหรัฐฯเกิดปัญหาจากความพยายามสร้างความมั่งคั่งใน Wallstreet โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยง ส่งผลให้ฟองสบู่อสังหาฯในสหรัฐฯที่สะสมมาเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า  30 ปี แตกลง พร้อมกับอาวุธทำลายล้างที่เรียกว่า ตราสารอนุพันธ์ เมื่อเจอปัญหา แทนที่ธนาคารกลางสหรัฐฯจะปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน นั้นก็คือ ปล่อยให้มีบริษัทล้ม และมีการเข้ามาซื้อหุ้น เข้ามาเพิ่มทุนของกลุ่มทุนใหม่ (ซึ่ง ณ ตอนนั้น น่าจะเป็นทุนของตะวันออกกลางซึ่งมั่งคั่งจากราคาน้ำมันที่วิ่งไปทำจุดสุงสุดราวๆ $150) แต่เพราะสหรัฐฯเอง กลัวการเข้ามาของทุนใหม่ จึงขอให้ธนาคารกลางเองเพิ่มทุน และช่วยอุ้มพวกเขาไว้แทนด้วยการออกมาตรการที่เราเรียกว่า "QE" คือ การที่ธนาคารกลางยอมเป็นหนี้กระทรวงการคลัง และรัฐบาลในจำนวนมหาศาล และนำเงินนั้นมาปล่อยกู้ในต้นทุนที่ถูกมากๆให้กับสถาบันการเงินในประเทศ การกระทำการดังกล่าว ถึงแม้โดยสามัญสำนึกของเรา การที่ Supply (ปริมาณ USD เพิ่มขึ้น) ก็ควรทำให้ค่าเงิน USD อ่อนค่า แต่ทางตรงกันข้าม มันกลับทำให้เกิดเงินฝืดทั่วโลกหลังจากนั้น เมื่อเกิดเงินฝืด เศรษฐกิจโลกที่พึ่งพากันและกัน และสัดส่วนการส่งออกที่มีสัดส่วนสูงต่อ GDP ก็ทำให้การที่ค่าเงินแข็งค่า เป็นปัญหาต่อประเทศอื่นๆจากปัญหาที่สหรัฐฯได้สร้างไว้ ตอนนี้ทุกคนเห็นแล้วว่า ศัตรูต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ก็คือ การยึดติดกับค่าเงิน USD ที่มากเกินไป ดังนั้น กระบวน ลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ (De-Dollarization) จึงเกิดขึ้น

De-Dollarization

คือ การที่ประเทศต่างๆเริ่มรู้ตัวเองว่า การกักตุน หรือสะสมปริมาณเงินดอลล่าร์ไว้มากเกินไปนั้น ไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจตัวเองในระยะยาว ดังนั้น จึงหาวิธีการลดบทบาทค่าเงินดอลล่าร์ต่อการค้าของประเทศตัวเอง ซึ่งตัวอย่างที่เห็นได้ขัดก็คือ การประชุมสุดยอดผู้นำ และร่วมมือเป็นพันธมัตรกันของกลุ่ม BRICS (Brazil, Russia, India, China และ South Africa)

brics-logo

ซึ่งตัวตั้งตัวตีของความคิดนี้ก็ไม่ใช่ใคร คือ จีน นั้นเอง ทั้งนี้ จีนเริ่มจากการทำสัญญาค้าขายระหว่าง BRICS โดยเลิกอ้างอิงกับ US Dollar โดยขอบเขตของสัญญานั้น จีนก็พยายามผลักดันให้ครอบคลุมสินค้าหลากหลายชนิดมากขึ้น และพัฒนาการของแนวคิดนี้ ก็ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกได้พิสูจน์แล้วว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเกิดขึ้นของ QE ที่สหรัฐฯ มันก็คือกลุ่มคนบนยอดปิรามิดไม่กี่คนในสหรัฐฯเอง อีกทั้งรัสเซียซึ่งมีปัญหาจากการถูกคว่ำบาตร และราคาพลังงานตกต่ำก็ยิ่งเห็นชัดแล้วว่า ต้องหาทางรอดอื่น ซึ่งจีนก็ยื่นมือเข้าช่วยเหลือโดยการทำสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติกันเป็นสกุลหยวนแทน กลยุทธ์ของจีนตอนนี้ ก็คือ ใครอยากหนีจากดอลล่าร์ ให้รีบมาหาพี่เถอะ ... ซึ่งล่าสุด บทบาทของจีนในเวทีโลกนั้น ก็แทรกซึมเข้าไปในยูโรโซนซึ่งกำลังเปราะบางมากขึ้น ด้วยการบอกกับกรีซว่า ถ้าไม่มีใครให้เงินกู้ จีนยินดีเข้าช่วยเหลือ!! จนถึงตอนนี้ จีนมีการทำเงินสว๊อปค่าเงินกับกับหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ทั้ง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แคนนาดา รัสเซีย มาเลย์เซีย บราซิล แอฟริกาใต้ และอังกฤษ ซึ่งถือได้ว่าจะเป็นพันธมิตรหลักที่ยิ่งช่วยลดบทบาทของเงินดอลล่าร์ในอนาคตแน่นอน นอกจากจีนแล้ว รัสเซียเองก็เร่งรุกกระบวนการ De-Dollarization เช่นกัน โดยล่าสุด รัสเซีย คุยกับอินเดียถึงความคืบหน้าในการค้าขายระหว่างประเทศโดยไม่ใช้สกุล USD เป็นตัวกลาง คาดว่าจะสามารถเริ่มทำได้ในปี 2016 ที่จะถึงเลย จนถึงตอนนี้ สิ่งที่สหรัฐฯจะแก้ลำ ดำเนินกลยุทธ์เพื่อให้ตัวเองยังคงเป็นพี่ใหญ่อยู่นั้น คงยากขึ้นเรื่อยๆในแง่ของการทำให้ประเทศอื่นๆบนโลกยอมรับ เพราะหลักฐานการทำ QE ครั้งที่ผ่านมา มันชัดว่า ทำเพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อโลกใบนี้ ดังนั้นเชื่อว่า สหรัฐฯจะใช้กลยุทธ์ขัดแข้งขัดขา พยายามสกัดดาวรุ่ง เพื่อให้ประเทศที่ตั้งตัวเป็นอรินั้นโงหัวขึ้นมาช้าที่สุด แต่ไม่ช้าก็เร็ว วันที่ค่าเงินดอลล่าร์มีบทบาทน้อยลงจากวันนี้ จะเกิดขึ้นได้ในที่สุด เพราะไม่มีอะไรจะมาหยุดสัจธรรมการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ได้หรอก
CONTINUE READING ...
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
มีนาคม 1, 2015 at 11:09 am 0
เมื่อช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  benchmark lending rate ลง 25bps เหลือ 5.35% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่ตั้งไว้ และมีความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด (Deflation) เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากภาคการบริโภคในจีนที่ยังชะลอตัวอยู่ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน (ครั้งก่อนหน้าคือเดือน พ.ย.) และเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนก็เพิ่งประกาศ Cut RRR ไปก่อนอีกด้วย นั้นหมายความว่า ในช่วง 3 เดือน จีน ดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุก เพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างจริงจังมากที่สุดในรอบ 2 ปี และอีกอย่างที่ธนาคารกลางจีนทำไป ก็คือ การแอบอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งความแตกต่างของธ PBoC กับธนาคารกลางแห่งอื่นๆในโลกก็คือ ธนาคารกลางโดยทั่วไป จะประกาศออกมาก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร แต่สำหรับ PBoC นั้นไม่ใช่ เพราะชอบทำไปก่อนและมาบอกทีหลังว่าแอบทำไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นข้อแตกต่างก็คือ เรามักเห็นนโยบายการเงิน หรือตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆของจีน มักจะประกาศออกมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่นล่าสุด การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเห็นว่า ประกาศออกมาในวันเสาร์ และเมื่อเช้านี้ Official PMI ก็ประกาศออกมาเช่นกัน โดย China Official Nonmanufacturing PMI อยู่ที่ 53.9 ในเดือน ก.พ. Vs 53.7 ในเดือน ม.ค. และอีกตัว China Feb Official Manufacturing PMI 49.9 Vs 49.8 เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลข PMI ทั้งที่เป็น Official และที่ HSBC คำนวนแยกต่างหาก จะพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนนั้น การขยายตัวแทบจะไม่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข GDP ของจีน โตต่ำกว่าเป้ามาอยู่ที่ 6.9% ทั้งๆที่รัฐบาลเองก็อยากจะให้โตได้ไม่ต่ำกว่า 7.0% PMI   กลับมาที่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของ PBoC จุดสังเกตคือ เพิ่งจะผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ที่บ้านเขา ซึ่งน่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้คึกคักพอๆกับช่วงคริสมาสที่เมืองนอกเขา แต่ทางการจีนกลับเลือกที่จะไม่รออยู่ผลอีกซักระยะ และประกาศลดดอกเบี้ยทันทีหลังปีใหม่จีนแค่ 1 สัปดาห์ นั้นแสดงให้เห็นว่า เหตุผลของการลดดอกเบี้ยที่บอกว่า ภาคการบริโภคในจีน นั้น เป็นแค่สาเหตุเบาๆ แต่แท้จริงแล้ว จีนเห็นปัญหาทางฝั่งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจด้วย เช่นกัน การที่ราคาอสังหาฯในจีนนั้น ยังไม่ผงกหัวขึ้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงหวังผลอย่างแรกเลยก็คือ ให้เกิดการ Refinance สำหรับภาคธุรกิจและสินเชื่อบ้าน ลดภาระหนี้ที่ก่อนหน้านี้ อุ้มกันไว้จนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ PPP ความต่างระหว่างการ Cut  benchmark lending rate VS. Cut RRR ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการลดทั้งกระดานซึ่งมีความรุนแรงกว่า ต่างจากการลด RRR ที่แค่เพิ่มเงินในกระเป๋าของสถาบันการเงินให้มีเงินออกมาปล่อยกู้ได้มากขึ้น ส่วนจะปล่อยหรือไม่ปล่อย มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย และความเข้มข้นในการคัดกรองคุณภาพสินเชื่อของธนาคารแต่ละแห่งอีกที ดังนั้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นยาที่แรงกว่าการ Cut RRR ที่ตลาดเคยบอกว่า น่าจะมีการลดอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค. นี้ มองในมุมหนึ่ง ก็เหมือนจะน่ากลัวนะครับ ว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ ถึงกับใช้มาตรการที่ดุดันมากในช่วงนี้  และมันแสดงให้เห็นว่า Policy Maker ก็กังวลไม่น้อย ใครมองมุมนี้ ก็คงกังวลพอสมควร แต่ อย่าลืมว่า Investment Cycle และ Economic Cycle มันไม่วิ่งตามกันแบบเป๊ะๆ เพราะไม่งั้น ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่จีนลดดอกเบี้ยครั้งแรก ก็ไม่ควรวิ่งเกินกว่า 50% ได้ เพราะวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่า ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่า จะโตได้เกิน 7% เลย แต่สาเหตุที่ตลาดวิ่งได้ เป็นเพราะความคาดหวังว่า การเปลี่ยน Mindset ต่อการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจของทางการ จะทำให้ในอนาคต จีนเองจะดีกว่าวันนี้ เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเองก็ยังมองไม่ออกครับว่า จีนจะกลับทิศทางได้ช่วงไหน แต่มองในมุมนี้นะ ผ่านมา 2 เดือน ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันลดดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 20 ประเทศ เพื่อให้ค่าเงินตัวเองอ่อน และต่อสู้กับสหรัฐฯที่ Export Deflation มาให้ผ่านนโยบาย QE 3 ภาค เราจะเห็น Cost of fund ที่ต่ำทั้งโลกไปอีกซักระยะ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า มันจะกระตุ้นภาคธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ประวัติศาสตร์มันบอกเราแล้วว่า ฟองสบู่ จะแตกตอนที่ทุกคนเชื่อมั่นมากเกินไปว่าเศรษฐกิจดี ซึ่งตอนนี้ มันยังไม่ใช่อารมณ์นั้นครับ หนทางการต่อสู้กันในสงครามค่าเงินของโลก (Currency War) ยังอีกยาวไกลนัก จีน ยังต้องมีมาตรการอีกหลายอย่างหลายด้านในการพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ลดดอกเบี้ยแค่ครั้งสองครั้งพอไม่กระเตื้องก็ถอดใจ ดังนั้น ด้วย Valuation ของตลาดหุ้นที่ถูกกว่าเพื่อนบ้าน และความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันยังทำให้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจ ถึงแม้มันจะผ่านจุดที่ควรลงทุนมากที่สุดไปแล้วก็ตาม
CONTINUE READING ...
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
Mr. Messenger's View, US
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
กุมภาพันธ์ 24, 2015 at 12:35 am 0
ภาพการลงทุนในปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนในโลกกำลังจับตาก็คือ สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่? ดังนั้น ทุกๆครั้งที่มีการประชุม FOMC หรือประธาน Fed ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆก็ตาม จะมีฝ่ายตีความ พยายามแปลความหมายในคำพูดของนางว่า ในมุมของ Policy Maker (ผู้กำหนดนโยบาย) แล้ว เขามองเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไง? แล้วภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีผลกับการขึ้นลงของดอกเบี้ยอย่างไร? หากเศรษฐกิจสหรัฐฯโชว์ว่าขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวสหรัฐฯเอง น่าจะพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ต้องแบกรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้บ้างแล้ว ไม่ควรได้ Cheap Money ไปตลอด แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีหลักฐานอะไรที่โชว์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีปัญหา ก็อาจแปลว่า FOMC จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เพื่อเป็นหลักประกันในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯจริงๆ ส่วนเรื่องว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯตอนนี้ดีหรือเปล่า เคยเขียนถึงตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับว่า ตัวเลข Indicator ที่ Fed ใช้วัดเสถียรภาพของเศรษฐกิจนั้นดูดีขึ้น แม้การกระจายของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะลงไปไม่ถึงชนชั้นกลางอย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม ทำไมโลกต้องไปจับตาการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ? เพราะเขาเป็นพี่ใหญ่ เงินตราที่ค้าขายกันอยู่ในโลกนั้น เกินกว่า 50% ซื้อขายกันเป็นสกุล USD ดังนั้น การขึ้นลงของดอกเบี้ย และทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐย่อมส่งผลต่อประเทศคู่ค้า และทิศทางค่าเงินสกุลอื่นๆเช่นกัน แต่ประเด็นที่ละเอียดลงไปอีกระดับ ก็คือ เพราะนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มันมาไม่พร้อมเพรียงกันเหมือนในวัฏจักรเศรษฐกิจรอบก่อนๆ หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็คือ บางประเทศยังมีความเปราบางในแง่ของการฟื้นตัว ยกตัวอย่างคือ กลุ่มยูโรโซนที่มีปัญหากับประเทศสมาชิก, กลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคา Commodity ยังอยู่ในระดับต่ำ จากอุปสงค์ของโลกที่ชะลอตัว, หรืออย่างจีน ที่เปลี่ยนยุทธศาสตร์การขยายตัวของเศรษฐกิจจากโตด้วยส่งออก เป็นโตด้วยการบริโภคในประเทศ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่ในโลก ยังต้องการนโญบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือ กดอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เห็นไหมครับ มันตรงกันข้ามกันสหรัฐฯตอนนี้เลย ที่เศรษฐกิจดูจะพร้อมขึ้นดอกเบี้ยก่อนคนอื่น ดังนั้น ในช่วงที่เกิดการสวนทางของนโยบายการเงิน (divergence) แบบนี้ ย่อมทำให้นักลงทุนกังวลว่า มันจะมีผลทำให้ Fund Flow ของโลกผันผวนหรือเปล่า Fed00 นักวิเคราะห์เค้ามองว่า Fed Fund Rate จะเริ่มขยับขึ้นเมื่อไหร่? จากโพลสำรวจของ CME Group พบว่า เกินกว่า 47% ของนักวิเคราะห์ที่ถูกสำรวจมองว่า FOMC น่าจะมีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน มิ.ย. 2015 ที่จะถึงนี้ และหลังจากนั้น ทุกๆการประชุม น่าจะขึ้นดอกเบี้ยทีละ 10bps จนทำให้ปลายปีนี้ Fed Fund Rate น่าจะไปอยู่ที่ 0.75% Fed01   ถ้าขึ้นดอกเบี้ยจริง เงินยิ่งไหลกลับเข้าสหรัฐฯทำให้ค่าเงิน USD แข็ง ถูกต้องหรือไม่? การไหลของเงินทุน มันมักจะไหลเร็วกว่าความคิดของเราเสมอครับ นับตั้งแต่วันแรกที่มีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากยุติ QE นั้น ค่าเงิน USD ก็แข็งค่ารวดเดียวเกินกว่า 15% เมื่อเทียบกับสกุลหลักๆอย่าง EUR หรือ JPY ดังนั้นมันแสดงให้เห็นว่า มีคนขนเงินกลับสหรัฐฯไปก่อนหน้าเราแล้วเกือบๆครึ่งปี ปัญหาคือ มันจะมีเงินไหลไปอีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ตอบยากในแง่ของแนวโน้มครับ แต่ถ้ามองที่ตรรกะอย่างเดียว การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรทำให้ USD อ่อนค่าลงไปได้ ไม่งั้น มันขัดกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวเกินไปซักหน่อย Fed04 แล้วในแง่ของตลาดหุ้นละ เห็นเค้าบอก การขึ้นดอกเบี้ย ไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นนิ? ตอนผมเรียน Eco 101 ผมก็คิดแบบนั้นครับ ฮาๆ แต่เมื่อดูตัวเลขสถิติย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเห็นว่า มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้นของวัฎจักรนั้น บริษัทส่วนใหญ่จะสามารถแบกรักต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากได้สบายๆ ต่อเมื่อขึ้นดอกเบี้ยถึงจุดหนึ่งนะครับ ดอกเบี้ยจ่ายแพงมากๆ ก็ไปกระทบกับกำไรบริษัท จนทำให้ต้องไป Cut Cost ลดกำลังการผลิต ปรับลดโครงการลงทุน ฯลฯ เมื่อนั้นเราถึงเห็นผลร้ายของการขึ้นดอกเบี้ยต่อภาคธุรกิจจริง แต่สำหรับสหรัฐฯนั้น ชัดเจนครับว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพราะระดับปัจจุบันมันอยู่ต่ำเกินไป ขึ้นนิดๆหน่อยๆ ก็เพื่อให้มันสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ใครที่กังวลว่า ตลาดหุ้นจะโดนเทหนักๆ ผมมองว่า ใจเย็นๆก่อนครับ อย่าเพิ่งขายล้างพอร์ตหนีไปก่อน เด๋วตกรถแล้วจะหาว่าไม่เตือน หลักฐานอีกอย่าง (พิมพ์อย่างเดียว ไม่เห็นภาพเนอะ) ที่บอกว่า การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรก ไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นก็คือ กราฟด้านล่างครับ St. Louis Fed ทำสถิติย้อนหลังวัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ใน 5 รอบที่ผ่านมา เทียบความสัมัพนธ์กับ S&P500 พบว่า ช่วงก่อนการขึ้นดอกเบี้ย 6 เดือน 3 เดือน และ 1 เดือนนั้น S&P500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ส่วนหลังการขึ้นดอกเบี้ย พบว่า มีแค่ช่วงเดือนแรกเท่านั้นที่มีโอกาสขาดทุนเล็กน้อย แต่ถ้าถือได้ยาว 1-3 ปี ก็จะพบว่า ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงทีเดียว Fed02   แน่นอน นั้นมันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหุ้นไทย หรือที่ไหนๆบนโลกจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด และยิ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่พอดีกัน มันยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า เงินจะไหลออกจากประเทศที่อ่อนแอ วิ่งไปหาสหรัฐฯ หรือ ประเทศที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออก QE ออกมาต่อสู้กับเงินฝืด ประเทศเล็กๆน้อยๆที่ภูมิต้านทานต่ำ คงต้องลุ้นกันหน่อยว่า Side Effect จะเป็นอย่างไร ถ้า FOMC คิดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง ทั้งๆที่ประเทศอื่นเศรษฐกิจเขายังไม่ฟื้นอย่างตอนนี้ :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.