X

กองทุนต่างประเทศ

ฤา Bear Market กำลังจะมาเยือนโลกอีกครั้ง
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US
ฤา Bear Market กำลังจะมาเยือนโลกอีกครั้ง
สิงหาคม 22, 2015 at 8:10 pm 0
สัปดาห์ที่ผ่านมา ถือว่าสร้างความหวาดกลัวให้นักลงทุนทั้งโลกได้พอสมควรทีเดียว S&P500 -6% STOXX -6% A Share -12% H Share -7% Nikkei225 -5.3% เฉพาะวันศุกร์เนี่ย ก็หนักเลยครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
Mr. Messenger's View, US
3 หลักฐาน ที่บอกว่าฟองสบู่โลกยังไม่แตก
กุมภาพันธ์ 14, 2015 at 12:06 pm 0
การที่ Dow Jones จ่อทำ All Time High อีกครั้งพร้อมๆกับ S&P500 นั้น ทำให้นักลงทุนกลับมาถ้าหา Valuation ของตลาดหุ้นสหรัฐฯกันอีกรอบแบบจริงจัง เพราะหากฟองสบู่แตกที่อเมริกานั้น หมายถึงว่า ปาร์ตี้ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา ได้เวลาสิ้นสุดลงแล้ว และมันทำให้สินทรัพย์เสี่ยงทั้งหลายโดนเทกระจาดไปด้วยเช่นกัน ถ้าถามว่า ตัวเลขอะไรที่บอกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯตอนนี้ดูแพงเกินไปแล้ว ก็คงเป็นเรื่องของราคาดัชนี และอีกเรื่องก็คือ ค่า Forward P/E ที่สูงมากสุดเป็นประวัติการณ์ตามหลังดัชนีมาติดๆ Forward P/E จากข้อมูลที่ FactSet เก็บมาโดยการเอา Forward P/E ของ Bloomberg Consensus มาพล็อตเป็นกราฟ ณ ปัจจุบัน ถือว่า แพงสุดในรอบ 10 ปี อยู่ที่ 17.1 เท่า ในขณะที่ P/E เฉลี่ย 10 ย้อนหลังไปอยู่ที่ระดับเพียง 14.1 เท่า เท่านั้นเอง ซึ่งสอดคล้องกับ Cyclical Adjusted P/E หรือ CAPE ที่ขึ้นมาสูงกว่าระดับตอนก่อนเกิดวิกฤต Subprime มาซักพักแล้ว แต่เอาเป็นว่า ผมขออนุญาตแชร์ในอีกมุมมองหนึ่งว่า ถึงแม้ Valuation ของหุ้นทั่วโลกจะอยู่ในขอบบนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยเกือบทุกตลาด (รวมถึงหุ้นไทย) แต่นั้นก็ไม่ได้หมายถึงว่า ปาร์ตี้กำลังจะเลิกแต่อย่างใด

1. นับจากวิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา เงินไหลเข้าตราสารหนี้ เยอะกว่าตราสารทุน

ck_QMU_Six_Surprises_2014_Image_1   เรื่องนี้พิสูจน์อะไรเรา? ถ้าดูจากกราฟด้านบนของ Well Fargo Advisors จะเห็นว่า นับจากปี 2009 มาถึงปี 2013 ที่ผ่านมานั้น ที่หุ้นวิ่งๆขึ้นมาเนี่ย มีเงินไหลออกจากตลาดหุ้นทั่วโลกตลอด และ Fund Flow กลับไหลเข้าตราสารหนี้จากมาตรการ QE สหรัฐฯ แทน เพิ่งจะมาซื้อจริงๆจังๆก็ปี 2013 เป็นต้นมา แต่นั้นก็ยังไม่ทำให้ Net Inflow เข้าตลาดหุ้น กลับมาเป็นบวกได้เท่ากับตอนก่อนวิกฤต ดังนั้นมองในมุมนี้ เชื่อว่า จะยังมีเงินจากตราสารหนี้ไหลเข้าตลาดหุ้นอีกไม่น้อย จากการที่สหรัฐฯกำลังจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย และประเทศที่เศรษฐกิจดี ฐานะการเงินมั่นคงอื่นๆทั่วโลก ก็น่าจะได้รับความสนใจเช่นกัน

2.  ผลตอบแทนคาดหวังจากการลงทุนในตลาดหุ้นโดยรวมน่าสนใจกว่าตราสารหนี้

Capture03   ต่อเนื่องจากข้อแรก พอเงินไหลเข้าตราสารหนี้เยอะๆ ราคาตราสารหนี้สูงขึ้น ผลตอบแทนจากการลงทุนในพวกพันธบัตรก็ต่ำติดดินจนมันไม่น่าสนใจ และยิ่งหากมองย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้น เราเห็นเงินปันผลที่ระดับ 3-5% เทียบกับเอาเงินไปลงทุนในพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ได้ดอกปีละไม่ถึง 2% แถมหลัง ECB กับ BOJ ออก QE มาอีก พันธบัตรทั่วโลกยิ่งให้ผลตอบแทนต่ำมาก ดังนั้น นักลงทุนที่เคยเสี่ยงต่ำ ก็ถูกกดดันจากผลตอบแทนที่ไม่น่าพอใจให้โยกเงินมาลงทุนในตลาดหุ้นอย่างที่เรากัน Chart ด้านบนคือ กราฟ ERP หรือ ผลต่างระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ กับพันธบัตรในประเทศเขา ยิ่งตัวเลข ERP Discount สูงๆ ยิ่งแปลว่า ตลาดหุ้นตอนนั้น คาดว่าจะให้ผลตอบแทนดีว่า ตราสารหนี้ จุดที่ควรกังวล ก็ลองย้อนหลังไปตอนวิกฤต 2 รอบที่แล้ว ปี 2000 และ 2007 นะครับ ตอนนั้น EPR อยู่ที่ -3.8 กับ 1.6 เท่านั้น เทียบกับระดับเมื่อสิ้นเดือน ธ.ค. นั้นอยู่ที่ 4.8 สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 38 ปี ที่ 4.5 ก็ถือว่ายังอยู่สูงและการลงทุนในตลาดหุ้น น่าสนใจกว่าตลาดพันธบัตรครับ

3. การขึ้นดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่า หุ้นจะร่วง เสมอไป

Capture04   ตอนเรียนเศรษฐศาสตร์ 101 เราก็เข้าใจแบบนั้นนะครับว่า การขึ้นดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น เพราะหมายถึงต้นทุนทางการเงินของบริษัทกำลังจะสูงขึ้น อีกอย่างคือ พอดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือมองว่าตลาดหุ้นมันแพง ก็จะโยกเงินเข้าลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งให้ผลตอบแทนดีกว่าเดิมแทน แต่ตรรกะนี้ อาจใช้ไม่ได้กับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน สาเหตุเป็นเพราะ การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ (ถ้าขึ้นจริง) จะเป็นแค่การขึ้นเพื่อ Normalize Policy Rate หรือ ให้มันมาอยู่ในระดับที่ควรจะเป็น เพราะความเห็นของประธานเฟดทั้งคนเก่าและใหม่ บอกแล้วว่า ที่ 0-0.25% เนี่ย มันต่ำเกินไป  อีกสาเหตุหนึ่ง ก็จากกราฟข้างบนครับ J.P.Morgan เขาทำข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปีที่แล้ว โดยดูความสัมพันธ์ระหว่างผลตอบแทนจากการลงทุนใน S&P500 ไป 1 ปี เทียบกับ ว่า ช่วงนั้นๆ พันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ให้ผลตอบแทนอยู่ที่เท่าไหร่ สรุปจากกราฟก็คือ  ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯอายุ 10 ปี ต่ำกว่า 5% นั้น หากมีการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย จะแทบไม่เป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นเองเลย ซึ่งณปัจจุบัน US Treasury 10 Years อยู่ที่ 2.05% ยังห่างไกลจาก 5% พอควร นี่คือ 3 ข้อที่ผมบอกว่า เป็นประเด็นภาพใหญ่ที่ทำให้ยังไม่เห็นสัญญาณการจบลงของรอบขาขึ้นครั้งนี้ แต่ท่านผู้อ่านหลายคนก็คงยังอดคิดไม่ได้ว่า หุ้นบางตัวมันแพงขนาดนี้ หรืออย่าง MAI Index ในบ้านเราที่ P/E มากกว่า 80 เท่า มันจะเอาอะไรไปขึ้นมากกว่านี้อีก นั้นก็ต้องไปดูกันในรายละเอียดครับ ไม่ใช่ว่าไม่กังวลว่าหุ้นโลกจะฟองสบู่แตก แต่ก็เข้าไปลงทุนในหุ้นปั่นกันสนุกมือ เพราะเจ้ามือหุ้นรายตัว เขาไม่มองภาพใหญ่หรอกครับว่าจะทุบหุ้นพร้อมฟองสบู่ เขาอยากได้เงินตอนไหนเขาก็ทุบเลย ไม่ต้องถามหาเหตุผล อ้อ พอพูดถึงประเด็นนี้ ก็ดีเหมือนกัน กระแสหุ้น IPO เนี่ย มาแรงทั้งโลกนะครับ แต่ที่ต้องระวังคือ พวกเจ้าของที่คิด IPO เพื่อให้ตัวเองรวยขึ้นจากราคาหุ้นเนี่ย เยอะขึ้นเรื่อง ล่าสุด University of Florida เขาสำรวจหุ้น IPO ในสหรัฐฯ พบว่า ปีที่แล้ว มีหุ้น 71% ของหุ้น IPO ทั้งหมด ที่รายงานตัวเลขผลประกอบการออกมาแล้วยังไม่กำไร ... เห็นไหม บริษัทใหม่ๆหิวเงินนักลงทุน มันมีอยู่ทุกมุมของโลก 150209122806-chart-negative-ipos-780x439 ใช้สติ ก่อนโยนสตางค์ไปในตลาดหุ้นนะครับ
CONTINUE READING ...
มารู้จักกับตลาด Emerging Markets
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
มารู้จักกับตลาด Emerging Markets
ธันวาคม 7, 2012 at 4:53 am 0
Emerging Market คืออะไร? คงต้องปูพื้นเริ่มจากคำถามนี้ก่อน Emerging Market หรือ EM คือ ระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ หรือ ก่อนหน้าเรียกว่า ตลาดกำลังพัฒนา ซึ่งตรงกันข้ามกับ ตลาดพัฒนาแล้ว หรือ Developed Market (DM) แบ่ง EM กับ DM ยังไง? 1. ดูที่รายได้ประชาชาติ (GNI –Gross National Income per capita) ถ้าเป็น DM จะแบ่งคร่าวๆที่รายได้ USD 10,066 ต่อหัวขึ้นไป หรือ ปีละ 312,000 บาท (เดือนละ 26,000 บาท) ต่ำกว่านั้น เป็นประเทศเกิดใหม่ ปัจจุบัน ไทยอยู่ที่ USD 5,400 หรือ 167,400 บาท ตกเดือนละ 13,950 บาท ต่างกับเกณฑ์ของ DM เกือบ 2 เท่า ฉะนั้นเราเป็น EM นะครับ 2. ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ และระดับการศึกษาเฉลี่ยของคนในประเทศ รวมทั้งคุณภาพชีวิตของประชากร 3. ผลผลิตทางอุตสาหกรรมและการเกษตร กลุ่มประเทศ Emerging Market นั้น ถูกนักวิเคราะห์และนักลงทุนแบ่งออกตามภูมิภาค 3 โซนด้วยกัน 1. เอเชีย มีประเทศ  ไทย, เกาหลีใต้, จีน, อินเดีย, มาเลเซีย, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน 2. ละตินอเมริกา มีประเทศ อาร์เจนตินา, บราซิ, ชิลี, โคลัมเบีย, เม็กซิโก, เปรู  และ เวนาซูเอลา 3. ยุโรปตะวันออก และตวันออกกลาง มีประเทศ สาธารณรัฐเชก, ฮังการี, โปแลนด์, รัสเซีย, อิสราเอล, จอร์แดน, โมร็อคโค, อียิปต์, แอฟริกาใต้ และ ตุรกี ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทั้งหมดที่กล่าวมา มีประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีขนาดใหญ่ และถูกจับตาว่าจะเป้นตัวขัยเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกอยู่ 4 ประเทศด้วยกัน นั้นคือ บราซิล, รัสเซีย, อินเดีย และ จีน โดยใช้ชื่อย่อว่า BRIC นั้นเอง จุดเด่นของเศรษฐกิจประเทศในตลาดเกิดใหม่คืออะไร? ประเทศเหล่านี้ มีอัตราการเติบโตทาง GDP ที่สูงกว่าตลาดพัฒนาแล้ว อย่างตอนนี้ อเมริกาขยายตัวได้ราวๆ 2% ต้นๆ ส่วนยุโรปนั้น GDP Growth กำลังจะติดลบให้เห็น แต่ประเทศใน EM สามารถโชว์การเติบโตได้ที่ 3% ขึ้นไป นี่คือจุดเด่นข้อสอง จุดเด่นอีกข้อคือ มีปัจจัยพื้นฐานที่รองรับการพัฒนาประเทศได้ดีกว่า นั้นคือ มีหนี้สาธารณะในระดับต่ำ ในขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูง ไม่เหมือนอย่างกลุ่ม Euro Zone ที่ Debt to GDP สูงกว่า 70-80% บางแห่งอย่างกรีซนั้นสูงถึง 120% เศรษฐกิจของ Emerging Market ได้รับผลกระทบจากปัญหาการชะลอตัวของสหรัฐฯ และปัญหาหนี้ของยุโรปไหม? สำหรับประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไปยังประเทศดังกล่าวเยอะๆ ย่อมเจอปัญหานี้เป็นธรรมดา นั้นเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมช่วง 2 ปีที่ผ่านมา EM โดยรวมถึงดูสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้นได้ค่อนข้างน้อย แต่สำหรับกลุ่มประเทศที่ปรับกลยุทธ์และหันมาจริงจังกับการเติบโตภายในประเทศมากขึ้น ก็จะโดนผลกระทบจะโลกน้อยลง หรือแทบไม่มีผล ดูได้จากเศรษฐกิจ และตลาดหุ้นของไทยในปีนี้ ซึ่งยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน โดยหากนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 6 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทย (SET Index) สร้างผลตอบแทนได้เป็นอับดับ 3 ของโลก ที่ 30.68% เป็นรองแค่ ตุรกี และฟิลิปปินส์ ซึ่งทั้งสองประเทศนั้น เป็นประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใมห่ (Emerging Market) เหมือนกัน อนาคตข้างหน้า จะเป็นอย่างไร? ระยะสั้นๆแล้ว เงินเฟ้อของกลุ่ม EM จะทยอยลดลง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางของแต่ละประเทศมีกระสุนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ (ลดดอกเบี้ย) ในกรณีที่ได้รับผลกระทบจากสหรัฐและยุโรปมากกว่าที่เป็นอยู่ จึงทำให้ดูยังพอรับมือได้ แต่ในระยะยาว เมื่อกระตุ้นได้ดี เศรษฐกิจโตขึ้น เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นปัญหากดดันอีกครั้ง จากการที่เงินทุนไหลเข้า และนักลงทุนต่างชาติพยายามนำเงินมาลงทุน แทนที่จะกอดเงินอยู่ในบ้านตัวเองที่อเมริกาหรือยุโรป ดังนั้น ประเทศที่ดำเนินยุทธศาสตร์ทางเศรษบกิจที่ถูกต้อง เน้นส่งเสริมการลงทุน และการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก จะดูดีกว่า และปลอดภัยกว่า ในแง่ของการลงทุนในระยะยาว ซึ่งเมื่อมองในมุมนี้ ประเทศตลาดเกิดใหม่ที่น่าสนใจ ก็อยู่ใน "เอเชีย" แทบทั้งหมด ออกไปลงทุนในต่างประเทศ ก็ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดีหากมีข้อมูล และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้นะครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.