X
สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive
Global Markets, Investment

สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive

กรกฎาคม 20, 2018 0

สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive
วันที่ 19 กรกฎาคม 2561
สถานที่ โรงแรมสยามเคมปินสกี้

เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่าน ผมได้ไปเข้าร่วมฟังมุมมองการลงทุนกับทางกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ถือว่าได้มุมมองน่าสนใจ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีใหม่ในธุรกิจการเงิน และมุมมองการลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งหมด 3 Session วันนี้มาสรุปให้อ่านกันตามนี้นะครับ

Session 2 : Equity Market Outlook 2018

Andrew Slimmon MD, Senior Portfolio Manager Morgan Stanley

คุณ Andrew เริ่มต้นด้วยการพูดว่า เป็นเรื่องยากมากที่คาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในระยะสั้น  นักลงทุนมักจะพิจารณาการลงทุนโดยใช้ปัจจัยที่อยู่ตรงหน้า และเดาว่าจะเกิดอะไรในอนาคต เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุน

แต่จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นคือ เครื่องชั่งน้ำหนักความถูกแพงของ Valuation ในระยะยาว

โดยเปิดมุมมองว่า ตั้งแต่ย่างเข้าปี 2018 เป็นต้นมา คือ ช่วงที่ตลาดพยายาม “Reversion to the mean” หลังจากตลาดหุ้นวิ่งแรงเกินไปในปี 2016-2017 ความหมายคือ ปี 2016-2017 ตลาดหุ้นมันวิ่งแรงเกินไป ดังนั้นปีนี้เป็นปีแห่งการพักฐาน ชะลอตัวลงบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก

โดยเมื่อย้อนดูการปรับฐานในตลาด Bull Market มักจะเป็น W Shape เช่นในปี 2010 และปี 2011 เช่นเดียวกัน เขาเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2018 ไปแล้ว

SP2010

โดยในครึ่งปีหลัง ความผันผวนคงจะมากขึ้นจากหลายประเด็น ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด การที่จะมีการเลือกตั้ง Mid-term ของสหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนที่ขยายตัวช้ากว่าการซื้อหุ้นคืนของเจ้าของ รวมถึงภาวะ Inverted Yield Curve และสงครามการค้า

แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่คุณ Andrew ย้ำชัดก็คือ ก็คือ ในระยะยาว ตลาดหุ้นจะวิ่งตามผลประกอบการ (Earnings) ไม่ใช่ตามข่าว และการเกิด Recession ในอดีต ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะ ปัญหาการเมือง แต่มาจากภาคเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจริงๆ ดังนั้น อย่ากังวลเรื่อง Trade Wars และ Mid-term Election มากเกินไป

มาที่ด้าน Valuation

ปีนี้ S&P 500 P/E อยู่ที่ 16.8x

ปีหน้า S&P 500 P/E อยู่ที่ 15.4x ทาง Morgan Stanley มองว่า ระดับไม่ถือว่าแพงเกินไป

ต่อคำถามที่ว่า เราใกล้ถึงจุดจบตลาดกระทิงรึยัง?

วัฏจักรการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Expansion Cycle) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.8 ปี รอบนี้อยู่ที่ 8 ปีนิดๆ สะท้อนว่า ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ย แต่รอบปี 1991 ละ 1961 Cycle ยาวกว่า (10 ปี และ 9 ปี) แต่อัตราการเติบโตกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และรอบวัฏจักรอื่นๆ ตรงนี้ อาจตีความได้ว่า ตลาดกระทิงรอบนี้ มีโอกาสยาวนานกว่าในอดีตก็เป็นไปได้

เรื่องต่อมาที่ตลาดให้ความสนใจ และคุณ Andrew ก็กล่าวถึงคือ Inverted Yield Curve ซึ่งคุณ Andrew ก็แสดงข้อมูลย้อนหลังในอดีตให้เราเห็นว่า การเกิด Inverted Yield Curve ในอดีต ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานแรง ในทางกลับกัน  4 ครั้งที่เกิดขึ้น ตลาดหุ้นวิ่งได้เฉลี่ย 40% ใน 2 ปี หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ด้วยซ้ำ

ถ้าดูวงจรตลาดหุ้นจากจิตวิทยานักลงทุน หรือ The Investor Psychology ทาง Morgan Stanley มองว่า อยู่ในช่วงขยับจาก Confidence ขึ้นไปสู่ Enthusiasm ยังไม่ใช่ Euphoria หรือจบรอบขาขึ้น แต่ก็เหลือเวลาไม่มากนัก

Fig1v2

ในระยะสั้น ที่เห็นว่ามีพัฒนาการมากขึ้นก็คือ Citi Economic Surprise Eurozone ซึ่งเป็นสัญญาณที่ใช้ดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เทียบกับ ตัวเลขเศรษฐกิจ และกำไรบริษัทที่ทยอยออกมาจริง จะพบว่า เริ่มผงกหัวขึ้นแล้วเมื่อย่างเข้าเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนว่า ที่ยุโรป เริ่มมีข่าวดีบ้างแล้ว ขณะที่ MSCI Emerging Market ลงมาเกือบ -20% แล้ว ดังนั้น โอกาสรีบาวน์จากจุดนี้ก็มีเหมือนกัน

Citi

สรุปมุมมองโดยรวมคือ ปีนี้ครึ่งปีหลังอาจยังผันผวนเหมือนครึ่งปีแรก แต่ไม่ใช่จุดจบของตลาดหุ้น และทำให้มีโอกาสในการลงทุนมากขึ้นสำหรับนักลงทุน โดบเชื่อว่า ระยะสั้นเป็น Cyclical Bear แต่ระยะยาวตลาดหุ้นยังเป็น Secular Bull

ขณะที่ทาง บลจ.กรุงศรี (KSAM) ผมขอสรุปใจความสั้นๆนะครับ คือ ยังมองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ค่าเงินบาทถึงแม้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ก็อ่อนค่าในอัตราที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ กนง. อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยได้ ตรงที่ Gap ระหว่างดอกเบี้ย Fed Fund Rate กับ ดอกเบี้ยนโยบายของไทยกว้างขึ้น มีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก และการที่ดอกเบี้ยต่ำยาวนานเกินไป

ที่น่าสนใจคือ Net Fund Outflow ของนักลงทุนต่างชาติ ที่ออกจากตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับสัดส่วน Market Cap พบว่า เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี มีสัดส่วนถึง 1.25% ซ฿่งมากสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชีย มองมุมหนึ่งก็บอกได้ว่า ขายเยอะเกินไปแล้ว ก็สามารุมองได้

ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ถือว่าน่าสนใจไหม ในมุมมองของ KSAM มองว่า ณ ปัจจุบัน PE Ratio อยู่แถวๆ 16-17 เท่า ถือว่า ถูกเมื่อเทียบกับในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philippines) แล้ว ก็ถือว่า PE ถูกว่า PBV ต่ำกว่า และให้ Dividend Yield ที่น่าสนใจมากกว่า

สำหรับ Asset Allocation ที่ทาง บลจ.กรุงศรี ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ก็ตามนี้ครับ ตราสารทุน 65% โดยลงทุนในหุ้นไทย 33% ตลาดพัฒนาแล้ว 22% และตลาดเกิดใหม่ 10%  ฝั่งตราสารหนี้ 35% แนะนำ ตราสารหนี้ในประเทศ 20% และ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 15%

 

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.