X
5 ดาวบนธงชาติจีน สู่ 5 ดาวบนกองทุน K-CHINA จาก บลจ.กสิกรไทย
Mutual Fund, Recommended

5 ดาวบนธงชาติจีน สู่ 5 ดาวบนกองทุน K-CHINA จาก บลจ.กสิกรไทย

กุมภาพันธ์ 15, 2018 0

ทุกคนเคยเห็นธงชาติจีนกันแล้วใช่ไหมครับ? ถ้ายังไม่สังเกต ขอให้เหลือบไปมองในรูปหัวข้อบทความนี้อีกทีหนึ่ง

จะเห็นว่า บนธงชาติจีน มีดาวสีเหลืองอยู่บนพื้นสีแดงทั้งหมด 5 ดวงด้วยกัน

แล้วดาว 5 ดวงหมายถึงอะไร?

ธงชาติจีน หรือ ธงแดงห้าดาว (อักษรจีน: 五星红旗; พินอิน: wǔ xīng hóng qí, อู่ซิงหงฉี) มีต้นแบบมาจากธงชาติจีนที่เจิงเหลียนซง นักเศรษฐศาสตร์และศิลปินชาวรุ่ยอานเป็นผู้ออกแบบและส่งเข้าประกวดต่อสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของจีน ซึ่งในการประกวดนั้น มีผู้ออกแบบธงชาติและส่งเข้าประกวดถึง 3,012 แบบจากทั่วประเทศ และแน่นอนว่า ธงที่เจิงเหลียนซงออกแบบ คือ ธงประจำชาติที่เราเห็นในปัจจุบัน

ดวงดาวสีเหลือง 5 ดวง หมายถึง ความเป็นหนึ่งเดียวกันของชาวจีนทั้งประเทศ ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติจีน ซึ่งคือ ดาวดวงที่ใหญ่ที่สุด ขณะที่อีก 4 ดวงหมายถึง 4 ชนชั้นในสังคม คือ ชนชั้นกรรมกร ชนชั้นเกษตรกร ชนชั้นนายทุนน้อย (หรือเจ้าของกิจการ SME) และชนชั้นนายทุนแห่งชาติ

สัญลักษณ์ของธงชาติจีน สะท้อนวิถีชีวิต แนวคิด และ ความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นอย่างดี และความสำเร็จทางเศรษฐกิจที่จีนมีมาถึงวันนี้ ก็ต้องบอกว่า ส่วนสำคัญมาจากการวางนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์นี่เอง

เศรษฐกิจจีน ณ ตอนนี้เป็นอย่างไร?

อดีตของจีนในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมา คือฐานการผลิตที่สำคัญของโลก เนื่องจากจำนวนประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน ซึ่งเป็นแรงงานการผลิตสำคัญของโลก บวกกับนโยบาย “ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ” ทำให้บริษัทข้ามชาติย้ายฐานการผลิตมาตั้งในประเทศจีน และผลิตสินค้าส่งออก

แต่การเป็นประเทศผู้ผลิตที่มีค่าแรงถูกแบบนี้ ข้อได้เปรียบนั้นลดลงเรื่อยๆ จากการปรับขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำ และที่สำคัญคือ ผลประโยชน์จากการผลิตและขายสินค้า ส่วนใหญ่ตกอยู่กับบริษัทที่มาตั้งฐานการผลิต และไปขายสินค้าทำให้ได้ Margin สูงกว่าเดิม ซึ่งพอไปดูโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยการดูที่ GDP ของประเทศจีน ก็พบว่า ในอดีต จีนโตด้วยการส่งออกสินค้าในสัดส่วนสูงมากกว่า 70% ในขณะที่มาจากการบริโภคในประเทศในส่วนน้อยกว่าเยอะทีเดียว

สิ่งที่รัฐบาลจีนเห็นว่าต้องเปลี่ยนแปลง?

ข้อเสียเปรียบที่จีนได้เล็งเห็นนี้ จึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนนโยบายเป็น Consumer-Drive Economy ลองนึกภาพตามนะครับ ด้วยโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเป็นฐานการผลิตให้ต่างชาติมาตลอด กลายเป็นว่า คนที่รวยขึ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ เจ้าของธุรกิจส่งออก ที่ร่วมทุน หรือ สร้างโรงงานมารองรับความต้องการสินค้ารอบโลกเพียงแค่กลุ่มเดียว

แต่เมื่อเห็นปัญหา และเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายเป็นการโตจากภายใน ให้การบริโภคภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ก็หมายถึง เหล่าเศรษฐีเกิดใหม่ จะมาจากการตั้งห้างร้าน การผลิตสินค้า และบริการให้คนจีนด้วยกันได้ประโยชน์ มองแบบนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจก็น่าจะมีผู้ได้ประโยชน์มากกว่า

และการลงทุนที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบายของจีนแบบนี้ ก็มีให้นักลงทุนนะครับ นั่นคือ

กองทุน K-CHINA หรือ K China Equity Fund กองทุนระดับ 5 ดาวจากมอร์นิ่งสตาร์ (Morningstar® Overall Rating ของกลุ่ม Thailand OE China Equity, ข้อมูล ณ  31 ม.ค. 2561)

กองทุนหลักของ K-CHINA คือ Fidelity Funds –China Focus บริหารโดยกลุ่ม Fidelity International Limited (FIL) ซึ่งจะลงทุนในหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนซื้อขายทั้งใน จีน(A-Share) และฮ่องกง (H-Share) รวมถึงอาจลงทุนในหุ้นประเทศอื่นๆ ที่มีธุรกิจในประเทศจีน (Greater China)

กลยุทธ์ของกองทุนหลัก เน้นการลงทุนในหุ้นคุณค่า (Value Stock) โดยพิจารณาคัดเลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี จ่ายเงินปันผลสูง และราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง

K-CHINA001

นี่คือ Top 10 Holdings ล่าสุดของกองทุนหลัก (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560)
แหล่งข้อมูล : https://www.fidelity.com.sg

จะเห็นว่า หุ้น 10 ตัวแรก เป็นหุ้นกลุ่มธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยีเสียเยอะหน่อย แต่ก็ไม่เยอะขนาดตัวดัชนีชี้วัด คือ MSCI China Capped 10% (N) Index นะครับ พอไปดูการลงทุนของกองทุนหลัก เปรียบเทียบน้ำหนักกับดัชนีชี้วัด ก็จะเห็นความแตกต่างชัดขึ้น ตามรูปด้านล่าง (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2560)

K-CHINA002

แหล่งข้อมูล : https://www.fidelity.com.sg

น้ำหนักการลงทุนที่ ผู้จัดการกองทุนหลักให้น้ำหนักมากที่สุด (Overweight) 5 อันดับแรก คือ กลุ่มสถาบันการเงิน, กลุ่มเทคโนโลยี , กลุ่มพลังงาน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ซึ่งหลายคน พอเห็นไปลงทุนในจีนด้วยน้ำหนักแบบนี้ ก็อาจจะถามว่า  ทำไมกองทุนหลักให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น IT น้อยกว่าดัชนีชี้วัด ทั้งที่ตอนนี้หุ้นกลุ่ม IT จีน อย่างเช่น Alibaba หรือ Tencent ก็มาแรง ทั้งนี้ก็เพราะว่าผู้จัดการกองทุนมองว่าราคาหุ้นมันแพงเกินไปเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริง ซึ่งก็ขัดกับกลยุทธ์การลงทุนที่เน้นหุ้นคุณค่า ซึ่งจะต้องมีราคาที่เหมาะสมนั่นเองนอกจากนี้ ในมุมมองของผมนะครับ ถ้าจะไปลงทุนในจีน แนะนำให้กระจายความเสี่ยงซักหน่อย อีกอย่างคือ นโยบาย Consumer-Drive Economy ที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนวางไว้ มันเอื้อให้เกิดเศรษฐกิจใหม่ ไม่ใช่แค่กลุ่มเทคโนโลยีเท่านั้น กลุ่มธุรกิจอื่นๆก็มีส่วนผลักดันเศรษฐกิจจีนไปพร้อมๆกันด้วย ตรงนี้ละครับ เลยเกิดเป็นคำว่า “China New Economy”

แล้ว China New Economy หน้าตาเป็นอย่างไร

คือ นโยบายภาพใหญ่ที่รัฐบาลจีนมุ่งพัฒนาสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการพัฒนาของเศรษฐกิจ และเชื่อมต่อ ระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนพัฒนาทั้งหมด 6 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้าน Financial services เน้นสร้างความมั่นคงให้เหล่าสถาบันการเงิน, ด้าน Innovation ที่เน้นนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้ในการผลิต เพื่อรองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่, ด้าน Environment ที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมไปพร้อมการพัฒนาเศรษฐกิจ, ด้าน Healthcare ที่ต้องให้ความสำคัญกับสุขภาพความเป็นอยู่ของประชากรที่จะเป็นกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ, ด้าน Agriculture ที่เน้นเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิตทางการเกษตร และสุดท้ายคือด้าน Infrastructure ซึ่งโครงการสำคัญคือ “หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง” หรือ One Belt, One Road (OBOR) ที่เน้นลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมต่อการคมนาคมระหว่างประเทศเข้าด้วยกัน ผ่านเส้นทางสายไหมทางบก (Silk Road Economic Belt) และทางทะเล (Maritime Silk Road)

เป็นไงครับ แผนพัฒนา 6 ด้านของจีน ถือว่าคิดมาครบถ้วน และน่าสนใจมากๆ แต่ที่ผมขอพูดถึงมากขึ้นหน่อยคือ โครงการ  One Belt, One Road หรือ OBOR

ไปดูรูปเส้นทาง OBOR ที่จีนคิดวางแผนไว้กันครับ

K-CHINA003

แหล่งข้อมูล : https://www.merics.org

โครงการเส้นทางสายไหม OBOR นี้ คาดการณ์กันว่า น่าจะ

  1. ใช้เงินลงทุน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์
  2. เชื่อมต่อการคมนาคมกว่า 60 ประเทศ ในเอเชีย ตะวันออกกลาง ยุโรป แอฟริกาตะวันออกและเหนือ
  3. ส่งผลต่อ 65% ของประชากรโลก
  4. มีผลกระทบต่อ 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจโลก และ 1 ใน 4 ของการค้าโลก

วาดภาพไว้ขนาดนี้ แน่นอนว่า แผนโครงการ OBOR ก็น่าจะกระทบกับไทยเราด้วยเหมือนกัน ส่วนจะกระทบในด้านบวกหรือลบ คงต้องอยู่ที่ยุทธศาสตร์ไทยเรา แต่สำหรับนักลงทุนอย่างเรา ถ้าเห็นโอกาสก็เลือกได้ครับ ว่าจะกระจายเงินไปลงทุนในจีนด้วยหรือเปล่า

และนี่คือประเทศที่มีดาว 5 ดวงบนธงชาติ ที่ถือเป็นหนึ่งในมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก

สำหรับใครที่สนใจ และมองว่าเป็นโอกาส ก็มีกองทุน K-CHINA ที่ได้ 5 ดาวจาก Morningstar เช่นเดียวกันนะครับ และการได้รับ 5 ดาวมาครอง ก็ย่อมพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกองทุนด้วย ซึ่งสถาบันผู้จัดอันดับเรตติ้งอย่าง Morningstar เค้าก็มีหลักเกณฑ์พิจารณาที่เป็นสากล โดยดูทั้งในส่วนผลดำเนินงานและความเสี่ยงควบคู่ไปด้วย แปลว่ากองทุนที่ได้เรตติ้ง 5 ดาวนั้นย่อมมีผลการดำเนินที่ปรับด้วยความเสี่ยงแล้วดีกว่านั่นเอง

สุดท้ายนะครับ ขอพาไปดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุนหลัก Fidelity Funds – China Focus Fund เปรียบเทียบกับกองทุน ETF ที่ Track ตัวเองตามดัชนี MSCI China กัน

K-CHINA004

แหล่งข้อมูล : http://www.bloomberg.com

และเมื่อใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณผ่าน 3D-Diagram พิจารณาตัวกองทุน K-CHINA เทียบกับ กองทุนรวมอื่นๆที่ลงทุนในหุ้นจีน ก็พบว่า ค่าทางสถิติ ทั้งในแง่ Past Performance, Risk Adjusted Return และ Maximum Drawdown ดีกว่าค่าเฉลี่ยทุกตัว และติดกลุ่มผู้นำด้วย

K-CHINA005

แหล่งข้อมูล : https://www.finnomena.com/fund/K-CHINA/

สนใจศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://goo.gl/F3Zuqx

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
  • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต
  • การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน
  • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
  • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInPin on Pinterest

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.