X
ตลาดหุ้นโลก กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆหรือยัง?
Mr. Messenger's View, Thailand, US

ตลาดหุ้นโลก กำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆหรือยัง?

เมษายน 4, 2019 0

มันน่าจะเป็นคำถามที่ทุกคนต้องการคำตอบมากที่สุดในเวลานี้ ในเวลาที่ความผันผวน และความไม่ชอบมาพากลมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั้งในไทยและในต่างประเทศเอง

ถ้าไปถาม J.P.Morgan ซึ่งเพิ่งออก Outlook 2Q2019 ออกมา และกาง Dashboard ความเสี่ยงที่ตลาดหุ้นจะมุ่งเข้าสู่ Bear Market Entry แล้ว ก็ต้องบอกว่า ความเสี่ยงต่ำ (ดูรูปที่ 1)

J.P.Morgan มองว่า ปัจจัยที่จะทำให้ตลาดหุ้น S&P500 เข้าสู่ Bear Market หลักๆแล้วมีอยู่ 4 ปัจจัยคือ Recession, Commodity Spike, Aggressive Fed, Extreme Valuation

ไปดูทีละตัวกัน

Recession : ตอนนี้ก็มีหลายสำนัก ทั้ง World Bank และ IMF ที่ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจโลกปีนี้ชะลอตัว และมีความเสี่ยงจะ Recession เพิ่มขึ้น ทาง WTO ก็บอกการค้าโลกก็ชะลอตัวเช่นกัน แต่ทั้งหมดทั้งมวล ก็ยังไม่มีใครบอกว่า Recession รออยู่ตรงหน้าเราแน่ สรุปคือ ไม่มีใครฟันธง แค่ต้องระมัดระวังไว้หน่อย

ความเห็นส่วนตัว : ถ้าทุกคนเตรียมรับมือ และไม่เสี่ยงจนเกินเหตุอยู่แล้ว โอกาสจะเกิด Recession ยังไงก็น้อย ยกเว้นแต่ว่า จะมีความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ใต้พรมซึ่งไม่ได้อยู่ในเนื้อหา หรือ สื่อกระแสหลักไม่ได้หยิบยกขึ้นมา แล้วระเบิดขึ้นแบบช่วงวิกฤตวิกฤต Subprime ที่ปรากฏว่า มีคนไปถือ CDO & CDS อีกเป็นตัีบ แบบนั้นก็น่ากลัว

แต่ๆๆๆๆ เราไปกังวลสิ่งที่ไม่รู้ว่ามีอยู่จริงหรือเปล่า และไม่รู้ว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ จะกังวลไปทำไม? เพราะฉะนั้น ก็ต้องบอกว่า ปัจจัย Recession ณ ตอนนี้ ยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจน ผมเห็นด้วยกับ J.P. นะประเด็นนี้นะ

Commodity Spike : เป็นที่ทราบกันดีว่า หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวขึ้นสูงเกินไปมากๆ มันจะไปฉุดให้การบริโภคชะลอ หรืออาจถึงขั้นหดตัว และเมื่อคนไม่ยอมซื้อของ เงินในระบบมันก็ไม่หมุน เศรษฐกิจก็มีโอกาสสะดุดได้ แต่ถ้าดูจาก GSCI Commodity Index ก็ชัดว่า ราคาโภคภัณฑ์ตอนนี้ต่ำเกินกว่าจะบอกว่าเป็นฟองสบู่ได้นะครับ

ความเห็นส่วนตัว : สินค้าโภคภัณฑ์ แทบไม่ขยับขึ้นเลยในรอบ Bull Market Cycle รอบนี้ ซึ่งส่วนตัวตีความว่า รอบก่อนหน้านี้ก่อนปี 2008 ที่ Commodity วิ่งแรงๆ จริงๆมาจากแรงเก็งกำไรมากกว่ามาจาก Demand ที่แท้จริง รวมถึงราคาน้ำมันดิบ เคยร่วงลงไปทดสอบ New Low เมื่อปีก่อนแล้ว ก็ไม่ได้เกิดปราปฎการณ์ไฟลามทุ่ง หรือ Domino Effect อย่างที่หลายๆคนกลัว ดังนั้น ประเด็นเรื่อง Commodity Spike จะจุดชนวน Bear Market หลังจากนี้ มีโอกาสน้อยมากครับ

Aggressive Fed : หรือการใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัว หรือเชิงรุก ด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ จะส่งผลต่อ Cost of Funding และดูดสภาพคล่องในระบบออก ถ้าถามประเด็นนี้ เมื่อปีที่แล้ว ก็มีเสียวเหมือนกัน เพราะเฟดเหมือนจะตั้งหน้าตั้งตาขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง จากภาพที่เศรษฐกิจสหรัฐฯดูดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่หลังการประชุม FOMC เดือนมี.ค. ที่ผ่านมา เฟดก็มาแนว Dovish Tone ไม่ขึ้นดอกเบี้ย และจะยุติการทำ QT เลยทำให้ J.P. มองประเด็นนี้ ก็ไม่มีความเสี่ยงแล้วเช่นกัน

ความเห็นส่วนตัว : เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้ ก็คงต้องมีสัญญาณชัดเจนว่าเศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง แต่จากตัวเลขที่ออกมาในช่วง 2 เดือนหลัง ก็ชัดว่า ไม่ใช่แล้ว พอเฟดกลับมาใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย อย่างน้อยๆใน 3-6 เดือนหลังจากนี้ ตลาดก็น่าจะมีความหวังขึ้นมาบ้าง

Extreme Valuation : ถ้าดีที่ Shiller P/E Ratio จะพบว่า รอบนี้ เคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุด 32.60x เมื่อเดือนก.ย. ปีที่แล้ว ก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯจะปรับฐานในไตรมาส 4Q2019 และ ณ ตอนนี้ Shiller P/E ก็ลงมาอยู่ที่ 31.10x ก็ลงมาหน่อยให้เราหายใจคล่องขึ้น

ความเห็นส่วนตัว : Shiller P/E Ratio ตอนช่วงก่อนฟองสบู่ซับไพรม์แตก พุ่งขึ้นไปแตะ 27.40x ตลาดก็พังแล้ว ถ้ามองมุมนี้ ถือว่า จุดที่เรายืนอยู่ตอนนี้ มีเสียวเหมือนกัน เพราะแพงกว่าปี 2008 ไปแล้ว แต่ถ้าไปดูรอบ Dotcom Bubble ตอนนั้น Shiller P/E Ratio ขึ้นไปถึง 44.20x และรอบนี้ หุ้นที่นำตลาดก็เห็นหุ้น Technology คล้ายๆกับรอบนั้น ผมขอตีความว่า เรายังมี Upside อยู่บ้าง แต่ก็ต้องระวัง

สรุปเลยก็คือ จากทั้งหมด 4 ปัจจัย ที่ J.P.Morgan มอง เขามองว่า ตัวที่จะทำให้ตลาดพัง หรือ ปรับฐานรุนแรง ยังไม่มีให้เห็นในตอนนี้

ส่วนมุมมองส่วนตัวผม คือ มันอาจจะมีอะไรใต้พรมซุกอยู่ ที่ไม่ใช่ 4 ปัจจัยนี้ เราก็ไม่รู้หรอก แต่ถ้าพิจารณาจาก 4 ปัจจัยของ J.P. ที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดคือ Valuation ที่ไม่ได้ถูก


และถ้ามองด้าน Technical Analysis ก็ดูเหมือนสบายใจได้มากขึ้นหน่อย หลังดัชนีอย่าง MSCI All Countries World Index ได้สัญญาณ Golden Cross เส้นค่าเฉลี่ย 50 วันตัดขึ้นเหนือ 200 วัน ได้อีกรอบ (รูปที่ 2) ซึ่งไม่ใช่สัญญาณของ Bear Market แน่ๆ แต่จะวิ่งมากกว่านี้ได้อีกเยอะไหม คงต้องมาดูกัน

ดูที่ Leading Indicator ของเศรษฐกิจอย่าง Global PMI (รูปที่ 3) ก็น่าสนใจตรงที่ ต่ำเตี้ยมาตลอด และแตะระดับต่ำสุดเมื่อตอนวิกฤต 2008 แล้ว แสดงว่า อาการของเศรษฐกิจโลกตอนนี้ดูไม่ดี หาก PMI ไม่ขยับขึ้นหลังจากนี้ ก็จะไปทำให้ปัจจัยตัวแรกของ J.P. หรือ Recession มีความเสี่ยงสูงขึ้น

ลองไปดู Indicator ตัวอื่นๆที่ใช้จับตลาด Bear อีกตัว ก็คือ US VS. German 5Yr Yield Spread หรือ ส่วนต่างดอกเบี้ยพันธบัตร 5 ปีของสหรัฐฯและเยอรมัน (รูปที่ 4) จะพบว่า ถ้า Spread แคบลง และหลุด Trend Line ตามรูปและเข้าสู่ Downtrend ยาวๆเมื่อไหร่ วิกฤตรออยู่ข้างหน้าอีกไม่เกิน 2 ปี ซึ่ง ณ ตอนนี้ เหมือนจะหลุด Uptrend มาแล้ว มองแง่ดีคือ เรามีเวลาอีกตั้ง 2 ปี (555+)

อ่านแล้วก็ต้องไปคิดวิเคราะห์กันต่อว่า สุดท้ายแล้ว เรามีมุมมองต่อการลงทุนในอนาคตอย่างไร และบทความนี้เพียงบทความเดียว ก็ไม่ใช่ทั้งหมดของข้อมูลที่จะเอามากำหนดกลยุทธ์การลงทุน

แต่ถ้าเอามุมมองส่วนตัวของผม สินทรัพย์เสี่ยง และตลาดหุ้น ยังมีความน่าสนใจ เพียงแต่ เราต้องกระจายความเสี่ยงไว้บ้าง และพุ่งเป้าไปที่การลงทุนเพื่อสร้างพอร์ตในระยะยาว มั่นคงเข้าไว้ครับ

Mr.Messenger รายงาน

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.