X

Mr. Messenger’s View

ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
Emerging Markets, Investment, Investment
ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
ตุลาคม 4, 2018 at 4:39 pm 0
ปี 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ทดสอบความสามารถ และความทนทานของนักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หลังจากปี 2016 และปี 2017 ให้ผลตอบแทนอย่างงดงามมาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานกันบ้าง แต่สิ่งที่นักลงทุนอย่างเราไม่คาดคิดก็คือ ความผันผวนที่เกิดขึ้น มาเร็วและรุนแรงกว่าที่เราประเมินกันไว้ ดังนั้นจึงถือเป็นการทดสอบพอร์ตการลงทุน และแนวทางการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนเป็นอย่างดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้หรือไม่ ผมของลองย้อนภาพเหตุการณ์การปรับฐานครั้งนี้ให้ดูอีกครั้งนะครับ เริ่มแรก กลุ่มประเทศ Fragile Five หรือ 5 ประเทศเสี่ยงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ คือ บราซิล, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ตุรกี และ แอฟริกาใต้ เจอบททดสอบเป็นแห่งแรกในตลาดเกิดใหม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตร หรือ Quantitative Easing : QE และเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ผลที่ตามมาคือ การอ่อนค่าของค่าเงินอย่างหนักในปี 2013-2015 และนำมาซึ่งความไม่สงบและการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศ หลังจากนั้น การถล่มของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงหรือไม่ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่สามารถกลับมากลายเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งในปี 2016-2017 ที่ผ่านมา แต่พอย่างเข้าปี 2018 กระแสการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ริเริ่มโดยสหรัฐฯ ก็ทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าอเมริกา และค่าเงินดอลลาร์กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่า ผลต่อตลาดเกิดใหม่ คือ เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออก และค่าเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าโดยพร้อมเพรียงกัน จุดเริ่มต้นคือ สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และผลกระทบกับมากกว่านั้น เพราะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในหลายประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูง และมีปัญหาเงินทุนสำรองอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างประเทศเหล่านั้นก็คือ แอฟริกาใต้, ตุรกี และหลายประเทศในอเมริกาใต้ รวมถึงจีน และเริ่มมีแรงขายในตลาดหุ้นด้วยเช่นเดียวกัน ถ้านับจากต้นปีจนถึงสิ้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา MSCI Emerging Markets ติดลบไปร่วมๆ -9% คำถามที่ตามมาก็คือ การปรับฐานครั้งนี้ จะลงต่อ หรือนี่คือโอกาสซื้อของถูกกันแน่? แน่นอนว่า พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนที่ติดลบอยู่ตอนนี้ ประเด็นหลักมาจากสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่นี่ละครับ ดังนั้น ก็ต้องไปทำความเข้าใจ และมองไปข้างหน้าอย่างเป็นกลาง ในแง่ของความถูกแพง ก็ต้องยอมรับว่า ณ ระดับนี้ จากปลายปีที่ PE Ratio อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ลงมาอยู่ที่ระดับ 13 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวนับตั้งแต่ปี 1995 ทีเดียว นี่คือมุมหนึ่งที่เวลาตลาดเกิดแรงเทขายรุนแรง (panic sell) ความมีเหตุผลของนักลงทุนก็จะถูกกลบไปด้วยความกลัว ในด้านของสงครามการค้า และเพิ่มรายการสินค้าเพื่อตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯกับจีนนั้น ในภาพโดยรวม หลายสำนักวิเคราะห์ก็มีเหมือนกันที่มีมุมมองว่า เศรษฐกิจจีน ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารอบนี้มากนัก เพราะสัดส่วน Export to GDP จากเดิมปี 2016 เคยอยู่ที่ระดับ 35% ลดลงมาเหลือ 20% ณ ปี 2017 แสดงให้เห็นถึงการลดความสำคัญของภาคการส่งออกลงไป และการที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังทำให้ราคาขายสินค้าไปยังสหรัฐฯ พอชดเชยกับภาษีที่ต้องเสียมากขึ้นได้อยู่ระดับหนึ่ง มุมมองส่วนตัว เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจะย้ายไปย้ายมาเป็นระลอก จากที่ที่คาดว่าผลตอบแทนต่ำ ไปยังที่ที่คาดว่าผลตอบแทนสูง จากที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานแพง ไปยังที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานถูก แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้ก็คือ ไม่มีใครรู้จุดต่ำสุด จุดสูงสุด หรือ ตรงไหนที่เป็นจุดวกกลับของกระแสเงินทุนแน่นอนนะครับ ดังนั้น เราคงต้องย้อนกลับไปดูพอร์ตการลงทุนของเราในภาพรวมว่า เรายังเชื่อมั่นหรือไม่ หรือว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้จัดทัพการลงทุนให้เป็นเรื่องเป็นราว และไม่ได้จริงจังกับมันมากพอ จัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของเราเพื่อรองรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในอนาคตให้ดี จะทำให้ตอนขาดทุน เราไม่ขาดทุนหนักเกินไป พอร์ตการลงทุนไม่ผันผวนหรือหวือหวาเกินไปจนทำให้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ และยังสามารถกระจายโอกาสการลงทุนได้รอบโลกอีกด้วย ขอให้การปรับฐาน และการขาดทุนระยะสั้นที่คุณกำลังเจอตอนนี้ เป็นบทเรียนชั้นดีในการสร้างภูมิคุ้มกันการลงทุนในระยะยาวนะครับ ถ้าหมดหนทางจะคิดได้ด้วยตัวเองจริงๆ แนะนำให้หาที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนคุณให้สมดุล ไม่รู้จะหาที่ไหน ก็ไปที่ TMB Advisory ที่มีคำแนะนำจากมืออาชีพ ให้คำปรึกษาเชิงลึก ทำความเข้าใจความต้องการการลงทุนของเราก่อนให้คำแนะนำ และยังติดตาม อัพเดทสถานการณ์ข่าวสารอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สนใจรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่สาขาให้บริการ เพิ่ม TMB คลิก

ปรึกษา หรือ ซื้อ-ขายกองทุน โทร. 1558 กด #9

CONTINUE READING ...
ตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับฐานจบแล้วหรือยัง?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
ตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับฐานจบแล้วหรือยัง?
กรกฎาคม 15, 2018 at 10:48 am 0
ตลาดหุ้นเวียดนามประสบปัญหาเจอแรงเทขายมาตั้งแต่ย่างเข้าเดือนเม.ย. ปีนี้ โดยดัชนีซึ่งเคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ 1,211.34 จุด เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2018 ร่วงลงมาทำจุดต่ำสุดที่ 884.99 จุด ในวันที่ 6 ก.ค. 2018 คิดเป็นการปรับฐานที่ลึกมากกว่า -26% ไปแล้ว ตลาดหุ้นเวียดนามจึงถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เข้าสู่ Bear Market จากนิยามที่ว่า ปรับฐานมากกว่า -20%

การปรับฐานของตลาดหุ้นเวียดนาม เกิดจากสาเหตุอะไร?

ประเด็นที่น่าสนใจที่สุด เห็นจะเป็น การที่รัฐบาลชุดใหม่ของนายเหวียน ซน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนาม เตรียมร่างกฎหมายใหม่ ซึ่งจะเปิดทางให้ชาวต่างชาติถือครองที่ดินสูงสุดจากเดิม 70 ปี ไปเป็น 99 ปี เพื่อดึงดูการลงทุนของต่างชาติเข้ามาในเขตเศรษฐกิจพิเศษ 3 แห่ง รองลงมาก็คือ สภานิติบัญญัติของเวียดนาม ได้ทำการรับรองร่างกฎหมาย "Cyber Security" ให้รัฐบาลเวียดนามสามารถเข้าถึงข้อมูลออนไลน์ของประชาชนเพื่อความมั่นคงของประเทศ ซึ่งถือว่าผิดจังหวะมากๆ เพราะการรับรองร่างกฎหมายนี้ เกิดขึ้น 2 วันให้หลังจากการที่ประชาชนออกมาประท้วงกรณีร่างกฎหมายการถือครองที่ดินของชาวต่างชาติ จึงทำให้หลายฝ่ายมองว่า รัฐบาลพยายามตัดช่องทางสื่อสารของกลุ่มที่เคลื่อนไหวคัดค้านกฎหมายที่ดินหรือไม่? ประเด็นคือ ถึงเวียดนามจะเป็นชาติคอมมิวนิสต์ แต่ด้วยเศรษฐกิจแบบเปิดตามนโยบายที่มีมาก่อนหน้านี้ กฎหมายด้าน Cyber Security ถือเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของชาวเวียดนามทันที เพราะสิ่งที่เวียดนามไม่เหมือนจีนคือ ในโลกอินเตอร์เน็ต ชาวเวียดนามใช้ Social Media Platform จากต่างชาติอยู่ก่อนแล้ว เช่น Facebook ซึ่งเวียดนามถือว่ามีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับ 7 ของโลกทีเดียว ร่างกฎหมายดังกล่าว บังคับให้บริษัทเทคโนโลยีต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจในเวียดนาม จำเป็นต้องตั้ง Server มาไว้ในประเทศ และต้องเปิดสำนักงานในประเทศด้วย ดังนั้นในแง่ของการเป็นนักลงทุน ก็ถือเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับบริษัทต่างชาติในการเข้าไปทำธุรกิจในเวียดนามด้วย ซึ่ง ณ ตอนนี้ประเด็นกฎหมายทั้งสองร่างนี้ ได้ถูกเลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่บานปลาย อีกเรื่องคือ ประเด็นเรื่อง Trade Wars ระหว่าง จีน กับ สหรัฐฯ เนื่องจากเศรษฐกิจเวียดนาม ขับเคลื่อนด้วยภาคการลงทุนจากต่างชาติ และการที่ตลาดหลัก 2 ตลาดกำลังฟาดฟันกัน ก็ทำให้บรรยากาศในการลงทุนเปลี่ยนไปในช่วงที่มีการตอบโต้กันไปมา ดังนั้นหากกระแสสงครามการค้ายังคงมีต่อ ก็คงกระทบกับทุกประเทศในเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เพียงแค่เวียดนามเท่านั้น

ข้อดีของการที่เราไปลงทุนในเวียดนามในระยะยาว ยังดีเหมือนเดิมไหม?

✔ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า กำไรบริษัทจดทะเบียนในปี 2019 จะโตมากกว่า 20% ซึ่งถือว่ามากกว่าประเทศอื่นๆในเอเชียส่วนใหญ่ นี่คือ ข้อดีข้อที่หนึ่ง คือ มี Growth ในอัตราที่สูง ✔  Forward P/E ของตลาดหุ้นเวียดนามอยู่แถวๆ 15 เท่า เทียบเท่ากับตลาดอื่นในเอเชียแล้ว ก็ถือว่าทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีความน่าสนใจกว่ามากหลายตลาดในเอเชีย ✔ สภาพคล่องตลาดหุ้นเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ และตลาดหลักทรัพย์เวียดนามเอา ก็เริ่มมีการลดข้อจำกัดด้านการถือครองของนักลงทุนต่างชาติ (FOL) ทำให้ในอนาคตมีโอกาสเข้าไปรวมคำนวนในดัชนี MSCI Emerging Market Index ซึ่งวางแผนไว้ว่าน่าจะเข้าคำนวนได้ในปี 2022 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า vietnam-gdp-per-capita  

GDP per Capita ของประเทศเวียดนามปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

vietnam-manufacturing-pmi

ดัชนี Manufacturing PMI ของเวียดนามเดือนมิ.ย. อยู่ที่ 55.70 จุด เป็นระดับสูงสุดในรอบ 10 ปี

vietnam-government-debt-to-gdp

Government Debt to GDP อยู่ที่ 61.50% ในปี 2017 ที่ผ่านมา ปรับสูงขึ้นมาเรื่อยๆ จากการขยายตัวของเศรษฐกิจ

 

กราฟดัชนี VNI หรือ Vietnam Index บอกอะไรเราบ้าง?

VNI001 การลงมาทำ Lower Low ของดัชนี VNI ในเดือน ก.ค. นี้ ต่ำกว่าเดือน พ.ค. รอบที่แล้ว พบว่า Indicators อย่าง MACD และ RSI ไม่ทำจุดต่ำสุดใหม่ด้วย ดังนั้นก็มีสัญญาณกลับทิศ อาจมีการรีบาวน์ได้ระยะสั้นหลังจากนี้ และกรณีที่ดัชนี VNI ทะลุผ่านแนวต้าน 916 จุด ขึ้นมาปิดเหนือระดับนี้ได้ ก็จะได้ภาพ Bullish Divergence มีโอกาสสูงที่การปรับฐาน 4 เดือนที่ผ่านมาจะจบรอบ และขึ้นขาขึ้นรอบใหม่ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต้องระวังด้วย เพราะสัปดาห์ที่ผ่านมา เส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน ตัดลงต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันไปแล้ว เกิดสัญญาณ Dead Cross ขึ้น ซึ่งอาจทำลาย Sentiment เชิงบวกภาพยาวๆที่มีมา และเข้าสู่ Sideway Channel ซักช่วงเวลาก็เป้นไปได้เช่นกัน เพราะต้องยอมรับว่า ตลาดหุ้นเวียดนามวิ่งมาแรงเกินไปและเร็วเกินไปตั้งแต่ย่างเข้าไตรมาส 4/2017 ที่ผ่านมา Vietnam Fund001 ทางเลือกการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามผ่านกองทุนรวม ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ในตลาดทั้งหมด 4 กอง จะเห็นว่า NAV กองทุนก็วิ่งตามทิศทางของดัชนี VNI และล่าสุด บลจ.ยูโอบี ก็กำลังจะออก IPO กองเวียดนามมาเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุนอีกหนึ่งกองโดยใช้ชื่อ United Vietnam Opportunity Fund : UVO ไปลองติดตามและอ่านรายละเอียดกันดู แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS https://tradingeconomics.com https://wagingnonviolence.org/feature/vietnam-protests-economic-zones-cyber-security/ คำเตือน • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อน การตัดสินใจลงทุน • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้ เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเน ินในอนาคต • การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจ ลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนั กลงทุนเอง • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย ในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจาก การให้ข้อมูลข้างต้น Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
Dow Jones พุ่งกว่า 320 จุด หลังสงครามการค้าเริ่มต้น
Mr. Messenger's View, US
Dow Jones พุ่งกว่า 320 จุด หลังสงครามการค้าเริ่มต้น
กรกฎาคม 10, 2018 at 8:41 am 0
เป็นการเปิดเทรดวันแรกของสัปดาห์หลังสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนเริ่มต้นขึ้น และดูเหมือนตลาดจะไม่ตอบรับเชิงลบอะไร Dow Jones ปิดเมื่อคืน บวกไป +320.1 จุด ปิดที่ 24,776.59 จุด หรือบวก +1.31% NASDAQ ปิดที่ 7,756.20 จุด บวกไป +67.81 จุด หรือคิดเป็น +0.88% Indices ที่เห็นบวกชัดเจน เป็นผู้นำในตลาดหุ้นสหรัฐฯ คือ กลุ่มสถาบันการเงิน โดย SPDR S&P Bank ETF บวกขึ้นมาถึง 2.3% ถือเป็นการบวกภายในวันที่แรงที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค. ปีนี้ หลักๆ ได้แรงซื้อเข้ามาในหุ้น Bank of America, Citigroup, Goldman Sachs และ J.P. Morgan Chase หลังตลาดจะกลับมาโฟกัสที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2018 ซึ่งจะเริ่มประกาศโดยกลุ่มสถาบันการเงินเป็นกลุ่มแรก ที่อังกฤษ มีแรงกระเพื่อมเล็กน้อย หลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษ นายบอริส จอห์นสัน และ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการ Brexit นายเดวิด เดวิส ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในเวลาไล่เลี่ยกัน โดยเดวิส ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า นางเทเรซ่า เมย์ยอมอ่อนข้อต่อ EU มากเกินไป และง่ายเกินไป ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกแยกของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น แต่ในแง่ของการตอบรับของนักลงทุน เหมือนนักลงทุนในยุโรปก็จะให้ความสนใจกับผลประกอบการที่กำลังจะทยอยประกาศมากกว่าความตึงเครียดในสภา FTSE100 ปิดบวก +70.29 จุด หรือ +0.92% มายืนที่ 7,687.99 จุด DAX ปิดบวก +47.72 จุด หรือ +0.38% มาอยู่ที่ 12,543.89 จุด CAC40 ปิดบวก +22.35 จุด หรือ +0.42% ดัชนีปิดเมื่อคืนที่ 5,398.11 จุด 10Y US Treasury Yield ขยับขึ้นมาที่ 2.866% ราคาทอง Spot Gold ระหว่างวันขยับขึ้นไปที่ $1,266 ก่อนลงมาที่ $1,259.90 เช้านี้ กลับไปดูตลาดหุ้นเอเชียเมื่อวาน ก็เขียวได้ทุกตลาด แถมเช้านี้ดัชนี Nikkei 225 เปิดมาก ก็บวกอยู่ถึง 220.82 จุด หรือ +1.00% เลยทีเดียว ****************************** มุมมองทางเทคนิค (มุมมองส่วนตัว) ที่น่าสนใจคือ ในกราฟรายวันของดัชนี Dow Jones, S&P 500 พบสัญญาณซื้อจาก MACD และได้แท่งเทียนสีเขียว 3 แท่ง (three white soldier) ซึ่งเป็นสัญญาณ Bullish ที่มีโอกาสดันดัชนีขึ้นต่อในระยะสั้น 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า ขณะเดียวกัน ดัชนีก็พ้นขึ้นมาเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันได้อีกครั้งตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันได้เมื่อคืน ก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งว่า นักลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯกลับเข้าสู่ภาวะ Risk On อีกรอบ SP500 แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS https://www.investing.com/indices/major-indices https://www.cnbc.com/2018/07/09/us-stock-futures-data-and-brexit-in-focus-as-trade-turmoil-takes-a-b.html Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
การประชุม G7 สัญญาณการแตกหักครั้งใหม่
Mr. Messenger's View, US
การประชุม G7 สัญญาณการแตกหักครั้งใหม่
มิถุนายน 11, 2018 at 2:05 pm 0
1. G7 เป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 7 ประเทศ ได้แก่ แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้มีขนาดเศรษฐกิจรวมกันสัดส่วนมากกว่า 50% ของโลกทีเดียว ทั้งนี้นอกจากทั้งหมด 7 ประเทศนี้ เวลาประชุมผู้นำกลุ่ม G7จะมีประธานแห่งสหภาพยุโรปร่วมประชุมด้วย 2. ในอดีต เคยเป็น G8 นะครับ มีอีกหนึ่งประเทศสมาชิกนั่นคือ รัสเซีย แต่เนื่องจากในปี 2014 จากบทบาทของรัสเซียในวิกฤตการณ์ไครเมีย ที่ถูกตีความว่า เข้าไปแทรกแซงการเมืองภายในยูเครน เลยทำให้รัสเซียถูกพักจากการเป็นสมาชิกกลุ่ม G8 จากการลงมติของประเทศอื่นๆ ดังนั้น เลยกลายเป็น G7 นับแต่นั้นเป็นต้นมา (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
ตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับฐานมาแล้วมากกว่า 14%
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
ตลาดหุ้นเวียดนาม ปรับฐานมาแล้วมากกว่า 14%
พฤษภาคม 8, 2018 at 9:29 am 0
ตลาดหุ้นเวียดนาม ในปี 2017 ถือเป็นปีที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในเอเชียแห่งหนึ่ง ด้วยผลตอบแทนสูงถึง +46.46% ด้วยผลตอบแทนสูงขนาดนี้ แน่นอนว่า มันก็เพียงพอที่จะดึงดูความสนใจของนักลงทุนในไทยให้หันไปมองตลาดหุ้นที่ผลตอบแทนสวยงามเช่นนี้ ในเวลาที่ตลาดหุ้นไทยเริ่มมีอาการ “ไปไม่ไหว” อยากจะ Sideway อยู่แถวๆนี้ไปซักระยะ เมื่อวันที่ 9 เม.ย. ปีนี้ ตลาดหุ้นเวียดนามขึ้นไปเทรดทะลุ 1,200 จุด ทำจุดสูงสุดใหม่ในประวัติศาสตร์ (All Time High) ทุกอย่างดูเหมือนว่าจะสดใส ใครที่ยังไม่เริ่มต้นลงทุนในเวียดนาม ดูกราฟย้อนหลังไป จะรู้สึกเหมือนตัวเองพลาดอะไรบางอย่างในการลงทุนไปหรือเปล่า แทบจะทั้งนั้นนะครับ แต่จากวันนั้น วันที่ Vietnam Index แตะระดับ 1,200 จุด ณ ตอนนี้ ลงมาเทรดที่ 1,026 จุด หรือ ปรับฐานจากจุดสูงสุดมาแล้ว -14.5% เห็นแบบนี้ ก็คงมีคำถามกันว่า นี่คือจุดจบของตลาดขาขึ้น หรือ โอกาสเข้าลงทุนชั้นดี ในตลาดที่เรียกว่า มีศักยภาพมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ผมชวนไปมองภาพกว้างๆกันก่อนที่เราจะตัดสินใจนะครับ Vietnam Index ปรับฐานหนักขนาดนี้ เพราะอะไร? ลองไปไล่เรียงดูปัจจัยต่างๆ ก็พบว่า แท้จริงแล้ว การปรับฐานหลักๆ มาจากการที่นักลงทุนต่างชาติลดสัดส่วนการลงทุน และขายออกจากตลาดหุ้นเกิดใหม่โดยรวม หลังจากที่ Bond Yield ในสหรัฐฯปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต่างชาติจึงขายลดพอร์ตการลงทุนในตลาดที่มีกำไรมาพอสมควรแล้ว และกลับเข้าไปถือครองดอลล่าร์สหรัฐฯในระยะสั้น ตลาดหุ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ร่วงแรงพอๆกับเวียดนาม ก็เห็นจะมีอีก 2 ที่คือ PSE Composite Index ของฟิลิปปินส์ -16.76% Jakata Index ของอินโดนีเซีย -13.43% แต่ถ้าให้พิจารณาจริงๆ ประเด็นหลักๆน่าจะมาจากการขายทำกำไร โดยอาศัยข่าวระยะสั้นมาอำพรางมากกว่า เพราะในช่วงแรกของการปรับฐาน (ต้นเดือน เม.ย.) ณ ตอนนี้ 10-Year Treasury Yield ก็ยังอยู่ในระดับ 2.75-2.80% ซึ่งยังไม่เห็นการเร่งตัวของ Yield เกิดขึ้นในช่วงนั้น อีกทั้งเวลานั้นค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯก็ยังไม่ได้แข็งค่าอย่างมีนัยสำคัญอะไร ตอนที่ Vietnam Index ทำจุดสูงสุดที่ 1,200 จุด ตอนนั้นระดับ P/E Ratio อยู่ที่ 20x ซึ่งสูงกว่าตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน และสูงกว่าตลาดหุ้นไทย นั่นแปลว่า ตัวดัชนีสะท้อนความคาดหวังที่สูงมาก เลยทำให้มูลค่าแพงไปซักหน่อย ไปดูด้านปัจจัยพื้นฐานในภาพกว้างขอประเทศเวียดนามกันหน่อย เศรษฐกิจของเวียดนามอาจขยายตัวในอัตราที่ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ 6.7% ด้านการคาดการณ์กำไรเฉลี่ยต่อหุ้นของดัชนี VN Index ที่รวบรวมโดย Bloomberg ก็คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 15% เป็นประมาณ 66 เหรียญในปี Asian Development Bank ก็ได้มีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 6.7% ในปีนี้ ซึ่งถ้าโตได้ในระดับนี้จริงๆ ก็ถือเป็นอัตราการเติบโตที่สูงเป็นอันดับสองของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว ซึ่งหัวใจหลักของการเติบโต ส่วนหนึ่งมาจากความพยายามของรัฐบาลในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ จากกิจการที่รัฐเป็นเจ้าของ ก็พยายามเปิดให้เอกชนเข้ามาเป็นเจ้าของร่วมด้วยการ IPO เข้ามาในตลาดหุ้น ทำให้เงินลงทุนต่างชาติ และนักลงทุนไหลเข้ามาเติมในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสิ่งนี้เอง ส่วนตัวผมก็มองว่า เป็นความเสี่ยงที่เราต้องพิจารณานะครับ เพราะสมมติ กำลังมีหุ้น IPO ตัวใหม่เข้ามาเทรดในตลาด มูลค่าน่าสนใจ ราคาก็ถูกกว่าตัวที่เราซื้ออยู่แล้ว พอเห็นแบบนี้ มันก็อาจสนับสนุนให้นักลงทุนขายจากหุ้นเดิม มาซื้อหุ้นตัวใหม่ที่กำลังจะ IPO ได้บ้าง ทำให้ความผันผวนของตลาดหุ้นเวียดนามอาจสูงขึ้นจากนโยบายนี้นะครับ อีกด้านหนึ่งก็มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งการป้องกันความเสี่ยงค่าเงินดองที่ผันผวน ในมุมของนักลงทุนไทย เราไปทำ Hedging ตรงๆระหว่างค่าเงินดองกับเงินบาทไม่ได้ ต้องผ่านดอลล่าร์สหรัฐฯก่อน ทำให้ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจะสูงกว่าสกุลเงินอื่นๆ แต่หากไม่ป้องกันเลย ความผันผวนของค่าเงินดอง เราก็ต้องรับความเสี่ยงไปเอง ตอนนี้กองทุนรวมที่ไปลงทุนในหุ้นเวียดนามมีให้เลือกมากขึ้น และราคาก็หล่นลงมาตามการปรับฐานในตลาดหุ้นเวียดนามเช่นเดียวกัน ทั้ง CIMB-PRINCIPAL VIETNAM EQUITY FUND-A, ASSET PLUS VIETNAM GROWTH FUND หรือ ONE-VIETNAM-RA VIETNAM การลงทุนในตลาดประเภท Frontier Market แบบตลาดหุ้นเวียดนาม ยังไงก็มีความผันผวนสูงกว่าปกติอยู่แล้ว การที่มีการปรับฐานแรงๆแบบนี้ให้เราเห็นตั้งแต่แรกเลย ก็อาจเป็นข้อดีที่ทำให้นักลงทุนได้เห็นว่า นี่คือความผันผวนที่สามารถเกิดขึ้นได้ ดังนั้นก็จงวางแผน วางเงิน และ วางใจให้ดี หากคุณต้องการลงทุนในตลาดนี้นะครับ คำเตือน • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต • การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.