X

Investment

ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
Financial Planning, Investment, Investment, Principle
ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
กรกฎาคม 25, 2018 at 11:11 pm 0
ถ้าในโลกการลงทุน มันมีสูตรตายตัวให้เรารู้แน่ๆว่า ทำตามตำราทุกอย่างแล้วรวย ป่านนี้คนที่อยู่ในตลาดหุ้นทุกคนคงจะรวยกันถ้วนหน้าไปแล้ว แต่ผ่านมาหลายสิบปี เราเห็นทั้งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว มาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งนี้ ก็ท่าทางจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครห้ามไม่ให้เกิดได้ หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนหน้าใหม่ (รวมถึงหน้าเก่าหลายๆคน) มักจะถามกับตัวเอง ถามในกระทู้ หรือ แม้แต่ถามกับผมเป็นการส่วนตัว ก็คือ เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า? ถ้าจะให้ตอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถาม ก็คงต้องทำความรู้จักกันให้มากกว่าแค่เจอหน้ากันภายใน 5 นาที ผมลองตั้งคำถามแบบนี้แทนครับ ถ้าจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ต้องไปเวลาไหนถึงจะดีที่สุด? หลายคน พอได้ยินคำถามนี้ปั๊บ อาจจะตอบผมกลับมาทันทีเลยว่า ไปทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง และมีความพร้อมก่อนไหม ได้ศึกษาหรือยังว่าเราต้องเตรียมสัมภาระอะไรขึ้นเขาบ้าง การเดินทางจะไปยังไง มีเพื่อนร่วมทางที่มีประสบการณ์ร่วมเดินทางกับคุณด้วยหรือเปล่า ใช่ครับ เพราะการขึ้นไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ มันอาจหมายถึงความฝันสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตใครหลายคน และอาจต้องแลกด้วยชีวิต หากคุณไม่เตรียมความพร้อมให้ดี ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือ เรื่องของการลงทุน ถ้าไม่วางแผนดีๆ ก็อาจต้องแลกด้วยชีวิตในบั้นปลายที่คุณไม่อยากไปถึงจุดนั้น และการเตรียมตัวในเรื่องของการลงทุนนั้น มันมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัวมากกว่าแค่การหาคำตอบจากคำถามที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?” คุณต้องสำรวจเข้าไปในใจตัวเอง ถามถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเอง ความพร้อมทางการเงิน การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน การทำประกัน หน้าที่การงานในอนาคต ภาระหน้าที่ที่ต้องมี และ องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดในโลกการลงทุน คุณอาจจะแค่มีเงินเหลือเลยอยากลงทุน ก็เป็นไปได้ และการลงทุนนั้น อาจจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ง่ายๆก็เกิดขึ้นได้ ใครจะไปรู้ แต่วิธีการ และหลักการลงทุนที่ถูกต้อง จะทำให้คุณอยู่กับความสำเร็จนั้นได้ยาวนานขึ้น และไม่หลงใช้กลยุทธ์ที่ผิดๆ ไปลงทุนในจังหวะชีวิตที่เสี่ยงได้น้อยลงแล้ว (แก่ตัวมากขึ้น) ไม่เหลือเวลาให้พลาดได้มากเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว
ดังนั้น การตั้งคำถามที่ถูกต้อง จะนำเราไปสู่กระบวนการคิดที่สำคัญและได้คำตอบที่ใช่นะครับ
ยิ่งในโลกอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ จะถามอะไรกูเกิ้ล ก็ถามได้หมดทุกอย่าง มีคำตอบของทุกอย่าง พอโลกมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า คนที่รู้ทุกอย่างรอบตัว ไม่ได้เปรียบคนอื่นมากแล้วครับ เพราะเดี๋ยวซํกพัก คนอื่นก็หาได้เท่าเรา และอาจจะมากกว่าเรา แต่คนที่รู้ความต้องการของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเองชัดเจนต่างหาก ที่จะถามคำถามที่สำคัญกับการเดินทางของชีวิต และเอาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางที่พาตัวเองไปยังจุดที่ดีขึ้น คำถามที่สำคัญสำหรับการเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามแก่ในแง่ของโลกการลงทุนก็คือ เราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร? ไม่ใช่คำถามประเภท หุ้นตัวไหนดี วันนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง ตอนนี้ใช่จังหวะช้อนซื้อที่ราคาต่ำที่สุดไหม เมื่อไหร่จะขายออกไปดี คำถามเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนชนะในการรบระยะสั้น แต่ในสงครามระยะยาว ถ้าไม่พัฒนาศักยภาพตัวเองขึ้น ก็ต้องไล่ถามคนอื่นต่อไปแบบเรื่อยๆ กลายเป็น เอาผลลัพทธ์ในการลงทุน ไปผูกไว้กับคำของใครต่อไปที่เราไปฝากความไว้ใจกับเขา ดังนั้นโอกาสแพ้ก็สูงขึ้น คำตอบก็คือ คุณต้องเตรียมใจว่า เกมส์นี้คือเกมส์ยาว ไม่ได้เล่นกับจบภายใน 5 นาที แต่คืออีก 10-20 ปี หรือบางที มากกว่า 30 ปีข้างหน้า และเมื่อเกมส์การลงทุนมันเป็นเกมส์ยืดเยื้อขนาดนั้น เราจะมามัวสนใจภาพระยะสั้น ทำให้จิตใจตัวเองแกว่งไปแกว่งมาทุกวัน แล้วเสียงานเสียการไปเพื่ออะไร? นอกจากว่า คุณต้องการกระโดดมาลงสนามอย่างจริงจัง หรืออยากมีที่นั่งในสายอาชีพการลงทุนแบบมืออาชีพจริงๆ ก็สู้เอาเวลาไปใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำงานที่เราทำอยู่ ที่เรารักให้เกิดประโยชน์ ทำให้ทุกๆวันเราได้ทักษะที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ? แล้วระหว่างนั้น เจียดเงินลงทุนมาให้มันทำงานให้ในระยะยาว วางเป้าหมายการลงทุนให้ชัด แล้วตอนที่มีเงินก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยไปหา Technical Skill ในการจัดพอร์ตวางแผนการลงทุนที่เข้มข้นตามสเต็ปๆไป ถ้าหวังจะแค่ไปเที่ยวเล่นน้ำทะเลสบายๆแถวพัทยา เราก็คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย แค่จัดกระเป๋า เอากางเกงในไปครบทุกวันก็เพียงพอ แต่ถ้าหวังจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้านก่อนการเดินทางไกลจริงๆนะครับ การลงทุนมันพาเราไปในจุดที่ดีกว่าวันนี้ได้ ... แต่ฝันคุณใหญ่ขนาดไหน? ต้องถามตัวเองดู โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
Financial Planning, Investment, Thailand
จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
มีนาคม 1, 2017 at 6:34 pm 0

จับกระแสโลก ปรับตัวให้เท่าทัน

ช่วงต้นปี มีงานใหญ่ระดับ Exclusive Talk ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทยให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเดอะวิสดอมกสิกรไทย ในชื่องานสัมมนา THE WISDOM Wealth Avenue: จับจังหวะโลก เจาะจังหวะการลงทุน ขึ้นมา โดยมีแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์คือ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ  เป็นงานใหญ่และเป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้มานั่งมุมมองของผู้ว่า ธปท.  นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องการลงทุนจากผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญของธนาคารกสิกรไทยที่ยกขบวนกันมา คือ คุณนาวิน อินทรสมบัติ (รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บจก.หลักทรัพย์จัดการ กองทุนกสิกรไทย) คุณกวี ชูกิจเกษม (รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย) และคุณศิริพร สุวรรณการ (ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย) วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็นสำคัญๆ จากงานนี้ให้อ่านกันครับ

“2560 ปีที่เศรษฐกิจโลกเติบโตท่ามกลางความท้าทาย - ดร.วีรไท”

ในช่วงแรกนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังถึงความซับซ้อนและความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้การวิเคราะห์ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น “การเตรียมพร้อม” เพื่อที่จะรับมือในสิ่งที่ “อาจ” เกิดขึ้นได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อคือ
  • “โลกในภาวะ 3 ต่ำ 2 สูง” – ข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คำว่า “ 3 ต่ำ ” หมายถึง 1) เศรษฐกิจทั่วโลกมีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้สหรัฐและยุโรปบางประเทศจะขยายตัวได้ดี แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักๆของโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศในช่วงหลายปีหลังอ่อนแรงลงมาก 2) อัตราเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับสูงในอดีตปัจจุบันก็ต่ำลงมาอยู่ในระดับปรกติ ซึ่งน้ำมันนี้เป็นส่วนสำคัญของเงินเฟ้อ น้ำมักตกจึงทำให้เงินเฟ้อต่ำลงไปด้วย 3) อัตราดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารกลางของหลายๆประเทศทั่วโลกดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง เนื่องจากการขยายตัวทางเศรฐกิจอยู่ในระดับต่ำมานาน ภาคเอกชนก็ไม่ค่อยลงทุนกัน เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำอีก แต่ปัจจุบันก็เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว - ส่วนภาวะ “ 2 สูง” ในที่นี้หมายถึง 1) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนสูง ระบบการเงินทั่วโลกมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนอ่อนไหวต่อนโยบายเศรษฐกิจการเงินต่างๆได้ง่าย เป็นที่มาของความผันผวนจากหลายสินทรัพย์ในปัจจุบัน 2) ความเหลื่อมล้ำสูง คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นั่นเองครับ ผลสำรวจจาก OXFAM พบว่า คนที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีทรัพย์สินเท่ากับคน 3,600 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! หากเทียบกับปีที่แล้วต้องใช้คนที่รวยที่สุด 62 คนถึงจะเท่ากับสินทรัพย์ของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! ดูเหมือนว่าปัญหา Classic นี้จะดำเนินต่อไปและยังคงทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ
  • “การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญ 4 เรื่อง” – การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหรือ Structural Change คือ Mega Trend ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆนั้นเอง ดร.วิรไท เห็นถึง 4 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

1)  ความเกี่ยวเนื่องของเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไข จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยากพลิกความคาดหมายหลายครั้งเช่น การเลือกตั้งในสหรัฐและการ Vote Brexit

2)   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่าง e-commerce มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก แม้เทคโนโลยีจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น แต่ก็ส่งผลในแง่ลบด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลงจากการที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

3)   การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากร ทุกๆวันนี้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงมาก ในขณะที่เรามีอายุได้ยืนยาวมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ประชากรที่จะเข้าสู่วัยแรงงานในอนาคตจึงเป็นปัญหาที่ใกล้เข้ามาทุกๆวัน

4)  การขยายตัวของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในเอเชียของเรานี้มีอำนาจการซื้อและการบริโภคเพิ่มขึ้นมาก เศรษฐีใหม่ๆในโลกก็มาจากเอเชียกันเยอะ ทำให้เกิดความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่ดีขึ้น

  • “3 มิติสำคัญ” – สิ่งสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนคงหนีไม่พ้นการก้าวไปพร้อมกับโลก ดร.วีรไท จึงให้ 3 มิติสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปพร้อมกับโลกได้ นั่นคือ

1)   มิติด้านคุณภาพ เราควรเร่งยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงเรื่องของบุคคล ธุรกิจ และสังคมอีกด้วย เพื่อให้พร้อมกับการเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

2)  มิติด้านการสร้างความคุ้มกัน โลกกำลังเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายที่กำลังเกิดขึ้น เราควรเตรียมพร้อมในสิ่งที่ไม่คาดฝันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน จึงต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด

3)   มิติด้านการปรับตัวอย่างมีพลวัต เราต้องรู้ทันถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และต้องเรียนรู้ถึงการอยู่รอดในอนาคต จึงควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการวิจัยใหม่ๆให้มากๆ

“เศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง – คุณนาวิน”

ปี 2560 นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมักจะมาพร้อมกับความไม่แน่นอนเสมอ ดังนั้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างยั่งยืนกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างมากมายมักจะตามมาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในช่วงปี 2000 – 2007 ทาง KBANK ได้หยิบข้อมูลจาก IMF มาให้ดูกัน โดยทาง IMF คาดว่าปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างช้าๆที่มั่นคง ในช่วงนี้คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย ได้มาเล่าให้เราฟังครับ Global GDP ทาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.40% ซึ่งหากลองกลับไปดูที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเติบโตของโลกจะสูงมากที่ 4.5% อย่างช่วงในปี 2000-2007 ทำให้หายห่วงไปได้บ้าง แต่การผลิตในอนาคตของอุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงไม่สูงมากเนื่องจากถูกจำกัดด้วย ประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลงและคุณภาพการผลิต นอกจากนั้นการที่หลายๆประเทศมีการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นทำให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ Global GDP02 แน่นอนครับว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 3.4% เป็นการเติบโตเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก แต่หากมาดูเป็นรายประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ กลุ่มยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตกันไม่สูงนัก แต่ก็จัดอยู่ในระดับที่สูงแล้วนะสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่เติบโตสูงๆจะเป็นกลุ่มตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ที่ปี 2017 นี้ทาง IMF คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.5% เลยทีเดียวและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งการเติบโตนั้นมาจากการที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่มักเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และกลุ่มประเทศเหล่านี้เริ่มมีเสถียรภาพทางการเงิน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

เศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง – คุณกวี

มาที่เศรษฐกิจภายในประเทศกันบ้าง คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆได้ดังนี้ 005
  • น้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน – ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในช่วงปี 2014 – 2015 ทำให้เราได้ใช้น้ำมันกันในราคาถูกลงและทำให้อัตราเงินเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือ Rigs ที่ปิดตัวลงกันมากเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุน แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเข้าหาต้นทุนที่แท้จริง จำนวนแท่นขุดเจาะเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตกันอีกครั้งเนื่องจากราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐที่ทาง Moody’s วิเคราะห์ว่าสหรัฐจะมีเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ในปี 2017 (จาก 2.9% ในปี 2016) เนื่องจากการที่ Trump ชนะการเลือกตั้งและมีนโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อเช่น ลดภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กีดกันแรงงานต่างด้าว และย้ายฐานการผลิตต่างๆกลับเข้ามาในประเทศ006
  • การลงทุนและการบริโภคในไทยกำลังฟื้นตัว – หลังจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดของประเทศไทยในปี 2006 และ 2014 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการบริโภคในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก แต่ในปี 2017 เป็นต้นไปคาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการเมืองเริ่มมีความชัดเจน และยอดสินเชื่อภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้นซึ่งบอกได้ถึงทนไทยกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ค่อยๆสูงขึ้นทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นและราคาของหุ้นธนาคารอยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกมากกกในปัจจุบัน ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวในปี 2017004
  • อัตราดอกเบี้ยและวิกฤตเศรษฐกิจ - ทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ๆอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมักอยู่ในระดับสูงเช่นระดับ 6% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ 5% ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สบายใจว่าวิกฤตรอบใหม่จะยังไม่เกิดในปี 2017 แต่ต้องจับตามองการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงระดับ 3% ต้องระวังให้มาก003
  • หุ้นไทยและกำไรสุทธิ – ทางคุณกวีได้ให้เป้าหมายหุ้นไทยสูงสุดที่ระดับ 1620 จุด แต่ความหวังของหุ้นไทยอยู่ที่การเติบโตของกำไรสุทธิ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการปรับประมานการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หุ้นจะขึ้นต้องมีเหตุผล การเพิ่มขึ้นของกำไรที่มาพร้อมกับหุ้นที่ขึ้นนับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากหุ้นขึ้นแต่กำไรของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นนี่ต้องระวัง สำหรับนักลงทุนในหุ้นคุณกวีได้แบ่งภาพการลงทุนที่น่าสนใจออกเป็น 3 กลุ่มคือ
    • กลุ่ม Inflation Theme แนะนำ SCB KTB BLA PTT PTTEP BANPU
    • กลุ่ม Domestic Driven Theme แนะนำ MINT BJC CPALL CPN CK SPALI KCE
    • กลุ่ม Small Cap แนะนำ BEAUTY MEGA TPCH TKN BIG PTG

ผลตอบแทนที่ได้มาขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม – คุณศิริพร

คุณศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เล่าให้ฟังถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ที่ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเช่นที่ ดร.วิรไท คุณนาวิน และคุณกวี ได้เล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศจีน BREXIT ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในยุโรป ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ อีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2560 เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาเป็นพระเอกในปีนี้ โดยในครึ่งแรกของปีภาพยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่คาดว่าในครึ่งหลังของปีจะได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐหลังงบประมาณกลางปีเริ่มทยอยเบิกจ่าย 002 สิ่งที่นักลงทุนควรทำมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อภาพรวมผลตอบแทนของนักลงทุนมากกว่า 94% ปัจจัยที่มีผลกับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมด ในขณะที่การพยายามจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) และลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (Product Champion) นำมาซึ่งผลตอบแทนเพียง 2% และ 4% ของผลตอบแทนทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) 001 การจัดพอร์ตการลงทุนทำได้หลายขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน การจัดพอร์ทแบบหุ้นล้วนอาจให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว แต่ระหว่างทางก็ติดลบได้เช่นกัน ถ้าอยากติดลบเพียงเล็กน้อยระหว่างทาง การนำเอาเงินสดและตราสารหนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนก็จะทำให้ผลตอบแทนมีความผันผวนน้อยกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมก็จะลดต่ำลงไปด้วย อีกอย่างคือเราควรกระจายการลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย อย่าลงทุนในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิด Country Risk สูงหรือความเสี่ยงเฉพาะภายในประเทศ ซึ่งทาง KBANK ก็มีกองทุนที่น่าสนใจสำหรับ Global Portfolio อยู่หลายกอง เช่น K-GI, K-SGM, และ K-GA แต่สิ่งที่สำคัญคือลงทุนแล้วต้องสบายใจ ลงทุนแล้วต้องมีความมสุข เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ควรพบที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวนักลงทุนแต่ละราย
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.