X

Financial Planning

ลงทุนด้วยหลักคิดแบบ “ริเน็น” โตต่อเนื่องแบบมั่นคง
Financial Planning
ลงทุนด้วยหลักคิดแบบ “ริเน็น” โตต่อเนื่องแบบมั่นคง
ธันวาคม 21, 2020 at 6:00 pm 0
ในบรรดาหนังสือที่เกี่ยวกับการจัดการ หรือศาสตร์การบริหารที่เป็นปรัญชาฝั่งตะวันตกที่ผมได้เคยหามาอ่าน และยอมรับเลยว่า มันกระตุกต่อมความคิดได้ไม่น้อยเลย ก็คือ หลักคิดแบบ “ริเน็น” ใครสนใจหลักคิด “ริเน็น” ให้ลองไปหาอ่านหนังสือชื่อว่า ริเน็น : สร้างธุรกิจ 100 ปีด้วยหลักคิดแบบญี่ปุ่น ที่เขียนโดย ดร.กฤตินี พงษ์ธนเลิศ (เกตุวดี Marumura) ได้นะครับ ผมขออนุญาตสรุปหลักคิดแบบ “ริเน็น” ให้เข้าใจกันก่อน ริเน็น คือ “ปรัชญาการดำเนินธุรกิจ” ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นจนฝังรากลึกเข้าไปยังทุกองค์ประกอบของบริษัทซึ่งได้รับการพิสูจน์มาอย่างยาวนาน หนังสือ ได้กล่าวถึงแนวทางในการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันว่า เราสามารถแบ่งวิธีการบริหารองค์กรได้ออกเป็น 2 แนวทาง โดยเปรียบเหมือนต้นไม้ 2 ประเภท คือ
  1. ธุรกิจแบบ “ต้นไผ่” ลักษณะการเติบโตอย่างรวดเร็วแต่มีฐานรากที่เปราะบางและอายุขัยที่สั้นเพียง 10-15 ปี ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มมูลค่าของบริษัทให้กับผู้ถือหุ้นมากที่สุด
  2. ธุรกิจแบบ “ต้นสน” คือ มีรากฝังลึกลงในดินอย่างมั่นคง แตกกิ่งก้านที่เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยอายุขัยที่ยืนยาว ซึ่งเปรียบได้กับธุรกิจที่อาศัยการเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไปควบคู่กับการเติบโตของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของบริษัททุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น พนักงาน ลูกค้า คู่ค้า และสังคมอย่างยั่งยืน

หลักคิดแบบริเน็นคือ การทำธุรกิจแบบต้นสน

ขยายความหลักการลงทุนแบบ “ริเน็น” อีกที ให้คุณได้เห็นว่า นี่คือหลักคิดที่จะพาคุณไปหา Super Stock เอาเข้ามาไว้ในพอร์ตได้ในระยะยาวกันอีกที หลักการแบบริเน็น บอกเราว่า องค์กรแบบต้นสน สุดท้ายจะมี 3 จุดแข็ง ที่องค์กรอย่างต้นไผ่ยังไงก็ไม่สามารถเลียนแบบได้ สิ่งนั้นก็คือ
  1. องค์กรแบบต้นสน มี “วัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง” ซึ่งนั้นก็คือ พนักงานต้องเชื่อมั่นในปรัชญาการดำเนินธุรกิจเดียวกันเจ้าของ พร้อมที่จะไปกับบริษัท มีความทุ่มเทเพื่อสร้างผลประโยชน์ต่อลูกค้าด้วยความจริงใจ
  2. องค์กรแบบต้นสน มี “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” ระบบการคัดเลือกพนักงาน ต้องสามารถคัดเลือกพนักงานที่มีความเชื่ออย่างเดียวกันเข้ามาทำงานร่วมกันกับบริษัท ไม่ใช่แค่มาเพราะเงินเดือน หรือ แค่เพราะค่าตอบแทน
  3. องค์กรแบบต้นสน มี “ความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ” ซึ่งเกิดจากการมีเข็มทิศที่คอยชี้นำบริษัทไม่ให้หลงทาง ไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากขนาดไหน
ไม่น่าเชื่อนะครับ ว่าการจะมี 3 จุดแข็งนี้ได้ รากฐานความคิดบนหลักการแบบ “ริเน็น” ก็คือ การตั้งคำถามที่ว่าเราจะทำให้ลูกค้ามีความสุขได้อย่างไร หรือ เราจะช่วยเหลือคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งเป็นหลักคิดของการเป็นผู้ให้ (Giver) ก่อนการมองไปที่กำไรหรือการเติบโตของบริษัท หรือ มองแต่ว่า บริษัทจะได้อะไรจากการทำสิ่งนั้น ซึ่งหากบริษัทหรือองค์กรสามารถตอบคำถามได้ตรงจุด การเติบโตแบบ “ยั่งยืน” ที่มีเป้าหมายคือ ทำให้ลูกค้ามีชีวิตที่ดีขึ้น, ช่วยพัฒนาสังคม และเน้นพนักงานเป็นหลัก ตามนิยามหลักคิดแบบ “ริเน็น” ที่ทำให้บริษัท 1) ผลประกอบการดีขึ้นทุกปี 2) ลูกค้าชื่นชอบบริษัทมาก 3) พนักงานไม่ลาออก 4) หาพนักงานใหม่ได้ง่าย ก็จะตามมาในระยะยาว และนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ หากนักลงทุนสามารถนำเอาหลักการริเน็น มาใช้เป็นหลักการในลงทุนได้ วันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ ได้หาตัวช่วยให้นักลงทุนด้วยการออกโครงการจัดทำบทวิเคราะห์สำหรับผู้ลงทุน หรืออีกชื่อคือ Extended Research Coverage (ERC) ซึ่งจัดเป็นปีที่ 2 แล้วนะครับ โดยจุดเริ่มต้นของโครงการ ERC นี้ เกิดขึ้นมาจากการขาดแคลนบทวิเคราะห์ของบริษัทจดทะเบียน เราเห็นจากสถิติมาแล้วว่า บริษัทจดทะเบียนขนาดกลางและขนาดเล็ก (Mid & Small Cap) ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ (ทั้ง SET และ MAI) ความสามารถในการทำกำไรสูง ด้วยรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ดี ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ดังนั้น หากผู้ลงทุนเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น ก็ย่อมหมายถึง โอกาสในการลงทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในปี 2562 ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์หลักทรัพย์จัดทำบทวิเคราะห์ไปแล้ว 39 บทวิเคราะห์สำหรับบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยใช้ชื่อโครงการว่า “Attractive Stock นักวิเคราะห์ เจาะหุ้นเด่น” และในปี 2563 นี้ ก็ได้มีการอัพเดทเพิ่มอีก 60 บทวิเคราะห์ และจะเพิ่มขึ้นอีกในปีหน้าด้วย โดยหุ้นที่ถูดจัดทำบทวิเคราะห์จะต้องผ่านตัวกรองหลัก 3 ชั้น (จะปรับให้เหมาะสมในแต่ละปี) ดังนี้
  1. Market Cap มากกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป
  2. พื้นฐานดี และธุรกิจต้องมีกำไร
  3. โดยยังไม่มีการจัดทำบทวิเคราะห์เชิงลึกด้านปัจจัยพื้นฐาน หรือมีแต่ไม่เกิน 2 โบรกเกอร์
ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากเรามองเข้าไปในขุมทรัพย์ที่เรียกว่า “ตลาดหลักทรัพย์” และ ใช้เวลากับมันให้มากขึ้น ทำความเข้าใจบริษัททั้งหลายให้มากขึ้น เราจะพบว่า หลายบริษัทมีความเป็น “ริเน็น” และกำลังจะกลายเป็นต้นสนต้นใหญ่ให้ร่มเงากับสังคม และสร้างผลตอบแทนในระยะยาวในวันข้างหน้า และนักลงทุนอย่างเรา ก็สามารถดู List รายชื่อหลักทรัพย์ที่นักวิเคราะห์จัดทำบทวิเคราะห์ภายใต้โครงการ ERC ทั้งหมดเพื่ออ่านบทวิเคราะห์ในเชิงลึก ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท ค้นหาการเติบโตต่อเนื่องแบบมั่นคง ได้ที่ https://setga.page.link/NaAHwsSoveAKiDFn8
CONTINUE READING ...
ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
Emerging Markets, Investment, Investment
ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
ตุลาคม 4, 2018 at 4:39 pm 0
ปี 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ทดสอบความสามารถ และความทนทานของนักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หลังจากปี 2016 และปี 2017 ให้ผลตอบแทนอย่างงดงามมาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานกันบ้าง แต่สิ่งที่นักลงทุนอย่างเราไม่คาดคิดก็คือ ความผันผวนที่เกิดขึ้น มาเร็วและรุนแรงกว่าที่เราประเมินกันไว้ ดังนั้นจึงถือเป็นการทดสอบพอร์ตการลงทุน และแนวทางการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนเป็นอย่างดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้หรือไม่ ผมของลองย้อนภาพเหตุการณ์การปรับฐานครั้งนี้ให้ดูอีกครั้งนะครับ เริ่มแรก กลุ่มประเทศ Fragile Five หรือ 5 ประเทศเสี่ยงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ คือ บราซิล, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ตุรกี และ แอฟริกาใต้ เจอบททดสอบเป็นแห่งแรกในตลาดเกิดใหม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตร หรือ Quantitative Easing : QE และเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ผลที่ตามมาคือ การอ่อนค่าของค่าเงินอย่างหนักในปี 2013-2015 และนำมาซึ่งความไม่สงบและการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศ หลังจากนั้น การถล่มของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงหรือไม่ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่สามารถกลับมากลายเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งในปี 2016-2017 ที่ผ่านมา แต่พอย่างเข้าปี 2018 กระแสการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ริเริ่มโดยสหรัฐฯ ก็ทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าอเมริกา และค่าเงินดอลลาร์กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่า ผลต่อตลาดเกิดใหม่ คือ เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออก และค่าเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าโดยพร้อมเพรียงกัน จุดเริ่มต้นคือ สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และผลกระทบกับมากกว่านั้น เพราะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในหลายประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูง และมีปัญหาเงินทุนสำรองอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างประเทศเหล่านั้นก็คือ แอฟริกาใต้, ตุรกี และหลายประเทศในอเมริกาใต้ รวมถึงจีน และเริ่มมีแรงขายในตลาดหุ้นด้วยเช่นเดียวกัน ถ้านับจากต้นปีจนถึงสิ้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา MSCI Emerging Markets ติดลบไปร่วมๆ -9% คำถามที่ตามมาก็คือ การปรับฐานครั้งนี้ จะลงต่อ หรือนี่คือโอกาสซื้อของถูกกันแน่? แน่นอนว่า พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนที่ติดลบอยู่ตอนนี้ ประเด็นหลักมาจากสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่นี่ละครับ ดังนั้น ก็ต้องไปทำความเข้าใจ และมองไปข้างหน้าอย่างเป็นกลาง ในแง่ของความถูกแพง ก็ต้องยอมรับว่า ณ ระดับนี้ จากปลายปีที่ PE Ratio อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ลงมาอยู่ที่ระดับ 13 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวนับตั้งแต่ปี 1995 ทีเดียว นี่คือมุมหนึ่งที่เวลาตลาดเกิดแรงเทขายรุนแรง (panic sell) ความมีเหตุผลของนักลงทุนก็จะถูกกลบไปด้วยความกลัว ในด้านของสงครามการค้า และเพิ่มรายการสินค้าเพื่อตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯกับจีนนั้น ในภาพโดยรวม หลายสำนักวิเคราะห์ก็มีเหมือนกันที่มีมุมมองว่า เศรษฐกิจจีน ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารอบนี้มากนัก เพราะสัดส่วน Export to GDP จากเดิมปี 2016 เคยอยู่ที่ระดับ 35% ลดลงมาเหลือ 20% ณ ปี 2017 แสดงให้เห็นถึงการลดความสำคัญของภาคการส่งออกลงไป และการที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังทำให้ราคาขายสินค้าไปยังสหรัฐฯ พอชดเชยกับภาษีที่ต้องเสียมากขึ้นได้อยู่ระดับหนึ่ง มุมมองส่วนตัว เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจะย้ายไปย้ายมาเป็นระลอก จากที่ที่คาดว่าผลตอบแทนต่ำ ไปยังที่ที่คาดว่าผลตอบแทนสูง จากที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานแพง ไปยังที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานถูก แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้ก็คือ ไม่มีใครรู้จุดต่ำสุด จุดสูงสุด หรือ ตรงไหนที่เป็นจุดวกกลับของกระแสเงินทุนแน่นอนนะครับ ดังนั้น เราคงต้องย้อนกลับไปดูพอร์ตการลงทุนของเราในภาพรวมว่า เรายังเชื่อมั่นหรือไม่ หรือว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้จัดทัพการลงทุนให้เป็นเรื่องเป็นราว และไม่ได้จริงจังกับมันมากพอ จัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของเราเพื่อรองรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในอนาคตให้ดี จะทำให้ตอนขาดทุน เราไม่ขาดทุนหนักเกินไป พอร์ตการลงทุนไม่ผันผวนหรือหวือหวาเกินไปจนทำให้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ และยังสามารถกระจายโอกาสการลงทุนได้รอบโลกอีกด้วย ขอให้การปรับฐาน และการขาดทุนระยะสั้นที่คุณกำลังเจอตอนนี้ เป็นบทเรียนชั้นดีในการสร้างภูมิคุ้มกันการลงทุนในระยะยาวนะครับ ถ้าหมดหนทางจะคิดได้ด้วยตัวเองจริงๆ แนะนำให้หาที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนคุณให้สมดุล ไม่รู้จะหาที่ไหน ก็ไปที่ TMB Advisory ที่มีคำแนะนำจากมืออาชีพ ให้คำปรึกษาเชิงลึก ทำความเข้าใจความต้องการการลงทุนของเราก่อนให้คำแนะนำ และยังติดตาม อัพเดทสถานการณ์ข่าวสารอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สนใจรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่สาขาให้บริการ เพิ่ม TMB คลิก

ปรึกษา หรือ ซื้อ-ขายกองทุน โทร. 1558 กด #9

CONTINUE READING ...
ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
Financial Planning, Investment, Investment, Principle
ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
กรกฎาคม 25, 2018 at 11:11 pm 0
ถ้าในโลกการลงทุน มันมีสูตรตายตัวให้เรารู้แน่ๆว่า ทำตามตำราทุกอย่างแล้วรวย ป่านนี้คนที่อยู่ในตลาดหุ้นทุกคนคงจะรวยกันถ้วนหน้าไปแล้ว แต่ผ่านมาหลายสิบปี เราเห็นทั้งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว มาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งนี้ ก็ท่าทางจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครห้ามไม่ให้เกิดได้ หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนหน้าใหม่ (รวมถึงหน้าเก่าหลายๆคน) มักจะถามกับตัวเอง ถามในกระทู้ หรือ แม้แต่ถามกับผมเป็นการส่วนตัว ก็คือ เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า? ถ้าจะให้ตอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถาม ก็คงต้องทำความรู้จักกันให้มากกว่าแค่เจอหน้ากันภายใน 5 นาที ผมลองตั้งคำถามแบบนี้แทนครับ ถ้าจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ต้องไปเวลาไหนถึงจะดีที่สุด? หลายคน พอได้ยินคำถามนี้ปั๊บ อาจจะตอบผมกลับมาทันทีเลยว่า ไปทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง และมีความพร้อมก่อนไหม ได้ศึกษาหรือยังว่าเราต้องเตรียมสัมภาระอะไรขึ้นเขาบ้าง การเดินทางจะไปยังไง มีเพื่อนร่วมทางที่มีประสบการณ์ร่วมเดินทางกับคุณด้วยหรือเปล่า ใช่ครับ เพราะการขึ้นไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ มันอาจหมายถึงความฝันสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตใครหลายคน และอาจต้องแลกด้วยชีวิต หากคุณไม่เตรียมความพร้อมให้ดี ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือ เรื่องของการลงทุน ถ้าไม่วางแผนดีๆ ก็อาจต้องแลกด้วยชีวิตในบั้นปลายที่คุณไม่อยากไปถึงจุดนั้น และการเตรียมตัวในเรื่องของการลงทุนนั้น มันมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัวมากกว่าแค่การหาคำตอบจากคำถามที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?” คุณต้องสำรวจเข้าไปในใจตัวเอง ถามถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเอง ความพร้อมทางการเงิน การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน การทำประกัน หน้าที่การงานในอนาคต ภาระหน้าที่ที่ต้องมี และ องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดในโลกการลงทุน คุณอาจจะแค่มีเงินเหลือเลยอยากลงทุน ก็เป็นไปได้ และการลงทุนนั้น อาจจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ง่ายๆก็เกิดขึ้นได้ ใครจะไปรู้ แต่วิธีการ และหลักการลงทุนที่ถูกต้อง จะทำให้คุณอยู่กับความสำเร็จนั้นได้ยาวนานขึ้น และไม่หลงใช้กลยุทธ์ที่ผิดๆ ไปลงทุนในจังหวะชีวิตที่เสี่ยงได้น้อยลงแล้ว (แก่ตัวมากขึ้น) ไม่เหลือเวลาให้พลาดได้มากเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว
ดังนั้น การตั้งคำถามที่ถูกต้อง จะนำเราไปสู่กระบวนการคิดที่สำคัญและได้คำตอบที่ใช่นะครับ
ยิ่งในโลกอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ จะถามอะไรกูเกิ้ล ก็ถามได้หมดทุกอย่าง มีคำตอบของทุกอย่าง พอโลกมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า คนที่รู้ทุกอย่างรอบตัว ไม่ได้เปรียบคนอื่นมากแล้วครับ เพราะเดี๋ยวซํกพัก คนอื่นก็หาได้เท่าเรา และอาจจะมากกว่าเรา แต่คนที่รู้ความต้องการของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเองชัดเจนต่างหาก ที่จะถามคำถามที่สำคัญกับการเดินทางของชีวิต และเอาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางที่พาตัวเองไปยังจุดที่ดีขึ้น คำถามที่สำคัญสำหรับการเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามแก่ในแง่ของโลกการลงทุนก็คือ เราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร? ไม่ใช่คำถามประเภท หุ้นตัวไหนดี วันนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง ตอนนี้ใช่จังหวะช้อนซื้อที่ราคาต่ำที่สุดไหม เมื่อไหร่จะขายออกไปดี คำถามเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนชนะในการรบระยะสั้น แต่ในสงครามระยะยาว ถ้าไม่พัฒนาศักยภาพตัวเองขึ้น ก็ต้องไล่ถามคนอื่นต่อไปแบบเรื่อยๆ กลายเป็น เอาผลลัพทธ์ในการลงทุน ไปผูกไว้กับคำของใครต่อไปที่เราไปฝากความไว้ใจกับเขา ดังนั้นโอกาสแพ้ก็สูงขึ้น คำตอบก็คือ คุณต้องเตรียมใจว่า เกมส์นี้คือเกมส์ยาว ไม่ได้เล่นกับจบภายใน 5 นาที แต่คืออีก 10-20 ปี หรือบางที มากกว่า 30 ปีข้างหน้า และเมื่อเกมส์การลงทุนมันเป็นเกมส์ยืดเยื้อขนาดนั้น เราจะมามัวสนใจภาพระยะสั้น ทำให้จิตใจตัวเองแกว่งไปแกว่งมาทุกวัน แล้วเสียงานเสียการไปเพื่ออะไร? นอกจากว่า คุณต้องการกระโดดมาลงสนามอย่างจริงจัง หรืออยากมีที่นั่งในสายอาชีพการลงทุนแบบมืออาชีพจริงๆ ก็สู้เอาเวลาไปใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำงานที่เราทำอยู่ ที่เรารักให้เกิดประโยชน์ ทำให้ทุกๆวันเราได้ทักษะที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ? แล้วระหว่างนั้น เจียดเงินลงทุนมาให้มันทำงานให้ในระยะยาว วางเป้าหมายการลงทุนให้ชัด แล้วตอนที่มีเงินก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยไปหา Technical Skill ในการจัดพอร์ตวางแผนการลงทุนที่เข้มข้นตามสเต็ปๆไป ถ้าหวังจะแค่ไปเที่ยวเล่นน้ำทะเลสบายๆแถวพัทยา เราก็คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย แค่จัดกระเป๋า เอากางเกงในไปครบทุกวันก็เพียงพอ แต่ถ้าหวังจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้านก่อนการเดินทางไกลจริงๆนะครับ การลงทุนมันพาเราไปในจุดที่ดีกว่าวันนี้ได้ ... แต่ฝันคุณใหญ่ขนาดไหน? ต้องถามตัวเองดู โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.