X

Thai Stock Markets

หุ้นไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก

สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
Investment, Thai Stock Markets
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
มีนาคม 15, 2019 at 2:22 pm 0
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้งด้วยกัน และวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ในรอบ 24 ปี หรือ เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีทีเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้ ในแง่ของทิศทางของประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการตั้งเข็มทิศครั้งใหม่ของอนาคตของประเทศ ซึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนไทยก็ขอให้คนไทยศึกษานโยบายของพรรคต่างๆให้เข้าใจ และชวนกันออกไปใช้สิทธิใช้เสียงให้เยอะๆนะครับ กลับมาที่ การเลือกตั้งกับการลงทุน แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งมันจะสำคัญต่อประเทศขนาดนั้น มันก็ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมเลยขอลองเอาสถิติเก่าๆของตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าย้อนดู 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้งในอดีต จะพบว่า 5 ครั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉลี่ยบวกได้ +14% ครั้งที่ผลตอบแทน 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งติดลบ คือปี 2539 ที่ดัชนีปรับตัวลงมากถึง -29% ก่อนที่พล.อ.ชิวลิต ยงใจยุทธ จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นที่โชคร้าย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปี 2539-2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้เอเชีย หรือ Asian Crisis ในเวลาต่อมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ปรับฐานรุนแรงจากจุดสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อม.ค. 2537 ร่วงลงมาต่ำกว่า 300 จุด ช่วงเดือนส.ค. 2540 เป็นการสิ้นสุดตลาดกระทิงที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนไทย

แล้วหลังการเลือกตั้งละ หุ้นไทยเป็นอย่างไร?

ถ้านับที่ Time Frame 6 เดือน ข้อมูลถือว่าน่าสนใจมากๆครับ เพราะหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา มีถึง 4 ครั้ง ทีเดียวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าเดิม มีเพียง 2 ครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งเมื่อเดือนส.ค. 2538 ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปอาชาขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยถึงบวกได้ ก็ได้แค่เพียง +2.8% และอีกครั้งคือ เดือน ม.ค. 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก หลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยสามารถบวกได้ถึง +9.8% และหลังการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ เป็นการติดลบเฉลี่ย -7.4% ทีเดียว ซึ่งถ้ามองจากสถิติย้อนหลังเช่นนี้ อาจทำให้เราตีความไปว่า เราควรขายหุ้นออกเมื่อวันเลือกตั้งใกล้จะเข้ามาถึง และไปหาจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่าหลังจากนั้น ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลในแต่ละชุด แท้จริงแล้วบริบทของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ข้อมูลเพียงแค่สถิติเพียงเท่านี้ คงจะนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างช่วงหลังการเลือกตั้งเดือนม.ค. 2551 ที่ได้คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นช่วงจุดเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐฯ เกิดวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งหากถามว่า เศรษฐกิจไทยกระทบอะไรกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีผลกระทบแค่บางส่วนซึ่งเล็กน้อยมาก แต่พอดูผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย เราก็เห็นแล้วว่า ทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงตามมา และอีกครั้งที่มีการเลือกตั้งเดือนก.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปลุกลาม (Euro Debt Crisis) และตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานเพราะความกังกวลว่าสหภาพยุโรปอาจไม่ได้ข้อสรุปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะประเทศกรีซ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์การลงทุน จึงพอสรุปได้ว่า ไม่ใช่แค่ดูว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะวิ่งทางในในอดีต แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมิณสถานการณ์ ภาพรวมเศรษฐกิจในตอนนั้น วิเคราะห์ธุรกิจ เจาะงบการเงิน ดูในรายละเอียดของหุ้นที่เราสนใจอีกที เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาว

อ้าว แล้วนักเก็งกำไรระยะสั้นละ?

งั้นขอให้ข้อมูลอีกตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุนสั้นหน่อยก็แล้วกันครับ สถิติบอกว่า เลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งที่ผ่านมาในอดีต หากนับแค่กรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากวันเลือกตั้ง พบว่า ทุกครั้งมีการปรับตัวบวกขึ้นหลังเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นครั้งเดียว คือครั้งของ ชวลิต ยงใจยุทธในปี 2539 โดยเป็นการบวกดังนี้ สมัยบรรหาร ปี 2538 +0.45% (1 วันหลังจากการเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 1 ปี 2544 +18.45% (19 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 2 ปี 2548 +3.12% (22 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยสมัคร ปี 2550 +5.47% (5 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยยิ่งลักษณ์ ปี 2554 +9.86% (27 วันหลังเลือกตั้ง) จากสถิติ มันบอกเรานะครับว่า “Election Rally” มีอยู่จริง! แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS Bloomberg www.set.or.th
CONTINUE READING ...
เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังของ JKN
Thai Stock Markets
เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังของ JKN
กรกฎาคม 20, 2018 at 3:29 pm 0
ต้องถือว่า JKN หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เกาะกระแส Digital Trend ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมด้านจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์แนวหน้าของเมืองไทยและระดับโลกในเวลานี้ เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง ทางผู้บริหาร ‘คุณแอน - จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ได้เปิดเผยว่า สามารถบรรลุข้อตกลงในการเป็นผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ละครดังจากช่อง 3 หลายเรื่องทีเดียว ถือเป็นความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวที่น่าจับตามองจริงๆ เพราะจากเดิม JKN มีรายได้หลักจากการนำคอนเทนต์ลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ มาขายให้กับ Digital TV ช่องต่างๆ ในไทย และตอนนี้ JKN ก็จะนำคอนเทนต์ละครดีๆ ในไทย ออกไปเผยแพร่สู่สายตาชาวต่างชาติ เช่นกัน ละครไทยที่ JKN ได้ลิขสิทธิ์จากช่อง 3 ไปขายในต่างประเทศ มีอะไรบ้าง คำตอบคือ ได้ไปทั้งหมด 70 เรื่อง ส่วนเรื่องอะไรบ้าง แน่นอนว่าละครดังหลังข่าวมากันครบ สามารถดูตัวอย่างจากในรูปด้านล่างครับ JKN Global Media ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทาง JKN ได้ไปประเดิมเปิดตัวคอนเทนต์ละครไทยในงาน  TELEFILM 2018 ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งทางผู้บริหารก็ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ผลตอบรับดีและมีแผนการตลาดจะไปจัด Roadshow รวมถึงออก Event โดยให้ดารานักแสดงของช่อง 3 ไปร่วมงานต่างๆ ทั่วโลกด้วย จึงเท่ากับว่าโอกาสทางธุรกิจของ JKN จะมากขึ้นทันที ไปดูด้านผลประกอบการกันบ้าง ไตรมาส 1/2561 กำไรสุทธิของบริษัทฯ 70.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46.01 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมทำได้ 345.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.63% เทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 258.76 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตทั้งในแง่ของยอดขายและรายได้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เข้าพอร์ตมากขึ้น โดยในส่วนของรายได้ในไตรมาส 1/2561 นั้น หลักๆ ขยายตัวจากการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ประเภทซีรีส์อินเดียและซีรีส์ฟิลิปปินส์ ผ่านช่องทางสถานีทีวีดิจิทัล และ Video on Demand (VOD) ได้มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มองไปข้างหน้า จริงๆ แล้ว JKN ได้เคยแจ้งว่า น่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 600-800 ล้านบาท เพื่อเพิ่มคอนเทนต์ในพอร์ตมากกว่า 3,500 คอนเทนต์ ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่ซื้อลิขสิทธิ์ละครช่อง 3 ไปขายในต่างประเทศก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง และเราคงได้เห็นการซื้อคอนเทนต์ดีๆ มาเข้าพอร์ตเพิ่มอีกเช่นกัน ในด้านราคาหุ้น ดูจากกราฟราคาด้านล่าง นับตั้งแต่วันเข้าเทรดวันแรกในตลาดฯ จนถึงเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาหุ้น JKN ย่อลงมาจากจุดสูงสุดที่ระดับ 18.30 บาท ลงมาเทรดที่ 10.30 บาท ณ ระดับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่บริษัทฯ มียอดขายและกำไรโตอย่างต่อเนื่อง JKN at SET จากที่เคยขึ้นไปเทรดที่ PE Ratio ประมาณ 40 เท่า ปัจจุบัน ลงมาอยู่ไม่ถึง 26 เท่า ก็ถือว่าลงมาพอสมควร แผนการ Roadshow นำเสนอขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของ JKN ในช่วงครึ่งปีหลัง งานใหญ่จะมีอีก 2 งาน คือ MIPCOM ที่เมืองคานส์ ในช่วงเดือน ต.ค. และงาน ATF TV Forum ที่สิงคโปร์ ในช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งทางผู้บริหารก็มั่นใจว่าน่าจะประสบความสำเร็จ ไม่แพ้งาน TELEFILM 2018 เวียดนาม ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือน มิ.ย. ในส่วนแผนระยะยาว ทางผู้บริหาร JKN ได้แจ้งว่า อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมบุคลากร เพื่อผลิตรายการข่าวให้แก่สถานีข่าวช่อง CNBC Thailand รวมถึงผลิตคอนเทนต์ภายใต้แบรนด์ CNBC โดยใช้พิธีกรและผู้ดำเนินรายการคนไทย ทำให้บ้านเราจะได้เสพข่าวสารที่ทันสมัยในภาคภาษาไทย ซึ่งเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทาง JKN แจ้งว่าน่าจะสามารถออกอากาศได้ในปี 2562 ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ความหวังอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มองภาพใหญ่กันนะครับ ถ้าลองพิจารณา ตอนนี้มีช่อง Digital TV ทีวีดาวเทียม รวมถึงช่องทาง Media ใหม่ๆ อย่าง Internet TV, TV On demand บนมือถือ และเริ่มมี TV บน Social Media เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแปลว่าผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะขึ้น ในแง่การแข่งขันของผู้ประกอบการสื่อ เลยต้องหาคอนเทนต์ดีๆ มาดึงดูดผู้ชมให้มาดูช่องของตัวเองให้ได้ ซึ่งการผลิตคอนเทนต์เองแน่นอนว่าทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น การซื้อคอนเทนต์สำเร็จรูปที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง แถมประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ จึงเป็นทางเลือกที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ เรียกได้ว่า JKN คือ ธุรกิจที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อรบกับคนอื่น แต่มาเพื่อตอบโจทย์ในสนามรบแย่งชิงคอนเทนต์อย่างแท้จริง … สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่ : www.jknglobal.com/  
CONTINUE READING ...
Finansia HERO แอปการลงทุนสำหรับนักลงทุนตัวจริง
Thai Stock Markets
Finansia HERO แอปการลงทุนสำหรับนักลงทุนตัวจริง
มิถุนายน 22, 2018 at 11:19 am 0
Finansia HERO แอปการลงทุนสำหรับนักลงทุนตัวจริง ผมเป็นคนหนึ่งนะครับ ที่ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีละก็ มักจะติดตาม และเสาะหามาใช้อยู่ตลอดเวลา และยิ่งถ้าเป็นเทคโนโลยีเกี่ยวกับการลงทุนด้วยแล้วเนี่ย ยังไงก็ต้องไปหามาใช้ให้จงได้ สาเหตุเพราะลึกๆแล้ว ผมเชื่อว่า ในโลกการลงทุนยุคนี้เทคโนโลยีที่ดี มีส่วนช่วยให้ประสิทธิภาพในการลงทุนของเราดีขึ้นตามลำดับ ใครเปิดรับกับเทคโนโลยี และปรับใช้กับการลงทุนของตัวเองได้จริง ก็นำหน้านักลงทุนที่ไม่ได้ใช้อยู่หนึ่งก้าวเสมอ ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ได้เปิดให้บริการ Mobile และ PC Application  ตัวใหม่ ชื่อ Finansia HERO ให้นักลงทุนได้ติดอาวุธเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนกัน แน่นอนว่า เปิดตัวมาแบบนี้ มีหรือที่เราจะพลาดโอกาสในการทดลองใช้งานกัน หึหึ ขอเกริ่นนำเล็กน้อยนะครับ เจ้าแอปตัวนี้ ได้นำระบบซื้อขายหลักทรัพย์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นนวัตกรรมที่มีความโดดเด่นและตอบโจทย์การใช้งาน ที่มีชื่อว่า “HERO” จาก Kiwoom Securities บริษัทหลักทรัพย์อันดับหนึ่ง 12 ปีซ้อนของเกาหลีใต้ ซึ่งเอาตรงๆเลยนะ เท่าที่ผมได้ลองทดสอบเล่นดู มีหลายฟังก์ชันที่ยังไม่มีแอปพลิเคชันใดในประเทศไทยเคยมีมาก่อนเลยนะครับ สามารถเรียกเสียง “ว้าว” จากผมได้ตั้งแต่การใช้งานครั้งแรกๆเลย พาไปรีวิวกัน แอปนี้ มีให้โหลดทั้งระบบ iOS และ Android นะครับ ส่วนผม ใช้ iPhone 8 Plus ก็ไปที่ App Store แล้วโหลดตามนี้ Finansia Appstore ทางผู้พัฒนาได้รองรับกับ iPhone X เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ว่าแล้วก็โหลด ใช้ user name และ password หรือเข้าลิงก์นี้ เพื่อขอรหัส ทดลองใช้ http://www.finansiahero.com/request-trial-account/ เข้าเริ่มต้นใช้งานกันเลย ที่หน้าจอแรก จะมีข้อมูลการซื้อขายและดัชนีตลาด สามารถเลือกดูดัชนีตัวอื่นนอกเหนือจาก SET Index ได้ ผมลองเลือกไปที่ฟังก์ชัน Buy/Sell หน้าจอก็เหมือนปกติทั่วไปนะครับ Finansia App trailer แต่ขึ้นชื่อว่าแอป HERO มันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ลองกดที่ตัวโลโก้ของแอป มุมซ้ายล่าง ก็จะไปยังเมนูลับของ Finansia HERO แล้วเลือกเมนู BUY/SELL จะพบว่าแอปนี้ สามารถส่งคำสั่งซื้อขายได้หลายรูปแบบเลย ไม่ว่าจะเป็น
  1. QUOTE ORDER ซึ่งคือ การส่งคำสั่งซื้อ/ขายง่ายๆเพียงคลิกเดียว โดยสามารถส่งคำสั่งซ้ำๆ ได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งสามารถยกเลิก / เปลี่ยนแปลงราคาได้สะดวกมากขึ้น
  2. BUY & AUTO SELL เป็นคำสั่งซื้อที่นักลงทุนสามารถตั้งคำสั่งซื้อ/ขายไว้ได้ตั้งแต่ยังไม่ MATCHED และหาก MATCHED แล้วระบบจะส่งคำสั่งในฝั่งตรงข้ามให้ทันที
  3. ตั้งเงื่อนไข CONDITION ORDER ได้ตามต้องการ โดยเมื่อหุ้นนั้นเข้าเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ระบบก็จะทำการแจ้งเตือน พร้อมส่งคำสั่งซื้อ/ขายให้อัตโนมัติทันที
  4. STOP ORDER กำหนดจุดซื้อ/ขาย ได้ 3 ระดับ ด้วยจุด TAKE PROFIT, จาก PROFIT PRESERVE, จุด STOP LOSS และยังมี ADVANCED TRAILING STOP ในกรณีต้องการส่งคำสั่งขาย เพื่อไม่ให้ขายหมู หรือขายเร็วเกินไปในขณะที่ราคาหุ้นมีแนวโน้มเป็นขาขึ้น
  5. และ อันนี้ครับ ทีเด็ด OVERNIGHT ORDER ตั้งคำสั่งล่วงหน้าข้ามวันได้ 3 แบบ
    1. ส่งคำสั่งข้ามวันปกติ
    2. ส่งคำสั่งต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะครบ
    3. ส่งคำสั่งด้วยจำนวนหุ้น และราคาที่เท่าๆ กัน ต่อเนื่องทุกๆวัน
เจ้า OVERNIGHT ORDER นี่ ผมเคยเจอ pain ของนักลงทุนจำนวนไม่น้อย ที่ต้องมาตั้งซื้อ หรือ ตั้งขาย ทุกๆวัน จนกว่าจะได้ของ เรียกว่า เสียเวลาทำงานทำการเป็นอย่างมาก หันมาใช้แอปนี้ปั๊บ ชีวิตดีขึ้นทันทีทันใดเลย “ว้าว” มากๆ Function Scanner ไปที่ฟังก์ชันเด็ดอันต่อไปนะครับ Top Projected Gainer การที่แสดงราคาเปิดที่สูงๆ และ rank ตาม % การเปลี่ยนแปลงราคาสูงสุด อีกทั้งแสดงว่ามี volume เข้าหรือไม่ Finansia App trailer Top Gainer และ Scanner แบบ Advance ของ Finansia ตามรูปด้านล่างเลยครับ Scanner Advance จากรูปจะเห็นว่าฟังก์ชันนี้ เป็นการสแกนหาหุ้นโดยใช้หลักการทาง Fundamental Analysis และ Technical Analysis เช่น นักลงทุนท่านไหนที่เทรดตามสัญญาณการซื้อขายของ Moving Average ก็สามารถใช้ SMA Cross Over ในการหาจุดซื้อขาย หรือ ชอบหุ้นที่ MACD กำลังจะตัดขึ้นมาเหนือศูนย์ แอปนี้ก็มีสแกนหาหุ้นทั้งตลาดให้คุณได้ปฎิบัติตามระบบเช่นกัน ไปที่ฟังก์ชันดูกราฟของแอปนี้กันบ้าง Grapg Set Indicator สามารถตั้งค่า Indicator และ Signal Search  เพื่อหาสัญญาณซื้อได้อัตโนมัติ และมีเครื่องมือล้ำๆ ให้ใช้อย่างจุใจ อย่างในรูปตัวอย่าง ผมตั้ง Signal Search โดยใช้ MACD Signal และ Golden Cross ซึ่งสิ่งที่เราได้ก็คือ จุดที่สัญญาณเกิดขึ้น (ลูกศรในรูป) ทำให้เราไม่พลาดโอกาสในการลงทุนตามสัญญาณทางเทคนิคครับ เท่าที่ลองใช้งานนะครับ ความเห็นส่วนตัว มองว่าตอบโจทย์การใช้งานที่นักลงทุนเรียกร้องมานานในหลายๆฟังก์ชัน มีความรวดเร็ว และลิงก์ข้อมูลในแต่ละหน้าได้ดีทีเดียว โดยสรุปเลยนะครับ การแสดงผลลื่นใช้ได้ ข้อมูลก็มีให้ครบ ฟังก์ชันการใช้งานปกติที่เราใช้บ่อยๆก็อยู่ในหน้าจอที่หาได้ไม่ยาก แถมสามารถได้ข้อมูลเชิงลึก ซึ่งตัวที่ผมชอบมากๆก็คือ Scanner ซึ่งร่นระยะเวลาในการหาหุ้นเทรดของเราลงไปได้เยอะทีเดียว และจัดการคำสั่งซื้อขายได้เยอะกว่าแอปอื่นๆในเมืองไทยอย่างชัดเจน แอปดีๆแบบนี้ ต้องเปิดบัญชีกับ ฟินันเซีย ไซรัส แล้วโหลดมาเป็นอาวุธติดตัวต่อสู้ในสนามรบกันเถิดพวกเรา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.finansiahero.com ขอรหัสทดลองใช้ได้ที่ http://www.finansiahero.com/request-trial-account/   Download App & Free Trial ได้ที่ http://onelink.to/nyr5dg ดู Demo การใช้งานได้ที่ https://www.fnsyrus.com/channel หมายเหตุ เมื่อกรอกรายละเอียดทั้ง 2 ช่องแล้ว สามารถลองเล่นได้เลย *ไม่ต้องกดเลือก Free Trial   สอบถามการใช้งานได้ที่ Call center 02-782-2400 สนใจเปิดพอร์ตลงทุนกับ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) โทร 02-782-2400 กด 2 หรือสมัคร Online ได้ที่ http://onlinefss.fnsyrus.com/requestonline/OPENACCOUNT/register?sectionurl=HOME&boothcode=BZ011 #FINANSIAHERO #FINANSIA #HERO #เทรดหุ้น #TRADE #APP #APPหุ้น #ล้ำหน้ากว่าที่เคยมี
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.