X

Investment

เกี่ยวกับการลงทุน

มูลค่า Facebook หายวับ $120 Billion ในวันเดียว บอกอะไรเรา?
Global Markets, Investment
มูลค่า Facebook หายวับ $120 Billion ในวันเดียว บอกอะไรเรา?
สิงหาคม 5, 2018 at 12:51 pm 0
เมื่อคืนวันที่ 26 ก.ค. หรือ สองสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ตลาดหุ้น เพราะหุ้น Facebook ถูกนักลงทุนแย่งกันขาย จนทำให้ปิดตลาด ราคาร่วงลงทุนถึง -18.96% มาปิดที่ราคา $176.26 ทำให้มูลค่าตลาดของบริษัท หายไปทันที $120 Billion หรือ มากกว่า 3 ล้านล้านบาท ทีเดียว
(เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
Financial Planning, Investment, Investment, Principle
ตอบคำถามมือใหม่ที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?”
กรกฎาคม 25, 2018 at 11:11 pm 0
ถ้าในโลกการลงทุน มันมีสูตรตายตัวให้เรารู้แน่ๆว่า ทำตามตำราทุกอย่างแล้วรวย ป่านนี้คนที่อยู่ในตลาดหุ้นทุกคนคงจะรวยกันถ้วนหน้าไปแล้ว แต่ผ่านมาหลายสิบปี เราเห็นทั้งนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว มาอย่างต่อเนื่อง และสิ่งนี้ ก็ท่าทางจะดำเนินต่อไปโดยไม่มีใครห้ามไม่ให้เกิดได้ หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่นักลงทุนหน้าใหม่ (รวมถึงหน้าเก่าหลายๆคน) มักจะถามกับตัวเอง ถามในกระทู้ หรือ แม้แต่ถามกับผมเป็นการส่วนตัว ก็คือ เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า? ถ้าจะให้ตอบเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับผู้ถาม ก็คงต้องทำความรู้จักกันให้มากกว่าแค่เจอหน้ากันภายใน 5 นาที ผมลองตั้งคำถามแบบนี้แทนครับ ถ้าจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ต้องไปเวลาไหนถึงจะดีที่สุด? หลายคน พอได้ยินคำถามนี้ปั๊บ อาจจะตอบผมกลับมาทันทีเลยว่า ไปทำให้ร่างกายตัวเองแข็งแรง และมีความพร้อมก่อนไหม ได้ศึกษาหรือยังว่าเราต้องเตรียมสัมภาระอะไรขึ้นเขาบ้าง การเดินทางจะไปยังไง มีเพื่อนร่วมทางที่มีประสบการณ์ร่วมเดินทางกับคุณด้วยหรือเปล่า ใช่ครับ เพราะการขึ้นไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ มันอาจหมายถึงความฝันสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตใครหลายคน และอาจต้องแลกด้วยชีวิต หากคุณไม่เตรียมความพร้อมให้ดี ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือ เรื่องของการลงทุน ถ้าไม่วางแผนดีๆ ก็อาจต้องแลกด้วยชีวิตในบั้นปลายที่คุณไม่อยากไปถึงจุดนั้น และการเตรียมตัวในเรื่องของการลงทุนนั้น มันมีสิ่งที่ต้องเตรียมตัวมากกว่าแค่การหาคำตอบจากคำถามที่ว่า “เวลานี้ ใช่จังหวะที่ควรลงทุนหรือเปล่า?” คุณต้องสำรวจเข้าไปในใจตัวเอง ถามถึงเป้าหมายในชีวิตตัวเอง ความพร้อมทางการเงิน การเตรียมเงินสำรองฉุกเฉิน การทำประกัน หน้าที่การงานในอนาคต ภาระหน้าที่ที่ต้องมี และ องค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดในโลกการลงทุน คุณอาจจะแค่มีเงินเหลือเลยอยากลงทุน ก็เป็นไปได้ และการลงทุนนั้น อาจจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ง่ายๆก็เกิดขึ้นได้ ใครจะไปรู้ แต่วิธีการ และหลักการลงทุนที่ถูกต้อง จะทำให้คุณอยู่กับความสำเร็จนั้นได้ยาวนานขึ้น และไม่หลงใช้กลยุทธ์ที่ผิดๆ ไปลงทุนในจังหวะชีวิตที่เสี่ยงได้น้อยลงแล้ว (แก่ตัวมากขึ้น) ไม่เหลือเวลาให้พลาดได้มากเหมือนตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว
ดังนั้น การตั้งคำถามที่ถูกต้อง จะนำเราไปสู่กระบวนการคิดที่สำคัญและได้คำตอบที่ใช่นะครับ
ยิ่งในโลกอินเตอร์เน็ตสมัยนี้ จะถามอะไรกูเกิ้ล ก็ถามได้หมดทุกอย่าง มีคำตอบของทุกอย่าง พอโลกมันเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ ก็เท่ากับว่า คนที่รู้ทุกอย่างรอบตัว ไม่ได้เปรียบคนอื่นมากแล้วครับ เพราะเดี๋ยวซํกพัก คนอื่นก็หาได้เท่าเรา และอาจจะมากกว่าเรา แต่คนที่รู้ความต้องการของตัวเอง รู้เป้าหมายของตัวเองชัดเจนต่างหาก ที่จะถามคำถามที่สำคัญกับการเดินทางของชีวิต และเอาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางที่พาตัวเองไปยังจุดที่ดีขึ้น คำถามที่สำคัญสำหรับการเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวยามแก่ในแง่ของโลกการลงทุนก็คือ เราจะประสบความสำเร็จในการลงทุนในระยะยาวได้อย่างยั่งยืนได้อย่างไร? ไม่ใช่คำถามประเภท หุ้นตัวไหนดี วันนี้ตลาดจะขึ้นหรือลง ตอนนี้ใช่จังหวะช้อนซื้อที่ราคาต่ำที่สุดไหม เมื่อไหร่จะขายออกไปดี คำถามเหล่านี้ อาจทำให้นักลงทุนชนะในการรบระยะสั้น แต่ในสงครามระยะยาว ถ้าไม่พัฒนาศักยภาพตัวเองขึ้น ก็ต้องไล่ถามคนอื่นต่อไปแบบเรื่อยๆ กลายเป็น เอาผลลัพทธ์ในการลงทุน ไปผูกไว้กับคำของใครต่อไปที่เราไปฝากความไว้ใจกับเขา ดังนั้นโอกาสแพ้ก็สูงขึ้น คำตอบก็คือ คุณต้องเตรียมใจว่า เกมส์นี้คือเกมส์ยาว ไม่ได้เล่นกับจบภายใน 5 นาที แต่คืออีก 10-20 ปี หรือบางที มากกว่า 30 ปีข้างหน้า และเมื่อเกมส์การลงทุนมันเป็นเกมส์ยืดเยื้อขนาดนั้น เราจะมามัวสนใจภาพระยะสั้น ทำให้จิตใจตัวเองแกว่งไปแกว่งมาทุกวัน แล้วเสียงานเสียการไปเพื่ออะไร? นอกจากว่า คุณต้องการกระโดดมาลงสนามอย่างจริงจัง หรืออยากมีที่นั่งในสายอาชีพการลงทุนแบบมืออาชีพจริงๆ ก็สู้เอาเวลาไปใช้ชีวิตให้มีความสุข ทำงานที่เราทำอยู่ ที่เรารักให้เกิดประโยชน์ ทำให้ทุกๆวันเราได้ทักษะที่มีค่ามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ดีกว่าหรือ? แล้วระหว่างนั้น เจียดเงินลงทุนมาให้มันทำงานให้ในระยะยาว วางเป้าหมายการลงทุนให้ชัด แล้วตอนที่มีเงินก้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยไปหา Technical Skill ในการจัดพอร์ตวางแผนการลงทุนที่เข้มข้นตามสเต็ปๆไป ถ้าหวังจะแค่ไปเที่ยวเล่นน้ำทะเลสบายๆแถวพัทยา เราก็คงไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากมาย แค่จัดกระเป๋า เอากางเกงในไปครบทุกวันก็เพียงพอ แต่ถ้าหวังจะไปพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมทุกด้านก่อนการเดินทางไกลจริงๆนะครับ การลงทุนมันพาเราไปในจุดที่ดีกว่าวันนี้ได้ ... แต่ฝันคุณใหญ่ขนาดไหน? ต้องถามตัวเองดู โชคดีในการลงทุนครับ
CONTINUE READING ...
สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive
Global Markets, Investment
สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive
กรกฎาคม 20, 2018 at 8:44 pm 0
สรุปจากงานสัมมนา Krungsri Exclusive วันที่ 19 กรกฎาคม 2561 สถานที่ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เมื่อวันพฤหัสฯที่ผ่าน ผมได้ไปเข้าร่วมฟังมุมมองการลงทุนกับทางกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ ถือว่าได้มุมมองน่าสนใจ ทั้งเรื่องเทคโนโลยีใหม่ในธุรกิจการเงิน และมุมมองการลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งแบ่งเป็นทั้งหมด 3 Session วันนี้มาสรุปให้อ่านกันตามนี้นะครับ

Session 2 : Equity Market Outlook 2018

Andrew Slimmon MD, Senior Portfolio Manager Morgan Stanley คุณ Andrew เริ่มต้นด้วยการพูดว่า เป็นเรื่องยากมากที่คาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในระยะสั้น  นักลงทุนมักจะพิจารณาการลงทุนโดยใช้ปัจจัยที่อยู่ตรงหน้า และเดาว่าจะเกิดอะไรในอนาคต เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการลงทุน แต่จริงๆแล้ว ตลาดหุ้นคือ เครื่องชั่งน้ำหนักความถูกแพงของ Valuation ในระยะยาว โดยเปิดมุมมองว่า ตั้งแต่ย่างเข้าปี 2018 เป็นต้นมา คือ ช่วงที่ตลาดพยายาม “Reversion to the mean” หลังจากตลาดหุ้นวิ่งแรงเกินไปในปี 2016-2017 ความหมายคือ ปี 2016-2017 ตลาดหุ้นมันวิ่งแรงเกินไป ดังนั้นปีนี้เป็นปีแห่งการพักฐาน ชะลอตัวลงบ้าง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเมื่อย้อนดูการปรับฐานในตลาด Bull Market มักจะเป็น W Shape เช่นในปี 2010 และปี 2011 เช่นเดียวกัน เขาเชื่อว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2018 ไปแล้ว SP2010 โดยในครึ่งปีหลัง ความผันผวนคงจะมากขึ้นจากหลายประเด็น ทั้งเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด การที่จะมีการเลือกตั้ง Mid-term ของสหรัฐฯ การเพิ่มขึ้นของการลงทุนที่ขยายตัวช้ากว่าการซื้อหุ้นคืนของเจ้าของ รวมถึงภาวะ Inverted Yield Curve และสงครามการค้า แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่คุณ Andrew ย้ำชัดก็คือ ก็คือ ในระยะยาว ตลาดหุ้นจะวิ่งตามผลประกอบการ (Earnings) ไม่ใช่ตามข่าว และการเกิด Recession ในอดีต ไม่เคยเกิดขึ้นเพราะ ปัญหาการเมือง แต่มาจากภาคเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงจริงๆ ดังนั้น อย่ากังวลเรื่อง Trade Wars และ Mid-term Election มากเกินไป มาที่ด้าน Valuation ปีนี้ S&P 500 P/E อยู่ที่ 16.8x ปีหน้า S&P 500 P/E อยู่ที่ 15.4x ทาง Morgan Stanley มองว่า ระดับไม่ถือว่าแพงเกินไป ต่อคำถามที่ว่า เราใกล้ถึงจุดจบตลาดกระทิงรึยัง? วัฏจักรการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (Expansion Cycle) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.8 ปี รอบนี้อยู่ที่ 8 ปีนิดๆ สะท้อนว่า ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ย แต่รอบปี 1991 ละ 1961 Cycle ยาวกว่า (10 ปี และ 9 ปี) แต่อัตราการเติบโตกลับต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และรอบวัฏจักรอื่นๆ ตรงนี้ อาจตีความได้ว่า ตลาดกระทิงรอบนี้ มีโอกาสยาวนานกว่าในอดีตก็เป็นไปได้ เรื่องต่อมาที่ตลาดให้ความสนใจ และคุณ Andrew ก็กล่าวถึงคือ Inverted Yield Curve ซึ่งคุณ Andrew ก็แสดงข้อมูลย้อนหลังในอดีตให้เราเห็นว่า การเกิด Inverted Yield Curve ในอดีต ไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานแรง ในทางกลับกัน  4 ครั้งที่เกิดขึ้น ตลาดหุ้นวิ่งได้เฉลี่ย 40% ใน 2 ปี หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ด้วยซ้ำ ถ้าดูวงจรตลาดหุ้นจากจิตวิทยานักลงทุน หรือ The Investor Psychology ทาง Morgan Stanley มองว่า อยู่ในช่วงขยับจาก Confidence ขึ้นไปสู่ Enthusiasm ยังไม่ใช่ Euphoria หรือจบรอบขาขึ้น แต่ก็เหลือเวลาไม่มากนัก Fig1v2 ในระยะสั้น ที่เห็นว่ามีพัฒนาการมากขึ้นก็คือ Citi Economic Surprise Eurozone ซึ่งเป็นสัญญาณที่ใช้ดูการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ เทียบกับ ตัวเลขเศรษฐกิจ และกำไรบริษัทที่ทยอยออกมาจริง จะพบว่า เริ่มผงกหัวขึ้นแล้วเมื่อย่างเข้าเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา สะท้อนว่า ที่ยุโรป เริ่มมีข่าวดีบ้างแล้ว ขณะที่ MSCI Emerging Market ลงมาเกือบ -20% แล้ว ดังนั้น โอกาสรีบาวน์จากจุดนี้ก็มีเหมือนกัน Citi สรุปมุมมองโดยรวมคือ ปีนี้ครึ่งปีหลังอาจยังผันผวนเหมือนครึ่งปีแรก แต่ไม่ใช่จุดจบของตลาดหุ้น และทำให้มีโอกาสในการลงทุนมากขึ้นสำหรับนักลงทุน โดบเชื่อว่า ระยะสั้นเป็น Cyclical Bear แต่ระยะยาวตลาดหุ้นยังเป็น Secular Bull ขณะที่ทาง บลจ.กรุงศรี (KSAM) ผมขอสรุปใจความสั้นๆนะครับ คือ ยังมองเสถียรภาพทางเศรษฐกิจไทยยังแข็งแกร่ง ค่าเงินบาทถึงแม้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลล่าร์สหรัฐฯ แต่ก็อ่อนค่าในอัตราที่น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่ กนง. อาจพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยได้ ตรงที่ Gap ระหว่างดอกเบี้ย Fed Fund Rate กับ ดอกเบี้ยนโยบายของไทยกว้างขึ้น มีความเสี่ยงเงินทุนไหลออก และการที่ดอกเบี้ยต่ำยาวนานเกินไป ที่น่าสนใจคือ Net Fund Outflow ของนักลงทุนต่างชาติ ที่ออกจากตลาดหุ้นไทย เมื่อเทียบกับสัดส่วน Market Cap พบว่า เงินไหลออกจากตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี มีสัดส่วนถึง 1.25% ซ฿่งมากสุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในเอเชีย มองมุมหนึ่งก็บอกได้ว่า ขายเยอะเกินไปแล้ว ก็สามารุมองได้ ตลาดหุ้นไทยตอนนี้ถือว่าน่าสนใจไหม ในมุมมองของ KSAM มองว่า ณ ปัจจุบัน PE Ratio อยู่แถวๆ 16-17 เท่า ถือว่า ถูกเมื่อเทียบกับในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่ม TIP (Thailand, Indonesia, Philippines) แล้ว ก็ถือว่า PE ถูกว่า PBV ต่ำกว่า และให้ Dividend Yield ที่น่าสนใจมากกว่า สำหรับ Asset Allocation ที่ทาง บลจ.กรุงศรี ในช่วง 1-3 ปีข้างหน้า ก็ตามนี้ครับ ตราสารทุน 65% โดยลงทุนในหุ้นไทย 33% ตลาดพัฒนาแล้ว 22% และตลาดเกิดใหม่ 10%  ฝั่งตราสารหนี้ 35% แนะนำ ตราสารหนี้ในประเทศ 20% และ ตราสารหนี้ต่างประเทศ 15%  
CONTINUE READING ...
เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังของ JKN
Thai Stock Markets
เปิดกลยุทธ์และเป้าหมายการดำเนินงานช่วงครึ่งปีหลังของ JKN
กรกฎาคม 20, 2018 at 3:29 pm 0
ต้องถือว่า JKN หรือ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เกาะกระแส Digital Trend ขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมด้านจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์แนวหน้าของเมืองไทยและระดับโลกในเวลานี้ เข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลัง ทางผู้บริหาร ‘คุณแอน - จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์’ ได้เปิดเผยว่า สามารถบรรลุข้อตกลงในการเป็นผู้จัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ละครดังจากช่อง 3 หลายเรื่องทีเดียว ถือเป็นความสำเร็จอีกหนึ่งก้าวที่น่าจับตามองจริงๆ เพราะจากเดิม JKN มีรายได้หลักจากการนำคอนเทนต์ลิขสิทธิ์จากต่างประเทศ มาขายให้กับ Digital TV ช่องต่างๆ ในไทย และตอนนี้ JKN ก็จะนำคอนเทนต์ละครดีๆ ในไทย ออกไปเผยแพร่สู่สายตาชาวต่างชาติ เช่นกัน ละครไทยที่ JKN ได้ลิขสิทธิ์จากช่อง 3 ไปขายในต่างประเทศ มีอะไรบ้าง คำตอบคือ ได้ไปทั้งหมด 70 เรื่อง ส่วนเรื่องอะไรบ้าง แน่นอนว่าละครดังหลังข่าวมากันครบ สามารถดูตัวอย่างจากในรูปด้านล่างครับ JKN Global Media ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา ทาง JKN ได้ไปประเดิมเปิดตัวคอนเทนต์ละครไทยในงาน  TELEFILM 2018 ที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งทางผู้บริหารก็ให้สัมภาษณ์ว่า ได้ผลตอบรับดีและมีแผนการตลาดจะไปจัด Roadshow รวมถึงออก Event โดยให้ดารานักแสดงของช่อง 3 ไปร่วมงานต่างๆ ทั่วโลกด้วย จึงเท่ากับว่าโอกาสทางธุรกิจของ JKN จะมากขึ้นทันที ไปดูด้านผลประกอบการกันบ้าง ไตรมาส 1/2561 กำไรสุทธิของบริษัทฯ 70.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 53.37% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 46.01 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมทำได้ 345.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.63% เทียบกับงวดเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้รวม 258.76 ล้านบาท ถือเป็นการเติบโตทั้งในแง่ของยอดขายและรายได้ ถึงแม้ว่าจะเริ่มมีการลงทุนซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนต์เข้าพอร์ตมากขึ้น โดยในส่วนของรายได้ในไตรมาส 1/2561 นั้น หลักๆ ขยายตัวจากการขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ประเภทซีรีส์อินเดียและซีรีส์ฟิลิปปินส์ ผ่านช่องทางสถานีทีวีดิจิทัล และ Video on Demand (VOD) ได้มากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา มองไปข้างหน้า จริงๆ แล้ว JKN ได้เคยแจ้งว่า น่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 600-800 ล้านบาท เพื่อเพิ่มคอนเทนต์ในพอร์ตมากกว่า 3,500 คอนเทนต์ ดังนั้น การเคลื่อนไหวที่ซื้อลิขสิทธิ์ละครช่อง 3 ไปขายในต่างประเทศก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่ง และเราคงได้เห็นการซื้อคอนเทนต์ดีๆ มาเข้าพอร์ตเพิ่มอีกเช่นกัน ในด้านราคาหุ้น ดูจากกราฟราคาด้านล่าง นับตั้งแต่วันเข้าเทรดวันแรกในตลาดฯ จนถึงเมื่อวันที่ 12 ก.ค. ที่ผ่านมา จะเห็นว่าราคาหุ้น JKN ย่อลงมาจากจุดสูงสุดที่ระดับ 18.30 บาท ลงมาเทรดที่ 10.30 บาท ณ ระดับปัจจุบัน ทั้งๆ ที่บริษัทฯ มียอดขายและกำไรโตอย่างต่อเนื่อง JKN at SET จากที่เคยขึ้นไปเทรดที่ PE Ratio ประมาณ 40 เท่า ปัจจุบัน ลงมาอยู่ไม่ถึง 26 เท่า ก็ถือว่าลงมาพอสมควร แผนการ Roadshow นำเสนอขายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ของ JKN ในช่วงครึ่งปีหลัง งานใหญ่จะมีอีก 2 งาน คือ MIPCOM ที่เมืองคานส์ ในช่วงเดือน ต.ค. และงาน ATF TV Forum ที่สิงคโปร์ ในช่วงเดือน ธ.ค. ซึ่งทางผู้บริหารก็มั่นใจว่าน่าจะประสบความสำเร็จ ไม่แพ้งาน TELEFILM 2018 เวียดนาม ที่เพิ่งจัดไปเมื่อเดือน มิ.ย. ในส่วนแผนระยะยาว ทางผู้บริหาร JKN ได้แจ้งว่า อยู่ในขั้นตอนของการเตรียมบุคลากร เพื่อผลิตรายการข่าวให้แก่สถานีข่าวช่อง CNBC Thailand รวมถึงผลิตคอนเทนต์ภายใต้แบรนด์ CNBC โดยใช้พิธีกรและผู้ดำเนินรายการคนไทย ทำให้บ้านเราจะได้เสพข่าวสารที่ทันสมัยในภาคภาษาไทย ซึ่งเข้าใจง่ายยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ทาง JKN แจ้งว่าน่าจะสามารถออกอากาศได้ในปี 2562 ซึ่งถือเป็นคอนเทนต์ความหวังอีกหนึ่งตัวที่น่าสนใจไม่แพ้กัน มองภาพใหญ่กันนะครับ ถ้าลองพิจารณา ตอนนี้มีช่อง Digital TV ทีวีดาวเทียม รวมถึงช่องทาง Media ใหม่ๆ อย่าง Internet TV, TV On demand บนมือถือ และเริ่มมี TV บน Social Media เกิดขึ้นมากมาย ซึ่งแปลว่าผู้บริโภคมีทางเลือกเยอะขึ้น ในแง่การแข่งขันของผู้ประกอบการสื่อ เลยต้องหาคอนเทนต์ดีๆ มาดึงดูดผู้ชมให้มาดูช่องของตัวเองให้ได้ ซึ่งการผลิตคอนเทนต์เองแน่นอนว่าทำให้มีต้นทุนที่สูงขึ้นไปอีก ดังนั้น การซื้อคอนเทนต์สำเร็จรูปที่มีลิขสิทธิ์อย่างถูกต้อง แถมประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ จึงเป็นทางเลือกที่ผู้ประกอบการให้ความสนใจ เรียกได้ว่า JKN คือ ธุรกิจที่ไม่ได้เกิดมาเพื่อรบกับคนอื่น แต่มาเพื่อตอบโจทย์ในสนามรบแย่งชิงคอนเทนต์อย่างแท้จริง … สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุนได้ที่ : www.jknglobal.com/  
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.