X

Investment

เกี่ยวกับการลงทุน

ตอบโจทย์การกลับมาของดอกเบี้ยขาลง ลงทุนในหุ้นกู้ TPIPL อายุ 3 ปี 6 เดือน และ 5 ปี 6 เดือน
Bond, Investment
ตอบโจทย์การกลับมาของดอกเบี้ยขาลง ลงทุนในหุ้นกู้ TPIPL อายุ 3 ปี 6 เดือน และ 5 ปี 6 เดือน
กรกฎาคม 1, 2019 at 10:00 am 0
หลังจากที่คณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) มีการประชุมกันเมื่อวันที่ 18-19 มิ.ย. ที่ผ่านมา ก็ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นน่าจะสิ้นสุดลงแล้ว หลังจากที่ทางธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มองว่า เศรษฐกิจโลกในครึ่งปีหลัง เสี่ยงที่จะชะลอตัวลงไปมากกว่าครึ่งปีแรก สิ่งที่ผู้กำหนดนโนบายต้องเตรียมรับมือคือ กลับมาใช้นโยบายที่มีความผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อหวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้ยังโตได้ตามศักยภาพของตัวเอง กลยุทธ์ที่ต้องใช้แน่ ๆ ก็คือ ลดดอกเบี้ยนโยบายลง   ดอกเบี้ยนโยบายลดลง แล้วเกี่ยวอะไรกับนักลงทุน เกี่ยวเต็ม ๆ เช่น ถ้าเราฝากเงินในธนาคาร แล้วธนาคารประกาศลดดอกเบี้ยตาม เราก็ได้ดอกเบี้ยน้อยลง หรือถ้าเรามีกองทุนตราสารเงิน พอตราสารบางตัวในพอร์ตครบกำหนดช่วงดอกเบี้ยลงพอดี การที่ผู้จัดการกองทุนจะไปซื้อตัวใหม่เข้าพอร์ตก็ได้ผลตอบแทนลดลง นี่ล่ะครับ ผลของดอกเบี้ยขาลง   ดังนั้น การไปถือตราสารหนี้หรือหุ้นกู้ที่อายุยาวขึ้นก็เป็นการกระจายการลงทุนที่ดีเพื่อรองรับดอกเบี้ยขาลง และตอนนี้ก็ขออนุญาตมารีวิวหุ้นกู้ TPIPL มาให้ดูเพื่อประกอบการตัดสินใจ หรือใช้เป็น Case Study ในการวิเคราะห์บริษัทอื่น ๆ ในอนาคตครับ   TPIPL เป็นชื่อย่อของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งปัจจุบันประกอบธุรกิจเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายปูนซีเมนต์ ผลิตภัณฑ์เม็ดพลาสติก Low Density Polyethylene (LDPE) เม็ดพลาสติก EVA และกระเบื้องคอนกรีต ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค รวมถึงดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องผ่านบริษัทในเครือทีพีไอโพลีน ประกอบด้วยธุรกิจต่าง ๆ รวม 15 ธุรกิจ ผลประกอบการเป็นอย่างไร ไปดูกัน แหล่งข้อมูล : www.finnomena.com/stock จากตารางข้างบนจะเห็นว่า รายได้ของ TPIPL เติบโตขึ้นต่อเนื่องมาตลอด 7 ปี อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าบริษัทจะมีผลดำเนินงานที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจปูนซีเมนต์ ธุรกิจโรงไฟฟ้าและเม็ดพลาสติก ทั้งนี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มบริษัทได้เพิ่มจาก 220 เมกะวัตต์ ในครึ่งปีแรกของ 2561 มาเป็น 440 เมกะวัตต์ (ในไตรมาสแรกของปี 2562)   ทั้งนี้ เมื่อเช็กข่าวล่าสุด วันที่ 20 มิ.ย. ที่ผ่านมา นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ผลจากโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงขยะ TG6, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง TG4, และโรงไฟฟ้า RDF TG5 ที่ได้ดำเนินการติดตั้ง Boiler เสร็จสิ้นตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าเฉลี่ยอยู่ที่ 85% จากปีก่อนที่ทำได้ 70-80% สิ่งนี้ก็จะทำให้รายได้และกำไรของ TPIPL เติบโตได้หลังจากนี้ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีนะครับ   มองภาพธุรกิจผ่านรายได้ในอดีตและในอนาคตกันไปแล้ว คราวนี้ TPIPL ออกหุ้นกู้มา หน้าตาเป็นอย่างไร   ประเภทหุ้นกู้รอบนี้ เป็นหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ โดยออกเป็นสกุลเงินบาท   ประเภทของการเสนอขาย เป็นแบบการเสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ เท่านั้น   หุ้นกู้ของ TPIPL ได้รับเครดิต Rating “BBB+” แนวโน้มเป็น “Positive” จากการจัดอันดับของ TRIS Rating เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในระดับ Investment Grade นะครับ และมีโอกาสที่จะปรับขึ้นได้อีก   TPIPL จะออกหุ้นกู้ทั้งหมด 2 ชุด   วงเงินหุ้นกู้ทั้งสองชุด รวมกันไม่เกิน 4 พันล้าน และมีวงเงินหุ้นกู้สำรองอีก 2 พันล้าน หุ้นกู้ รวม 2 ชุด มูลค่าไม่เกิน 6,000 ล้านบาทนะครับ โดยอายุหุ้นกู้ชุดที่หนึ่ง 3 ปี 6 เดือน (ครบกำหนดวันที่ 11 ม.ค. 2566) ส่วนชุดที่สอง 5 ปี 6 เดือน (ครบกำหนดวันที่ 11 ม.ค. 2568) อัตราดอกเบี้ย ชุดที่ 1 : 3.90% ต่อปี อัตราดอกเบี้ย ชุดที่ 2 : 4.90% ต่อปี   งวดการจ่ายดอกเบี้ย : TPIPL จะจ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน คือ วันที่ 11 เดือน ม.ค., วันที่ 11 เดือน เม.ย., วันที่ 11 เดือน ก.ค. และวันที่ 11 เดือน ต.ค. (หลังลงทุน งวดแรกที่จะจ่ายคือ วันที่ 11 เดือน ต.ค. ปีนี้เลย)   ถ้าดูเป็นตารางเรื่องความเสี่ยง กลต. มีทำเป็นกราฟให้ตามนี้ครับ TPIPL จะเอาเงินกู้ก้อนนี้ไปทำอะไร?   ตามที่ TPIPL แจ้ง กลต. ไว้คือ นำไปชำระคืนเงินกู้ระยะยาว (Refinance) จากธนาคาร และ/หรือ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนจำนวน 3,250 ล้านบาท โดยจะใช้เงินในไตรมาส 3 ปีนี้เลย ขณะที่อีก 2,750 ล้านบาท จะไปชำระหุ้นกู้ที่จะครบกำหนดไถ่ถอนเดือน ส.ค. ปีนี้เช่นกัน     นั่นเท่ากับว่า หนี้สินของบริษัทฯ จะไม่เพิ่มขึ้น จากการ Refinance รอบนี้นะครับ   งั้นไปดูอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ของ TPIPL กัน โครงสร้างผู้ถือหุ้นของ TPIPL เป็นอย่างไร   *ข้อมูล ณ วันที่ 24 มิ.ย. 62   ส่วนใหญ่หุ้นอยู่ในมือของตระกูลเลี่ยวไพรัตน์นะครับ สร้างธุรกิจมาตั้งแต่วันแรกและไม่ไปไหนแน่นอน ก็มั่นใจได้มากขึ้น   สรุปโดยรวมแล้ว นักลงทุนท่านใดสนใจกระจายความเสี่ยง หาหู้นกู้ผลตอบแทนระยะยาวชนะเงินฝาก ชนะพันธบัตรรัฐบาล ความเสี่ยงไม่มากเท่ากับหุ้น หุ้นกู้ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดี   ทั้งนี้ หุ้นกู้ TPIPL ทั้งสองรุ่นจะเสนอขายในวันที่ 4-5 ก.ค. และ 8-10 ก.ค. นี้ ใครที่สนใจ สามารถติดต่อธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ได้ทุกสาขา   อ้ออย่างที่บอกไปนะครับ หุ้นกู้ TPIPL นี่เสนอขายเฉพาะนักลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ (High Net Worth) เท่านั้นซึ่ง กรณีบุคคลธรรมดาจะต้องเข้าข้อใดข้อหนึ่งตามนี้ครับ มีสินทรัพย์สุทธิตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีรายได้ต่อปีตั้งแต่ 4 ล้านบาทขึ้นไป หรือมีเงินลงทุนโดยตรงในหลักทรัพย์ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป ตามนี้ครับ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม https://market.sec.or.th/public/ipos/IPOSDE01.aspx?TransID=255143 หรือ คำเตือน: ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
CONTINUE READING ...
Scan หุ้นแบบไวๆใน Finansia HERO Mobile App ไวจริง เร็วจริง เทรดได้จริง!
Investment
Scan หุ้นแบบไวๆใน Finansia HERO Mobile App ไวจริง เร็วจริง เทรดได้จริง!
พฤษภาคม 31, 2019 at 5:00 pm 0
หลังจากที่ตัวผมเองได้ใช้งานโปรแกรม Finansia HERO บนคอมพิวเตอร์ ไปเรียบร้อย ก็ถึงเวลามาลองดูกันหน่อยว่า Hero บนมือถือ เมื่อเทียบกับบนคอมพิวเตอร์แล้ว จะมีอะไรแตกต่างกันบ้าง เอาเข้าจริง ชีวิตคนเมืองอย่างเรา และยิ่งต้องทำงาน ออกหาลูกค้า และมีประชุมแทบทุกวัน ยังไงเสีย เราก็อยู่กับมือถือมากกว่าอยู่กับคอมพิวเตอร์อยู่แล้วย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้นปฏิเสธไม่ได้นะครับ แอฟเทรดหุ้นและลงทุนบนมือถือ ถือว่ามีความสำคัญต่อการลงทุนของคนยุคนี้มากๆเลย และผมเชื่อว่า Finansia HERO น่าจะเป็นตัวเลือกแรกของนักลงทุนหลังจากได้อ่านรีวิวนี้ไปแล้ว

เริ่มกันที่ฟังก์ชันทั่วไปของ Finansia HERO บนมือถือ

เริ่มจาก เราไป Download FINANSIA HERO ผ่าน App Store สำหรับ IOS หรือผ่าน Google Play สำหรับ Android กันก่อนนะครับ โหลดเสร็จปั๊บ เปิด Application มา ก็จะเจอกับหน้าแรกหน้านี้เลย แค่หน้าแรก ก็เห็นถึงความแตกต่างจากแอฟเทรดหุ้นค่ายอื่นชัดเจน ก็คือ มีดัชนี SET Index ราคาปิดย้อนหลัง 7 วันทำการก่อนหน้า เทียบให้เราดูด้วยว่า แนวโน้มระยะสั้นในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นยังไงบ้าง โดยที่ยังไม่ต้อง Login เข้าแอฟเลยด้วยซ้ำ แถมยังมีแถบ Favorite ไปดูหุ้นใน List ของเราได้อีกด้วยว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร พอ Login เข้ามา เราจะถูก Default ให้อยู่ที่แถบเมนู Market ซึ่งประกอบไปด้วยราคา Realtime และกราฟ SET Index รวมถึงหุ้นใน Favorite ของเรา ผมลองเลื่อนแถบเมนูมาที่ Favorite วิธีการแสดงผลของ Finansia HERO น่าสนใจก็คือ จะมีแท่งเทียน (candle stick) ของการคลื่อนไหวราคาในวันนั้นๆแสดงอยู่ด้านขวามือของหุ้นแต่ละตัว ข้อดีสำหรับนักเทรดก็คือ แค่แท่งเทียนแค่นี้ ก็เห็นการเคลื่อนไหวของราคาภายในวันได้ทันทีว่ามีลักษณะเป็นอย่างไร ไม่จำเป็นต้องไปเปิดกราฟราย 5 นาที 15 นาที บนจอคอมพิวเตอร์ให้เสียเวลาทุกครั้งนะครับ อันนี้ถือว่าชอบ ตอบโจทย์นักลงทุนสายชำเลือง (แสกนหุ้นที่เราให้ความสนใจอยู่แบบผ่านๆ) เป็นการกรองก่อนเจาะลึกในชั้นแรก ปุ่มต่อไปคือแถบเมนู Quote เพื่อดูข้อมูลหุ้นรายตัวในเชิงลึกมากขึ้น ถึงตรงนี้ เราจะเริ่มเห็นความใส่ใจในรายละเอียดของ Finansia มากขึ้น ก็ตรงที่ นอกจากเราจะเห็น Bid Offer 5 ช่องแล้ว ทุกครั้งที่การวาง Bid Offer เปลี่ยนไป ตัวแอฟจะโชว์ตัวเลขด้านข้าง (ที่วงกลมสีแดง) เพื่อบอกเราว่า มีคนเพิ่มหรือถอนที่ราคานั้นๆเท่าไหร่ โดยโชว์แบบ Realtime เลยนะครับ ตรงนี้ ถ้าเราชำนาญมากขึ้น และคุ้นเคยกับหุ้นตัวที่เราเทรดอยู่ จะสามารถบอกพฤติกรรมของหุ้นได้ว่า มีใครกำลังสนใจราคาตรงไหน มีการวาง Bid Offer หลอกเราหรือไม่ ลองไปนั่งดูกันครับ สนุกดี ยังอยู่ในแถบเมนู Quote นะครับ เลื่อนลงมาจาก Bid Offer ก็มีข้อมูลหุ้นตัวนั้นๆที่น่าสนใจอีกเพียบ ตัวที่ผมชอบอีกตัวก็คือ Buy/Sell Recommend ซึ่งไปเอาการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า Target Price ของหุ้นตัวนั้นๆอยู่ที่เท่าไหร่ และให้คำแนะนำอย่างไร ซื้อ ถือ หรือ ขาย อันนี้ก็โดนครับ และข้อมูลอีกอันที่ผมชอบมากใน Quote ก็คือ Price Comparison เปรียบเทียบราคาปัจจุบันว่า อยู่ใน Range ประมาณไหนเมื่อเทียบกับ 5 วันก่อนหน้า 20 วันก่อนหน้า และ 200 วันก่อนหน้า ไม่ต้องไปเปิดกราฟดูให้เมื่อยมากก็เห็นแนวโน้มคร่าวๆได้เหมือนกัน

ดูกราฟทางเทคนิคที่จำเป็นได้เกือบทั้งหมดนักลงทุนควรรู้

พอเราดูรายละเอียดของหุ้นรายตัวไปแล้ว ในฐานะของนักลงทุนสาย Technical Analysis คนหนึ่ง จะซื้อจะขายทั้งที ยังไงก็ต้องตีกราฟให้เห็นครับ แล้วถ้าเราอยู่ในรถ เล่นกับลูกที่สนามหน้าบ้าน หรือ ติดงานประชุมตั้งแต่เช้า จะไปเอา Notebook จากไหนมาเปิดดูได้ทัน? แต่ถ้ามี Finansia HERO ละก็ ยิ้มออกครับ ลองดูกัน ให้เราไปที่หุ้นตัวที่เราสนใจในแถบ Quote พอเปิดมาปั๊บจะมีปุ่ม Chart อยู่ข้างๆชื่อย่อของหุ้นนะครับ กดเข้าไปแล้วหันจอแนวนอน ก็จะสามารถดูข้อมูลหุ้นตัวที่เราสนใจเป็นกราฟจะ 5 นาที 30 นาที หรือรายวัน ได้หมดเลย โดยมี Indicator พื้นฐานที่นักลงทุนทั่วไปต้องดู ซึ่งส่วนตัวที่ผมใช้นั้น บน Hero นี้ ถือว่ามีครบด้วย ไม่ว่าจะเป็น Moving Average หรือ RSI หรือ MACD ก็มีให้เราดูเช่นเดียวกัน แต่การดูกราฟบนมือถือ ก็มีอุปสรรคอย่างหนึ่ง ก็คือ เราดูได้แค่หุ้นทีละตัว ไม่เหมือนไปดูบนคอมพิวเตอร์ จะสร้างมันกี่หน้าจอ ก็แล้วแต่เรา ตรงนี้ Hero ก็พยายามจะทำให้ประสบการณ์การใช้งานเราดีขึ้น ด้วยการ สามารถตั้งเป็นคล้ายๆ Slide show สำหรับหุ้นที่อยู่ใน Favorite List ของเรา ว่าจะโชว์ตัวละกี่วินาที แล้วแอฟจะทำการเปลี่ยนหุ้นและกราฟนั้นวนไปเรื่อยๆ ไม่ต้องกดเองเปลี่ยนเองนะครับ แล้วจะลากเส้นดู Trendline หรือ ดูแนวรับแนวต้านบน Fibonacci Retracement ได้ไหม? คำตอบคือ ได้ครับ อย่างตัวอย่างข้างบน ผมลาก Downtrend Line ของหุ้น PTT โดยใช้นิ้วเรานี่ละ กดไปที่ปุ่ม Tools ตรงมุมขวาบนของจอมือถือ ก็จะปรากฎเครื่องมือต่างๆให้เราลากบนจอได้อีกเพียบ อาจใช้งานยากในช่วงแรกๆ แต่ใช้ไปซักพัก ก็ชินและไม่แพ้การลากเส้นโดนใช้ Mouse บนคอมพิวเตอร์เลยครับ

Finansia Scan จุดเด่นที่ที่อื่นไม่มี

แล้วก็มาถึงทีเด็ดที่สุดอีกหนึ่งอย่างบน Finansia HERO ก็คือ ตัวช่วยแสกนหาหุ้นให้เรา

วิธีใช้งาน ก็ไปที่แถบเมนูด้านล่างที่เป้นรูปแว่นขยาย และมีคำว่า Scan นะครับ

พอกดเข้าไปปั๊บ เราจะไปอยู่ที่หน้า Finansia Scanner ซึ่งถูกติดตั้งไว้แล้วตามเงื่อนไขต่างๆ แบ่งเป็นเงื่อนไขแบบพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐาน และเงื่อนไขปัจจัยทางเทคนิค เช่น Dividend Play ก็คือ แสกนหาหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย หรือ Growth Stock ก็แสกนหาหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ย ส่วนตัวแล้ว อย่างที่บอกคือ ผมสายเทคนิค ก็เลยชอบกดเข้าไปดูอย่างหุ้นที่เข้าเงื่อนไข MACD Uptrend หรือ ดูเส้นค่าเฉลี่ยตัดกัน (SMA Crossover) เราสนใจเงื่อนไขไหน ก็คลิ๊กเข้าไปดูเงื่อนไขนั้นครับ พอเข้าไปดู ก็จะเห็น List ของหุ้นที่เข้าเงื่อนไขตามรูปด้านบน และสิ่งที่ทำให้ผมประทับใจมากขึ้นก็คือ พอกดหุ้นซักตัวที่อยู่ใน List จะมีเมนู Pop-up ขึ้นมาว่า เราจะไปดู Quote หรือ ดูกราฟ หรือ อ่านข่าว หรือจะไปทำการซื้อหุ้นตัวนั้นๆย้ายไปที่เมนู Buy/Sell เลยก็ได้ อันนี้ก็ตอบโจทย์ผู้ใช้งานตรงที่ บางคนอาจจะต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติมในมุมอื่นก่อน ขณะที่บางคนอาจจะต้องการเทรดเร็วเลยก็มี นอกจากนี้ หากเราใช้งาน Finansia HERO ในเวอร์ชั่นคอมพิวเตอร์และได้สร้าง Scanner ด้วยตัวเองในฟังก์ชัน DIY มาแล้ว ก็สามารถมา Scan หาหุ้นบนมือถือได้ ไม่ได้กลับไปใช้บนคอมฯเช่นกัน และจะบอกว่า Finansia Scanner ตัวนี้ เป็นการ Scan แบบ Real-time นะครับ ไม่ใช่ End of Day (EOD) ที่กว่าจะให้สัญญาณ หรือกว่าจะเจอหุ้นซักตัว ต้องรอไปอีกวันแบบนั้น ก็อาจจะช้าไม่ทันใจเรา ใครเป็นสายเทรด ฟังก์ชันนี้ผมว่าต้องลองใช้งาน ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

ตะแกรงร่อนหุ้นเทรดระหว่างวันง่ายๆด้วย Market Analysis

มาที่ฟังก์ชันสุดท้ายที่ผมชอบและอยากมารีวิวในวันนี้ ก็คือ Market Analysis ซึ่งเป็นเมนูย่อยของเมนู Scan อีกตัว พอเรากดเข้ามา สามารถเลือกกรองหุ้นด้วยเงื่อนไขหลายอย่างด้วยกัน เช่น ราคาขยับขึ้นใน 5 นาทีที่ผ่านมา ปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้นใน 5 นาทีที่ผ่านมา หรือ ทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 5 นาทีที่ผ่านมา ฟังก์ชันนี้ เหมาะสำหรับสาย Daytrade มากๆ เป็นการมองหุ้นเร็วๆก่อนหนึ่งขั้น ที่เกิดแนวโน้มระยะสั้นพร้อมปริมาณการซื้อขายที่หนาแน่นพอจะยันยืนเทรนนั้นๆ และยังสามารถเลือกได้ว่าจะหาหุ้นในตลาดไหนระหว่าง SET กับ MAI หรือ ดูเฉพาะหุ้นสามัญ ไม่เอา Warrant หรือ DW หรือเอาทั้งหมดก็ได้เช่นเดียวกัน สุดท้าย ในเมนู Market Analysis อันนี้ มีอีกอย่างที่ตั้งแต่โหลดมา ผมใช้ตลอด และจะบอกว่า เป็นขั้นตอนแรกของทุกสัปดาห์ในการหา Shortlist หุ้นที่จะเทรดในสัปดาห์ถัดไปแบบเร็วๆ ซึ่งได้ผลค่อนข้างดีและประหยัดเวลาขึ้นเยอะเลย นั่นก็คือ การแสกนหาหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 10 วัน (1D New High) ดูหน้าจอด้านล่าง ซึ่งถ้าไปเข้าข่ายว่าปริมาณการซื้อขายหนาแน่น เกิด Buy Signal บน MACD และยืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันได้ด้วย ก็จะกลายเป็นเป้าในการเทรดของสัปดาห์นั้นๆตามมานะครับ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นบน Finansia HERO ที่ผมได้ทำการใช้งานจริง และเอามาสร้างกำไรจากการเทรดได้จริงนะครับ นักลงทุนท่านใด เป็นเหมือนกับผม คือ ไม่ชอบเทรดบนคอมฯ อยู่กับมือถือค่อนข้างนาน และอาจเป็นสายเทคนิคอย่างที่ผมเป็น ก็ลองโหลด Finansia HERO มาลองใช้ และปรับการใช้งานตามสไตล์ของใครของมันดู ได้ผลอย่างไร ชอบฟังก์ชันไหน อย่าลืมเอามาแชร์กันบ้างนะครับ 😊 - สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติม​ได้ที่​ http://bit.ly/2WllSv8 - ทดลองใช้ฟรีได้ ได้ที่ http://bit.ly/2WoKUcA - สนใจเปิดพอร์ตลงทุนหรือสอบถามการใช้งานได้ที่ Call Center 02-782-2400 หรือสมัคร Online ได้ที่ http://bit.ly/2WqOSBq      
CONTINUE READING ...
เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน
Global Markets, Investment
เมื่อสงครามการค้า เดินทางมาถึงจุดที่มากกว่าแค่ขึ้นภาษีใส่กัน
พฤษภาคม 20, 2019 at 1:52 pm 0
จริงๆแล้ว ก็เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีกันแล้วว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนยังไม่จบ แต่เพียงแค่เปลี่ยนสนามเล่นเท่านั้น ถ้ายังจำกันได้ ปลายปี 2018 ทั้ง Huawei และ ZTE เคยโดนทางการสหรัฐฯสั่งการให้สืบสวนกรณีลักลอบค้าขายสินค้าให้กับอิหร่านซึ่งอยู่ใน Sanction List ซึ่ง ZTE โดนสั่งป้องหนักจนธุรกิจสะดุด และยอมเข้าเจรจาไกล่เกลี่ยทางการสหรัฐฯ ทางด้าน Huawei ก็สั่งให้แคนาดาควบคุมตัว CFO ของ Huawei ตามกฏหมายการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งศาลนิวยอร์กได้มีการออกหมายจับ Meng Wanzhou ไปก่อนแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ในปีเดียวกัน (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
Investment, Thai Stock Markets
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
มีนาคม 15, 2019 at 2:22 pm 0
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้งด้วยกัน และวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ในรอบ 24 ปี หรือ เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีทีเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้ ในแง่ของทิศทางของประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการตั้งเข็มทิศครั้งใหม่ของอนาคตของประเทศ ซึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนไทยก็ขอให้คนไทยศึกษานโยบายของพรรคต่างๆให้เข้าใจ และชวนกันออกไปใช้สิทธิใช้เสียงให้เยอะๆนะครับ กลับมาที่ การเลือกตั้งกับการลงทุน แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งมันจะสำคัญต่อประเทศขนาดนั้น มันก็ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมเลยขอลองเอาสถิติเก่าๆของตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าย้อนดู 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้งในอดีต จะพบว่า 5 ครั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉลี่ยบวกได้ +14% ครั้งที่ผลตอบแทน 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งติดลบ คือปี 2539 ที่ดัชนีปรับตัวลงมากถึง -29% ก่อนที่พล.อ.ชิวลิต ยงใจยุทธ จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นที่โชคร้าย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปี 2539-2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้เอเชีย หรือ Asian Crisis ในเวลาต่อมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ปรับฐานรุนแรงจากจุดสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อม.ค. 2537 ร่วงลงมาต่ำกว่า 300 จุด ช่วงเดือนส.ค. 2540 เป็นการสิ้นสุดตลาดกระทิงที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนไทย

แล้วหลังการเลือกตั้งละ หุ้นไทยเป็นอย่างไร?

ถ้านับที่ Time Frame 6 เดือน ข้อมูลถือว่าน่าสนใจมากๆครับ เพราะหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา มีถึง 4 ครั้ง ทีเดียวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าเดิม มีเพียง 2 ครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งเมื่อเดือนส.ค. 2538 ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปอาชาขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยถึงบวกได้ ก็ได้แค่เพียง +2.8% และอีกครั้งคือ เดือน ม.ค. 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก หลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยสามารถบวกได้ถึง +9.8% และหลังการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ เป็นการติดลบเฉลี่ย -7.4% ทีเดียว ซึ่งถ้ามองจากสถิติย้อนหลังเช่นนี้ อาจทำให้เราตีความไปว่า เราควรขายหุ้นออกเมื่อวันเลือกตั้งใกล้จะเข้ามาถึง และไปหาจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่าหลังจากนั้น ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลในแต่ละชุด แท้จริงแล้วบริบทของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ข้อมูลเพียงแค่สถิติเพียงเท่านี้ คงจะนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างช่วงหลังการเลือกตั้งเดือนม.ค. 2551 ที่ได้คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นช่วงจุดเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐฯ เกิดวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งหากถามว่า เศรษฐกิจไทยกระทบอะไรกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีผลกระทบแค่บางส่วนซึ่งเล็กน้อยมาก แต่พอดูผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย เราก็เห็นแล้วว่า ทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงตามมา และอีกครั้งที่มีการเลือกตั้งเดือนก.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปลุกลาม (Euro Debt Crisis) และตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานเพราะความกังกวลว่าสหภาพยุโรปอาจไม่ได้ข้อสรุปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะประเทศกรีซ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์การลงทุน จึงพอสรุปได้ว่า ไม่ใช่แค่ดูว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะวิ่งทางในในอดีต แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมิณสถานการณ์ ภาพรวมเศรษฐกิจในตอนนั้น วิเคราะห์ธุรกิจ เจาะงบการเงิน ดูในรายละเอียดของหุ้นที่เราสนใจอีกที เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาว

อ้าว แล้วนักเก็งกำไรระยะสั้นละ?

งั้นขอให้ข้อมูลอีกตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุนสั้นหน่อยก็แล้วกันครับ สถิติบอกว่า เลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งที่ผ่านมาในอดีต หากนับแค่กรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากวันเลือกตั้ง พบว่า ทุกครั้งมีการปรับตัวบวกขึ้นหลังเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นครั้งเดียว คือครั้งของ ชวลิต ยงใจยุทธในปี 2539 โดยเป็นการบวกดังนี้ สมัยบรรหาร ปี 2538 +0.45% (1 วันหลังจากการเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 1 ปี 2544 +18.45% (19 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 2 ปี 2548 +3.12% (22 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยสมัคร ปี 2550 +5.47% (5 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยยิ่งลักษณ์ ปี 2554 +9.86% (27 วันหลังเลือกตั้ง) จากสถิติ มันบอกเรานะครับว่า “Election Rally” มีอยู่จริง! แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS Bloomberg www.set.or.th
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.