X

Investment

เกี่ยวกับการลงทุน

หุ้นกู้ TPIPP เรตติ้ง BBB+ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี
Bond, Investment
หุ้นกู้ TPIPP เรตติ้ง BBB+ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.90% ต่อปี
พฤศจิกายน 23, 2018 at 10:00 am 0
วันที่ 22-27 พฤศจิกายน 2561 นี้ ทางบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ ตัวย่อในตลาดหลักทรัพย์ “TPIPP” จะเปิดให้ประชาชนทั่วไปสามารถทำการจองซื้อหุ้นกู้ของบริษัทฯ ได้ เรามาดูรายละเอียดบริษัทฯ และตราสารหนี้ตัวนี้กัน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “TPIPP” เป็นบริษัทลูกของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) หรือ TPIPL ซึ่งปัจจุบันถือในสัดส่วน 70.24% เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TPIPP นะครับ   TPIPP ทำธุรกิจอะไร? ธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิง RDF และโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงถ่านหิน ซึ่งโรงไฟฟ้าทั้งหมดตั้งอยู่ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี รวมจำนวนโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินกิจการแล้วตอนนี้ทั้งสิ้น 6 โรง กำลังการผลิตรวม 290 เมกะวัตต์ และประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV) TPIPP มีผู้รับซื้อไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และ บมจ. ทีพีไอ โพลีน (TPIPL) ก็สะท้อนได้ว่า บริษัทฯ กำไรดีทีเดียว และธุรกิจอย่างโรงไฟฟ้า รายได้ก็ไม่ได้เหวี่ยงหวือหวา ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นบริษัทที่มั่นคงบริษัทหนึ่ง เมื่อดูแบบรายไตรมาสย้อนหลัง 3 ไตรมาสของปี 2561 ที่ผ่านมา กำไรก็ยังโตดีต่อเนื่อง โดยงบไตรมาส 3/2018 ที่เพิ่งออกมา กำไรทะลุ 1 พันล้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว   สรุปงบการเงิน เมื่อไปดูอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญ โดยเฉพาะถ้าเราจะไปเป็นเจ้าหนี้เขา ก็ต้องบอกว่าฐานะทางการเงินเข้มแข็ง เพราะ D/E Ratio ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 อยู่ที่ 0.13 เท่า เท่านั้น   อัตราส่วนทางการเงิน   โครงสร้างผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ TPIPP TPIPP ต้องการระดมทุนด้วยการออกหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 3.90% ต่อปี โดยออกเป็นสกุลเงินบาทนะครับ สำหรับงวดการจ่ายดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ วันที่ 28 พฤษภาคม วันที่ 28 สิงหาคม และวันที่ 28 พฤศจิกายน ของแต่ละปีตลอดอายุหุ้นกู้ โดยจะเริ่มจ่ายดอกเบี้ยงวดแรกใน วันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562 วันที่ออกหุ้นกู้คือ 28 พฤศจิกายน 2561 และวันที่ครบกำหนดคือ 28 พฤศจิกายน 2564 (อายุ 3 ปีเต็ม) หุ้นกู้ TPIPP ตัวนี้ ออกเป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ แปลว่า มีสิทธิในการได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้ประเภทด้อยสิทธิ และก่อนเจ้าของ หรือผู้ถือหุ้นสามัญนะครับ ทั้งนี้ หุ้นกู้ TPIPP ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ "BBB+" แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ซึ่งก็แปลว่า อยู่ในระดับ Investment Grade ก็เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่ทำให้เรามั่นใจในคุณภาพของบริษัทฯ มากขึ้น การเสนอขายหุ้นกู้รอบนี้ จำนวน 3,000ล้านบาท โดยมี green shoes option เพิ่มอีก 1,000 ล้านบาท รวมจำนวน 4,000 ล้านบาท ณ วันที่ 30 กันยายน 2561 บริษัทฯ มีหนี้สินรวมทางบัญชี เท่ากับ 3,140.57 ล้านบาท แบ่งเป็นหนี้สินหมุนเวียนจำนวน 2,898.39 ล้านบาท หนี้สินไม่หมุนเวียนจำนวน 242.18 ล้านบาท และไม่มีหนี้สินทางการเงิน หรือ interest bearing debt พูดง่าย ๆ ก็คือ มีหนี้สินทางการเงินเป็นศูนย์นั่นเอง การออกหุ้นกู้รอบนี้ จำนวน 4,000 ล้านบาท ถ้าได้ครบจะมีอัตราส่วน D/E Ratio ที่ระดับประมาณ 0.29 เท่า โดยในข้อกำหนดสิทธิของหุ้นกู้ ได้กำหนดว่าบริษัทจะดำรงไว้ซึ่งอัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ตลอดอายุของหุ้นกู้ ในงบการเงินรวมของผู้ออกหุ้นกู้ที่ได้ผ่านการตรวจสอบหรือสอบทานโดยผู้สอบบัญชีของผู้ออกหุ้นกู้แล้วเป็นอัตราส่วนไม่เกิน 1.75:1 เท่า ในทุกๆ ไตรมาส นักลงทุนท่านไหนสนใจ สามารถติดต่อสอบถาม ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ได้ทั่วประเทศ เตือนอีกทีว่าเปิดให้จองซื้อในวันที่ 22-27 พฤศจิกายน 2561 (ไม่รวมวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สนใจสอบถามข้อมูลรายละเอียดเพิ่มเติม 02-626-7777 หรือ www.cimbthai.com
CONTINUE READING ...
ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
Emerging Markets, Investment, Investment
ย้อนรอยความวุ่นวายปี 2018 กับ โอกาสการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
ตุลาคม 4, 2018 at 4:39 pm 0
ปี 2018 ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ทดสอบความสามารถ และความทนทานของนักลงทุนที่มีพอร์ตการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ หลังจากปี 2016 และปี 2017 ให้ผลตอบแทนอย่างงดงามมาแล้ว ก็เข้าสู่ช่วงปรับฐานกันบ้าง แต่สิ่งที่นักลงทุนอย่างเราไม่คาดคิดก็คือ ความผันผวนที่เกิดขึ้น มาเร็วและรุนแรงกว่าที่เราประเมินกันไว้ ดังนั้นจึงถือเป็นการทดสอบพอร์ตการลงทุน และแนวทางการลงทุนของนักลงทุนแต่ละคนเป็นอย่างดีว่าท้ายที่สุดแล้ว เราจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้หรือไม่ ผมของลองย้อนภาพเหตุการณ์การปรับฐานครั้งนี้ให้ดูอีกครั้งนะครับ เริ่มแรก กลุ่มประเทศ Fragile Five หรือ 5 ประเทศเสี่ยงในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ คือ บราซิล, อินเดีย, อินโดนีเซีย, ตุรกี และ แอฟริกาใต้ เจอบททดสอบเป็นแห่งแรกในตลาดเกิดใหม่ หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ยุติโครงการเข้าซื้อพันธบัตร หรือ Quantitative Easing : QE และเริ่มทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ผลที่ตามมาคือ การอ่อนค่าของค่าเงินอย่างหนักในปี 2013-2015 และนำมาซึ่งความไม่สงบและการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในหลายประเทศ หลังจากนั้น การถล่มของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ก็ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงหรือไม่ เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในตลาดเกิดใหม่ จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งทำให้ตลาดหุ้นเกิดใหม่สามารถกลับมากลายเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งในปี 2016-2017 ที่ผ่านมา แต่พอย่างเข้าปี 2018 กระแสการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าที่ริเริ่มโดยสหรัฐฯ ก็ทำให้กระแสเงินทุนไหลกลับเข้าอเมริกา และค่าเงินดอลลาร์กลับมาอยู่ในทิศทางแข็งค่า ผลต่อตลาดเกิดใหม่ คือ เกิดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออก และค่าเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าโดยพร้อมเพรียงกัน จุดเริ่มต้นคือ สงครามการค้าสหรัฐฯ กับจีน และผลกระทบกับมากกว่านั้น เพราะทำให้เกิดความไม่มั่นใจในหลายประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์ในสัดส่วนที่สูง และมีปัญหาเงินทุนสำรองอยู่ในระดับต่ำ ตัวอย่างประเทศเหล่านั้นก็คือ แอฟริกาใต้, ตุรกี และหลายประเทศในอเมริกาใต้ รวมถึงจีน และเริ่มมีแรงขายในตลาดหุ้นด้วยเช่นเดียวกัน ถ้านับจากต้นปีจนถึงสิ้นเดือนส.ค. ที่ผ่านมา MSCI Emerging Markets ติดลบไปร่วมๆ -9% คำถามที่ตามมาก็คือ การปรับฐานครั้งนี้ จะลงต่อ หรือนี่คือโอกาสซื้อของถูกกันแน่? แน่นอนว่า พอร์ตการลงทุนของนักลงทุนที่ติดลบอยู่ตอนนี้ ประเด็นหลักมาจากสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่นี่ละครับ ดังนั้น ก็ต้องไปทำความเข้าใจ และมองไปข้างหน้าอย่างเป็นกลาง ในแง่ของความถูกแพง ก็ต้องยอมรับว่า ณ ระดับนี้ จากปลายปีที่ PE Ratio อยู่ที่ประมาณ 16 เท่า ลงมาอยู่ที่ระดับ 13 เท่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวนับตั้งแต่ปี 1995 ทีเดียว นี่คือมุมหนึ่งที่เวลาตลาดเกิดแรงเทขายรุนแรง (panic sell) ความมีเหตุผลของนักลงทุนก็จะถูกกลบไปด้วยความกลัว ในด้านของสงครามการค้า และเพิ่มรายการสินค้าเพื่อตั้งกำแพงภาษีของสหรัฐฯกับจีนนั้น ในภาพโดยรวม หลายสำนักวิเคราะห์ก็มีเหมือนกันที่มีมุมมองว่า เศรษฐกิจจีน ไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้ารอบนี้มากนัก เพราะสัดส่วน Export to GDP จากเดิมปี 2016 เคยอยู่ที่ระดับ 35% ลดลงมาเหลือ 20% ณ ปี 2017 แสดงให้เห็นถึงการลดความสำคัญของภาคการส่งออกลงไป และการที่ค่าเงินหยวนอ่อนค่าในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังทำให้ราคาขายสินค้าไปยังสหรัฐฯ พอชดเชยกับภาษีที่ต้องเสียมากขึ้นได้อยู่ระดับหนึ่ง มุมมองส่วนตัว เชื่อว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนจะย้ายไปย้ายมาเป็นระลอก จากที่ที่คาดว่าผลตอบแทนต่ำ ไปยังที่ที่คาดว่าผลตอบแทนสูง จากที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานแพง ไปยังที่ที่มูลค่าทางปัจจัยพื้นฐานถูก แต่สิ่งที่นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้ก็คือ ไม่มีใครรู้จุดต่ำสุด จุดสูงสุด หรือ ตรงไหนที่เป็นจุดวกกลับของกระแสเงินทุนแน่นอนนะครับ ดังนั้น เราคงต้องย้อนกลับไปดูพอร์ตการลงทุนของเราในภาพรวมว่า เรายังเชื่อมั่นหรือไม่ หรือว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้จัดทัพการลงทุนให้เป็นเรื่องเป็นราว และไม่ได้จริงจังกับมันมากพอ จัดพอร์ตการลงทุนอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยงของเราเพื่อรองรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในอนาคตให้ดี จะทำให้ตอนขาดทุน เราไม่ขาดทุนหนักเกินไป พอร์ตการลงทุนไม่ผันผวนหรือหวือหวาเกินไปจนทำให้เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ และยังสามารถกระจายโอกาสการลงทุนได้รอบโลกอีกด้วย ขอให้การปรับฐาน และการขาดทุนระยะสั้นที่คุณกำลังเจอตอนนี้ เป็นบทเรียนชั้นดีในการสร้างภูมิคุ้มกันการลงทุนในระยะยาวนะครับ ถ้าหมดหนทางจะคิดได้ด้วยตัวเองจริงๆ แนะนำให้หาที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อการสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว และปรับพอร์ตการลงทุนคุณให้สมดุล ไม่รู้จะหาที่ไหน ก็ไปที่ TMB Advisory ที่มีคำแนะนำจากมืออาชีพ ให้คำปรึกษาเชิงลึก ทำความเข้าใจความต้องการการลงทุนของเราก่อนให้คำแนะนำ และยังติดตาม อัพเดทสถานการณ์ข่าวสารอย่างต่อเนื่องด้วยนะครับ ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย

สนใจรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่สาขาให้บริการ เพิ่ม TMB คลิก

ปรึกษา หรือ ซื้อ-ขายกองทุน โทร. 1558 กด #9

CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.