X

ไม่มีหมวดหมู่

WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย
ไม่มีหมวดหมู่
WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย
พฤศจิกายน 6, 2019 at 1:50 pm 0
WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2018 กองทรัสต์ WHART มีการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนั้น ราคาของ WHART อยู่แถวๆ 11 บาท Market Cap. อยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้อ่านสามารถกลับไปอ่านบทความย้อนหลังได้จากลิงค์นี้นะครับ http://www.iammrmessenger.com/whart/   รอบนี้ WHART จะเพิ่มทุนครั้งที่ 4 และเป็นการซื้อสินทรัพย์เข้าพอร์ตครั้งที่ 5 เรามาดูกันว่า รอบนี้ น่าสนใจขนาดไหนนะครับ การเพิ่มทุนรอบนี้ มูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมอยู่ที่ไม่เกิน 4,880.25 ล้านบาท โดยกองทรัสต์ WHART จะลงทุนในทรัพย์สินประเภท คลังสินค้า และโรงงานเพิ่มเติมทั้งหมด 5 โครงการด้วยกัน
  1. โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจาตร กม. 3 เฟส 1 บางพลี สมุทรปราการ เป็นคลังสินค้า สิทธิการเช่า 28+30 ปี
  2. โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจาตร กม. 3 เฟส 2 บางพลี สมุทรปราการ เป็นคลังสินค้า โดยได้กรรมสิทธิ์มาครอบครองเลย
  3. โครงการอาคารโรงงาน DTS ที่ WHA CIE 1 ศรีราชา ชลบุรี เป็นโรงงาน และได้กรรมสิทธิ์มาครอบครอง
  4. โครงการอาคารโรงงาน Roechling ที่ WHA ESIE 1 ศรีราชา ชลบุรี เป็นโรงงาน ได้กรรมสิทธิ์มาครอบครอง
  5. โครงการ WHA KPN Mega Logistics Center ถนนบางนา-ตราด กม.23 เฟส 2 บางเสาธง สมุทรปราการ เป็นสิทธิการเช่า 24 ปี
  โดยสรุปทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินทั้ง 5 โครงการอยู่ที่บางนา-ตราด 90% และโซนชลบุรี-ระยอง (EEC) คิดเป็น 10% ของพื้นที่ที่จะลงทุนเพิ่มครั้งนี้ ซึ่งก็แปลว่า เน้นลงทุนไปที่ Logistics เป็นหลัก มีพื้นที่เช่าอาคารประมาณ 155,237.44 ตารางเมตร พื้นที่เช่าลานจอดรถประมาณ 2,983.29 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าหลังคาประมาณ 71,482.00 ตารางเมตร บนที่ดินรวมประมาณ 172 ไร่ 2 งาน 26.75 ตารางวา คิดเป็น 13.8% ของทรัพย์สินเดิม ขณะที่ Occupancy Rate หากรวม Sponsor’s Undertaking ทาง WHART คาดว่า จะเต็ม 100% ณ วันที่เข้าลงทุน ก็แปลว่า ซื้อเข้ากองปั๊บ ก็สามารถสร้างรายได้ได้ทันทีเลย รวม 5 โครงการ โดยยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้าใน 5 โครงการใหม่ ก็จะมั่นใจได้ว่า คลังสินค้าของ WHART ต้องได้มาตรฐานตามเกณฑ์สากลจริงๆไม่งั้น เขาคงไม่มาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Unilever ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของโลก  หรือ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด และบริษัท เอสคอมเมิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจ E-Commerce ภายใต้แบรนด์ “JD Central” และ “Shopee” ซึ่งมาตั้งฐานทัพบุกตลาด AEC เต็มตัว หลังลงทุนครั้งนี้ จะมีสัดส่วนสินทรัพย์ในรูปแบบ Freehold : Leasehold > 30 ปี : Leasehold < 30 ปี ทั้งหมดทุกโครงการอยู่ที่ 67% : 9% : 24% ซึ่งถือว่ายังสามารถรักษาสัดส่วนการลงทุนเดิมไว้ได้ โดยประมาณการผลประโยชน์ตอบแทนในรูปปันผลและเงินลดทุน จากเดิม 0.78 บาท/หุ้น จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.79 บาทต่อหุ้น (อันนี้ตามที่บริษัททำประมาณการตามหนังสือชี้ชวนนะครับ เข้าไปดูสมมติฐานกันได้) ที่น่าสนใจคือ REITs หลายๆ กอง IPO เริ่มต้นที่ราคา 10 บาทต่อหน่วย ปัจจุบันราคาเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็เป็นเพราะ ความมั่นใจของนักลงทุนที่มีให้นั่นเอง  โดยเฉพาะกอง WHART   wha set   หลังลงทุนเพิ่มเติม WHART จะมีทรัพย์สินในพอร์ตรวมกัน 29 โครงการมูลค่ามากกว่า 38,000 ล้านบาท รักษาความเป็นผู้นำใน Industrial REITs ในภูมิภาคอาเซียนได้ต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจด้วยสัญญาเช่าส่วนใหญ่ระยะยาว พร้อมผู้เช่าศักยภาพสูง ในหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ จุดเด่นของกลุ่ม WHA ที่ทำให้ลูกค้าต้องหันมาใช้บริการก็คือ การที่สามารถตอบโจทย์ทุกโซลูชั่นบนแพลตฟอร์มของโครงการ Built- to-Suit Warehouse & Factory ระดับพรีเมี่ยม แถมมีครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ digital infrastructure ตามมาตรฐานสากล ใครสนใจการเพิ่มทุนครั้งนี้ สามารถติดตามสอบถามได้ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) โทร 02-888-8888 หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ WWW.SEC.OR.TH หรือ WWW.WHAREIT.COM          
CONTINUE READING ...
เทรดสบาย ไม่มีใครกวนชวนซื้อขาย ไร้ค่าคอมฯ ขั้นต่ำ กับ บล. Zcom
ไม่มีหมวดหมู่
เทรดสบาย ไม่มีใครกวนชวนซื้อขาย ไร้ค่าคอมฯ ขั้นต่ำ กับ บล. Zcom
กันยายน 26, 2019 at 11:18 am 0
ประเทศไทย กำลังจ่อเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภายในไม่เกิน 5 ปีข้างหน้า ขณะที่ อัตราการออมของคนไทยยังถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยไปแล้ว นั่นแปลว่า คนไทยเรากำลังจะแก่และจน ! ดังนั้น การหาทางทำให้เงินออมของเราเติบโตชนะอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ชนะอัตราเงินเฟ้อ จึงถือเป็นภารกิจของคนไทยทุกคน เป็นที่น่าเศร้า ที่วิชาการเงิน วิชาการลงทุน เราไม่สามารถหาได้จากการเรียนหนังสือในโรงเรียน แต่ต้องมาหาเอาจากการปฏิบัติจริง ลงมือทำจริง ซึ่งมันก็มีต้นทุนของมัน แต่ที่แน่ๆ จะชนะเงินฝากชนะเงินเฟ้อ การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ คือ คำตอบที่ยังไงเสีย เราก็ต้องรู้ และต้องเอาเงินไปอยู่ในนั้นไม่ช้าก็เร็ว แต่เราก็เจอปัญหาทันทีที่เข้าไปลงทุนในตลาดหุ้น
  1. เงินเริ่มต้นลงทุนจำนวนน้อย โดนค่าธรรมเนียมซื้อขายกินไปเกินครึ่ง
  2. มาร์เกตติ้งโทรแนะนำ เขาก็แนะนำให้ซื้อๆขายๆ ไม่ได้กำไรซักที
  3. ไม่มีเวลาศึกษาข้อมูล ไม่รู้จะหาแหล่งข้อมูลจากไหน
ใครเจอปัญหานี้มาทั้งชีวิตของการลงทุนของตัวเอง อยากเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อยากถูกวิธี แนะนำลองพิจารณาเปิดบัญชีกับ บริษัทหลักทรัพย์ จีเอ็มโอ-แซด คอม (ประเทศไทย) จำกัด หรือ ที่เรารู้จักกันในชื่อ Zcom Zcom เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (โบรกเกอร์หมายเลข 10) ให้บริการด้านซื้อขายหลักทรัพย์ออนไลน์แบบบริการตนเอง (Online Self Service)   จะเห็นว่า ช่องทางการบริหารของ Zcom นั้นชัดเจนว่า ลดปัญหาข้อ 2. ที่นักลงทุนเราไม่อยากเจอได้ทันที คือ ไม่มีใครโทรตื้อ โทรมาชวนซื้อๆขายๆ ให้กวนใจเราแน่นอน เพราะ Zcom บริการแบบ Online Service เปิดเข้าไปดูข้อมูลในเว็บไซต์บริษัทที่ https://th.trade.z.com/ ผมไปสะดุดตรงนี้เลย ค่าคอมมิชชันซื้อขายอยู่ที่ 0.065% ถามว่าถูกขนาดไหน คำตอบคือ เทรด 10,000 บาท จ่ายค่าคอมแค่ 6.50 บาทเท่านั้น แถมไม่มีขั้นต่ำอีกด้วย ซึ่งหมายความว่า สมมติผมตั้ง Bid รับหุ้นที่สภาพคล่องต่ำๆไว้ ได้ก็ดีไม่ได้ก็ดี ปรากฎว่า วันนั้นแมทต์ได้หุ้นไปแค่ 1,000 บาท ถ้าเราเทรดกับโบรกที่มีค่าคอมขั้นต่ำ ก็เหนื่อยหน่อย แต่ถ้าเทรดกับ Zcom ค่าธรรมเนียมแค่ 65 สตางค์เท่านั้น ถูกจริงๆ สำหรับบัญชีแบบ Credit Balance ที่นักลงทุนสามารถขอกู้ยืมเงินจากบริษัทเพื่อลงทุน อัตราค่าคอมที่ทาง Zcom กำหนดก็คิดเท่ากับบัญชีแบบ Cash Balance ขณะที่คิดดอกเบี้ยเริ่มต้นที่ 5.95% นอกจากนี้ Marginable Securities List ที่ทาง Zcom ให้นักลงทุนลงทุน มีถึง 700 ตัว โดยเป็นหุ้นคุณภาพสูงถึง 600 ตัวให้เราได้เลือกลงทุน รวมถึงมีบริการโอนยอดหนี้จากบล.อื่นมาที่ Zcom เพื่อลดภาระดอกเบี้ยสูงอีกด้วย เป็นนักลงทุนนะ เราไม่ต้องการอะไรเยอะหรอกครับ ขอแค่ค่าธรรมเนียมต่ำๆ ก็ทำให้เราพอสู่รายใหญ่ในตลาดได้แล้ว เพราะจุดเด่นของนักลงทุนรายย่อยคือ “ความเร็ว” ในขณะที่นักลงทุนพอร์ตใหญ่ๆ ยังไงซื้อได้ไม่เร็ว ขายได้ไม่ไว อย่างที่ใจคิดมากนัก ที่คุณอาจสงสัยคือ แล้ว Zcom อยู่ได้ยังไงด้วยค่าธรรมเนียมต่ำขนาดนี้ คำตอบคือ กลุ่มบริษัท จีเอ็มโอ อินเตอร์เนท กรุ๊ป มีพนักงานกว่า 5,000 คน และมี 9 บริษัทในเครือเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น แปลได้ว่า ฐานะทางการเงินมั่นคง เข้มแข็ง และพันธกิจของบริษัทก็ชัดเจน คือ ต้องการเป็นอันดับหนึ่งในอุตสาหกรรมการซื้อขายหลักทรัพย์โดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ เพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ หนีจากเงินฝาก มาสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ต้องมาที่ Zcom เทรดสบาย ไม่มีขั้นต่ำ รับค่าคอมฯ ถูก แค่ 0.065% (เทรดหมื่น จ่าย 6.50 บาท) การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน    
CONTINUE READING ...
Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
ไม่มีหมวดหมู่
Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
เมษายน 2, 2019 at 5:39 pm 0
วันนี้ SET Index บวกขึ้นมาอีก +6.84 จุด ขยับขึ้นมาปิดที่ระดับสูงกว่า 1,650 จุดอีกครับ MACD ให้ Buy Signal และขยับขึ้นมาเทรดเหนือ Moving Average 50 วัน มาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. ขณะที่ RSI ขยับขึ้นมาสูงกว่าโซน 50 ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
LIBOR พุ่ง สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลังจากนี้ จริงไหม?
ไม่มีหมวดหมู่
LIBOR พุ่ง สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลังจากนี้ จริงไหม?
พฤษภาคม 19, 2018 at 9:14 pm 0
➼ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศยุติโครงการ QE และเริ่มทยอยลดขนาดงบดุล (QT) รวมถึงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งโลกทยอยปรับตัวขึ้นตามเช่นกัน ➼ หนึ่งในตัว Benchmark ที่ตลาดและนักวิเคราะห์ใช้วัดต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงของตลาดอีกตัวก็คืออัตราดอกเบี้ย LIBOR (London Inter-bank Offered Rate) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดดอกเบี้ยการกู้และยืมระหว่างธนาคารด้วยกันเอง (Interbank borrowing and lending) โดยตลาดนี้อยู่ที่ลอนดอน มี 5 สกุลเงินหลักของโลก แต่สกุลที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดที่มีการกู้ยืมระหว่างกันก็คือ สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ นั่นเอง ➼ LIBOR จะสะท้อนถึง 1. การคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ กล่าวคือ ยิ่ง LIBOR ปรับตัวสูงขึ้น ก็แปลว่า ตลาดคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้น และ 2. มุมมองด้านความเสี่ยงในการกู้ยืมเงิน (perceived credit risk)  แปลว่า LIBOR จะปรับตัวสูงขึ้น ถ้าตลาดคาดการณ์ว่าความเสี่ยงในการกู้ยืมระหว่างกันสูงขึ้นนั่นเอง ➼ ดังนั้น ถ้า LIBOR ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเกินไป ก็สะท้อนความเสี่ยงของระบบการเงินในเวลานั่นได้ระดับหนึ่งว่ามีปัญหาบางอย่าง ยกตัวอย่าง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ ตอนช่วงที่ Lehman Brothers ประกาศยื่นล้มละลาย ทำให้ LIBOR 3 เดือน ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.8% ไปที่ 4.8% ภายในเดือนเดียว (ช่วง ต.ค. 2008) ➼ สิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา LIBOR ปรับตัวขึ้นด้วยอัตราเร่งสูงขึ้น ยกตัวอย่าง 3-month USD LIBOR จาก 1% มาที่ระดับสูงกว่า 2.3% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ แน่นอนว่า มีการพูดถึงในตลาดว่าเป็นเพราะเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง เพียงเหตุผลเดียวหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพิจารณาดู พบว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่ต้นปี 2017 หรือเท่ากับ 75 bps แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เราพบว่า 3-month USD LIBOR ปรับขึ้นมามากกว่า 130 bps แปลว่า การขึ้นของ Fed Fund Rate อธิบายการขึ้นของ 3-month USD LIBOR ได้แค่บางส่วนเท่านั้น 3-month libor ➼ อีกมาตรวัดความเสี่ยงที่นิยมใช้อ้างอิงกันก็คือ LIBOR-OIS spread ระยะ 3 เดือน หรือส่วนต่างระหว่าง LIBOR และ Overnight Indexed Swap rate (OIS rate) ซึ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ต้นปี 2012 โดย OIS rate เนี่ยธรรมชาติของมัน จะขยับตามมุมมองของตลาดต่อ fed fund rate ดังนั้น พอดูเป็น spread เทียบกันระหว่าง LIBOR และ OIS ก็จะเป็นการขจัดปัจจัยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดออกไป และเหลือแต่ความเสี่ยงในการกู้ยืมระหว่างธนาคารในการพิจารณา libor spread ➼ เหตุผลที่พออธิบายได้ JP Morgan Asset Management ให้ความเห็นไว้แบบนี้ครับว่า ในช่วงไตรมาส 1/2018 มีการออกพันธบัตร 3-month U.S. Treasury ในวงเงินสูงถึง $330 billion แปลว่า Supply เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าราคาพันธบัตรก็ลดลง อัตราดอกเบี้ยจึงเพิ่มขึ้น ➼ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ภายใต้กฎหมายภาษีอากร บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯจำเป็นต้องส่งเงินกลับในจำนวน $2.7 trillion ถืออยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเงินส่วนนี้ น่าจะต้องการแหล่งพักเงินที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงอัตราผลตอบแทนกับ 3-month USD LIBOR มีความต้องการลดลง อัตราดอกเบี้ยจึงปรับตัวสูงขึ้น ********************* มุมมองส่วนตัว ➼ เชื่อว่า การปรับตัวขึ้นรอบนี้ของ LIBOR ยังไม่ได้สะท้อนถึงด้านความเสี่ยงในการกู้ยืมเงิน (perceived credit risk) แบบในช่วงวิกฤตซับไพรม์ช่วงปี 2008 อย่างที่บางคนกังวลกันนะครับ จะเห็นว่า Demand ต่อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯที่เยอะมากขึ้น ซึ่งมาจากการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐฯ และการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ขยับมาเรื่อยๆ ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมาก็จริง แต่ในช่วงไตรมาส 1/2018 ที่ผ่านมา ก็มี Technical Factors จากการนำเงินกลับประเทศจึงทำให้มี Demand แหล่งเงินทุนระยะสั้นมากกว่าปกติ บวกกับ Supply ที่เพิ่มขึ้นของ 3-month U.S. Treasury ด้วยเช่นกัน ปัจจัยระยะสั้นนี้น่าจะหมดไป และทำให้หลังจากนี้ การปรับตัวขึ้นของ 3-month USD LIBOR น่าจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมาครับ แหล่งที่มาข้อมล :- https://fred.stlouisfed.org/series/USD3MTD156N https://am.jpmorgan.com/us/en/asset-management/gim/adv/insights/the-libor-spike https://www.reuters.com/article/us-global-markets-str