X

ไม่มีหมวดหมู่

TMBAM EASTSPRING “บทเรียนผู้ลงทุนไทย หลังจากการปิดกองทุนตราสารหนี้”
ไม่มีหมวดหมู่
TMBAM EASTSPRING “บทเรียนผู้ลงทุนไทย หลังจากการปิดกองทุนตราสารหนี้”
พฤศจิกายน 19, 2020 at 3:49 pm 0

นับจากเมื่อสิ้นเดือน มี.ค. ช่วงที่ไวรัสโควิด-19 ระบาดใหม่ๆ หากจำกันได้ ช่วงนั้นกองทุนที่บริหารโดย TMBAM Eastspring ประกาศขอยกเลิกโครงการกองทุน 4 กองทุน คือ กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส , ธนไพศาล, ธนเพิ่มพูนและธนไพบูลย์ เหตุผลหลักๆ เป็นเพราะผู้ลงทุนต่างตื่นตระหนก (Panic) ในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ จนทำให้เกิดการแห่เทขายสินทรัพย์อย่างรุนแรง ดังนั้น จึงจำเป็นต้องยุติการไหลออกของเงิน ซึ่งจะไปกระทบกับผู้ลงทุนที่ยังอยู่ในกองทุนรวมท่านอื่นให้เจอกับภาวะขาดทุนสูงจาก NAV ที่ติดลบต่อเนื่อง

จนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 7 เดือนกว่าๆ  TMBAM Eastspring ได้เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชี และจ่ายเงินคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยทั้ง 4 กองไปแล้ว 86 – 100.06% อีกทั้ง ทางผู้จัดการกองทุนยังสามารถรักษาระดับใกล้เคียงกับ NAV ณ วันปิดกองทุนได้ทุกกองทุน

และล่าสุด สัปดาห์ที่แล้ว เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา ทาง TMBAM Eastspring ได้ประกาศว่า กองทุนทหารไทยธนพลัส ทำการคืนเงินงวดสุดท้าย ซึ่งเมื่อรวมกับมูลค่าการจ่ายเงินคืนสะสมในงวดก่อนๆ เท่ากับว่า คืนเงินได้ทั้งสิ้น 100.06% ของ NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน

สำหรับข้อมูลรายละเอียดการจ่ายเงินคืนทั้ง 4 กองทุน จนถึงวันที่ 13 พ.ย. 2020 มีความคืบหน้าการจ่ายคืนหน่วยลงทุนไปแล้วดังนี้

กองทุนเปิดทหารไทยธนพลัส

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 12.1812 บาท/หน่วย (25 มี.ค. 2020) มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 15 ครั้ง รวม 12.1891 บาท/หน่วย สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 100.06% ซึ่งกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัสได้ประกาศจ่ายคืนครั้งสุดท้ายครบถ้วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 12.7079 บาท/หน่วย (25 มี.ค. 2020) มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 12 ครั้ง รวม 11.9656 บาท/หน่วย สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 94.16%

กองทุนเปิดทหารไทยธนไพบูลย์

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 11.2097 บาท/หน่วย (24 มี.ค. 2020) มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 14 ครั้ง รวม 10.2911 บาท/หน่วย สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 91.81%

กองทุนเปิดทหารไทยธนเพิ่มพูน

NAV ณ วันสุดท้ายก่อนปิดกองทุน 10.5538 บาท/หน่วย (24 มี.ค. 2020) มูลค่าจ่ายเงินคืนสะสมที่จ่ายไปแล้วทั้งสิ้น 10 ครั้ง รวม 9.2663 บาท/หน่วย สัดส่วนของมูลค่าที่จ่ายไปแล้วสะสมทั้งสิ้นต่อ NAV วันปิดกอง 87.80%

จะเห็นว่า ทางผู้จัดการกองทุน เข้าใจปัญหาสภาพคล่อง มีความพยายามอย่างสุดความสามารถในการทยอยจ่ายเงินคืนอย่างต่อเนื่อง และมีความเป็นมืออาชีพ ซึ่งถ้าเราลองย้อนกลับไป ณ วันที่ 24-25 มี.ค. 2020 ณ ตอนนั้น เราคงน่าจะพอนึกภาพออกว่า การตัดสินใจครั้งนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบาก และผู้จัดการกองทุนเอง ก็น่าจะเจอคำถามว่า ทำไมถึงตัดสินใจเลือกทางนี้

ด้วยระยะเวลากว่า 7 เดือนครึ่ง ได้บริหารเพื่อชำระและจ่ายเงินคืนให้กับผู้ถือหน่วยได้มีประสิทธิภาพ น่าจะพิจารณาได้ว่าการตัดสินใจและการบริหารงานเป็นไปตามเหตุและผล และจรรยาบรรณเช่นมืออาชีพโดย...

  1. มุ่งที่จะการรักษามูลค่าการลงทุนไว้ได้ให้ไม่ต่ำกว่าวันที่ปิดกอง – ลองย้อนกลับไปวันนั้น ถ้าไม่มีการปิดกอง ผลกระทบอย่างแรกเลยก็คือ จะไม่ยุติธรรมสำหรับคนที่ไม่รู้ความเคลื่อนไหว ถ้ายังมีแรงขายไปเรื่อยๆ ทำให้มูลค่าหน่วยลดลงอย่างรุนแรงและเสียหายกว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่วันนี้ แต่การตัดสินใจปิดกองถึงจะรักษามูลค่าหน่วยลงทุนไว้ได้ แต่อาจจะมีสภาพคล่องที่ลดลงบ้างตามสถานการณ์ตลาดโลกอย่างที่เราทราบกัน
  2. มีการรับฟังเสียงผู้ถือหน่วยลงทุน และมีการสำรวจความคิดเห็น – เพื่อขออนุมัติขยายระยะเวลาการชำระเงินคืนเพิ่มเติมกับสำนักงาน ก.ล.ต. เหตุผลก็เพื่อสร้างความเท่าเทียม และพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดตามมติของผู้ถือหน่วย

จากนี้ไปผู้ลงทุนในกองทุนที่เหลืออีก 3 กอง ต้องทำอย่างไร?

สิ่งที่ต้องทำคือ เข้าใจสภาวะตลาดในปัจจุบันก่อนเลยว่า มันยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติ 100% เพราะการระบาดของโควิด ตอนนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันทั้งโลก มากกว่าเดือน มี.ค. ตอนนั้นเยอะมากๆ เลย ผลกระทบต่อเศรษฐกิจเราก็เริ่มเห็นบ้าง แต่ทั้งนี้ ข้อดีก็คือตลาดไม่ได้ขาดสภาพคล่อง หรือ ตกใจกลัวเรื่องสภาพคล่องเหมือนช่วงนั้น หลังจากที่ธนาคารกลางเข้าแทรกแซงกลไกทางการเงิน อัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบ

สำหรับกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพศาล มติของผู้ลงทุนนั้นอยากให้มีการจ่ายเงินครบถ้วนภายในเดือนมกราคม 2564 ซึ่งปัจจุบันจ่ายเงินคืนไปแล้ว 94.16% ส่วนอีกสองกองที่เหลือ จากมติผลสำรวจผู้ลงทุนส่วนใหญ่ต้องการให้ถือครองตราสารฯ จนครบกำหนดอายุ คือ ประมาณ กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งปัจจุบันจ่ายเงินคืนไปแล้วประมาณ 90% เชื่อว่า ถ้าหากมีโอกาสที่ดี ด้วยราคาที่สมเหตุสมผล ผู้จัดการกองทุน ก็สามารถจ่ายเงินคืนครบถ้วนได้เร็วก่อนกำหนด

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เราก็เริ่มเห็นข่าวความคืบหน้าของการพัฒนาวัคซีน โดยผู้ลงทุนในตลาดก็ตอบรับในเชิงบวกกันหมด ว่านี่อาจเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่โลกจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้เร็วขึ้น ตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดตราสารหนี้คาดว่าจะดีขึ้นกว่าปัจจุบันเช่นกัน

เราก็ต้องติดตามสถานการณ์กันต่อไปนะครับ

แต่ถ้าถามว่า กรณีศึกษาครั้งนี้ หรือ บทเรียนในสนามจริงครั้งนี้ (ของผู้ลงทุนบางส่วน) ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์นี้ ผมก็คงตอบว่า

  1. แสดงให้เห็นว่า ทุกการลงทุนมีความเสี่ยงของมัน เราต้องทำความเข้าใจในการลงทุนที่เราลงทุน ไม่ว่าจะเป็นกองทุนตราสารตลาดเงิน หรือ กองทุนตราสารหนี้ที่เราเชื่อว่า ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนหุ้นก็ตามที
  2. ผู้ลงทุนควรจะต้องมีการกระจายประเภทการออมให้หลากหลาย ไม่ยึดติดในสินทรัพย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด เชื่อผม Asset Allocation คือ หัวใจของการสร้างผลตอบแทนในระยะยาว
  3. อย่าตกใจ เมื่อเห็นความผันผวนอยู่ตรงหน้า เพราะการตื่นตกใจกว่าเหตุอาจจะทำให้ตัดสินใจด้วยอารมณ์ ซึ่งเจ้าตัวอารมณ์นี่ละครับ คือ ศัตรูตัวร้ายที่สุดของการลงทุน ไม่ใช่โควิด-19 ไม่ใช่สงครามการค้า หรือ ปัจจัยภายนอกอื่นๆ หรอก

โชคดีในการลงทุนครับ

CONTINUE READING ...
ออมทองในยุค New Normal มีเงินแค่ 10 บาท ก็ซื้อทองได้!
ไม่มีหมวดหมู่
ออมทองในยุค New Normal มีเงินแค่ 10 บาท ก็ซื้อทองได้!
ตุลาคม 7, 2020 at 3:06 pm 0
นับตั้งแต่ต้นปี 2020 จนถึงล่าสุดวันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ราคาทองในตลาดโลก ปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 22% ถือว่าเป็นสินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีที่สุดในปี 2020 โดยการปรับตัวขึ้นรวดเร็ว หลักๆเกิดขึ้นช่วงหลังการแพร่ระบาดโควิด-19 ผ่านไปไม่นาน และตามมาด้วยการอัดฉีดสภาพคล่อง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากทั้งธนาคารกลางและกระทรวงการคลังทั่วโลก ในระดับที่เราไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ เปรียบปริมาณมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวิกฤตโควิด-19 ปี 2020 กับ วิกฤตซับไพรม์ปี 2008

รูปที่ 1 | เปรียบปริมาณมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวิกฤตโควิด-19 ปี 2020 กับ วิกฤตซับไพรม์ปี 2008

แล้วเหตุการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เกี่ยวกับการขึ้นมาของราคาทองได้อย่างไร?

ปริมาณเงินที่อัดฉีดเข้ามาอย่างรวดเร็ว เพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้าจากการที่ประเทศต่างๆมีนโยบาย Lockdown และยังสนับสนุนมาตรการ Social Distancing ให้ประชาชนพยายามรักษาระยะห่าง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะลอตัวลง และอาจไม่มีวันกลับไปเหมือนเดิมก่อนที่โลกเรารู้จักโควิด-19 ดังนั้น นักลงทุนส่วนหนึ่ง ที่มองสถานการณ์ในอนาคตไม่ออกว่าทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะเป็นเช่นไร ก็ต้องการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนเป็นธรรมดา สังเกตได้จาก ปริมาณการเข้าถือครองทองคำแท่งของกองทุน Gold ETF ที่สร้างจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ก็สะท้อนว่า นักลงทุนมอง “ทองคำ” เป็นสินทรัพย์เพื่อการสะสมมูลค่า และป้องกันความเสี่ยงในยุคที่ไม่มีความแน่นอนอะไรเลยแบบนี้

ถ้าที่ราคาทองวิ่งขึ้นมา เหตุผลเพราะมาตรการกระตุ้น แล้วโลกยังต้องการการกระตุ้นอีกเรื่อยๆหรือ?

ปัจจุบัน เอาเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) แห่งเดียว ล่าสุด ณ วันที่ 25 ก.ย. 2020 ขนาดงบดุลของเฟดก็พุ่งขึ้นไปทะลุ $7 Trillion เป็นที่เรียบร้อย ทั้งๆที่ก่อนวิกฤตโควิด-19 อยู่แถวๆ $4 Trillion เท่านั้น ทั้งนี้ Bank of America Merrill Lynch คาดการณ์ไว้ว่า เฟดมีโอกาสใช้นโยบายอัดฉีดสภาพคล่องเพิ่มเติม และขนาดงบดุลขึ้นไปแตะระดับ $9 Trillion ได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง จะแปลว่า หนึ่งปัจจัยบวกสำคัญที่จะทำให้ราคาทองบวกต่อในระยะยาวก็ยังคงมีอยู่ เพราะอะไรนะหรือ ก็เพราะ ยิ่งมีปริมาณเงินดอลล่าร์ในระบบเยอะมากขึ้น ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่ค่าเงินดอลล่าร์จะอ่อนค่า และเพราะดอลล่าร์อ่อนค่านี่ละครับ เป็นปัจจัยบวกชั้นดีให้กับราคาทองเลย ขนาดของงบดุลธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นับตั้งแต่ปี 2010 – ปัจจุบัน

รูปที่ 2 | ขนาดของงบดุลธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นับตั้งแต่ปี 2010 – ปัจจุบัน

แล้วราคาทองจะไปได้ถึงขนาดไหน?

ราคาทองในตลาดโลก นั้บตั้งแต่ปี 2015 – ปัจจุบัน

รูปที่ 3 | ราคาทองในตลาดโลก นั้บตั้งแต่ปี 2015 – ปัจจุบัน

มุมมองส่วนตัวเลย ก็มองว่า ราคาทองมีโอกาสขึ้นไปทดสอบ $2,412 ในระยะ 1-2 ปีข้างหน้าได้ ด้วยปัจจัยสนับสนุนจาก 3 เหตุผลคือ การอัดฉีดสภาพคล่อง, การอ่อนค่าของดอลล่าร์สหรัฐฯ และการที่อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ (Real Yield) จะทำให้นักลงทุนขยับขยาย ย้ายสินทรัพย์ออกจากที่ที่ผลตอบแทนต่ำ ไปหาสิ่งที่มั่นใจมากกว่า หนึ่งในนั้นก็คือ “ทองคำ” "Real Yield" ตัวนี้ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญนะครับ หาได้จากการเอา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Nominal Bond Yield) หักลบด้วย Breakeven Inflation ซึ่งตอนนี้ Real Yield ติดลบเกือบ -1.0% ทีเดียว บ่งบอกว่า การถือพันธบัตร มันไม่น่าสนใจ เพราะให้ผลตอบแทนน้อยกว่าเงินเฟ้อ ด้วยเหตุนี้ ทุกสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงทองคำ จึงเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันหมด เพราะนักลงทุนที่ทนกับผลตอบแทนต่ำติดดินของพันธบัตรไม่ได้ ก็ต้องย้ายไปลงทุนอย่างอื่น เห็นแบบนี้ ก็ชัดเจนว่า ปัจจัยสนับสนุนราคาทองในระยะยาวมันมีอยู่

แต่ที่น่าคิดต่อก็คือ แล้วถ้าเรามีเงินจำนวนไม่เยอะ จะสามารถลงทุน หรือ ออมในทองคำได้ไหม?

คำตอบคือ “ได้” และไม่ต้องใช้เงินเยอะด้วย เริ่มต้นแค่ 10 บาท ก็ออมทองได้แล้ว ด้วยโปรแกรมออมทองที่ชื่อว่า YLG Gold Saving” จาก YLG Group โดย YLG Group ถือเป็นผู้นำด้านการลงทุนทองคำทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค มีประสบการณ์ด้านการนำเข้า-ส่งออกทองคำมานานกว่า 30 ปี นำเข้าทองคำแท่งบริสุทธิ์ 99.99% รับประกันโดยสมาคมค้าทองคำแห่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ (London Bullion Market Association: LBMA) แล้วยังเป็นสมาชิกสมาคมทองคำอีกด้วย YLG Gold เริ่มต้นง่ายๆด้วยการเปิดบัญชีออนไลน์ พร้อมออมทองได้ทันที โดยสามารถเลือกออมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งนี้ เราสามารถออมทองได้ 2 แบบ คือ รายครั้ง (เริ่มต้น 10 บาทต่อครั้ง) รายเดือน (เริ่มต้นเพียง 1,000 บาทต่อเดือน) เมื่อเราออมครบ 1 กรัม ก็สามารถแลกรับเป็นทองจริงได้เลย (ส่งทางไปรษณีย์หรือรับที่สาขา) แถมตอนขาย ยังสะดวกและสภาพคล่องสูง เพราะสามารถสั่งขายทองคำ รับเงินโอนเข้าพอร์ตได้ทันที สะดวกขนาดนี้ ใครตั้งใจจะเริ่มออมเงิน แต่ไม่อยากรับดอกเบี้ยต่ำติดดินจากการฝากธนาคาร มาศึกษาการออมทองเพิ่มได้ที่ www.ylggoldsaving.com ลงทุนได้ตลอด 24 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ - YLG Gold Saving Call Center โทร 02-687-9888 ต่อ 182/ 270/ 276 - Line ID: @ylggoldsaving - หรือหากใครอยากไปเลือกดูทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณ ปัจจุบัน YLG มีให้บริการถึง 2 สาขา ภายใต้แบรนด์ YLG Precious บนห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อย่าง เซ็นทรัลพระราม 9 และเซ็นทรัลปิ่นเกล้า #YLG #YLGGOLDSAVING #ออมทอง #10บาทก็ซื้อทองได้ #ลงทุนทองต้องYLG
CONTINUE READING ...
SCGP ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน
ไม่มีหมวดหมู่
SCGP ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน
กันยายน 7, 2020 at 4:00 pm 0
มีหุ้นที่กำลังจะ IPO ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และนักลงทุนน่าจะอยากทำความรู้จักมากขึ้น ผมขออาสาพาไปรีวิวดูในภาพรวมทั้งหมดที่คุณควรจะรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะตอน IPO หรือหลังจากที่หุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็ตาม บริษัทนี้ก็คือ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งตัวย่อในตลาดที่เราจะเห็นกันก็คือ “SCGP” นะครับ มีอะไรบ้างที่คุณต้องรู้ เราไปดูกัน

SCGP ทำธุรกิจอะไร?

SCGP เป็นผู้ผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเอสซีจี (SCC) โดยดำเนินธุรกิจใน 5 ประเทศได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย 2 สายธุรกิจหลัก คือ
  1. สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) ซึ่งมี
    1. บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-Based Packaging)
    2. กระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper)
    3. บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging)
บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร
  1. สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) คือ จำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุอาหาร (Food Service Products) และผลิตภัณฑ์เยื่อและกระดาษ (Pulp and Paper Products)
สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยสัดส่วนรายได้ของทั้ง 2 สายธุรกิจก็ตามนี้ครับ สัดส่วนรำยได้ SCGP   สายธุรกิจหลักอย่างบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรมีรายได้ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สายธุรกิจเยื่อและกระดาษมียอดขายที่ลดลงเนื่องจากความต้องการกระดาษพิมพ์เขียนลดลง  

ทำไม SCGP จึงเป็นธุรกิจดาวรุ่ง (Rising Star) ของ SCC และกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่า SCC ประกอบไปด้วย 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์, ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และสุดท้ายคือ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP นั่นเอง ซึ่งรายได้ของ SCGP เมื่อเทียบกับภาพรวมในเอสซีจีนั้นมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 23 จากอัตราการเติบโตของยอดขายและกำไร ขอสรุปปัจจัยหลัก 4 ข้อคือ
  1. จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในช่วงที่ผ่านมาทำให้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
  2. 69% ของรายได้ SCGP ในครึ่งปีแรกของปี 2563 มาจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เพราะฉะนั้น ธุรกิจของ SCGP จึงไม่ใช่แค่การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการหรือ B2B แต่ถือเป็นธุรกิจแบบ B2B2C ที่พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภคด้วย
  3. SCGP เร่งการเติบโตให้แก่ธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์การควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตร (Merger & Partnership – M&P)
  4. วันนี้ SCGP คือบริษัทชั้นนำในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว การเข้า IPO ก็ถือเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งในข้อสามนี้น่าสนใจนะครับ เพราะจาก Track Record การเติบโตในอดีตของ SCGP จะพบว่า SCGP ขยายธุรกิจและเพิ่มการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Merger and Partnership (M&P) ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายกำลังการผลิตและเพิ่มความหลากหลายให้กับธุรกิจ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SCGP มีการลงทุน M&P มากถึง 18 โครงการ และในปี 2562 ปีเดียว SCGP ใช้เงินลงทุนในการ M&P 2 โครงการราว 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจได้ดีมากขึ้นไปอีก และจากกลยุทธ์เหล่านี้ทำให้ SCGP มีฐานการผลิตกว่า 40 โรงงาน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งข้อมูลจาก Frost & Sullivan ระบุว่า SCGP เป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน

แสดงว่า SCGP ต้องการโตในต่างประเทศมากขึ้นใช่ไหม?

ถ้าดูจากสัดส่วนรายได้แบ่งตามประเทศลูกค้า จะพบว่า ยอดขายเกินกว่า 50% ยังอยู่ในประเทศไทย (จากรูปด้านล่าง) สัดส่วนรายได้แบ่งตามประเทศ

*ข้อมูลงวดครึ่งปีแรกของปี 2563

โดยกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของ SCGP ก็คือ นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปขยายในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งคือเพิ่มความแข็งแกร่งระหว่างปลายน้ำกับต้นน้ำ และแนวนอนคือการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่าง SCGP กับลูกค้าและมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น  

SCGP ถือหุ้นโดย SCC เป็นส่วนใหญ่?

ใช่ครับ รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนและหลังการ IPO ครั้งนี้ ก็ตามนี้เลย รายชื่อผู้ถือหุ้น ก่อนและหลัง IPO   ซึ่งเมื่อดูจากตารางก็แปลว่า ก่อนหน้าการ IPO ครั้งนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ SCC เกือบทั้งหมด โดย SCGP จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ ทำให้สัดส่วนนักลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไปจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่สูงสุดไม่เกินร้อยละ 29.32 ภายใต้สมมติฐานว่ามีการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินทั้งจำนวน

จุดแข็งของ SCGP คืออะไร?

จุดแข็งข้อแรกก็คือ การที่บริษัทมีฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ในเกือบทุกอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากบริษัทต่าง ๆ ที่นับได้ว่าเป็น Big Player ในแต่ละอุตสาหกรรม โดย SCGP ทำหน้าที่เป็นคู่คิดที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาโซลูชันให้กับลูกค้า อย่างเช่น บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว Optibreath ที่ช่วยยืดอายุสินค้าประเภทผักและผลไม้ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่ออายุผลิตภัณฑ์หรือ Shelf life ยาวนานขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้แก่เจ้าของสินค้าด้วย พอไปดูยอดขายของบริษัทลูกค้าของ SCGP แต่ละราย ไม่ว่าจะอยู่ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจขนส่ง ก็พบว่ามีศักยภาพในการเติบโตและไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 มาก และหากมองภาพใหญ่ระดับโลกจะพบว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนยังมีพัฒนาการตามหลังประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้มีอัตราการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ต่อประชากรสูงกว่าอาเซียนถึง 2-3 เท่า ดังนั้น ในภูมิภาคอาเซียนที่ตอนนี้มีประชากรเกือบ 650 ล้านคน จึงถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโตได้อีกมากสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของ SCGP คือ การมีโรงงานฐานการผลิตกว่า 40 แห่งที่กระจายตัวอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย จึงมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ลูกค้า สามารถตอบโจทย์ทั้งลูกค้าในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับภูมิภาคที่มีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคอาเซียน

SCGP ระดมทุน IPO ครั้งนี้ เอาไปทำอะไร?

SCGP แสดงวัตถุประสงค์ในเว็บไซต์ ก.ล.ต. ไว้ว่า เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ (Organic) และ/ หรือการควบรวมกิจการ (Inorganic) ซึ่งโครงการขยายกำลังการผลิตที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ มูลค่าการลงทุนรวม 8.2 พันล้านบาทและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ก็มีตามนี้ครับ

โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์

  1. โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Containerboard) และ กระดาษกล่องเคลือบขาว (Duplex Paper) ที่ประเทศอินโดนีเซีย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี
  2. โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Containerboard) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 220,000 ตันต่อปี

โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว

  1. โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ประเทศเวียดนามและประเทศไทย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 137 ล้านตารางเมตรต่อปี
  2. โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ประเทศไทย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 53 ล้านตารางเมตรต่อปี
ดูจากเทรนด์ตลาดและ Vision ของ SCGP บวกกับจุดแข็งต่าง ๆ แล้ว เชื่อว่านี่คือหุ้นอีกตัวที่น่าสนใจในการพิจารณาการลงทุนนะครับ ใครสนใจรายละเอียดหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตในระดับภูมิภาคในระยะยาว อย่าง SCGP แนะนำหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.scgpackaging.com หรือที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ *********************************************
CONTINUE READING ...
TMBAM EASTSPRING  “ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนอีก 90 วัน”
ไม่มีหมวดหมู่
TMBAM EASTSPRING “ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนอีก 90 วัน”
กรกฎาคม 4, 2020 at 9:53 am 0
ย้อนกลับไปเมื่อตอนปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤต COVID-19 ที่ทำให้เราเข้าสู่มาตรการปิดเมือง (Lockdown) และรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในตอนนั้น ถ้ายังจำกันได้ ผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ เราได้เห็นการไหลออกของเงินในตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่มากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งคิดเป็นกว่า 10 % ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่อยู่ภายใต้การจัดการ (AUM) ทั่วโลก รวมถึงราคาตราสารหนี้เอกชนปรับตัวลดลงอย่างมาก เกิดการขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ปริมาณมาก ๆ พร้อม ๆ กันในระยะเวลาอันสั้นนับเป็นความผันผวนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ด้วยวิกฤตการณ์ครั้งนี้ อีกฝั่งคือ “ผู้ซื้อ” ก็รอดูและประเมินสถานการณ์มากขึ้น ตัดสินใจช้าลง ทำให้สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศลดลงกว่าในช่วงเวลาปกติ เรียกได้ว่า “เบาบางมาก” ณ เวลานั้น ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจ ประกาศเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล ทหารไทยธนไพบูลย์ ทหารไทยธนพลัส และทหารไทยธนเพิ่มพูน เพื่อยุติการไหลออกของเงิน ซึ่งจะไปกระทบกับผู้ลงทุนที่ยังอยู่ในกองทุนรวมท่านอื่นให้เจอกับภาวะ NAV ติดลบต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่จะมีแรงขายออกมาอีก ต้องถือว่า เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสูงสุดนะครับ จนถึงตอนนี้ ข้อมูลที่ผมได้รวบรวมมา ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2020 ก็พบว่า ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring ได้ทำการชำระบัญชีกองทุนรวมทั้ง 4 ไปแล้ว สัดส่วนตามนี้ครับ ธนพลัส 43%, ธนไพศาล 34%, ธนเพิ่มพูน 46% และ ธนไพบูลย์ 55% ส่วนการขายสินทรัพย์ก็ทำได้ไม่เลวเช่นกัน พบว่าสามารถรักษาระดับราคาต้นทุน ณ วันทำการสุดท้ายไว้ได้ คือ ขายได้ 30,866 ล้านบาทจากต้นทุน 30,590 ล้านบาท ทั้งนี้ผู้ลงทุนอาจจะมีคำถามว่า ทำไม TMBAM Eastspring ถึงยังไม่สามารถขายสินทรัพย์เพื่อชำระบัญชีได้ครบ 100% เรามาดูกันครับ 1.ตลาดตราสารหนี้มีการซื้อขายเบาบาง – ถึงแม้การระบาด COVID-19 ภายในประเทศ จะเบาบางลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมี.ค. แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงเศรษฐกิจโลก ยังเผชิญความเสี่ยงรออยู่ตรงหน้าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ดังนั้น การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาด ถึงเพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนมี.ค. แต่ก็ยังไม่ขึ้นมาถึง ณ ระดับเดิมก่อนวิกฤตการระบาด COVID-19 2.กรณีหุ้นกู้การบินไทย – ประกอบกับ การยื่นเข้าแผนฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลายของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มีผลทำให้ Credit Spread หรือ ส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชน และพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จึงกระทบกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และมีการเร่งขายตราสารหนี้ออกมา ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ทั้ง 4 กองทุนจะไม่ได้มีการลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยเลย ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมบ้าง โดยเฉพาะการขายสินทรัพย์ที่คงเหลืออยู่ในพอร์ต 3.มูลค่าทั้งสี่กองทุนรวมตราสารหนี้ ณ วันที่ปิดกองรวมกันประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และแม้จะได้ทยอยขายไปและสามารถรักษาราคายุติธรรมไว้ได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ปริมาณสินทรัพย์คงเหลือในพอร์ตก็อีกประมาณ 80,000 กว่าล้านบาท – ด้วยปริมาณเงินลงทุนทั้ง 4 กองทุนรวมกันค่อนข้างสูง การพยายามเร่งขายตราสารหนี้ในปริมาณมาก ในสภาวะที่ตลาดยังไม่มีสภาพคล่องเต็มที่ มีความเสี่ยงจะทำให้ได้ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริงลงไปอีก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหน่วยลงทุนทั้ง 4 กองทุน ทั้งนี้ จากปัจจัยหลัก ๆ 3 ปัจจัย ซึ่งยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่น ๆที่ผู้จัดการกองทุนต้องพิจารณาในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อราคาตราสารหนี้ในส่วนที่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วน , การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด รวมถึง ระยะเวลาที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับเงินลงทุนคืน ทำให้ทาง TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนออกไปอีก 90 วัน เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า การตัดสินใจของ TMBAM Eastspring เป็นไปแนวทางมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมกองทุนรวม ซึ่งมีข้อดีต่อผู้ถือหน่วย ก็คือ ผู้จัดการกองทุน จะไม่จำเป็นต้องเร่งขายตราสารที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนจนกลายเป็นการทุ่มขายตราสารในเวลาอันใกล้ ในสภาวะที่สภาพคล่องในตลาดยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะทำลายโครงสร้างราคาในตลาดในภาพรวมด้วย ที่สำคัญ ถ้าสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ ไม่ได้เลวร้ายหนักเหมือนช่วงเกิดปัญหาในรอบแรก ๆ ก็ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้จำนวนเงินที่ไถ่ถอนออกมาใกล้เคียงกับ NAV ณ วันที่ปิดกองทุน ผมเชื่อว่า TMBAM Eastspring มีการดำเนินการอย่างมืออาชีพ ตามหลักมาตรฐานสากล รักษาผลประโยชน์ผู้ลงทุนเป็นสูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน
CONTINUE READING ...
สร้างโอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษ ด้วยกองทุน SSFX
ไม่มีหมวดหมู่
สร้างโอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษ ด้วยกองทุน SSFX
มิถุนายน 2, 2020 at 6:14 pm 0
กองทุนลดหย่อนภาษียอดนิยม LTF หมดไป หลายคนอาจกำลังมองหาว่าตัวช่วยในการลงทุนเราเหลือน้อยลงอีก ทั้งนี้เราก็เห็นกองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ที่ชื่อ SSF ที่ออกมาให้เห็นแล้วว่า เงื่อนไขคืออะไร พิเศษกว่านั้น ในจังหวะที่ชาวโลกกำลังต่อสู้กับไวรัส Covid-19 อย่างเช่นตอนนี้ ก็มีอีกหนึ่งกองทุนลดหย่อนภาษีมาสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย กับกองทุนที่มีชื่อย่อว่า “SSFX” ส่วนเงื่อนไขจะเป็นอะไร น่าสนใจลงทุนขนาดไหน ค่อยๆอ่านกันไป คุณจะเห็นภาพชัดขึ้นแน่นอน ถ้าดูจากการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. ที่ผ่านมา ความผันผวนระดับสูง และการปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด ดูเหมือนจะสวนทางความรู้สึกของนักลงทุนหลายๆ คนว่า วิกฤต Covid-19 ครั้งนี้ ไม่น่าจบลงง่ายๆ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน สิ่งนี้จึงทำให้นักลงทุนหลายคน เลือกที่จะมองตลาดอยู่ข้างสนาม แต่ก็เกิดความทรมานขึ้นในใจตลอดเวลา เพราะว่า ทำไมตลาดไม่เคลื่อนไหวตามทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ผ่านพ้นมรสุม ผมชวนคิดอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าจะคิดแต่เพียงว่า “เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ตลาดหุ้นก็ไม่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้มากหรอก” เราลองมาดูกันครับ

ทำไมตลาดหุ้นโลกรวมถึงหุ้นไทย ลงไม่แรงเท่าที่ใจเราคิด?

สิ่งที่เปลี่ยนไปและทำให้วิกฤต Covid-19 ไม่เหมือนกับวิกฤตรอบก่อนๆก็คือ การเข้ามาของธนาคารกลางทั่วโลกด้วยมาตรการฉุกเฉินผ่านนโยบายการเงิน รวมถึงการเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดด้วยมาตรการการคลังซึ่งทำให้เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE) ครั้งแรก ตอนนั้นเชื่อว่า หลายคนก็มองว่า ค่าเงินดอลล่าร์จะอ่อนค่าลงจากการพิมพ์เงินออกมามหาศาลแน่ๆ แต่ผ่านมา 12 ปี เราเห็นแล้วว่า ค่าเงินดอลล่าร์ไม่ได้อ่อนค่าลงไปขนาดนั้นเลย และจุดกลับทิศของตลาดหุ้นโลก ก็เริ่มมาจากจุดนั้น ใช่ครับ ที่ผมจะบอกก็คือ นักลงทุนในตลาดรอบนี้ ตอบรับกับการใช้มาตรการแทรกแซงผ่านนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ทำได้รวดเร็วกว่าวิกฤตรอบก่อนๆ มาก ทำให้นักลงทุนสามารถมองข้าม ไม่ได้กังวลกับการจะผิดนัดชำระหนี้ หรือ เกิด Domino Effect แห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าผู้อยู่รอดในวิกฤตครั้งนี้จะเป็นใคร มาตรการต่างๆ และนโยบายการเงินที่เฟดใช้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน

Valuation ของตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร?

การจะดูว่าตลาดหุ้นถูกหรือแพงตอนนี้ ด้วยการพิจารณาจาก P/E Ratio เราอาจจะตีความไปว่า ตลาดหุ้นยังลงไม่สุดทาง สาเหตุเพราะ ล่าสุด ที่ระดับดัชนี SET Index อยู่บริเวณ 1,270 – 1,300 จุด ระดับ P/E Ratio อยู่ที่ 15 เท่า ถือว่า ไม่ได้ถูกขนาดนั้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือ วิกฤตซับไพรม์ แค่ลงมาจากโซนแพง มาที่ค่าเฉลี่ยเท่านั้นเอง ซึ่งเหตุผล ก็บอกไปแล้วนะครับว่า เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่องจากรัฐบาลทั่วโลกทำได้เร็วกว่าในอดีต และตลาดให้น้ำหนักสิ่งนี้มากกว่ายอดขายและกำไรที่จะหดหายไปแน่ๆ อย่างน้อยๆ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า อีกวิธีในการดู Valuation ของตลาด เราก็สามารถมองผ่าน P/BV แทนได้ ซึ่ง ณ ระดับปัจจุบัน SET Index มี P/BV อยู่ที่ 1.4 เท่า ถึงไม่ต่ำแบบช่วงวิกฤตซับไพรม์ แต่ก็สะท้อนได้ว่า ตลาดหุ้นปรับฐานมาแล้วพอสมควร ดัชนี SET Index และ P/BV (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020) หรือถ้ามองเป็น P/E Band ไม่ได้มองแค่ระดับ P/E ว่าต่ำขนาดวิกฤตรอบก่อนๆ หรือยัง ก็จะพบว่า ณ วันที่ SET Index ลงมาต่ำกว่า 1,000 จุด P/E ลงมาอยู่ที่ 11.9 เท่า ซึ่งแตะระดับ -2 S.D. ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ก็ทำให้มองได้ว่า ที่ตลาดปรับฐานลงมาในเดือนมี.ค. ก็ถือว่าลงมาหนักจน Valuation ลงมาในโซนที่ไม่น่าแปลกใจหากมีแรงซื้อยกดัชนีกลับขึ้นมาในเดือนเม.ย. นะครับ ดัชนี SET Index และ P/E Band (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020)

ตลาดหุ้นไทย จะมีปรับฐานให้โอกาสคนตกรถรอบที่แล้วไหม?

ผมก็ขอตอบตรงๆว่า ผมเองก็ไม่รู้ครับ แต่ก็มีความหวังเหมือนกับทุกๆคนว่า ถ้าเห็นอีกครั้ง เราจะไม่พลาดโอกาสแน่นอน ซึ่งโอกาสปรับฐานอีกซักรอบก็มีเหตุผลรองรับหลายเหตุผลเหมือนกัน
  1. ในตลาดหมี (Bear Market) เราอาจจะพบกับการรีบาวน์แรงๆ อย่างที่เราเห็นในเดือนเม.ย. เป็นเรื่องปกติ แต่ก็ใช่ว่า มันคือจุดจบของการปรับฐานแล้ว เพราะความปกติของวิกฤตการเงิน หรือ วิกฤตเศรษฐกิจนั้น จะมีลักษณะยืดเยื้อ ปัญหามีความซับซ้อนและมีหลายมิติที่ต้องแก้ จึงทำให้การฟื้นตัวแบบ V Shape เกิดได้ยาก
  2. วิกฤต Covid-19 รอบนี้ ตลาดจะมั่นใจได้แบบ 100% ว่า เราหลุดออกจากความเสี่ยงแล้ว ก็เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการที่โลกค้นพบ และมีการใช้วัคซีนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต้องบอกว่า ณ จุดนี้ เรามันมองกันไม่ออก
  3. การเปิดเมือง (Reopen) อีกรอบขอทุกประเทศทั่วโลก เหตุผลก็เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมันกระเตื้องขึ้นบ้าง ไม่เช่นนั้น คนอดตาย อาจจะมากกว่า ติดเชื้อแล้วตาย ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสี่ยงการแพร่ระบาดรอบสองอย่างที่ญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์กำลังเผชิญอยู่
  4. และเมื่อดูสถิติตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไป 20 ปี พบว่า ช่วงเดือนพ.ค. - ต.ค. เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่า ช่วงเดือนพ.ย. - เม.ย. ซึ่งแปลว่า Sell In May มีโอกาสเกิดเหมือนกัน และสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนที่มีความอดทน และมองในเกมส์ระยะยาว
ดัชนี SET Index และผลตอบแทนในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020)

ตลาดหุ้นไทย น่าสนใจกว่าตลาดหุ้นอื่นๆรอบโลก?

มันไม่ใช่เรื่องของความน่าสนใจเพียงอย่างเดียวครับ แต่เพราะนี่คือประเทศของเรา เราเข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์และเข้าใจสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น นักลงทุนไทย ก็ต้องมีพอร์ตการลงทุนในไทย เป็นพอร์ตหลักอยู่แล้ว ส่วนจะกระจายไปที่ไหนอีกบ้าง อันนี้ก็อยู่ที่ความเหมาะสม หลายคนอาจมองว่า ตลาดหุ้นไทย ขาดเสน่ห์ในแง่ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ไม่มีให้เห็นเลย แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องหาหุ้นเทคโนโลยีเข้าพอร์ตเพียงอย่างเดียวนะครับ วิกฤต Covid-19 ครั้งนี้ อาจทำให้ปรากฎการณ์ Technology Disruption เร่งตัวเร็วกว่าเดิมก็จริง แต่มันก็สร้างโอกาสให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆด้วย เช่น ธุรกิจส่งออก ที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า Global Supply Chain หลังจากวิกฤตรอบนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากการที่หลายๆประเทศจะกระจายการสั่งซื้อสินค้าไปยังแหล่งอื่น ไม่กระจุกอยู่ที่จีนเพียงแห่งเดียวเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้เห็นแล้วว่า พอจีนมีปัญหา และต้องปิดเมือง มันกระทบกันทั้งโลกจริงๆ ขณะที่หลายๆ บริษัท จะใช้โอกาสในวิกฤตครั้งนี้ ลดต้นทุนลง และปรับโครงสร้างภายใน ยอดขายไม่ต้องโตเยอะ ก็ได้กำไรมากขึ้น และอีกหลายๆ บริษัท สามารถสร้างตลาดใหม่ๆ ได้หลังจากที่ตันมานาน

และมันจะดีขึ้นไปอีก ถ้าเรามีแต้มต่อในการลงทุน

อย่างที่เราทราบกันนะครับ ว่ามีการเปิดตัวกองทุนลดหย่อยภาษี SSFX (SSF Extra) ซึ่งเป็นกองทุนประหยัดภาษีแบบพิเศษที่ออกมาขายเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. ถึง 30 มิ.ย. เท่านั้น หลักๆ วัตถุประสงค์ของ SSFX คือ เป็นนโยบายพิเศษของรัฐบาลในการลดความผันผวนของตลาดหุ้น โดยการให้คนที่ต้องการลดหย่อนภาษี ลดหย่อนเพิ่มเติมได้ในวงเงิน 200,000 บาท ไม่ต้องไปรวมคำนวณกับ SSF ปกติ หรือ RMF ทั้งนี้ SSFX มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ในรอบปีบัญชี และต้องถือครอง 10 ปีตามเงื่อนไข ซึ่งการที่ตลาดหุ้นปรับฐานลงมาตรงนี้ หรือ อาจจะมีโอกาสปรับฐานอีกในอนาคต ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าลงทุน เพื่อสร้างพอร์ตของเราให้โตในระยะยาวๆ ต่อไป  

ใครเหมาะลงทุนกับ SSFX?

ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษีที่เชื่อว่า วิกฤตรอบนี้ คือ โอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เอาจริงๆ ก็คือ นักลงทุนไทยทุกคนนั้นหล่ะครับที่ผมอยากชวนให้หันมามองกองทุนนี้ รวมถึงใครที่ใช้สิทธิการลงทุนใน PVD + RMF + SSF + ประกันบำนาญ เต็มสิทธิ 500,000 บาทต่อปีไปแล้ว ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โดยสำหรับเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มีบลจ.เสนอขายกองทุนรวม SSFX ทั้งหมด 12 บลจ. รวม 15 กองทุน มีเม็ดเงินลงทุนรวมราวๆ 1,000 ล้านบาทแล้ว  โดยนับจากวันที่แต่ละกองของ SSFX ปิด IPO กันออกมา ต้องบอกว่า NAV เกิน 10 บาทกันทุกกอง เนื่องจากตลาดหุ้นไทยก็ค่อยๆทยอยปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วเกิน 18% ใครมองระยะสั้นๆอาจมองว่าแพง แต่ ณ ระดับนี้ ยังห่างจากจุดสูงสุด (All Time High) มากกว่า +35% ทีเดียว ไม่ได้บอกว่า ปีนี้จะขึ้นไปได้ขนาดนั้นนะครับ แต่ทั้งนี้ผมชื่อว่า กระแสเงินลงทุนจะเข้ามาใกล้ๆช่วงสุดท้ายคล้ายๆกับกรณีกองทุน LTF ที่นักลงทุนมีพฤติกรรมเข้าซื้อช่วงใกล้วันสุดท้ายปลายปี เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนสำหรับสิทธิกองทุน SSFX นะครับใครสนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดกองทุน SSFX เพิ่มเติมกันได้ที่แหล่งข้อมูลด้านล่างครับ โผกองทุน SSFX ดูได้ที่ https://setga.page.link/6zpdzKEpLKSfZKHK6 ส่วนโปรโมชั่นของกองSSFX แต่ละบลจ. ดูได้ที่ https://setga.page.link/3VZbsCUiaP6UU5bh9    
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.