X

ไม่มีหมวดหมู่

SCGP ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน
ไม่มีหมวดหมู่
SCGP ผู้นำบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรในอาเซียน
กันยายน 7, 2020 at 4:00 pm 0
มีหุ้นที่กำลังจะ IPO ตัวหนึ่งที่น่าสนใจ และนักลงทุนน่าจะอยากทำความรู้จักมากขึ้น ผมขออาสาพาไปรีวิวดูในภาพรวมทั้งหมดที่คุณควรจะรู้ก่อนตัดสินใจลงทุน ไม่ว่าจะตอน IPO หรือหลังจากที่หุ้นเข้าไปซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วก็ตาม บริษัทนี้ก็คือ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งตัวย่อในตลาดที่เราจะเห็นกันก็คือ “SCGP” นะครับ มีอะไรบ้างที่คุณต้องรู้ เราไปดูกัน

SCGP ทำธุรกิจอะไร?

SCGP เป็นผู้ผลิตและให้บริการบรรจุภัณฑ์ครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งเป็นบริษัทย่อยในเอสซีจี (SCC) โดยดำเนินธุรกิจใน 5 ประเทศได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย 2 สายธุรกิจหลัก คือ
  1. สายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร (Integrated Packaging Chain) ซึ่งมี
    1. บรรจุภัณฑ์จากเยื่อและกระดาษ (Fiber-Based Packaging)
    2. กระดาษบรรจุภัณฑ์ (Packaging Paper)
    3. บรรจุภัณฑ์จากวัสดุสมรรถนะสูงและพอลิเมอร์ (Performance and Polymer Packaging)
บรรจุภัณฑ์แบบครบวงจร
  1. สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous Chain) คือ จำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับบรรจุอาหาร (Food Service Products) และผลิตภัณฑ์เยื่อและกระดาษ (Pulp and Paper Products)
สายธุรกิจเยื่อและกระดาษ โดยสัดส่วนรายได้ของทั้ง 2 สายธุรกิจก็ตามนี้ครับ สัดส่วนรำยได้ SCGP   สายธุรกิจหลักอย่างบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรมีรายได้ที่เติบโตได้อย่างต่อเนื่องซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่สายธุรกิจเยื่อและกระดาษมียอดขายที่ลดลงเนื่องจากความต้องการกระดาษพิมพ์เขียนลดลง  

ทำไม SCGP จึงเป็นธุรกิจดาวรุ่ง (Rising Star) ของ SCC และกำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

หลายคนอาจจะทราบอยู่แล้วว่า SCC ประกอบไปด้วย 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจเคมิคอลส์, ธุรกิจซิเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง และสุดท้ายคือ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง หรือ SCGP นั่นเอง ซึ่งรายได้ของ SCGP เมื่อเทียบกับภาพรวมในเอสซีจีนั้นมีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณร้อยละ 23 จากอัตราการเติบโตของยอดขายและกำไร ขอสรุปปัจจัยหลัก 4 ข้อคือ
  1. จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปและการเติบโตของธุรกิจ E-commerce ในช่วงที่ผ่านมาทำให้บรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย เป็นตลาดที่มีอัตราการเติบโตที่สูงและยังมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในอนาคต
  2. 69% ของรายได้ SCGP ในครึ่งปีแรกของปี 2563 มาจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค เพราะฉะนั้น ธุรกิจของ SCGP จึงไม่ใช่แค่การจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการหรือ B2B แต่ถือเป็นธุรกิจแบบ B2B2C ที่พัฒนาสินค้าและบริการ เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้งานของผู้บริโภคด้วย
  3. SCGP เร่งการเติบโตให้แก่ธุรกิจโดยใช้กลยุทธ์การควบรวมกิจการและร่วมมือกับพันธมิตร (Merger & Partnership – M&P)
  4. วันนี้ SCGP คือบริษัทชั้นนำในธุรกิจบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอาเซียนอยู่แล้ว การเข้า IPO ก็ถือเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งเพื่อขยายธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งในข้อสามนี้น่าสนใจนะครับ เพราะจาก Track Record การเติบโตในอดีตของ SCGP จะพบว่า SCGP ขยายธุรกิจและเพิ่มการเติบโตผ่านกลยุทธ์ Merger and Partnership (M&P) ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขยายกำลังการผลิตและเพิ่มความหลากหลายให้กับธุรกิจ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา SCGP มีการลงทุน M&P มากถึง 18 โครงการ และในปี 2562 ปีเดียว SCGP ใช้เงินลงทุนในการ M&P 2 โครงการราว 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้นำด้านกระดาษบรรจุภัณฑ์ในประเทศอินโดนีเซีย และผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบคงรูปชั้นนำในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เพิ่มโอกาสการเติบโตทางธุรกิจได้ดีมากขึ้นไปอีก และจากกลยุทธ์เหล่านี้ทำให้ SCGP มีฐานการผลิตกว่า 40 โรงงาน ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย ซึ่งข้อมูลจาก Frost & Sullivan ระบุว่า SCGP เป็นผู้ผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์และเป็นผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน

แสดงว่า SCGP ต้องการโตในต่างประเทศมากขึ้นใช่ไหม?

ถ้าดูจากสัดส่วนรายได้แบ่งตามประเทศลูกค้า จะพบว่า ยอดขายเกินกว่า 50% ยังอยู่ในประเทศไทย (จากรูปด้านล่าง) สัดส่วนรายได้แบ่งตามประเทศ

*ข้อมูลงวดครึ่งปีแรกของปี 2563

โดยกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของ SCGP ก็คือ นำรูปแบบธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยไปขยายในต่างประเทศ โดยใช้กระบวนการบูรณาการทั้งในแนวตั้งคือเพิ่มความแข็งแกร่งระหว่างปลายน้ำกับต้นน้ำ และแนวนอนคือการเพิ่มความหลากหลายของสินค้าและบริการ เพื่อสร้างความใกล้ชิดระหว่าง SCGP กับลูกค้าและมีส่วนร่วมกับลูกค้าในด้านต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้น  

SCGP ถือหุ้นโดย SCC เป็นส่วนใหญ่?

ใช่ครับ รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ก่อนและหลังการ IPO ครั้งนี้ ก็ตามนี้เลย รายชื่อผู้ถือหุ้น ก่อนและหลัง IPO   ซึ่งเมื่อดูจากตารางก็แปลว่า ก่อนหน้าการ IPO ครั้งนี้ ผู้ถือหุ้นใหญ่ก็คือ SCC เกือบทั้งหมด โดย SCGP จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,127.55 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 26.5 ของจำนวนหุ้นที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Over-Allotment) จำนวนไม่เกิน 169.13 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 15 ของจำนวนหุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายทั้งหมดในครั้งนี้ ทำให้สัดส่วนนักลงทุนที่เป็นประชาชนทั่วไปจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่สูงสุดไม่เกินร้อยละ 29.32 ภายใต้สมมติฐานว่ามีการใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนส่วนเกินทั้งจำนวน

จุดแข็งของ SCGP คืออะไร?

จุดแข็งข้อแรกก็คือ การที่บริษัทมีฐานลูกค้าที่กว้างขวาง ในเกือบทุกอุตสาหกรรม ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นและไว้วางใจจากบริษัทต่าง ๆ ที่นับได้ว่าเป็น Big Player ในแต่ละอุตสาหกรรม โดย SCGP ทำหน้าที่เป็นคู่คิดที่ช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาโซลูชันให้กับลูกค้า อย่างเช่น บรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว Optibreath ที่ช่วยยืดอายุสินค้าประเภทผักและผลไม้ ซึ่งแน่นอนว่า เมื่ออายุผลิตภัณฑ์หรือ Shelf life ยาวนานขึ้น ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสทางการขายให้แก่เจ้าของสินค้าด้วย พอไปดูยอดขายของบริษัทลูกค้าของ SCGP แต่ละราย ไม่ว่าจะอยู่ในหมวดสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพ อีคอมเมิร์ซ และธุรกิจขนส่ง ก็พบว่ามีศักยภาพในการเติบโตและไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 มาก และหากมองภาพใหญ่ระดับโลกจะพบว่า ตลาดบรรจุภัณฑ์ในอาเซียนยังมีพัฒนาการตามหลังประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาแล้ว อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเยอรมนี และสหรัฐอเมริกา ซึ่งประเทศเหล่านี้มีอัตราการใช้กระดาษบรรจุภัณฑ์ต่อประชากรสูงกว่าอาเซียนถึง 2-3 เท่า ดังนั้น ในภูมิภาคอาเซียนที่ตอนนี้มีประชากรเกือบ 650 ล้านคน จึงถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพและโอกาสเติบโตได้อีกมากสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ นอกจากนี้ อีกหนึ่งความแข็งแกร่งของ SCGP คือ การมีโรงงานฐานการผลิตกว่า 40 แห่งที่กระจายตัวอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศมาเลเซีย จึงมีข้อได้เปรียบเรื่องทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้ลูกค้า สามารถตอบโจทย์ทั้งลูกค้าในระดับท้องถิ่น ไปจนถึงบรรษัทข้ามชาติและผู้ประกอบการรายใหญ่ระดับภูมิภาคที่มีโรงงานผลิตอยู่ในภูมิภาคอาเซียน

SCGP ระดมทุน IPO ครั้งนี้ เอาไปทำอะไร?

SCGP แสดงวัตถุประสงค์ในเว็บไซต์ ก.ล.ต. ไว้ว่า เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจด้วยการขยายกำลังการผลิตของบริษัทฯ (Organic) และ/ หรือการควบรวมกิจการ (Inorganic) ซึ่งโครงการขยายกำลังการผลิตที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ มูลค่าการลงทุนรวม 8.2 พันล้านบาทและคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2564 ก็มีตามนี้ครับ

โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์

  1. โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Containerboard) และ กระดาษกล่องเคลือบขาว (Duplex Paper) ที่ประเทศอินโดนีเซีย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 400,000 ตันต่อปี
  2. โครงการขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ (Containerboard) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 220,000 ตันต่อปี

โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัว

  1. โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ประเทศเวียดนามและประเทศไทย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 137 ล้านตารางเมตรต่อปี
  2. โครงการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์แบบอ่อนตัวที่ประเทศไทย กำลังการผลิตส่วนเพิ่ม 53 ล้านตารางเมตรต่อปี
ดูจากเทรนด์ตลาดและ Vision ของ SCGP บวกกับจุดแข็งต่าง ๆ แล้ว เชื่อว่านี่คือหุ้นอีกตัวที่น่าสนใจในการพิจารณาการลงทุนนะครับ ใครสนใจรายละเอียดหุ้นที่มีศักยภาพในการเติบโตในระดับภูมิภาคในระยะยาว อย่าง SCGP แนะนำหาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.scgpackaging.com หรือที่เว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ *********************************************
CONTINUE READING ...
TMBAM EASTSPRING  “ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนอีก 90 วัน”
ไม่มีหมวดหมู่
TMBAM EASTSPRING “ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนอีก 90 วัน”
กรกฎาคม 4, 2020 at 9:53 am 0
ย้อนกลับไปเมื่อตอนปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา วิกฤต COVID-19 ที่ทำให้เราเข้าสู่มาตรการปิดเมือง (Lockdown) และรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ในตอนนั้น ถ้ายังจำกันได้ ผลกระทบบางอย่างที่เกิดขึ้นก็คือ เราได้เห็นการไหลออกของเงินในตลาดตราสารหนี้เกิดใหม่มากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งคิดเป็นกว่า 10 % ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่อยู่ภายใต้การจัดการ (AUM) ทั่วโลก รวมถึงราคาตราสารหนี้เอกชนปรับตัวลดลงอย่างมาก เกิดการขายคืนหน่วยลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ปริมาณมาก ๆ พร้อม ๆ กันในระยะเวลาอันสั้นนับเป็นความผันผวนรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่ด้วยวิกฤตการณ์ครั้งนี้ อีกฝั่งคือ “ผู้ซื้อ” ก็รอดูและประเมินสถานการณ์มากขึ้น ตัดสินใจช้าลง ทำให้สภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ทั้งไทยและต่างประเทศลดลงกว่าในช่วงเวลาปกติ เรียกได้ว่า “เบาบางมาก” ณ เวลานั้น ทาง TMBAM Eastspring ได้ตัดสินใจ ประกาศเลิกโครงการกองทุนเปิดทหารไทยธนไพศาล ทหารไทยธนไพบูลย์ ทหารไทยธนพลัส และทหารไทยธนเพิ่มพูน เพื่อยุติการไหลออกของเงิน ซึ่งจะไปกระทบกับผู้ลงทุนที่ยังอยู่ในกองทุนรวมท่านอื่นให้เจอกับภาวะ NAV ติดลบต่อเนื่อง และมีความเสี่ยงที่จะมีแรงขายออกมาอีก ต้องถือว่า เป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญ และคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ลงทุนเป็นสูงสุดนะครับ จนถึงตอนนี้ ข้อมูลที่ผมได้รวบรวมมา ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2020 ก็พบว่า ผู้จัดการกองทุนของ TMBAM Eastspring ได้ทำการชำระบัญชีกองทุนรวมทั้ง 4 ไปแล้ว สัดส่วนตามนี้ครับ ธนพลัส 43%, ธนไพศาล 34%, ธนเพิ่มพูน 46% และ ธนไพบูลย์ 55% ส่วนการขายสินทรัพย์ก็ทำได้ไม่เลวเช่นกัน พบว่าสามารถรักษาระดับราคาต้นทุน ณ วันทำการสุดท้ายไว้ได้ คือ ขายได้ 30,866 ล้านบาทจากต้นทุน 30,590 ล้านบาท ทั้งนี้ผู้ลงทุนอาจจะมีคำถามว่า ทำไม TMBAM Eastspring ถึงยังไม่สามารถขายสินทรัพย์เพื่อชำระบัญชีได้ครบ 100% เรามาดูกันครับ 1.ตลาดตราสารหนี้มีการซื้อขายเบาบาง – ถึงแม้การระบาด COVID-19 ภายในประเทศ จะเบาบางลงไปมากเมื่อเทียบกับช่วงเดือนมี.ค. แต่เนื่องจากสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศ ทำให้เศรษฐกิจไทย รวมถึงเศรษฐกิจโลก ยังเผชิญความเสี่ยงรออยู่ตรงหน้าในช่วงเวลาที่เหลือของปีนี้ ดังนั้น การซื้อขายตราสารหนี้ในตลาด ถึงเพิ่มขึ้นจากสิ้นเดือนมี.ค. แต่ก็ยังไม่ขึ้นมาถึง ณ ระดับเดิมก่อนวิกฤตการระบาด COVID-19 2.กรณีหุ้นกู้การบินไทย – ประกอบกับ การยื่นเข้าแผนฟื้นฟูกิจการภายใต้กฎหมายล้มละลายของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ในช่วงเดือนพ.ค. ที่ผ่านมา มีผลทำให้ Credit Spread หรือ ส่วนต่างผลตอบแทนหุ้นกู้เอกชน และพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้ง จึงกระทบกับความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน และมีการเร่งขายตราสารหนี้ออกมา ทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลงบ้างในช่วงเวลาที่ผ่านมา ถึงแม้ทั้ง 4 กองทุนจะไม่ได้มีการลงทุนในหุ้นกู้การบินไทยเลย ก็ได้รับผลกระทบทางอ้อมบ้าง โดยเฉพาะการขายสินทรัพย์ที่คงเหลืออยู่ในพอร์ต 3.มูลค่าทั้งสี่กองทุนรวมตราสารหนี้ ณ วันที่ปิดกองรวมกันประมาณ 1.5 แสนล้านบาท และแม้จะได้ทยอยขายไปและสามารถรักษาราคายุติธรรมไว้ได้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ปริมาณสินทรัพย์คงเหลือในพอร์ตก็อีกประมาณ 80,000 กว่าล้านบาท – ด้วยปริมาณเงินลงทุนทั้ง 4 กองทุนรวมกันค่อนข้างสูง การพยายามเร่งขายตราสารหนี้ในปริมาณมาก ในสภาวะที่ตลาดยังไม่มีสภาพคล่องเต็มที่ มีความเสี่ยงจะทำให้ได้ราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าความเป็นจริงลงไปอีก ซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อผู้ถือหน่วยลงทุนทั้ง 4 กองทุน ทั้งนี้ จากปัจจัยหลัก ๆ 3 ปัจจัย ซึ่งยังไม่รวมถึงปัจจัยอื่น ๆที่ผู้จัดการกองทุนต้องพิจารณาในช่วงที่ผ่านมา อย่างเช่น อัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งมีผลต่อราคาตราสารหนี้ในส่วนที่ลงทุนในต่างประเทศบางส่วน , การเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยในตลาด รวมถึง ระยะเวลาที่ผู้ถือหน่วยจะได้รับเงินลงทุนคืน ทำให้ทาง TMBAM Eastspring จำเป็นต้องขออนุญาตและได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ขยายเวลาจ่ายเงินคืนผู้ถือหน่วยลงทุนออกไปอีก 90 วัน เมื่อพิจารณาให้ดี จะพบว่า การตัดสินใจของ TMBAM Eastspring เป็นไปแนวทางมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรมกองทุนรวม ซึ่งมีข้อดีต่อผู้ถือหน่วย ก็คือ ผู้จัดการกองทุน จะไม่จำเป็นต้องเร่งขายตราสารที่ยังไม่ครบกำหนดไถ่ถอนจนกลายเป็นการทุ่มขายตราสารในเวลาอันใกล้ ในสภาวะที่สภาพคล่องในตลาดยังไม่ได้กลับมาเป็นปกติ ซึ่งจะทำลายโครงสร้างราคาในตลาดในภาพรวมด้วย ที่สำคัญ ถ้าสภาพคล่องในตลาดตราสารหนี้ ไม่ได้เลวร้ายหนักเหมือนช่วงเกิดปัญหาในรอบแรก ๆ ก็ทำให้เชื่อได้ว่า ผู้ถือหน่วยลงทุนจะได้จำนวนเงินที่ไถ่ถอนออกมาใกล้เคียงกับ NAV ณ วันที่ปิดกองทุน ผมเชื่อว่า TMBAM Eastspring มีการดำเนินการอย่างมืออาชีพ ตามหลักมาตรฐานสากล รักษาผลประโยชน์ผู้ลงทุนเป็นสูงสุด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน
CONTINUE READING ...
สร้างโอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษ ด้วยกองทุน SSFX
ไม่มีหมวดหมู่
สร้างโอกาสการลงทุนแห่งทศวรรษ ด้วยกองทุน SSFX
มิถุนายน 2, 2020 at 6:14 pm 0
กองทุนลดหย่อนภาษียอดนิยม LTF หมดไป หลายคนอาจกำลังมองหาว่าตัวช่วยในการลงทุนเราเหลือน้อยลงอีก ทั้งนี้เราก็เห็นกองทุนลดหย่อนภาษีตัวใหม่ที่ชื่อ SSF ที่ออกมาให้เห็นแล้วว่า เงื่อนไขคืออะไร พิเศษกว่านั้น ในจังหวะที่ชาวโลกกำลังต่อสู้กับไวรัส Covid-19 อย่างเช่นตอนนี้ ก็มีอีกหนึ่งกองทุนลดหย่อนภาษีมาสร้างโอกาสเพิ่มขึ้นด้วย กับกองทุนที่มีชื่อย่อว่า “SSFX” ส่วนเงื่อนไขจะเป็นอะไร น่าสนใจลงทุนขนาดไหน ค่อยๆอ่านกันไป คุณจะเห็นภาพชัดขึ้นแน่นอน ถ้าดูจากการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยในช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. ที่ผ่านมา ความผันผวนระดับสูง และการปรับตัวขึ้นจากจุดต่ำสุด ดูเหมือนจะสวนทางความรู้สึกของนักลงทุนหลายๆ คนว่า วิกฤต Covid-19 ครั้งนี้ ไม่น่าจบลงง่ายๆ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 2 เดือน สิ่งนี้จึงทำให้นักลงทุนหลายคน เลือกที่จะมองตลาดอยู่ข้างสนาม แต่ก็เกิดความทรมานขึ้นในใจตลอดเวลา เพราะว่า ทำไมตลาดไม่เคลื่อนไหวตามทิศทางที่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ผ่านพ้นมรสุม ผมชวนคิดอีกด้านหนึ่ง เพื่อให้เราได้ข้อมูลเพิ่มเติมมากกว่าจะคิดแต่เพียงว่า “เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ตลาดหุ้นก็ไม่น่าจะไปได้ไกลกว่านี้มากหรอก” เราลองมาดูกันครับ

ทำไมตลาดหุ้นโลกรวมถึงหุ้นไทย ลงไม่แรงเท่าที่ใจเราคิด?

สิ่งที่เปลี่ยนไปและทำให้วิกฤต Covid-19 ไม่เหมือนกับวิกฤตรอบก่อนๆก็คือ การเข้ามาของธนาคารกลางทั่วโลกด้วยมาตรการฉุกเฉินผ่านนโยบายการเงิน รวมถึงการเสริมสภาพคล่องให้กับตลาดด้วยมาตรการการคลังซึ่งทำให้เป็นการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลกไปแล้ว ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศใช้นโยบาย Quantitative Easing (QE) ครั้งแรก ตอนนั้นเชื่อว่า หลายคนก็มองว่า ค่าเงินดอลล่าร์จะอ่อนค่าลงจากการพิมพ์เงินออกมามหาศาลแน่ๆ แต่ผ่านมา 12 ปี เราเห็นแล้วว่า ค่าเงินดอลล่าร์ไม่ได้อ่อนค่าลงไปขนาดนั้นเลย และจุดกลับทิศของตลาดหุ้นโลก ก็เริ่มมาจากจุดนั้น ใช่ครับ ที่ผมจะบอกก็คือ นักลงทุนในตลาดรอบนี้ ตอบรับกับการใช้มาตรการแทรกแซงผ่านนโยบายการเงินและนโยบายการคลังที่ทำได้รวดเร็วกว่าวิกฤตรอบก่อนๆ มาก ทำให้นักลงทุนสามารถมองข้าม ไม่ได้กังวลกับการจะผิดนัดชำระหนี้ หรือ เกิด Domino Effect แห่ขายสินทรัพย์เสี่ยงเพราะไม่รู้ว่าผู้อยู่รอดในวิกฤตครั้งนี้จะเป็นใคร มาตรการต่างๆ และนโยบายการเงินที่เฟดใช้ภายในเวลาเพียงแค่ 1 เดือน

Valuation ของตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร?

การจะดูว่าตลาดหุ้นถูกหรือแพงตอนนี้ ด้วยการพิจารณาจาก P/E Ratio เราอาจจะตีความไปว่า ตลาดหุ้นยังลงไม่สุดทาง สาเหตุเพราะ ล่าสุด ที่ระดับดัชนี SET Index อยู่บริเวณ 1,270 – 1,300 จุด ระดับ P/E Ratio อยู่ที่ 15 เท่า ถือว่า ไม่ได้ถูกขนาดนั้นเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือ วิกฤตซับไพรม์ แค่ลงมาจากโซนแพง มาที่ค่าเฉลี่ยเท่านั้นเอง ซึ่งเหตุผล ก็บอกไปแล้วนะครับว่า เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเสริมสภาพคล่องจากรัฐบาลทั่วโลกทำได้เร็วกว่าในอดีต และตลาดให้น้ำหนักสิ่งนี้มากกว่ายอดขายและกำไรที่จะหดหายไปแน่ๆ อย่างน้อยๆ 1-2 ไตรมาสข้างหน้า อีกวิธีในการดู Valuation ของตลาด เราก็สามารถมองผ่าน P/BV แทนได้ ซึ่ง ณ ระดับปัจจุบัน SET Index มี P/BV อยู่ที่ 1.4 เท่า ถึงไม่ต่ำแบบช่วงวิกฤตซับไพรม์ แต่ก็สะท้อนได้ว่า ตลาดหุ้นปรับฐานมาแล้วพอสมควร ดัชนี SET Index และ P/BV (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020) หรือถ้ามองเป็น P/E Band ไม่ได้มองแค่ระดับ P/E ว่าต่ำขนาดวิกฤตรอบก่อนๆ หรือยัง ก็จะพบว่า ณ วันที่ SET Index ลงมาต่ำกว่า 1,000 จุด P/E ลงมาอยู่ที่ 11.9 เท่า ซึ่งแตะระดับ -2 S.D. ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ก็ทำให้มองได้ว่า ที่ตลาดปรับฐานลงมาในเดือนมี.ค. ก็ถือว่าลงมาหนักจน Valuation ลงมาในโซนที่ไม่น่าแปลกใจหากมีแรงซื้อยกดัชนีกลับขึ้นมาในเดือนเม.ย. นะครับ ดัชนี SET Index และ P/E Band (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020)

ตลาดหุ้นไทย จะมีปรับฐานให้โอกาสคนตกรถรอบที่แล้วไหม?

ผมก็ขอตอบตรงๆว่า ผมเองก็ไม่รู้ครับ แต่ก็มีความหวังเหมือนกับทุกๆคนว่า ถ้าเห็นอีกครั้ง เราจะไม่พลาดโอกาสแน่นอน ซึ่งโอกาสปรับฐานอีกซักรอบก็มีเหตุผลรองรับหลายเหตุผลเหมือนกัน
  1. ในตลาดหมี (Bear Market) เราอาจจะพบกับการรีบาวน์แรงๆ อย่างที่เราเห็นในเดือนเม.ย. เป็นเรื่องปกติ แต่ก็ใช่ว่า มันคือจุดจบของการปรับฐานแล้ว เพราะความปกติของวิกฤตการเงิน หรือ วิกฤตเศรษฐกิจนั้น จะมีลักษณะยืดเยื้อ ปัญหามีความซับซ้อนและมีหลายมิติที่ต้องแก้ จึงทำให้การฟื้นตัวแบบ V Shape เกิดได้ยาก
  2. วิกฤต Covid-19 รอบนี้ ตลาดจะมั่นใจได้แบบ 100% ว่า เราหลุดออกจากความเสี่ยงแล้ว ก็เมื่อตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจรวมถึงการที่โลกค้นพบ และมีการใช้วัคซีนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งต้องบอกว่า ณ จุดนี้ เรามันมองกันไม่ออก
  3. การเปิดเมือง (Reopen) อีกรอบขอทุกประเทศทั่วโลก เหตุผลก็เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมันกระเตื้องขึ้นบ้าง ไม่เช่นนั้น คนอดตาย อาจจะมากกว่า ติดเชื้อแล้วตาย ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสี่ยงการแพร่ระบาดรอบสองอย่างที่ญี่ปุ่นหรือสิงคโปร์กำลังเผชิญอยู่
  4. และเมื่อดูสถิติตลาดหุ้นไทยย้อนหลังไป 20 ปี พบว่า ช่วงเดือนพ.ค. - ต.ค. เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนน้อยกว่า ช่วงเดือนพ.ย. - เม.ย. ซึ่งแปลว่า Sell In May มีโอกาสเกิดเหมือนกัน และสร้างโอกาสให้กับนักลงทุนที่มีความอดทน และมองในเกมส์ระยะยาว
ดัชนี SET Index และผลตอบแทนในอดีต 20 ปีที่ผ่านมา (ณ วันที่ 7 พ.ค. 2020)

ตลาดหุ้นไทย น่าสนใจกว่าตลาดหุ้นอื่นๆรอบโลก?

มันไม่ใช่เรื่องของความน่าสนใจเพียงอย่างเดียวครับ แต่เพราะนี่คือประเทศของเรา เราเข้าถึงข้อมูลการวิเคราะห์และเข้าใจสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยได้มากกว่าประเทศอื่นๆ ดังนั้น นักลงทุนไทย ก็ต้องมีพอร์ตการลงทุนในไทย เป็นพอร์ตหลักอยู่แล้ว ส่วนจะกระจายไปที่ไหนอีกบ้าง อันนี้ก็อยู่ที่ความเหมาะสม หลายคนอาจมองว่า ตลาดหุ้นไทย ขาดเสน่ห์ในแง่ของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ไม่มีให้เห็นเลย แต่เอาเข้าจริงๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องหาหุ้นเทคโนโลยีเข้าพอร์ตเพียงอย่างเดียวนะครับ วิกฤต Covid-19 ครั้งนี้ อาจทำให้ปรากฎการณ์ Technology Disruption เร่งตัวเร็วกว่าเดิมก็จริง แต่มันก็สร้างโอกาสให้กับกลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆด้วย เช่น ธุรกิจส่งออก ที่ผมเชื่อเหลือเกินว่า Global Supply Chain หลังจากวิกฤตรอบนี้ จะค่อยๆ เปลี่ยนไป จากการที่หลายๆประเทศจะกระจายการสั่งซื้อสินค้าไปยังแหล่งอื่น ไม่กระจุกอยู่ที่จีนเพียงแห่งเดียวเหมือน 10 ปีที่ผ่านมา เพราะมันทำให้เห็นแล้วว่า พอจีนมีปัญหา และต้องปิดเมือง มันกระทบกันทั้งโลกจริงๆ ขณะที่หลายๆ บริษัท จะใช้โอกาสในวิกฤตครั้งนี้ ลดต้นทุนลง และปรับโครงสร้างภายใน ยอดขายไม่ต้องโตเยอะ ก็ได้กำไรมากขึ้น และอีกหลายๆ บริษัท สามารถสร้างตลาดใหม่ๆ ได้หลังจากที่ตันมานาน

และมันจะดีขึ้นไปอีก ถ้าเรามีแต้มต่อในการลงทุน

อย่างที่เราทราบกันนะครับ ว่ามีการเปิดตัวกองทุนลดหย่อยภาษี SSFX (SSF Extra) ซึ่งเป็นกองทุนประหยัดภาษีแบบพิเศษที่ออกมาขายเฉพาะช่วงเดือนเม.ย. ถึง 30 มิ.ย. เท่านั้น หลักๆ วัตถุประสงค์ของ SSFX คือ เป็นนโยบายพิเศษของรัฐบาลในการลดความผันผวนของตลาดหุ้น โดยการให้คนที่ต้องการลดหย่อนภาษี ลดหย่อนเพิ่มเติมได้ในวงเงิน 200,000 บาท ไม่ต้องไปรวมคำนวณกับ SSF ปกติ หรือ RMF ทั้งนี้ SSFX มีนโยบายลงทุนในหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 65% ในรอบปีบัญชี และต้องถือครอง 10 ปีตามเงื่อนไข ซึ่งการที่ตลาดหุ้นปรับฐานลงมาตรงนี้ หรือ อาจจะมีโอกาสปรับฐานอีกในอนาคต ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเข้าลงทุน เพื่อสร้างพอร์ตของเราให้โตในระยะยาวๆ ต่อไป  

ใครเหมาะลงทุนกับ SSFX?

ผู้มีรายได้ต้องเสียภาษีที่เชื่อว่า วิกฤตรอบนี้ คือ โอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวจากการลงทุนในตลาดหุ้นไทย เอาจริงๆ ก็คือ นักลงทุนไทยทุกคนนั้นหล่ะครับที่ผมอยากชวนให้หันมามองกองทุนนี้ รวมถึงใครที่ใช้สิทธิการลงทุนใน PVD + RMF + SSF + ประกันบำนาญ เต็มสิทธิ 500,000 บาทต่อปีไปแล้ว ก็เป็นอีกทางเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โดยสำหรับเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา มีบลจ.เสนอขายกองทุนรวม SSFX ทั้งหมด 12 บลจ. รวม 15 กองทุน มีเม็ดเงินลงทุนรวมราวๆ 1,000 ล้านบาทแล้ว  โดยนับจากวันที่แต่ละกองของ SSFX ปิด IPO กันออกมา ต้องบอกว่า NAV เกิน 10 บาทกันทุกกอง เนื่องจากตลาดหุ้นไทยก็ค่อยๆทยอยปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนเม.ย. ที่ผ่านมาจนถึงสิ้นเดือน พ.ค. ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้วเกิน 18% ใครมองระยะสั้นๆอาจมองว่าแพง แต่ ณ ระดับนี้ ยังห่างจากจุดสูงสุด (All Time High) มากกว่า +35% ทีเดียว ไม่ได้บอกว่า ปีนี้จะขึ้นไปได้ขนาดนั้นนะครับ แต่ทั้งนี้ผมชื่อว่า กระแสเงินลงทุนจะเข้ามาใกล้ๆช่วงสุดท้ายคล้ายๆกับกรณีกองทุน LTF ที่นักลงทุนมีพฤติกรรมเข้าซื้อช่วงใกล้วันสุดท้ายปลายปี เหลือเวลาอีกไม่ถึงเดือนสำหรับสิทธิกองทุน SSFX นะครับใครสนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดกองทุน SSFX เพิ่มเติมกันได้ที่แหล่งข้อมูลด้านล่างครับ โผกองทุน SSFX ดูได้ที่ https://setga.page.link/6zpdzKEpLKSfZKHK6 ส่วนโปรโมชั่นของกองSSFX แต่ละบลจ. ดูได้ที่ https://setga.page.link/3VZbsCUiaP6UU5bh9    
CONTINUE READING ...
ฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วยกองทุน SSFX และ SSF จาก บลจ.กรุงศรี
ไม่มีหมวดหมู่
ฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วยกองทุน SSFX และ SSF จาก บลจ.กรุงศรี
เมษายน 30, 2020 at 5:08 pm 0
ฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วยกองทุน SSFX และ SSF จาก บลจ.กรุงศรี ต้องยอมรับความจริงกันก่อนนะครับว่า โลกเรากำลังอยู่ในวิกฤตที่ถือว่าหนักที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ จากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ทำให้เกือบทุกประเทศรอบโลกต้องใช้มาตรการขั้นสุดในการชะลอการแพร่ระบาด (Flattening Curve) จนทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงักนับตั้งแต่ก้าวย่างเข้าสู่เดือนมี.ค. ในไตรมาส 1/63 เราได้เห็นนักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์หลายท่าน คาดการณ์กันว่า วิกฤตครั้งนี้ อาจจะหนักกว่า Great Depression ใช้เวลานานกว่าจะฟื้น แต่อีกหลายฝ่าย ก็มองว่า ภายในไตรมาส 3 ปีนี้ เศรษฐกิจก็มีโอกาสดีดกลับมาเป็น V Shape ได้เหมือนกัน เพราะเราเริ่มเห็นสัญญาณผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง และนำมาสู่ขั้นตอนการผ่อนปรนข้อบังคับ และกลับมาเปิดเมืองให้ได้ในที่สุด หากมองจากสถานการณ์ในปัจจุบัน เราจะติดอยู่ในเกมส์ที่ทำให้เรามองเห็นภาพสั้นๆแค่เพียงว่า ถ้าเปิดเมืองแล้วคลื่นการระบาดรอบที่สองเกิดขึ้น เศรษฐกิจจะแย่ไหม? ตลาดหุ้นทยอยรีบาวน์ขึ้นมาบ้างแล้ว แพงไปหรือเปล่าที่จะซื้อตอนนี้? แต่เมื่อมองการต่อสู้กับไวรัสของมนุษยชาติในอดีต เราก็จะพบกับความจริงที่ว่า เราชนะมันมาได้ทุกครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกันที่เราจะผ่านมันไปได้ พร้อมกับโอกาสที่เปิดรอเราอยู่ในวิกฤตครั้งนี้ด้วย ในวิกฤตมีโอกาส และในโอกาสครั้งนี้ มีสิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มให้ด้วย ถ้าคุณเชื่อว่า อีก 10 ปีหลังจากนี้ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นกว่าจุดที่เรายืน บริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นไป แนะนำให้พิจารณากองทุน SSFX เป็นทางเลือกในการหาโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาวหลังจากนี้เลยครับ กองทุนเปิดกรุงศรี SET100 - เพื่อการออมพิเศษ (KFS100SSFX) เป็นกองทุน SSFX ที่ลงทุนในหุ้นบริษัทจดทะเบียนในไทยเฉพาะที่มี Market Cap ใหญ่สุด 100 บริษัทแรก ซึ่งกลยุทธ์การลงทุนเป็นแบบ Passive Management Portfolio หรือ อิงตามดัชนี SET100 ไปเลย KFS100SSFX ดีอย่างไร? เราเห็นแล้วว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมของมนุษย์เปลี่ยนแปลงไปขนาดไหน ซึ่งส่วนหนึ่งของการเร่งการเปลี่ยนแปลง ก็มาจาก Technology ที่ก้าวหน้า แต่อีกส่วนก็มาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเกิดขึ้นของไวรัส COVID-19 ในมุมมองของผม จะทำให้รูปแบบการดำเนินชีวิตของคนในสังคมส่วนหนึ่งเปลี่ยนไป และเป็นตัวเร่งให้ทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการหันเข้ามาและใช้เทคโนโลยีเพิ่มขึ้นกว่าในปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะบอกก็คือ เราไม่รู้หรอกครับ ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า บริษัทไหนจะขึ้นมาเป็นผู้นำแทนธุรกิจผู้นำเดิมที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ดังนั้น การเข้าลงทุนในกองทุนประเภท Index Fund ทำให้เรามั่นใจได้ว่า เราเกาะติดอยู่กับบริษัทที่อยู่ในกระแสของ Mega Trend ในเวลานั้นได้จริงๆ แถมนโยบายการลงทุนอ้างอิงตามดัชนี SET 100 ที่บลจ.กรุงศรี เอามาออกกอง SSFX กองนี้ ยังเคยได้รับรางวัลกองทุนยอดเยี่ยมประเภทกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพตราสารทุน จาก Money & Banking Awards 2019 สำหรับกองทุน KFS100RMF ที่มีนโยบายเหมือน KFS100SSFX ที่ผมแนะนำอยู่กองนี้เลย ที่สำคัญ เมื่อเป็น Index Fund หรือกองทุนดัชนี ก็มีค่าใช้จ่ายน้อยลงมาก จากการที่ไม่มี Front-end Fee และเก็บค่าใช้จ่ายต่ำกว่ากองทุนรวมประเภท Active Management Portfolio อยู่พอสมควร ลองคิดดูครับ ลงทุน 10 ปี ค่าใช้จ่ายปีละ 1% ครบ 10 ปี ถ้าผลตอบแทนเท่ากัน แต่กลายเป็นว่า ลงทุนในกองทุนดัชนี ประหยัดค่าใช้จ่ายเพิ่มถึง 10% ทีเดียว แล้วข้อดีข้ออื่นของ KFS100SSFX? ก็คือ เรื่องการกระจายความเสี่ยงที่มากกว่ากองทุนที่บริหารเชิงรุกครับ อย่างช่วงวิกฤต COVID-19 นี่ชัดเจน หากเราไปเลือกลงทุนกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก Demand Shock หรือ อุปสงค์หายไปแบบฉับพลัน ไม่ว่าจะอุตสาหกรรมน้ำมัน การบิน ยานยนต์ พอร์ตการลงทุนของเราก็ต้องเจ็บหนักกว่าเป็นแน่แท้ KFS100RMF FINNOMENA SINTHORN

รูป : ผลการดำเนินงานกองทุน KFS100RMF (ณ วันที่ 22 เม.ย. 2563) ที่มา : www.finnomena.com

ไปดูผลการดำเนินงานย้อนหลังของกองทุน KFS100RMF ซึ่งมีนโยบายเหมือนกับ KFS100SSFX ก็จะเห็นข้อดีที่ผมบอกชัดเจน ก็คือ ในช่วงปรับฐานอย่าง ณ ตอนนี้ กองทุนติดลบน้อยกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกัน และถ้าใครที่เตรียมเงินไว้มากกว่า 200,000 บาท ไม่อยากพลาดโอกาสการลงทุน และได้สิทธิลดหย่อนภาษี บลจ.กรุงศรี ก็มีกองทุน SSF ปกติ ให้ได้ลงทุนด้วยเช่นกัน ผมขอแนะนำ 2 กองทุนที่ผมว่าน่าสนใจลงทุนแล้วกันนะครับ
  1. KFDIVSSF กองทุนเปิดกรุงศรีหุ้นปันผลเพื่อการออม – กองทุนนี้เป็นขั้วตรงข้ามกับ KFS100SSFX ตรงที่ผู้จัดการกองทุนบริหารแบบ Active Management Portfolio มีเป้าหมายชนะดัชนี SET Index ในระยะยาว
    1. เน้นเลือกหุ้นห่านทองคำ (มีแนวโน้มจ่ายปันผลดีงาม) ในตลาดหุ้นไทย
    2. วิเคราะห์และเลือกการลงทุนแบบ Bottom Up หรือเลือกหุ้นเป็นรายตัว
    3. เลือกหุ้นเข้าพอร์ตประมาณ 40 ตัว เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงระดับหนึ่ง
    4. ทั้งนี้ เมื่อลองเทียบกับกองทุนที่มีกลยุทธ์ลงทุนเดียวกัน และผู้ลงทุนต้องถือการลงทุนระยะยาวอย่าง KFLTFDIV ซึ่งมีนโยบายเดียวกับ KFDIVSSF นั้น พบว่าสามารถจ่ายปันผลได้ต่อเนื่องมาตลอดทุกปีนับตั้งแต่ปี 2548
 

ข้อมูล : บลจ.กรุงศรี ณ 31 มี.ค. 63

  1. KFGBRANSSF กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้ปันผลเพื่อการออม - เน้นลงทุนในบริษัทชั้นนำของโลก มีแบรนด์ติดตลาดและยากที่จะลอกเลียนแบบ
    1. กองทุนหลักคือ Morgan Stanley Investment Funds – Global Brands Fund (Class ZX) กองทุน 5 ดาวจาก Morningstar ( ณ 31 มีนาคม 2563)
    2. กองทุนหลักมีนโยบายเน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกที่มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ทนทานในทุกวัฏจักรเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ติดต่อกับผู้บริโภครายย่อย และมีอำนาจการต่อรองทางการค้า
    3. ธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ถึงมีแบรนด์ระดับโลกกองทุนหลักก็ไม่เลือกเข้าพอร์ต ยกตัวอย่าง ธุรกิจพลังงาน หรือ อสังหาริมทรัพย์ 2 อุตสาหกรรมนี้ ไม่มีในพอร์ตของกองทุนหลักเลย
    4. แหล่งรายได้ของบริษัทที่กองทุนหลักไปลงทุน กระจายตัวอยู่ทั่วโลก
    5. ระดับความผันผวนของผลตอบแทนต่ำกว่า MSCI World ขณะที่สร้างผลตอบแทนได้ดีกว่าหลายๆตลาดหุ้น
  ข้อดีของ SSFX ก็คือ เป็นวงเงินแยกจาก SSF โดยนักลงทุนสามารถลงทุนได้สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท ไม่ต้องอิงกับรายได้ของเรา และไม่ต้องไปคำนวนรวมเงินลงทุนอื่นๆที่ลงทุนเพื่อวางแผนเกษียณ ขณะที่ SSF ต้องไปรวมกับ RMF, กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, ประกันชีวิตแบบบำนาญ แต่ข้อดีก็คือ ไม่จำกัดการลงทุนให้อยู่เฉพาะในหุ้นไทยเท่านั้น ทั้ง 3 กองทุนที่เลือกมามีนโยบายจ่ายเงินปันผล ระหว่างที่ถือยาว 10 ปี ก็มีโอกาสรับเงินปันผลได้ด้วย และทุกกองทุนมีความเสี่ยงสูงระดับ 6 เนื่องจากลงทุนในหุ้น ไม่ว่าคุณจะเป็นนักลงทุนประเภทไหน นี่คือ โอกาสที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต เรามาฝ่าวิกฤต COVID-19 ด้วยกองทุน SSFX และ SSF กันครับ

สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่ https://www.krungsriasset.com/TH/News/Promotion/Krungsri_SSF.html

  คำเตือน:
  • SSFX และ SSF เป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออม ควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน ความเสี่ยง และศึกษาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในคู่มือการลงทุน ก่อนตัดสินใจลงทุน/ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวมมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึง ผลการดำเนินงานในอนาคต/ผู้ถือหน่วยลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หากไม่ปฎิบัติตามเงื่อนไขการลงทุน | KFGBRANSSF ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน จึงมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้
  บทความนี้เป็น Advertorial
CONTINUE READING ...
WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย
ไม่มีหมวดหมู่
WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย
พฤศจิกายน 6, 2019 at 1:50 pm 0
WHART สู่ความเป็นผู้นำ HUBs ด้านโลจิสติกส์ ของไทย ย้อนกลับไปเมื่อปลายปี 2018 กองทรัสต์ WHART มีการเพิ่มทุนครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งนั้น ราคาของ WHART อยู่แถวๆ 11 บาท Market Cap. อยู่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้อ่านสามารถกลับไปอ่านบทความย้อนหลังได้จากลิงค์นี้นะครับ http://www.iammrmessenger.com/whart/   รอบนี้ WHART จะเพิ่มทุนครั้งที่ 4 และเป็นการซื้อสินทรัพย์เข้าพอร์ตครั้งที่ 5 เรามาดูกันว่า รอบนี้ น่าสนใจขนาดไหนนะครับ การเพิ่มทุนรอบนี้ มูลค่าการลงทุนในทรัพย์สินเพิ่มเติมอยู่ที่ไม่เกิน 4,880.25 ล้านบาท โดยกองทรัสต์ WHART จะลงทุนในทรัพย์สินประเภท คลังสินค้า และโรงงานเพิ่มเติมทั้งหมด 5 โครงการด้วยกัน
  1. โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจาตร กม. 3 เฟส 1 บางพลี สมุทรปราการ เป็นคลังสินค้า สิทธิการเช่า 28+30 ปี
  2. โครงการ WHA Mega Logistics Center ชลหารพิจาตร กม. 3 เฟส 2 บางพลี สมุทรปราการ เป็นคลังสินค้า โดยได้กรรมสิทธิ์มาครอบครองเลย
  3. โครงการอาคารโรงงาน DTS ที่ WHA CIE 1 ศรีราชา ชลบุรี เป็นโรงงาน และได้กรรมสิทธิ์มาครอบครอง
  4. โครงการอาคารโรงงาน Roechling ที่ WHA ESIE 1 ศรีราชา ชลบุรี เป็นโรงงาน ได้กรรมสิทธิ์มาครอบครอง
  5. โครงการ WHA KPN Mega Logistics Center ถนนบางนา-ตราด กม.23 เฟส 2 บางเสาธง สมุทรปราการ เป็นสิทธิการเช่า 24 ปี
  โดยสรุปทำเลที่ตั้งของทรัพย์สินทั้ง 5 โครงการอยู่ที่บางนา-ตราด 90% และโซนชลบุรี-ระยอง (EEC) คิดเป็น 10% ของพื้นที่ที่จะลงทุนเพิ่มครั้งนี้ ซึ่งก็แปลว่า เน้นลงทุนไปที่ Logistics เป็นหลัก มีพื้นที่เช่าอาคารประมาณ 155,237.44 ตารางเมตร พื้นที่เช่าลานจอดรถประมาณ 2,983.29 ตารางเมตร และพื้นที่เช่าหลังคาประมาณ 71,482.00 ตารางเมตร บนที่ดินรวมประมาณ 172 ไร่ 2 งาน 26.75 ตารางวา คิดเป็น 13.8% ของทรัพย์สินเดิม ขณะที่ Occupancy Rate หากรวม Sponsor’s Undertaking ทาง WHART คาดว่า จะเต็ม 100% ณ วันที่เข้าลงทุน ก็แปลว่า ซื้อเข้ากองปั๊บ ก็สามารถสร้างรายได้ได้ทันทีเลย รวม 5 โครงการ โดยยกตัวอย่างกลุ่มลูกค้าใน 5 โครงการใหม่ ก็จะมั่นใจได้ว่า คลังสินค้าของ WHART ต้องได้มาตรฐานตามเกณฑ์สากลจริงๆไม่งั้น เขาคงไม่มาอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Unilever ซึ่งเป็นผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของโลก  หรือ บริษัท เซ็นทรัล เจดี คอมเมิร์ซ จำกัด และบริษัท เอสคอมเมิร์ซ (ประเทศไทย) จำกัด  ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในธุรกิจ E-Commerce ภายใต้แบรนด์ “JD Central” และ “Shopee” ซึ่งมาตั้งฐานทัพบุกตลาด AEC เต็มตัว หลังลงทุนครั้งนี้ จะมีสัดส่วนสินทรัพย์ในรูปแบบ Freehold : Leasehold > 30 ปี : Leasehold < 30 ปี ทั้งหมดทุกโครงการอยู่ที่ 67% : 9% : 24% ซึ่งถือว่ายังสามารถรักษาสัดส่วนการลงทุนเดิมไว้ได้ โดยประมาณการผลประโยชน์ตอบแทนในรูปปันผลและเงินลดทุน จากเดิม 0.78 บาท/หุ้น จะเพิ่มขึ้นเป็น 0.79 บาทต่อหุ้น (อันนี้ตามที่บริษัททำประมาณการตามหนังสือชี้ชวนนะครับ เข้าไปดูสมมติฐานกันได้) ที่น่าสนใจคือ REITs หลายๆ กอง IPO เริ่มต้นที่ราคา 10 บาทต่อหน่วย ปัจจุบันราคาเพิ่มสูงขึ้น นั่นก็เป็นเพราะ ความมั่นใจของนักลงทุนที่มีให้นั่นเอง  โดยเฉพาะกอง WHART   wha set   หลังลงทุนเพิ่มเติม WHART จะมีทรัพย์สินในพอร์ตรวมกัน 29 โครงการมูลค่ามากกว่า 38,000 ล้านบาท รักษาความเป็นผู้นำใน Industrial REITs ในภูมิภาคอาเซียนได้ต่อเนื่อง ให้ความมั่นใจด้วยสัญญาเช่าส่วนใหญ่ระยะยาว พร้อมผู้เช่าศักยภาพสูง ในหลากหลายอุตสาหกรรมชั้นนำ จุดเด่นของกลุ่ม WHA ที่ทำให้ลูกค้าต้องหันมาใช้บริการก็คือ การที่สามารถตอบโจทย์ทุกโซลูชั่นบนแพลตฟอร์มของโครงการ Built- to-Suit Warehouse & Factory ระดับพรีเมี่ยม แถมมีครบทั้งระบบสาธารณูปโภค-พลังงาน และ digital infrastructure ตามมาตรฐานสากล ใครสนใจการเพิ่มทุนครั้งนี้ สามารถติดตามสอบถามได้ที่สาขาของธนาคารกสิกรไทย จำกัด(มหาชน) โทร 02-888-8888 หรือ ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ WWW.SEC.OR.TH หรือ WWW.WHAREIT.COM          
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.