X

ไม่มีหมวดหมู่

LIBOR พุ่ง สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลังจากนี้ จริงไหม?
ไม่มีหมวดหมู่
LIBOR พุ่ง สะท้อนความเสี่ยงที่สูงขึ้นหลังจากนี้ จริงไหม?
พฤษภาคม 19, 2018 at 9:14 pm 0
➼ หากย้อนกลับไปตั้งแต่ธนาคารกลางสหรัฐฯประกาศยุติโครงการ QE และเริ่มทยอยลดขนาดงบดุล (QT) รวมถึงปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั้งโลกทยอยปรับตัวขึ้นตามเช่นกัน ➼ หนึ่งในตัว Benchmark ที่ตลาดและนักวิเคราะห์ใช้วัดต้นทุนทางการเงิน และความเสี่ยงของตลาดอีกตัวก็คืออัตราดอกเบี้ย LIBOR (London Inter-bank Offered Rate) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดดอกเบี้ยการกู้และยืมระหว่างธนาคารด้วยกันเอง (Interbank borrowing and lending) โดยตลาดนี้อยู่ที่ลอนดอน มี 5 สกุลเงินหลักของโลก แต่สกุลที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดที่มีการกู้ยืมระหว่างกันก็คือ สกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ นั่นเอง ➼ LIBOR จะสะท้อนถึง 1. การคาดการณ์แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางของประเทศนั้นๆ กล่าวคือ ยิ่ง LIBOR ปรับตัวสูงขึ้น ก็แปลว่า ตลาดคาดการณ์ว่า อัตราดอกเบี้ยในอนาคตจะปรับตัวสูงขึ้น และ 2. มุมมองด้านความเสี่ยงในการกู้ยืมเงิน (perceived credit risk)  แปลว่า LIBOR จะปรับตัวสูงขึ้น ถ้าตลาดคาดการณ์ว่าความเสี่ยงในการกู้ยืมระหว่างกันสูงขึ้นนั่นเอง ➼ ดังนั้น ถ้า LIBOR ปรับตัวสูงขึ้นรุนแรงหรือรวดเร็วเกินไป ก็สะท้อนความเสี่ยงของระบบการเงินในเวลานั่นได้ระดับหนึ่งว่ามีปัญหาบางอย่าง ยกตัวอย่าง ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ที่เกิดวิกฤตซับไพรม์ ตอนช่วงที่ Lehman Brothers ประกาศยื่นล้มละลาย ทำให้ LIBOR 3 เดือน ปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.8% ไปที่ 4.8% ภายในเดือนเดียว (ช่วง ต.ค. 2008) ➼ สิ่งที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา LIBOR ปรับตัวขึ้นด้วยอัตราเร่งสูงขึ้น ยกตัวอย่าง 3-month USD LIBOR จาก 1% มาที่ระดับสูงกว่า 2.3% เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้ แน่นอนว่า มีการพูดถึงในตลาดว่าเป็นเพราะเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่อง เพียงเหตุผลเดียวหรือเปล่า ซึ่งเมื่อพิจารณาดู พบว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยมาแล้ว 3 ครั้งนับตั้งแต่ต้นปี 2017 หรือเท่ากับ 75 bps แต่ในช่วงเวลาเดียวกัน เราพบว่า 3-month USD LIBOR ปรับขึ้นมามากกว่า 130 bps แปลว่า การขึ้นของ Fed Fund Rate อธิบายการขึ้นของ 3-month USD LIBOR ได้แค่บางส่วนเท่านั้น 3-month libor ➼ อีกมาตรวัดความเสี่ยงที่นิยมใช้อ้างอิงกันก็คือ LIBOR-OIS spread ระยะ 3 เดือน หรือส่วนต่างระหว่าง LIBOR และ Overnight Indexed Swap rate (OIS rate) ซึ่งทำจุดสูงสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ต้นปี 2012 โดย OIS rate เนี่ยธรรมชาติของมัน จะขยับตามมุมมองของตลาดต่อ fed fund rate ดังนั้น พอดูเป็น spread เทียบกันระหว่าง LIBOR และ OIS ก็จะเป็นการขจัดปัจจัยเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดออกไป และเหลือแต่ความเสี่ยงในการกู้ยืมระหว่างธนาคารในการพิจารณา libor spread ➼ เหตุผลที่พออธิบายได้ JP Morgan Asset Management ให้ความเห็นไว้แบบนี้ครับว่า ในช่วงไตรมาส 1/2018 มีการออกพันธบัตร 3-month U.S. Treasury ในวงเงินสูงถึง $330 billion แปลว่า Supply เพิ่มขึ้น แน่นอนว่าราคาพันธบัตรก็ลดลง อัตราดอกเบี้ยจึงเพิ่มขึ้น ➼ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ภายใต้กฎหมายภาษีอากร บริษัทต่างๆ ของสหรัฐฯจำเป็นต้องส่งเงินกลับในจำนวน $2.7 trillion ถืออยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเงินส่วนนี้ น่าจะต้องการแหล่งพักเงินที่มีสภาพคล่องสูงขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เชื่อมโยงอัตราผลตอบแทนกับ 3-month USD LIBOR มีความต้องการลดลง อัตราดอกเบี้ยจึงปรับตัวสูงขึ้น ********************* มุมมองส่วนตัว ➼ เชื่อว่า การปรับตัวขึ้นรอบนี้ของ LIBOR ยังไม่ได้สะท้อนถึงด้านความเสี่ยงในการกู้ยืมเงิน (perceived credit risk) แบบในช่วงวิกฤตซับไพรม์ช่วงปี 2008 อย่างที่บางคนกังวลกันนะครับ จะเห็นว่า Demand ต่อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯที่เยอะมากขึ้น ซึ่งมาจากการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐฯ และการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ขยับมาเรื่อยๆ ทำให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าในช่วงที่ผ่านมาก็จริง แต่ในช่วงไตรมาส 1/2018 ที่ผ่านมา ก็มี Technical Factors จากการนำเงินกลับประเทศจึงทำให้มี Demand แหล่งเงินทุนระยะสั้นมากกว่าปกติ บวกกับ Supply ที่เพิ่มขึ้นของ 3-month U.S. Treasury ด้วยเช่นกัน ปัจจัยระยะสั้นนี้น่าจะหมดไป และทำให้หลังจากนี้ การปรับตัวขึ้นของ 3-month USD LIBOR น่าจะไม่รุนแรงเหมือนช่วงที่ผ่านมาครับ แหล่งที่มาข้อมล :- https://fred.stlouisfed.org/series/USD3MTD156N https://am.jpmorgan.com/us/en/asset-management/gim/adv/insights/the-libor-spike https://www.reuters.com/article/us-global-markets-stress/signs-of-stress-in-global-markets-idUSKCN1GS26H คำเตือน • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต • การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
2 ดูโอ้ เพื่อการลงทุนในต่างประเทศ KF-MINCOME และ KF-AINCOME
ไม่มีหมวดหมู่
2 ดูโอ้ เพื่อการลงทุนในต่างประเทศ KF-MINCOME และ KF-AINCOME
กุมภาพันธ์ 6, 2018 at 8:51 am 0
เข้าสู่ปี 2018 มา ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ยังสดใสต่อเนื่องจากปี 2017 ที่ผ่านมา แต่กลับกลายเป็นว่า การปรับตัวขึ้นครั้งนี้ จากที่ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักลงทุนมากหน้าหลายตา พบว่า วิตกกังวลกันเป็นส่วนใหญ่ว่าจะไปได้อีกกี่เดือน ตลาดหุ้นใกล้จะถึงวันปรับฐานใหญ่แล้วหรือยัง? ก็น่ากังวลอยู่นะครับ 20 ปีที่แล้ว มีวิกฤตต้มยำกุ้งตอนปี 1998 ถัดจากนั้นมา 10 ปี ก็เกิดวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2008 จากปี 2008 บวกมาอีก 10 ปีสิครับ มันคือปี 2018 ปีนี้พอดีเลย!! (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
GULF หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ไม่มีหมวดหมู่
GULF หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจพลังงานไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของประเทศไทย
ธันวาคม 18, 2017 at 5:05 pm 0
มาแล้วครับ หุ้น IPO ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี 2017 … บมจ. กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) หนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยบริษัทฯ ยื่นไฟลิ่งขาย IPO จำนวนหุ้นทั้งหมดไม่เกิน 533.30 ล้านหุ้น เรียกว่าเปิดโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกันแล้ว   วันนี้ มาดูรีวิวหุ้น GULF กันนะครับ ว่ามีความน่าสนใจอย่างไรกันบ้าง GULF ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิต และจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็น และธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยถือเป็นหนึ่งในผู้ประกอบธุรกิจผลิต และจำหน่ายไฟฟ้าภาคเอกชนรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเลยทีเดียวนะครับ บริษัทฯ มีโครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการด้วยบริษัทย่อยทั้งหมด 19 โครงการ และโครงการที่ดำเนินการด้วยบริษัทร่วมทุนรวม 9 โครงการ สำหรับรายละเอียดเรื่องกำลังการผลิตติดตั้งรวม และตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของก็ตามตารางด้านล่างเลย โครงการโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการด้วยบริษัทย่อยทั้งหมด 19 โครงการ GULF002   โครงการที่ดำเนินการด้วยบริษัทร่วมทุนรวม 9 โครงการ GULF003   ภายในปี 2567 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) เพิ่มอีก 6,353.6 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังการผลิตติดตั้งไฟฟ้ารวมเป็น 11,125.6 เมกะวัตต์  ถ้าคิดตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของจะอยู่ที่ 6,329.2 เมกะวัตต์ ไปดูรายได้รวม* ของ GULF ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมากัน ปี 2557   847.64 ล้านบาท ปี 2558   765.29 ล้านบาท ปี 2559   1,677.56 ล้านบาท ปี 2560 (งวด 9 เดือน สิ้นสุด 30 ก.ย.) 5,044.96 ล้านบาท *หมายเหตุ: รายได้รวมส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุน รายได้ 3 ปีที่ผ่านมาโตต่อเนื่อง โดยรายได้ปี 2559 โตก้าวกระโดดจนทำให้มีกำไรสุทธิ 220.60 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ปี 2557 และปี 2558 ขาดทุนสุทธิอยู่ที่ 513.96 ล้านบาท และ 1,079.00 ล้านบาท ตามลำดับ ล่าสุด งบ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. บริษัทฯ มีกำไรสุทธิทั้งสิ้น 2,734.71 ล้านบาท เรียกได้ว่า ก้าวกระโดดอย่างแท้จริง การก้าวกระโดดของรายได้ปี 59 และงวดเก้าเดือนของปี 60 มาจากส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วมและกิจการร่วมค้า และรายได้จากการขายไฟ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง/ เตรียมการก่อสร้าง และระหว่างพัฒนา ได้แก่
  • โครงการ SPP ก๊าซธรรมชาติอีก 8 โครงการภายใต้ GMP
  • โครงการ IPP ก๊าซธรรมชาติ 2 โครงการภายใต้ IPD
และเมื่อโครงการทั้งหมดแล้วเสร็จ จะทำให้รายได้ของบริษัทฯ โตขึ้นอย่างแน่นอน ก่อนจะไปต่อนะครับ ทุกวันนี้ในตลาดฯ มีหุ้นที่ทำธุรกิจโรงไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำไมธุรกิจนี้ ถึงเป็นที่น่าสนใจในการลงทุนนัก ก็มาดูมุมมองในระยะยาวกันก่อน ลักษณะสำคัญของไฟฟ้าคือ เมื่อผลิตได้แล้ว จะไม่สามารถเก็บเป็นสต๊อกเหมือนสินค้าอื่นๆ ผู้ผลิตจำเป็นต้องส่งต่อให้ผู้ใช้ไฟผ่านระบบสายส่งหรือระบบจำหน่ายในทันที และการเพิ่มกำลังการผลิตก็ไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เพราะกว่าจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จซักโครงการ กินเวลาไม่ต่ำกว่า 5-7 ปีเป็นอย่างต่ำ เห็นแบบนี้ ก็แปลว่าเป็นกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง คู่แข่งน้อยราย แล้วถ้าไปดูที่ฝั่งความต้องการจะพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้ามีอัตราการเติบโตเฉลี่ยใกล้เคียงกับอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมใช้ไฟในสัดส่วนรวมถึง 73.2% ของปริมาณการใช้ไฟทั้งประเทศ การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวจะทำให้ความต้องการใช้ไฟมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเราพึ่งพาแค่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) ก็คงผลิตไม่ทันความต้องการใช้ในระยะยาว รัฐจึงส่งเสริมสนับสนุบให้บริษัทเอกชนเข้าดำเนินธุรกิจผลิตไฟฟ้าด้วยเช่นกัน และรายได้ของบริษัทเหล่านี้ก็ค่อนข้างแน่นอนด้วยครับ เพราะ EGAT รับซื้อหมด กลับมาที่ GULF อีกที ถ้าเทียบกับผู้ผลิตไฟฟ้าที่อื่นแล้ว จุดแข็งนอกเหนือจากกำลังการผลิตที่มากที่สุดแล้ว มีอะไรอีก?
  • ด้วยความที่เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ครับ เลยมีประสบการณ์สูงในการชนะการประมูล มีความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุน และมี Economies of Scale เหนือคู่แข่ง
  • กระแสเงินสดมั่นคงและเข้ามาต่อเนื่อง คาดการณ์ได้ เนื่องจากทำสัญญาระยะยาวกับ EGAT และสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติระยะยาวกับ ปตท. รวมถึงสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับลูกค้าอุตสาหกรรมรายใหญ่ทั้งหลาย ซึ่งมีฐานะการเงินดี และมีความมั่นคง
  • บริษัทฯ มีทีมผู้บริหารประสบการณ์สูง ชำนาญ เชี่ยวชาญทางเทคนิค มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจในเชิงลึก
เรียกว่า ดูดีทีเดียวครับ   แล้วบริษัทจะนำเงินจากการระดมทุนครั้งนี้ไปทำอะไร? ที่ทางบริษัทฯ แจ้งไว้ก็มี 2 เหตุผลครับ
  • เป็นส่วนหนึ่งของเงินทุน และเงินให้กู้ยืมแก่เหล่าบริษัทย่อยและบริษัทร่วมทุน รวมถึงการลงทุนในโรงการต่างๆ ในอนาคต
  • ชำระเงินกู้จากธนาคาร และไถ่ถอนหุ้นกู้ หรือ ตั๋วแลกเงินที่ออกโดยบริษัทฯ เพื่อลดต้นทุนดอกเบี้ยลง และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน
ซึ่งพอผมอ่าน 2 เหตุผลในการระดมทุน ผมโอเคนะครับ เพราะแปลว่าเหล่าโครงการโรงไฟฟ้าซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูงๆ นั้น บริษัทฯ ได้มีการจัดหาแหล่งเงินทุนไว้เรียบร้อยแล้ว โดย IPO ครั้งนี้เสนอขายจำนวนหุ้นไม่เกิน 533.30 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 24.99% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออก ที่ราคา PAR 5 บาท ส่วนโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทฯหลังเสนอขายหุ้น จะเป็นตามตารางนี้ครับ GULF004   จะเห็นว่า กลุ่มของคุณสารัชถ์ รัตนาวะดี จากเดิมถืออยู่ 100% หลังการเสนอขาย IPO จะเหลือประมาณไม่เกิน 75.01% ก็ถือว่า สัดส่วนการถือครองของคุณสารัชถ์ยังอยู่ในสัดส่วนที่สูง เรียกว่า มีความเป็นเจ้าของเหมือนเช่นเดิมอยู่เต็มเปี่ยม จึงสามารถบริหารงานต่อเนื่องได้อย่างไม่สะดุด สำหรับใครที่เป็นแฟนคลับหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า หุ้นประเภทโครงสร้างพื้นฐาน หรืออยากร่วมลงทุนในธุรกิจที่สามารถเติบโตควบคู่ไปกับเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว รอติดตามกันนะครับ …   สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  https://gulf.listedcompany.com/ipo/
CONTINUE READING ...
น้ำมัน จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อ การเดินไปข้างหน้าของ จีน
ไม่มีหมวดหมู่
น้ำมัน จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อ การเดินไปข้างหน้าของ จีน
พฤศจิกายน 17, 2015 at 4:24 pm 0

นาย สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เพิ่งออกมาบอกกับสื่อมวลชนว่า เขายังเชื่อมั่นว่า จีนจะรักษาการเติมโตที่ระดับ 7.0% ต่อไปได้ในระยะยาว ทั้งๆที่เพิ่งประกาศตัวเลขส่งออกติดลบ -6.9% Yoy เดือน ต.ค. สะท้อนความอ่อนแอของเศรษฐกิจจีนที่ยังคงปกคลุมบรรยากาศการลงทุน และก่อนหน้านั้นไม่นาน ตัวเลข PMI ก็ลดลงไปต่ำกว่า 50 จุด ชะลอตัวติดต่อกัน 3 เดือน

(เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

It’s far better to buy a wonderful company at a fair price than a fair company at a wonderful price.”

– Warren Buffet

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.