X

Mr.Messenger

Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
ไม่มีหมวดหมู่
Search for Yield ธีมนี้กลับมา เพราะว่าอะไร?
เมษายน 2, 2019 at 5:39 pm 0
วันนี้ SET Index บวกขึ้นมาอีก +6.84 จุด ขยับขึ้นมาปิดที่ระดับสูงกว่า 1,650 จุดอีกครับ MACD ให้ Buy Signal และขยับขึ้นมาเทรดเหนือ Moving Average 50 วัน มาตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค. ขณะที่ RSI ขยับขึ้นมาสูงกว่าโซน 50 ตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค. (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
Investment, Thai Stock Markets
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
มีนาคม 15, 2019 at 2:22 pm 0
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้งด้วยกัน และวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ในรอบ 24 ปี หรือ เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีทีเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้ ในแง่ของทิศทางของประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการตั้งเข็มทิศครั้งใหม่ของอนาคตของประเทศ ซึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนไทยก็ขอให้คนไทยศึกษานโยบายของพรรคต่างๆให้เข้าใจ และชวนกันออกไปใช้สิทธิใช้เสียงให้เยอะๆนะครับ กลับมาที่ การเลือกตั้งกับการลงทุน แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งมันจะสำคัญต่อประเทศขนาดนั้น มันก็ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมเลยขอลองเอาสถิติเก่าๆของตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าย้อนดู 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้งในอดีต จะพบว่า 5 ครั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉลี่ยบวกได้ +14% ครั้งที่ผลตอบแทน 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งติดลบ คือปี 2539 ที่ดัชนีปรับตัวลงมากถึง -29% ก่อนที่พล.อ.ชิวลิต ยงใจยุทธ จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นที่โชคร้าย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปี 2539-2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้เอเชีย หรือ Asian Crisis ในเวลาต่อมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ปรับฐานรุนแรงจากจุดสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อม.ค. 2537 ร่วงลงมาต่ำกว่า 300 จุด ช่วงเดือนส.ค. 2540 เป็นการสิ้นสุดตลาดกระทิงที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนไทย

แล้วหลังการเลือกตั้งละ หุ้นไทยเป็นอย่างไร?

ถ้านับที่ Time Frame 6 เดือน ข้อมูลถือว่าน่าสนใจมากๆครับ เพราะหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา มีถึง 4 ครั้ง ทีเดียวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าเดิม มีเพียง 2 ครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งเมื่อเดือนส.ค. 2538 ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปอาชาขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยถึงบวกได้ ก็ได้แค่เพียง +2.8% และอีกครั้งคือ เดือน ม.ค. 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก หลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยสามารถบวกได้ถึง +9.8% และหลังการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ เป็นการติดลบเฉลี่ย -7.4% ทีเดียว ซึ่งถ้ามองจากสถิติย้อนหลังเช่นนี้ อาจทำให้เราตีความไปว่า เราควรขายหุ้นออกเมื่อวันเลือกตั้งใกล้จะเข้ามาถึง และไปหาจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่าหลังจากนั้น ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลในแต่ละชุด แท้จริงแล้วบริบทของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ข้อมูลเพียงแค่สถิติเพียงเท่านี้ คงจะนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างช่วงหลังการเลือกตั้งเดือนม.ค. 2551 ที่ได้คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นช่วงจุดเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐฯ เกิดวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งหากถามว่า เศรษฐกิจไทยกระทบอะไรกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีผลกระทบแค่บางส่วนซึ่งเล็กน้อยมาก แต่พอดูผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย เราก็เห็นแล้วว่า ทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงตามมา และอีกครั้งที่มีการเลือกตั้งเดือนก.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปลุกลาม (Euro Debt Crisis) และตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานเพราะความกังกวลว่าสหภาพยุโรปอาจไม่ได้ข้อสรุปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะประเทศกรีซ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์การลงทุน จึงพอสรุปได้ว่า ไม่ใช่แค่ดูว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะวิ่งทางในในอดีต แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมิณสถานการณ์ ภาพรวมเศรษฐกิจในตอนนั้น วิเคราะห์ธุรกิจ เจาะงบการเงิน ดูในรายละเอียดของหุ้นที่เราสนใจอีกที เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาว

อ้าว แล้วนักเก็งกำไรระยะสั้นละ?

งั้นขอให้ข้อมูลอีกตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุนสั้นหน่อยก็แล้วกันครับ สถิติบอกว่า เลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งที่ผ่านมาในอดีต หากนับแค่กรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากวันเลือกตั้ง พบว่า ทุกครั้งมีการปรับตัวบวกขึ้นหลังเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นครั้งเดียว คือครั้งของ ชวลิต ยงใจยุทธในปี 2539 โดยเป็นการบวกดังนี้ สมัยบรรหาร ปี 2538 +0.45% (1 วันหลังจากการเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 1 ปี 2544 +18.45% (19 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 2 ปี 2548 +3.12% (22 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยสมัคร ปี 2550 +5.47% (5 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยยิ่งลักษณ์ ปี 2554 +9.86% (27 วันหลังเลือกตั้ง) จากสถิติ มันบอกเรานะครับว่า “Election Rally” มีอยู่จริง! แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS Bloomberg www.set.or.th
CONTINUE READING ...
ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
Global Markets, Investment
ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
มีนาคม 4, 2019 at 11:08 am 0
(บทความนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนนะครับ) นับตั้งแต่จุดต่ำสุดของรอบ เมื่อเดือนธ.ค. ปี 2018 จนถึงวันนี้ ดัชนี CSI300 ของตลาดหุ้นจีนบวกมาแล้วมากกว่า +27% ทั้งๆที่ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือนนิดๆ ไปย้อนดูกันหน่อยว่า ปัจจัยบวกคืออะไร และจีน จะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่? ย้อนกลับไป นับตั้งแต่เดือนก.พ. ปี 2018 ตลาดหุ้นจีน อยู่ในกรอบขาลง (Downtrend Channel) มาอย่างยาวนาน ปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นจีนมาตลอดก็คือ "Trade Wars" ระหว่างสหรัฐฯกับจีนเอง โดยหากนับจากจุดสูงสุดที่ CSI300 เจอแท่งเทียน Doji จนถึงจุดต่ำสุดเมื่อสิ้นเดือนธ.ค. ตลาดหุ้นจีนปรับฐานลงมากมากถึง -32% เรียกได้ว่า เป็น Bear Market อย่างเต็มตัว ปัจจัยสนับสนุนหุ้นจีน แต่พอหลังการหารือกันนับจากวันที่ปธน.ทรัมป์พบกับปธน.สี จิ้น ผิง เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสองผู้นำสูงสุด และมีการตั้งโต๊ะเจรจาหาข้อยุติ ตรงนี้ ถือเป็น Sentiment เชิงบวกที่ทำให้นักเก็งกำไร เริ่มกลับมาทยอยสะสมหุ้นจีนมากขึ้น ดังนั้น หากจะหาเหตุผลว่า ตลาดหุ้นจีน วิ่งจากปลายปีที่แล้วมาได้อย่างไร คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ มาจากการคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าเป็นส่วนสำคัญที่ปฎิเสธไม่ได้เลย แต่เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว จีนก็คงไม่บวกได้แรงถึงขนาดนี้ ปัจจัยบวกที่เพิ่มตามมาหลังปีใหม่ก็คือ การที่เฟดเปลี่ยนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงิน ในขณะที่เงินเฟ้อของจีนเองก็ชะลอตัวลง เปิดโอกาสให้จีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน และ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เอง ก็มีการปรับลดระดับ Reserve Requirement Ratio (RRR) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในจังหวะเวลาที่ตลาดต้องการพอดี และล่าสุด สัปดาห์ที่แล้ว MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นใน A-Share ของจีน เข้าคำนวนใน MSCI Emerging Markets ซึ่งจะทำให้ท้ายที่สุด A-Share จะมีสัดส่วนขยับขึ้นเป็น 2.82% จากเดิมที่มีสัดส่วน 0.7% เท่านั้นภายในปี 2019 นี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน จำเป็นต้องเพิ่มพอร์ตการลงทุนของหุ้นจีนเข้าพอร์ต เพื่อ Track ตาม Benchmark ในระยะยาวและรักษาระดับ Tracking Error ของพอร์ตไว้ และเมื่อถึงเดือนพ.ค. ปีหน้า น้ำหนักของ A-Share ใน MSCI ก็น่าจะเกิน 3% กลับสู่ขาขึ้น หรือ แค่รีบาวน์? ถ้าดูจากเหตุและผล ก็ดูเหมือนว่า ตลาดหุ้นจีนเอง ได้รับปัจจัยบวกที่มีน้ำหนักพอสมควร แต่เราควรพิจารณาข้อมูลด้านปัจจัยพื้นฐานประกอบด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ตัวเลข GDP ของจีนทั้งปีขยายตัว +6.6% ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี อีกด้าน ตัวเลข Manufacturing PMI ยังประกาศออกมาต่ำกว่า 50.0 จุด อีกทั้งยอดค้าปลีกและร้านอาหารช่วงตรุษจีนเติบโตเพียง 8.5% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุที่ ทำไมจีนจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายในเวลานี้ แต่สิ่งที่จะเป็นผลตามมาก็คือ ยอดหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ก็คงยังสรุปได้ยากว่า ที่ตลาดหุ้นจีนบวกขึ้นมา 2 เดือน นี้ คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่แล้วหรือยังนะครับ ************************************ มุมมองทางเทคนิค CSI300 ทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันขึ้นมา ลบภาพตลาดขาลงที่มีมาอยู่ก่อนเป็นที่เรียบร้อย แต่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (50 วัน) ยังไม่กลับขึ้นมาเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ก็ยังตอบได้ยากว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นแล้ว หรือจะวิ่งแรงแบบนี้ไปเลยรวดเดียว อย่างไรก็ตาม หากวัดแนวต้าน Fibonacci Retracement จะพบว่า ดัชนีขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 61.80% ซึ่งหากผ่านได้ ก็อาจจะได้แรงซื้อเพิ่มเพื่อขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อปีที่แล้ว ถ้าผ่านไม่ได้ ต้องระวังการปรับฐาน เพราะ CSI300 มีเปิด Gap ไว้บริเวณ 3,520 จุด หรือคิดเป็น Downside -8% จากระดับปัจจุบัน อีกสิ่งที่ต้องระวังคือ RSI ที่ขึ้นมาระดับเกิน 80 จุด แต่ในมุมมองส่วนตัว ไม่ถือเป็นสาระมาก ตลาดลักษณะเฉพาะของตลาดหุ้นจีนคือ Overbought แล้ว ก็ไปต่อได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หากเราจะพอเรียนรู้อะไรในอดีตกับตลาดหุ้นจีน ที่เป็นภาพใหญ่ๆ บทเรียนที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ตลาดนี้ เวลาวิ่ง วิ่งใจหาย แต่เวลาลง ลงแบบวัวตาย ขายบ้านหนีกันเลยทีเดียว Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.