X

Mr.Messenger

สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
Investment, Thai Stock Markets
สถิติบอกว่า … หลังทราบผลการเลือกตั้ง หุ้นมักจะร่วง?
มีนาคม 15, 2019 at 2:22 pm 0
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ประเทศไทยเราผ่านการเลือกตั้งทั่วไปมาแล้วทั้งหมด 6 ครั้งด้วยกัน และวันที่ 24 มี.ค. 2562 ที่จะถึงนี้ จะเป็นการเลือกตั้งครั้งที่ 7 ในรอบ 24 ปี หรือ เลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 8 ปีทีเดียว การเลือกตั้งครั้งนี้ ในแง่ของทิศทางของประเทศไทย ก็น่าจะเป็นการตั้งเข็มทิศครั้งใหม่ของอนาคตของประเทศ ซึ่งในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในประชาชนไทยก็ขอให้คนไทยศึกษานโยบายของพรรคต่างๆให้เข้าใจ และชวนกันออกไปใช้สิทธิใช้เสียงให้เยอะๆนะครับ กลับมาที่ การเลือกตั้งกับการลงทุน แน่นอนว่า ถ้าการเลือกตั้งมันจะสำคัญต่อประเทศขนาดนั้น มันก็ย่อมมีผลต่อตลาดหุ้นไทยด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้ผมเลยขอลองเอาสถิติเก่าๆของตลาดหุ้นไทยในช่วงการเลือกตั้งมาเล่าสู่กันฟังบ้าง ถ้าย้อนดู 6 เดือนก่อนการเลือกตั้ง จากทั้งหมด 6 ครั้งในอดีต จะพบว่า 5 ครั้ง ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉลี่ยบวกได้ +14% ครั้งที่ผลตอบแทน 6 เดือนก่อนการเลือกตั้งติดลบ คือปี 2539 ที่ดัชนีปรับตัวลงมากถึง -29% ก่อนที่พล.อ.ชิวลิต ยงใจยุทธ จะคว้าชัยในการเลือกตั้งครั้งนั้น ซึ่งเป็นที่โชคร้าย อย่างที่เราทราบกันดีว่า ในปี 2539-2540 ประเทศไทยประสบกับวิกฤตต้มยำกุ้งซึ่งลุกลามจนกลายเป็นวิกฤตหนี้เอเชีย หรือ Asian Crisis ในเวลาต่อมา ทำให้ตลาดหุ้นไทย ปรับฐานรุนแรงจากจุดสูงสุด 1,789.16 จุด เมื่อม.ค. 2537 ร่วงลงมาต่ำกว่า 300 จุด ช่วงเดือนส.ค. 2540 เป็นการสิ้นสุดตลาดกระทิงที่เจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่งของนักลงทุนไทย

แล้วหลังการเลือกตั้งละ หุ้นไทยเป็นอย่างไร?

ถ้านับที่ Time Frame 6 เดือน ข้อมูลถือว่าน่าสนใจมากๆครับ เพราะหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งที่ผ่านมา มีถึง 4 ครั้ง ทีเดียวที่ตลาดหุ้นไทยร่วงต่ำกว่าเดิม มีเพียง 2 ครั้งเดียวคือ การเลือกตั้งเมื่อเดือนส.ค. 2538 ซึ่งได้พรรคชาติพัฒนาของคุณบรรหาร ศิลปอาชาขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล โดยหลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยถึงบวกได้ ก็ได้แค่เพียง +2.8% และอีกครั้งคือ เดือน ม.ค. 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้เสียงข้างมาก หลังจากนั้น 6 เดือน ตลาดหุ้นไทยสามารถบวกได้ถึง +9.8% และหลังการเลือกตั้ง 4 ครั้งที่ตลาดหุ้นไทยติดลบ เป็นการติดลบเฉลี่ย -7.4% ทีเดียว ซึ่งถ้ามองจากสถิติย้อนหลังเช่นนี้ อาจทำให้เราตีความไปว่า เราควรขายหุ้นออกเมื่อวันเลือกตั้งใกล้จะเข้ามาถึง และไปหาจังหวะซื้อที่ระดับต่ำกว่าหลังจากนั้น ที่ต้องอธิบายเพิ่มเติมก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลในแต่ละชุด แท้จริงแล้วบริบทของเศรษฐกิจในแต่ละช่วงก็มีความแตกต่างกัน ดังนั้น ข้อมูลเพียงแค่สถิติเพียงเท่านี้ คงจะนำไปกำหนดเป็นกลยุทธ์ในการลงทุนเลย ก็คงจะเป็นไปไม่ได้ อย่างช่วงหลังการเลือกตั้งเดือนม.ค. 2551 ที่ได้คุณสมัคร สุนทรเวช ขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกฯ ก็เป็นช่วงจุดเริ่มต้นที่ฝั่งสหรัฐฯ เกิดวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) นำไปสู่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก ซึ่งหากถามว่า เศรษฐกิจไทยกระทบอะไรกับปัญหาดังกล่าวหรือไม่ ก็ต้องบอกว่า มีผลกระทบแค่บางส่วนซึ่งเล็กน้อยมาก แต่พอดูผลกระทบกับตลาดหุ้นไทย เราก็เห็นแล้วว่า ทำให้เกิดการปรับฐานรุนแรงตามมา และอีกครั้งที่มีการเลือกตั้งเดือนก.ค. 2554 ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่ปัญหาหนี้ที่ฝั่งยุโรปลุกลาม (Euro Debt Crisis) และตลาดหุ้นทั่วโลกมีการปรับฐานเพราะความกังกวลว่าสหภาพยุโรปอาจไม่ได้ข้อสรุปในการช่วยเหลือกลุ่มประเทศที่มีปัญหา โดยเฉพาะประเทศกรีซ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญในการวิเคราะห์การลงทุน จึงพอสรุปได้ว่า ไม่ใช่แค่ดูว่าก่อนหรือหลังเลือกตั้ง ตลาดหุ้นจะวิ่งทางในในอดีต แต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาประเมิณสถานการณ์ ภาพรวมเศรษฐกิจในตอนนั้น วิเคราะห์ธุรกิจ เจาะงบการเงิน ดูในรายละเอียดของหุ้นที่เราสนใจอีกที เพื่อประกอบการตัดสินใจในการลงทุนระยะยาว

อ้าว แล้วนักเก็งกำไรระยะสั้นละ?

งั้นขอให้ข้อมูลอีกตัวหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่มีกรอบการลงทุนสั้นหน่อยก็แล้วกันครับ สถิติบอกว่า เลือกตั้งทั่วไป 5 ครั้งที่ผ่านมาในอดีต หากนับแค่กรอบระยะเวลา 1 เดือนหลังจากวันเลือกตั้ง พบว่า ทุกครั้งมีการปรับตัวบวกขึ้นหลังเลือกตั้งเสมอ ยกเว้นครั้งเดียว คือครั้งของ ชวลิต ยงใจยุทธในปี 2539 โดยเป็นการบวกดังนี้ สมัยบรรหาร ปี 2538 +0.45% (1 วันหลังจากการเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 1 ปี 2544 +18.45% (19 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยทักษิณ 2 ปี 2548 +3.12% (22 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยสมัคร ปี 2550 +5.47% (5 วันหลังเลือกตั้ง) สมัยยิ่งลักษณ์ ปี 2554 +9.86% (27 วันหลังเลือกตั้ง) จากสถิติ มันบอกเรานะครับว่า “Election Rally” มีอยู่จริง! แหล่งที่มาข้อมูล :- BISNEWS Bloomberg www.set.or.th
CONTINUE READING ...
ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
Global Markets, Investment
ตลาดหุ้นจีน 2 เดือน บวก +27% ทำได้อย่างไร?
มีนาคม 4, 2019 at 11:08 am 0
(บทความนี้เป็นมุมมองส่วนตัวของผู้เขียนนะครับ) นับตั้งแต่จุดต่ำสุดของรอบ เมื่อเดือนธ.ค. ปี 2018 จนถึงวันนี้ ดัชนี CSI300 ของตลาดหุ้นจีนบวกมาแล้วมากกว่า +27% ทั้งๆที่ใช้ระยะเวลาเพียง 2 เดือนนิดๆ ไปย้อนดูกันหน่อยว่า ปัจจัยบวกคืออะไร และจีน จะไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่? ย้อนกลับไป นับตั้งแต่เดือนก.พ. ปี 2018 ตลาดหุ้นจีน อยู่ในกรอบขาลง (Downtrend Channel) มาอย่างยาวนาน ปัจจัยลบที่กดดันตลาดหุ้นจีนมาตลอดก็คือ "Trade Wars" ระหว่างสหรัฐฯกับจีนเอง โดยหากนับจากจุดสูงสุดที่ CSI300 เจอแท่งเทียน Doji จนถึงจุดต่ำสุดเมื่อสิ้นเดือนธ.ค. ตลาดหุ้นจีนปรับฐานลงมากมากถึง -32% เรียกได้ว่า เป็น Bear Market อย่างเต็มตัว ปัจจัยสนับสนุนหุ้นจีน แต่พอหลังการหารือกันนับจากวันที่ปธน.ทรัมป์พบกับปธน.สี จิ้น ผิง เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ปีก่อน ซึ่งถือเป็นการพบกันอย่างเป็นทางการครั้งแรกของสองผู้นำสูงสุด และมีการตั้งโต๊ะเจรจาหาข้อยุติ ตรงนี้ ถือเป็น Sentiment เชิงบวกที่ทำให้นักเก็งกำไร เริ่มกลับมาทยอยสะสมหุ้นจีนมากขึ้น ดังนั้น หากจะหาเหตุผลว่า ตลาดหุ้นจีน วิ่งจากปลายปีที่แล้วมาได้อย่างไร คำตอบที่ชัดเจนที่สุดก็คือ มาจากการคลายความกังวลประเด็นสงครามการค้าเป็นส่วนสำคัญที่ปฎิเสธไม่ได้เลย แต่เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว จีนก็คงไม่บวกได้แรงถึงขนาดนี้ ปัจจัยบวกที่เพิ่มตามมาหลังปีใหม่ก็คือ การที่เฟดเปลี่ยนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงิน ในขณะที่เงินเฟ้อของจีนเองก็ชะลอตัวลง เปิดโอกาสให้จีนสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการอัดฉีดสภาพคล่องให้สถาบันการเงิน และ ธนาคารกลางจีน (PBOC) เอง ก็มีการปรับลดระดับ Reserve Requirement Ratio (RRR) เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในจังหวะเวลาที่ตลาดต้องการพอดี และล่าสุด สัปดาห์ที่แล้ว MSCI ประกาศเพิ่มน้ำหนักหุ้นใน A-Share ของจีน เข้าคำนวนใน MSCI Emerging Markets ซึ่งจะทำให้ท้ายที่สุด A-Share จะมีสัดส่วนขยับขึ้นเป็น 2.82% จากเดิมที่มีสัดส่วน 0.7% เท่านั้นภายในปี 2019 นี้ ก็ทำให้นักลงทุนสถาบัน จำเป็นต้องเพิ่มพอร์ตการลงทุนของหุ้นจีนเข้าพอร์ต เพื่อ Track ตาม Benchmark ในระยะยาวและรักษาระดับ Tracking Error ของพอร์ตไว้ และเมื่อถึงเดือนพ.ค. ปีหน้า น้ำหนักของ A-Share ใน MSCI ก็น่าจะเกิน 3% กลับสู่ขาขึ้น หรือ แค่รีบาวน์? ถ้าดูจากเหตุและผล ก็ดูเหมือนว่า ตลาดหุ้นจีนเอง ได้รับปัจจัยบวกที่มีน้ำหนักพอสมควร แต่เราควรพิจารณาข้อมูลด้านปัจจัยพื้นฐานประกอบด้วยเช่นเดียวกัน นั่นก็คือ ตัวเลข GDP ของจีนทั้งปีขยายตัว +6.6% ต่ำที่สุดในรอบ 28 ปี อีกด้าน ตัวเลข Manufacturing PMI ยังประกาศออกมาต่ำกว่า 50.0 จุด อีกทั้งยอดค้าปลีกและร้านอาหารช่วงตรุษจีนเติบโตเพียง 8.5% ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ด้วย ปัจจัยเหล่านี้เป็นเหตุที่ ทำไมจีนจึงจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายในเวลานี้ แต่สิ่งที่จะเป็นผลตามมาก็คือ ยอดหนี้สาธารณะพุ่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อมองปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนไปเช่นนี้ ก็คงยังสรุปได้ยากว่า ที่ตลาดหุ้นจีนบวกขึ้นมา 2 เดือน นี้ คือจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่แล้วหรือยังนะครับ ************************************ มุมมองทางเทคนิค CSI300 ทะลุเส้นค่าเฉลี่ย 200 วันขึ้นมา ลบภาพตลาดขาลงที่มีมาอยู่ก่อนเป็นที่เรียบร้อย แต่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้น (50 วัน) ยังไม่กลับขึ้นมาเหนือเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน ก็ยังตอบได้ยากว่าตลาดจะเป็นขาขึ้นแล้ว หรือจะวิ่งแรงแบบนี้ไปเลยรวดเดียว อย่างไรก็ตาม หากวัดแนวต้าน Fibonacci Retracement จะพบว่า ดัชนีขึ้นมาทดสอบที่ระดับ 61.80% ซึ่งหากผ่านได้ ก็อาจจะได้แรงซื้อเพิ่มเพื่อขึ้นทดสอบจุดสูงสุดเดิมเมื่อปีที่แล้ว ถ้าผ่านไม่ได้ ต้องระวังการปรับฐาน เพราะ CSI300 มีเปิด Gap ไว้บริเวณ 3,520 จุด หรือคิดเป็น Downside -8% จากระดับปัจจุบัน อีกสิ่งที่ต้องระวังคือ RSI ที่ขึ้นมาระดับเกิน 80 จุด แต่ในมุมมองส่วนตัว ไม่ถือเป็นสาระมาก ตลาดลักษณะเฉพาะของตลาดหุ้นจีนคือ Overbought แล้ว ก็ไปต่อได้เรื่อยๆ อย่างไรก็ตาม หากเราจะพอเรียนรู้อะไรในอดีตกับตลาดหุ้นจีน ที่เป็นภาพใหญ่ๆ บทเรียนที่เราต้องทำความเข้าใจคือ ตลาดนี้ เวลาวิ่ง วิ่งใจหาย แต่เวลาลง ลงแบบวัวตาย ขายบ้านหนีกันเลยทีเดียว Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
เศรษฐกิจจีนปี 2018 โต 6.6% น้อยสุดในรอบ 28 ปี
Global Markets, Investment
เศรษฐกิจจีนปี 2018 โต 6.6% น้อยสุดในรอบ 28 ปี
มกราคม 21, 2019 at 11:12 am 0
เลขที่รายงานออกมาคือ 6.4% ซึ่งลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าที่ประกาศไว้ 6.5% การที่เศรษฐกิจจีนโตเหลือ 6.6% ในปี 2018 ถือเป็นการเติบโตที่ลดลงมาสุดนับตั้งแต่ปี 1990 หรือ 28 ปีที่แล้ว แม้ตัวเลขจะออกมาชะลอลง แต่ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศหลายคนก็มีความสงสัยมาตลอดเกี่ยวกับตัวเลขที่แท้จริงของรายงานจากทางการจีนว่าแท้จริงแล้ว อาจต่ำกว่าที่ทางการรายงานก็เป็นไปได้ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.