X
เติมพอร์ตเกษียณ พร้อมลดหย่อนภาษีด้วยหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ต้องกองทุน ASP-SMELTF
Investment, Mutual Fund, Recommended

เติมพอร์ตเกษียณ พร้อมลดหย่อนภาษีด้วยหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ต้องกองทุน ASP-SMELTF

พฤศจิกายน 6, 2017 0

ในอดีต ปีก่อนๆ นักลงทุนผู้อยากได้สิทธิลดหย่อนภาษี จากการลงทุนในกองทุนรวมประเภท LTF มักจะให้ความสำคัญกับผลตอบแทนในอดีตของกองทุนเป็นสำคัญ

แต่เพราะเราเองก็ใจไม่นิ่ง กองที่ซื้อไว้เมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็ผลการดำเนินงานไม่ดี ทำให้มาถึงวันที่ต้องซื้อปลายปี ก็ต้องไปเปิดบัญชีเพื่อลงทุนกับ บลจ. แห่งอื่น ที่ผลการดำเนินงานปีนี้ดูดี เป็นแบบนี้มานาน พอร์ต LTF ก็บาน เต็มไปด้วยกองทุนหลากหลาย บลจ.

แต่กางพอร์ตกองทุน LTF แต่ละกองที่เราลงทุนสะสมกันมาทุกๆปี ก็จะพบว่า หน้าตาหุ้นในพอร์ตจริงๆก็มีความคล้ายกัน ที่ผลตอบแทนต่างกัน ก็เพราะฝีมือผู้จัดการกองทุนที่เจอปีที่เลวร้าย สลับกับปีที่ดี เป็นเรื่องปกติ

พอเห็นตามนี้ปั๊บ ก็ต้องกลับมาคิดแล้วครับว่า เราจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงไปบ้างไหม?

อ้าว แล้วมีกระจายไปลงทุนที่อื่นได้ด้วยเหรอ ในเมื่อกองทุน LTF ลงทุนแต่หุ้นไทย?

มีสิครับ ในหุ้นไทยกันเอง ก็มีหุ้นที่หลากหลาย กองทุนก็มีนโยบายที่แตกต่างกัน และกองทุน LTF อีกประเภท ที่เหมาะกับการกระจายความเสี่ยงที่ผมบอกนั้น ก็คือ กองทุน LTF ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

ซึ่งจริงๆ ก็มีหลายกองในตลาด แต่ที่เป็นน้องใหม่สุดๆ กำลัง IPO ในช่วงนี้ (1-21 พ.ย.60) ก็คือ กองทุนเปิดแอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ หุ้นระยะยาว  (Asset Plus Small and Mid Cap Equity LTF Fund) หรือจะเรียกกันแบบสั้นง่ายว่า “กองทุน ASP-SMELTF” ครับ

 

กองทุน ASP-SMELTF มีอะไรดี?

เนื่องจากกองทุน ASP-SMELTF เพิ่งจะ IPO จึงยังไม่มีข้อมูล Track Record นะครับ

แต่ผมจะให้ไปดูข้อมูลย้อนหลังของ “กองทุน ASP-SME” ที่เพิ่งจัดตั้งกองทุนไปเมื่อ 2 ส.ค. 2560 นี้เอง และมีนโยบายการลงทุนเหมือนกันกับกองทุน ASP-SMELTF เป๊ะ ต่างกันแค่กองทุน ASP-SMELTF นั้นพิเศษกว่าเพราะสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ด้วยครับ

จะเห็นได้ว่า นับจากวันจัดตั้งกองทุน กองทุน ASP-SME บวกขึ้นมา (จนถึงวันที่ 19 ต.ค. 2560) +16.88% เทียบกับ SET Index ในช่วงเวลาเดียวกันที่ +7.70% ก็ถือว่า ทำได้ดีทีเดียวในช่วงเวลาสั้นๆ นี้

1

รูปที่ 1 : ผลตอบแทนกองทุน ASP-SME เปรียบเทียบ SET Index (ณ วันที่ 19 ต.ค. 2560)
แหล่งข้อมูล : BISNEWS

แต่ถึงอย่างนั้น ผลตอบแทนที่คุณเห็น ก็ถือว่า เป็นช่วงที่สั้นมากๆนะครับ อาจจะยังไม่สะท้อนว่า ช่วงขาลง หรือ การปรับฐาน กองทุนนี้จะมีความผันผวนในระดับไหน

และเพราะมี Track Record ที่ค่อนข้างสั้น ดังนั้น เราไปดูแนวคิดที่อยู่ข้างในกองทุน ASP-SMELTF และ ASP-SME ซึ่งมีนโยบายการลงทุนเหมือนกัน น่าจะดีกว่า

จริงๆแล้วในระยะยาว หุ้นขนาดกลาง-เล็ก มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ ดูจากกราฟด้านล่างนะครับ ตั้งแต่ต้นปี 2009 เป็นต้นมา ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทน +280.59% ห่างจาก SET50 Index ที่เป็นตัวแทนของหุ้นขนาดใหญ่ซึ่งมีผลตอบแทนอยู่ที่ 245.41%  สาเหตุก็เป็นเพราะว่า หุ้นที่อยู่นอก SET50 Index ซึ่งเป็นตัวแทนของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ให้ผลตอบแทนดีกว่านั่นเอง

2

รูปที่ 2 : ผลตอบแทน SET50 Index เปรียบเทียบ SET Index (ณ วันที่ 24 ต.ค. 2560)
แหล่งข้อมูล : BISNEWS

ที่เป็นแบบนี้ ก็เพราะ

  1. หุ้นขนาดกลาง-เล็ก ที่มีคุณภาพ สามารถสร้างผลตอบแทนสูงๆได้แบบก้าวกระโดด เพราะอยู่ในช่วง Growth Stage ของการดำเนินธุรกิจ
  2. บริษัทที่มีคุณภาพ ถ้านำมาลงทุนในพอร์ต มันคือ การลดความผันผวนจากปัจจัยเรื่องกลไกตลาดอยู่แล้ว เช่นช่วงที่ต่างชาติขนเงินออก มี Fund Flow ไหลออกจากตลาด ช่วงเวลาแบบนี้ หุ้นขนาดใหญ่ที่ต่างชาติถือ มักจะผันผวนมากกว่าหุ้นกลุ่มอื่น
  3. นักลงทุนกลุ่มใหญ่ๆ ไม่ค่อยสนใจหุ้นเหล่านี้ เพราะ ขนาดของมูลค่ากิจการที่ยังเล็ก ทำให้นักลงทุนสถาบัน หรือนักลงทุนต่างชาติ ไม่ให้ความสนใจ เพราะ ไม่คุ้มกับปริมาณเงินที่เขามีในพอร์ต ทำให้เป็นโอกาสของผู้จัดการกองทุนในไทย ให้เข้าไปลงทุนตั้งแต่ช่วงที่ราคาหุ้นยังไม่สูงมากนัก และเข้าไปศึกษา Business Model รวมถึงทำการ Bottom-up ด้วยตัวเอง

 

ซึ่งผู้จัดการกองทุน ASP-SMELTF ก็ใช้หลักในการบริหารกองทุน 3 อย่างในการหาบริษัทคุณภาพที่ซ่อนอยู่ ตามนี้

  1. Quality : ผู้จัดการกองทุนจะวิเคราะห์จากพื้นฐานของธุรกิจ และทำหน้าที่ Company Visit และวิเคราะห์ด้วยตัวเอง เพื่อให้เข้าใจ และให้มีความ “อิน” ในบริษัทที่เข้าลงทุน ซึ่งจะทำให้เข้าใจการดำเนินธุรกิจ และเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ได้ภาพชัดขึ้น
  2. Valuation : เมื่อเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ งานต่อไปคือ การประเมินมูลค่า ว่าในระยะยาวจะเติบโตไปได้เท่าไหร่ ราคาไหนจึงเหมาะสม ซึ่งขั้นตอนนี้ คีย์สำคัญคือ มองการเติบโต (Growth) ให้ออก เพราะความที่เป็นหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ดังนั้น จะใช้ Valuation พื้นฐานเช่น P/E หรือ P/BV ไม่ได้ เพราะกำไรอาจก้าวกระโดดได้ในอนาคต
  3. Timing : ในการลงทุนหุ้นขนาดกลาง-เล็ก ส่วนที่สำคัญคือ ซื้อให้ถูกจังหวะ และขายให้ถูกที่ โดยผู้จัดการกองทุนเชื่อว่า ตลาดยังไม่สามารถสะท้อนราคาที่แท้จริงของบริษัทได้ทั้งหมด ดังนั้น จะแสวงหากำไรจากสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยการซื้อขายระหว่างทางด้วยเช่นกัน โดย

จะซื้อ เมื่อ – เชื่อว่า บริษัทมีการเติบโตที่โดดเด้น และมีราคาที่สมเหตุสมผล

จะขาย  เมื่อ – ราคาถึงเป้าหมาย หรือ มีการเปลี่ยนแปลงที่กระทบกับความสามารถในการทำกำไร

ในส่วนของกระบวนการลงทุน ผู้จัดการกองทุนจะเน้นความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์เชิงลึก และการนำไปใช้จริง

ในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ขยายความก็คือ ผู้จัดการกองทุนเชื่อมั่นสูงใน Market Inefficiencies จึงสร้างพอร์ตแบบ High Conviction หรือ ไม่ตามสัดส่วนน้ำหนักของ Benchmark เลือกเฉพาะ High Quality of Earning Growth และอยู่ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจในช่วงนั้นๆ

เช่น ผู้จัดการกองทุนเลือกลงทุนในบริษัทที่ทำธุรกิจจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม (ไม่ต้องบอกก็รู้นะครับว่าหุ้นตัวไหน) ซึ่งโมเดลธุรกิจ เน้นไปขยายตลาดในต่างประเทศ ทั้งในจีน และใน CLMV ซึ่งคนมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น บริษัทมีจุดแข็งแกร่งในแง่ของแบรนด์ การทำการตลาด และการวิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า

3

 

รูปที่ 3 : อันดับส่งออกสินค้าความงามในกลุ่มประเทศอาเซียน
แหล่งข้อมูล : https://www.at-z.co.th

ในเรื่องของการวิเคราะห์บริษัทเชิงลึก ก็อย่างที่บอกไปครับว่า ผู้จัดการกองทุนเน้นไปเยี่ยมชมบริษัทด้วยตัวเอง นัดเองเข้าไปพบเลย และมองรูปแบบการทำธุรกิจผ่าน Porters 5 Forces ให้ออก

เช่น กรณี กองทุนเลือกลงทุนในธุรกิจประเภท Nano Finance ซึ่งได้ประโยชน์จากธีมมหภาค ที่ภาครัฐฯต้องการจะลดหนี้นอกระบบให้ได้มากที่สุด จึงเลือกหาธุรกิจประเภทที่ให้สินเชื่อหลากหลาย ซึ่งผู้ที่คิดจะเข้ามาแข่ง ต้องมีฐานเงินทุน และมีประสบการณ์พอสมควร ขณะที่สินค้าทดแทน ก็คือ เงินกู้นอกระบบ นั้นมีดอกเบี้ยที่สูงกว่า จึงทำให้แนวโมในระยะยาว คนจะมากู้ในระบบมากขึ้น

ใครที่ชอบกองทุนรวมสไตล์ Bottom-up และสนใจนำหุ้นขนาดกลาง-เล็ก เข้าพอร์ตไปเพื่อประโยชน์ในแง่ของการกระจายความเสี่ยงและยังได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีตามเงื่อนไขของสรรพากร แนะนำให้ศึกษากองทุน ASP-SMELTF ไว้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกนะครับ

กองทุนนี้ มีนโยบายลงทุนในหุ้นไม่ต่ำกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิในรอบปีบัญชี โดยเน้นที่บริษัทที่มี Market Cap      ไม่เกิน  5 หมื่นล้านบาท ณ วันที่กองทุนเข้าลงทุน

มีความเสี่ยงระดับ 6 (ตามมาตรฐานของกองทุนหุ้นทั่วไป) ซื้อขั้นต่ำแค่ครั้งละ 5,000 บาท

กองทุนนี้ไม่มีการจ่ายปันผล เพราะเน้นที่จะสะสมผลตอบแทนไว้จนกว่าผู้ลงทุนจะขายคืน ซึ่งก็เท่ากับว่าโอกาสรับผลตอบแทนที่ทบกลับเข้าไปในกองทุนนั้นก็กลายเป็นต้นทุนในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวต่อไปได้อีกครับ

ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายส่วนที่เรียกเก็บจากผู้ถือหน่วยลงทุน กองทุน ASP-SMELTF เค้ายกเว้นให้ค่าธรรมเนียมขาย (Front-end) และค่าธรรมเนียมการรับซื้อคืน (Back-end) เลยครับ ก็นับว่าช่วยประหยัดต้นทุนไปส่วนหนึ่งเลยทีเดียว ส่วนค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากกองทุน ค่าธรรมเนียมการจัดการ (Management Fee) เพดานที่ตั้งไว้ตามโครงการคือ ไม่เกิน 1.99% (ปัจจุบันเรียกเก็บที่ 1.6050%) ถือว่าไม่สูงเกินไปนะครับ ใครสนใจก็ศึกษาข้อมูลกองทุนเพิ่มเติมได้ที่ http://www.assetfund.co.th/sme_ltf_ad.html

ติดต่อขอรับหนังสือชี้ชวนพร้อมคู่มือการลงทุนในกองทุน LTF ได้ที่ บลจ. แอสเซท พลัส  หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ Asset Plus Customer Care  0 2672 1111 ครับ

 

คำเตือน

  • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนโปรดทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแท ความเสี่ยงและศึกษาคู่มือการลงทุนในกงอทุน LTF ก่อนการตัดสินใจลงทุน ทั้งนี้ สิทธิประโยชน์ทางภาษีเป็นไปตามเงื่อนไขที่กรมสรรพากรกำหนด หากผู้ลงทุนไม่ปฏิบัติตตามเงื่อนไขการลงทุนจะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี และจะต้องคืนสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยได้รับ พร้อมชำระเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามที่ระบุไว้ในประมวลรัษฎากร
  • ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต

* การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน

  • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
  • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

 

Mr.Messenger รายงาน

Share on FacebookTweet about this on TwitterShare on Google+Share on LinkedInPin on Pinterest

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.