X

กองทุนรวม

มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
Emerging Markets, Mr. Messenger's View
มุมมองต่อการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของ “จีน”
มีนาคม 1, 2015 at 11:09 am 0
เมื่อช่วงบ่ายเมื่อวานนี้ ธนาคารกลางจีน (PBoC) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย  benchmark lending rate ลง 25bps เหลือ 5.35% โดยให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจจีนขยายตัวในระดับต่ำกว่าที่ตั้งไว้ และมีความเสี่ยงเรื่องเงินฝืด (Deflation) เพิ่มขึ้น อันเนื่องมาจากภาคการบริโภคในจีนที่ยังชะลอตัวอยู่ ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 3 เดือน (ครั้งก่อนหน้าคือเดือน พ.ย.) และเมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ทางการจีนก็เพิ่งประกาศ Cut RRR ไปก่อนอีกด้วย นั้นหมายความว่า ในช่วง 3 เดือน จีน ดำเนินนโยบายการเงินเชิงรุก เพื่อต่อสู้กับการชะลอตัวของเศรษฐกิจอย่างจริงจังมากที่สุดในรอบ 2 ปี และอีกอย่างที่ธนาคารกลางจีนทำไป ก็คือ การแอบอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง ซึ่งความแตกต่างของธ PBoC กับธนาคารกลางแห่งอื่นๆในโลกก็คือ ธนาคารกลางโดยทั่วไป จะประกาศออกมาก่อนว่าตัวเองจะทำอะไร แต่สำหรับ PBoC นั้นไม่ใช่ เพราะชอบทำไปก่อนและมาบอกทีหลังว่าแอบทำไปแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่สังเกตเห็นข้อแตกต่างก็คือ เรามักเห็นนโยบายการเงิน หรือตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆของจีน มักจะประกาศออกมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เช่นล่าสุด การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จะเห็นว่า ประกาศออกมาในวันเสาร์ และเมื่อเช้านี้ Official PMI ก็ประกาศออกมาเช่นกัน โดย China Official Nonmanufacturing PMI อยู่ที่ 53.9 ในเดือน ก.พ. Vs 53.7 ในเดือน ม.ค. และอีกตัว China Feb Official Manufacturing PMI 49.9 Vs 49.8 เทียบกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ถ้าย้อนกลับไปดูตัวเลข PMI ทั้งที่เป็น Official และที่ HSBC คำนวนแยกต่างหาก จะพบว่า ภาคอุตสาหกรรมของจีนนั้น การขยายตัวแทบจะไม่เกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ตัวเลข GDP ของจีน โตต่ำกว่าเป้ามาอยู่ที่ 6.9% ทั้งๆที่รัฐบาลเองก็อยากจะให้โตได้ไม่ต่ำกว่า 7.0% PMI   กลับมาที่การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของ PBoC จุดสังเกตคือ เพิ่งจะผ่านช่วงเทศกาลตรุษจีน หรือปีใหม่ที่บ้านเขา ซึ่งน่ากระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้คึกคักพอๆกับช่วงคริสมาสที่เมืองนอกเขา แต่ทางการจีนกลับเลือกที่จะไม่รออยู่ผลอีกซักระยะ และประกาศลดดอกเบี้ยทันทีหลังปีใหม่จีนแค่ 1 สัปดาห์ นั้นแสดงให้เห็นว่า เหตุผลของการลดดอกเบี้ยที่บอกว่า ภาคการบริโภคในจีน นั้น เป็นแค่สาเหตุเบาๆ แต่แท้จริงแล้ว จีนเห็นปัญหาทางฝั่งความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจด้วย เช่นกัน การที่ราคาอสังหาฯในจีนนั้น ยังไม่ผงกหัวขึ้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ จึงหวังผลอย่างแรกเลยก็คือ ให้เกิดการ Refinance สำหรับภาคธุรกิจและสินเชื่อบ้าน ลดภาระหนี้ที่ก่อนหน้านี้ อุ้มกันไว้จนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้ PPP ความต่างระหว่างการ Cut  benchmark lending rate VS. Cut RRR ก็คือ การลดดอกเบี้ยนโยบาย เป็นการลดทั้งกระดานซึ่งมีความรุนแรงกว่า ต่างจากการลด RRR ที่แค่เพิ่มเงินในกระเป๋าของสถาบันการเงินให้มีเงินออกมาปล่อยกู้ได้มากขึ้น ส่วนจะปล่อยหรือไม่ปล่อย มันก็ขึ้นอยู่กับนโยบาย และความเข้มข้นในการคัดกรองคุณภาพสินเชื่อของธนาคารแต่ละแห่งอีกที ดังนั้น การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นยาที่แรงกว่าการ Cut RRR ที่ตลาดเคยบอกว่า น่าจะมีการลดอีกครั้งในช่วงเดือน มี.ค. นี้ มองในมุมหนึ่ง ก็เหมือนจะน่ากลัวนะครับ ว่าเศรษฐกิจจีนซึ่งมีขนาดใหญ่ ถึงกับใช้มาตรการที่ดุดันมากในช่วงนี้  และมันแสดงให้เห็นว่า Policy Maker ก็กังวลไม่น้อย ใครมองมุมนี้ ก็คงกังวลพอสมควร แต่ อย่าลืมว่า Investment Cycle และ Economic Cycle มันไม่วิ่งตามกันแบบเป๊ะๆ เพราะไม่งั้น ตลาดหุ้นจีนในช่วงไตรมาส 4 ปีที่แล้วที่จีนลดดอกเบี้ยครั้งแรก ก็ไม่ควรวิ่งเกินกว่า 50% ได้ เพราะวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่า ยังไม่มีหลักฐานอะไรที่บอกว่า จะโตได้เกิน 7% เลย แต่สาเหตุที่ตลาดวิ่งได้ เป็นเพราะความคาดหวังว่า การเปลี่ยน Mindset ต่อการต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจของทางการ จะทำให้ในอนาคต จีนเองจะดีกว่าวันนี้ เอาจริงๆ ตอนนี้ผมเองก็ยังมองไม่ออกครับว่า จีนจะกลับทิศทางได้ช่วงไหน แต่มองในมุมนี้นะ ผ่านมา 2 เดือน ธนาคารกลางทั่วโลกพร้อมใจกันลดดอกเบี้ยไปแล้วกว่า 20 ประเทศ เพื่อให้ค่าเงินตัวเองอ่อน และต่อสู้กับสหรัฐฯที่ Export Deflation มาให้ผ่านนโยบาย QE 3 ภาค เราจะเห็น Cost of fund ที่ต่ำทั้งโลกไปอีกซักระยะ ผมเองก็ไม่รู้หรอกว่า มันจะกระตุ้นภาคธุรกิจได้มากน้อยแค่ไหน แต่ประวัติศาสตร์มันบอกเราแล้วว่า ฟองสบู่ จะแตกตอนที่ทุกคนเชื่อมั่นมากเกินไปว่าเศรษฐกิจดี ซึ่งตอนนี้ มันยังไม่ใช่อารมณ์นั้นครับ หนทางการต่อสู้กันในสงครามค่าเงินของโลก (Currency War) ยังอีกยาวไกลนัก จีน ยังต้องมีมาตรการอีกหลายอย่างหลายด้านในการพยุงเศรษฐกิจ ไม่ใช่ ลดดอกเบี้ยแค่ครั้งสองครั้งพอไม่กระเตื้องก็ถอดใจ ดังนั้น ด้วย Valuation ของตลาดหุ้นที่ถูกกว่าเพื่อนบ้าน และความคาดหวังต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ มันยังทำให้ตลาดหุ้นจีนยังน่าสนใจ ถึงแม้มันจะผ่านจุดที่ควรลงทุนมากที่สุดไปแล้วก็ตาม
CONTINUE READING ...
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
Mr. Messenger's View, US
Fed ขึ้นดอกเบี้ย แล้วจะมีผลยังไงต่อ?
กุมภาพันธ์ 24, 2015 at 12:35 am 0
ภาพการลงทุนในปีนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทุกคนในโลกกำลังจับตาก็คือ สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ยเมื่อไหร่? ดังนั้น ทุกๆครั้งที่มีการประชุม FOMC หรือประธาน Fed ออกมาให้สัมภาษณ์ใดๆก็ตาม จะมีฝ่ายตีความ พยายามแปลความหมายในคำพูดของนางว่า ในมุมของ Policy Maker (ผู้กำหนดนโยบาย) แล้ว เขามองเศรษฐกิจสหรัฐฯยังไง? แล้วภาพรวมเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีผลกับการขึ้นลงของดอกเบี้ยอย่างไร? หากเศรษฐกิจสหรัฐฯโชว์ว่าขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ก็แสดงให้เห็นว่า ตัวสหรัฐฯเอง น่าจะพร้อมรับกับสถานการณ์ที่ต้องแบกรับต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นได้บ้างแล้ว ไม่ควรได้ Cheap Money ไปตลอด แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีหลักฐานอะไรที่โชว์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯมีปัญหา ก็อาจแปลว่า FOMC จำเป็นต้องขยายระยะเวลาการขึ้นดอกเบี้ยออกไปก่อน เพื่อเป็นหลักประกันในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯจริงๆ ส่วนเรื่องว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯตอนนี้ดีหรือเปล่า เคยเขียนถึงตั้งแต่ปีที่แล้วนะครับว่า ตัวเลข Indicator ที่ Fed ใช้วัดเสถียรภาพของเศรษฐกิจนั้นดูดีขึ้น แม้การกระจายของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะลงไปไม่ถึงชนชั้นกลางอย่างที่ควรจะเป็นก็ตาม ทำไมโลกต้องไปจับตาการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ? เพราะเขาเป็นพี่ใหญ่ เงินตราที่ค้าขายกันอยู่ในโลกนั้น เกินกว่า 50% ซื้อขายกันเป็นสกุล USD ดังนั้น การขึ้นลงของดอกเบี้ย และทิศทางเศรษฐกิจของสหรัฐย่อมส่งผลต่อประเทศคู่ค้า และทิศทางค่าเงินสกุลอื่นๆเช่นกัน แต่ประเด็นที่ละเอียดลงไปอีกระดับ ก็คือ เพราะนับตั้งแต่วิกฤตปี 2008 เป็นต้นมา การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก มันมาไม่พร้อมเพรียงกันเหมือนในวัฏจักรเศรษฐกิจรอบก่อนๆ หรือพูดอีกมุมหนึ่งก็คือ บางประเทศยังมีความเปราบางในแง่ของการฟื้นตัว ยกตัวอย่างคือ กลุ่มยูโรโซนที่มีปัญหากับประเทศสมาชิก, กลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ราคา Commodity ยังอยู่ในระดับต่ำ จากอุปสงค์ของโลกที่ชะลอตัว, หรืออย่างจีน ที่เปลี่ยนยุทธศาสตร์การขยายตัวของเศรษฐกิจจากโตด้วยส่งออก เป็นโตด้วยการบริโภคในประเทศ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการปรับตัว ดังนั้น ประเทศส่วนใหญ่ในโลก ยังต้องการนโญบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือ กดอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป เห็นไหมครับ มันตรงกันข้ามกันสหรัฐฯตอนนี้เลย ที่เศรษฐกิจดูจะพร้อมขึ้นดอกเบี้ยก่อนคนอื่น ดังนั้น ในช่วงที่เกิดการสวนทางของนโยบายการเงิน (divergence) แบบนี้ ย่อมทำให้นักลงทุนกังวลว่า มันจะมีผลทำให้ Fund Flow ของโลกผันผวนหรือเปล่า Fed00 นักวิเคราะห์เค้ามองว่า Fed Fund Rate จะเริ่มขยับขึ้นเมื่อไหร่? จากโพลสำรวจของ CME Group พบว่า เกินกว่า 47% ของนักวิเคราะห์ที่ถูกสำรวจมองว่า FOMC น่าจะมีมติขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในช่วงเดือน มิ.ย. 2015 ที่จะถึงนี้ และหลังจากนั้น ทุกๆการประชุม น่าจะขึ้นดอกเบี้ยทีละ 10bps จนทำให้ปลายปีนี้ Fed Fund Rate น่าจะไปอยู่ที่ 0.75% Fed01   ถ้าขึ้นดอกเบี้ยจริง เงินยิ่งไหลกลับเข้าสหรัฐฯทำให้ค่าเงิน USD แข็ง ถูกต้องหรือไม่? การไหลของเงินทุน มันมักจะไหลเร็วกว่าความคิดของเราเสมอครับ นับตั้งแต่วันแรกที่มีการพูดถึงการขึ้นดอกเบี้ยหลังจากยุติ QE นั้น ค่าเงิน USD ก็แข็งค่ารวดเดียวเกินกว่า 15% เมื่อเทียบกับสกุลหลักๆอย่าง EUR หรือ JPY ดังนั้นมันแสดงให้เห็นว่า มีคนขนเงินกลับสหรัฐฯไปก่อนหน้าเราแล้วเกือบๆครึ่งปี ปัญหาคือ มันจะมีเงินไหลไปอีกหรือเปล่า เป็นเรื่องที่ตอบยากในแง่ของแนวโน้มครับ แต่ถ้ามองที่ตรรกะอย่างเดียว การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุด ก็ไม่ควรทำให้ USD อ่อนค่าลงไปได้ ไม่งั้น มันขัดกับการที่เศรษฐกิจสหรัฐฯฟื้นตัวเกินไปซักหน่อย Fed04 แล้วในแง่ของตลาดหุ้นละ เห็นเค้าบอก การขึ้นดอกเบี้ย ไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นนิ? ตอนผมเรียน Eco 101 ผมก็คิดแบบนั้นครับ ฮาๆ แต่เมื่อดูตัวเลขสถิติย้อนหลังที่เกิดขึ้นจริงแล้ว จะเห็นว่า มันไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการขึ้นดอกเบี้ยในช่วงเริ่มต้นของวัฎจักรนั้น บริษัทส่วนใหญ่จะสามารถแบกรักต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นยังไม่มากได้สบายๆ ต่อเมื่อขึ้นดอกเบี้ยถึงจุดหนึ่งนะครับ ดอกเบี้ยจ่ายแพงมากๆ ก็ไปกระทบกับกำไรบริษัท จนทำให้ต้องไป Cut Cost ลดกำลังการผลิต ปรับลดโครงการลงทุน ฯลฯ เมื่อนั้นเราถึงเห็นผลร้ายของการขึ้นดอกเบี้ยต่อภาคธุรกิจจริง แต่สำหรับสหรัฐฯนั้น ชัดเจนครับว่า การขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ เพราะระดับปัจจุบันมันอยู่ต่ำเกินไป ขึ้นนิดๆหน่อยๆ ก็เพื่อให้มันสะท้อนสภาพเศรษฐกิจที่แท้จริง ใครที่กังวลว่า ตลาดหุ้นจะโดนเทหนักๆ ผมมองว่า ใจเย็นๆก่อนครับ อย่าเพิ่งขายล้างพอร์ตหนีไปก่อน เด๋วตกรถแล้วจะหาว่าไม่เตือน หลักฐานอีกอย่าง (พิมพ์อย่างเดียว ไม่เห็นภาพเนอะ) ที่บอกว่า การขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรก ไม่ส่งผลต่อตลาดหุ้นก็คือ กราฟด้านล่างครับ St. Louis Fed ทำสถิติย้อนหลังวัฎจักรการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ใน 5 รอบที่ผ่านมา เทียบความสัมัพนธ์กับ S&P500 พบว่า ช่วงก่อนการขึ้นดอกเบี้ย 6 เดือน 3 เดือน และ 1 เดือนนั้น S&P500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวก ส่วนหลังการขึ้นดอกเบี้ย พบว่า มีแค่ช่วงเดือนแรกเท่านั้นที่มีโอกาสขาดทุนเล็กน้อย แต่ถ้าถือได้ยาว 1-3 ปี ก็จะพบว่า ให้ผลตอบแทนอยู่ในระดับสูงทีเดียว Fed02   แน่นอน นั้นมันตลาดหุ้นสหรัฐฯ ไม่ใช่ตลาดหุ้นไทย หรือที่ไหนๆบนโลกจะเป็นแบบนี้ทั้งหมด และยิ่งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่พอดีกัน มันยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า เงินจะไหลออกจากประเทศที่อ่อนแอ วิ่งไปหาสหรัฐฯ หรือ ประเทศที่มีการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการออก QE ออกมาต่อสู้กับเงินฝืด ประเทศเล็กๆน้อยๆที่ภูมิต้านทานต่ำ คงต้องลุ้นกันหน่อยว่า Side Effect จะเป็นอย่างไร ถ้า FOMC คิดจะขึ้นดอกเบี้ยจริง ทั้งๆที่ประเทศอื่นเศรษฐกิจเขายังไม่ฟื้นอย่างตอนนี้ :)
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.