X

Investment

จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
Financial Planning, Investment, Thailand
จับกระแสโลก ส่องเศรษฐกิจไทย
มีนาคม 1, 2017 at 6:34 pm 0

จับกระแสโลก ปรับตัวให้เท่าทัน

ช่วงต้นปี มีงานใหญ่ระดับ Exclusive Talk ที่จัดโดยธนาคารกสิกรไทยให้กับลูกค้าที่ใช้บริการเดอะวิสดอมกสิกรไทย ในชื่องานสัมมนา THE WISDOM Wealth Avenue: จับจังหวะโลก เจาะจังหวะการลงทุน ขึ้นมา โดยมีแขกรับเชิญกิตติมศักดิ์คือ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษ  เป็นงานใหญ่และเป็นโอกาสที่ดีมากที่ได้มานั่งมุมมองของผู้ว่า ธปท.  นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยเรื่องการลงทุนจากผู้บริหารระดับสูงและเป็นผู้เชี่ยวชาญของธนาคารกสิกรไทยที่ยกขบวนกันมา คือ คุณนาวิน อินทรสมบัติ (รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บจก.หลักทรัพย์จัดการ กองทุนกสิกรไทย) คุณกวี ชูกิจเกษม (รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย) และคุณศิริพร สุวรรณการ (ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย) วันนี้ผมจะมาสรุปประเด็นสำคัญๆ จากงานนี้ให้อ่านกันครับ

“2560 ปีที่เศรษฐกิจโลกเติบโตท่ามกลางความท้าทาย - ดร.วีรไท”

ในช่วงแรกนี้ ดร.วิรไท สันติประภพ  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้เกียรติมาเล่าให้ฟังถึงความซับซ้อนและความผันผวนของสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้การวิเคราะห์ทำได้ยากขึ้น ดังนั้น “การเตรียมพร้อม” เพื่อที่จะรับมือในสิ่งที่ “อาจ” เกิดขึ้นได้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งมีสิ่งที่น่าสนใจอยู่ 3 ข้อคือ
  • “โลกในภาวะ 3 ต่ำ 2 สูง” – ข้อแรกนี้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดภาวะความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก คำว่า “ 3 ต่ำ ” หมายถึง 1) เศรษฐกิจทั่วโลกมีการขยายตัวอยู่ในระดับต่ำ ถึงแม้สหรัฐและยุโรปบางประเทศจะขยายตัวได้ดี แต่นโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศอุตสาหกรรมหลักๆของโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงทำให้เศรษฐกิจเติบโตช้าส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศในช่วงหลายปีหลังอ่อนแรงลงมาก 2) อัตราเงินเฟ้อต่ำทั่วโลก ราคาน้ำมันที่เคยอยู่ในระดับสูงในอดีตปัจจุบันก็ต่ำลงมาอยู่ในระดับปรกติ ซึ่งน้ำมันนี้เป็นส่วนสำคัญของเงินเฟ้อ น้ำมักตกจึงทำให้เงินเฟ้อต่ำลงไปด้วย 3) อัตราดอกเบี้ยต่ำ ธนาคารกลางของหลายๆประเทศทั่วโลกดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศตัวเอง เนื่องจากการขยายตัวทางเศรฐกิจอยู่ในระดับต่ำมานาน ภาคเอกชนก็ไม่ค่อยลงทุนกัน เงินเฟ้อก็อยู่ในระดับต่ำอีก แต่ปัจจุบันก็เริ่มทยอยขึ้นดอกเบี้ยกันบ้างแล้ว - ส่วนภาวะ “ 2 สูง” ในที่นี้หมายถึง 1) ตลาดเงินตลาดทุนผันผวนสูง ระบบการเงินทั่วโลกมีสภาพคล่องอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางนโยบายเศรษฐกิจการเงินที่มีความไม่แน่นอนสูงเช่นกัน ทำให้เกิดภาวะที่ตลาดเงินตลาดทุนอ่อนไหวต่อนโยบายเศรษฐกิจการเงินต่างๆได้ง่าย เป็นที่มาของความผันผวนจากหลายสินทรัพย์ในปัจจุบัน 2) ความเหลื่อมล้ำสูง คือปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้นั่นเองครับ ผลสำรวจจาก OXFAM พบว่า คนที่รวยที่สุดในโลก 8 คน มีทรัพย์สินเท่ากับคน 3,600 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! หากเทียบกับปีที่แล้วต้องใช้คนที่รวยที่สุด 62 คนถึงจะเท่ากับสินทรัพย์ของประชากรครึ่งหนึ่งของโลก!! ดูเหมือนว่าปัญหา Classic นี้จะดำเนินต่อไปและยังคงทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ
  • “การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่สำคัญ 4 เรื่อง” – การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหรือ Structural Change คือ Mega Trend ของการเปลี่ยนแปลงในเรื่องต่างๆนั้นเอง ดร.วิรไท เห็นถึง 4 เรื่องที่กำลังเกิดขึ้น

1)  ความเกี่ยวเนื่องของเศรษฐกิจและการเมือง เมื่อปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้รับการแก้ไข จึงเกิดกระแสต่อต้านอย่างรุนแรง เห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอยากพลิกความคาดหมายหลายครั้งเช่น การเลือกตั้งในสหรัฐและการ Vote Brexit

2)   ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างก้าวกระโดด เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเราไปแล้ว สิ่งที่เห็นได้ชัดคือธุรกิจที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีอย่าง e-commerce มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดมาก แม้เทคโนโลยีจะทำให้คุณภาพชีวิตของเราดีขึ้น แต่ก็ส่งผลในแง่ลบด้วยเช่นกัน ซึ่งจะทำให้การจ้างงานในอนาคตมีแนวโน้มลดลงจากการที่เรานำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินชีวิตมากขึ้น

3)   การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของประชากร ทุกๆวันนี้จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงมาก ในขณะที่เรามีอายุได้ยืนยาวมากขึ้นจากเทคโนโลยีที่ดีขึ้น ประชากรที่จะเข้าสู่วัยแรงงานในอนาคตจึงเป็นปัญหาที่ใกล้เข้ามาทุกๆวัน

4)  การขยายตัวของชนชั้นกลาง ชนชั้นกลางโดยเฉพาะในเอเชียของเรานี้มีอำนาจการซื้อและการบริโภคเพิ่มขึ้นมาก เศรษฐีใหม่ๆในโลกก็มาจากเอเชียกันเยอะ ทำให้เกิดความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมและการบริการที่ดีขึ้น

  • “3 มิติสำคัญ” – สิ่งสำคัญของผู้ที่ประสบความสำเร็จทุกคนคงหนีไม่พ้นการก้าวไปพร้อมกับโลก ดร.วีรไท จึงให้ 3 มิติสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยปรับตัวไปพร้อมกับโลกได้ นั่นคือ

1)   มิติด้านคุณภาพ เราควรเร่งยกระดับคุณภาพของสินค้าและบริการ รวมถึงเรื่องของบุคคล ธุรกิจ และสังคมอีกด้วย เพื่อให้พร้อมกับการเปิดรับกับสิ่งใหม่ๆและเป็นรากฐานของเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง

2)  มิติด้านการสร้างความคุ้มกัน โลกกำลังเติบโตท่ามกลางความไม่แน่นอนมากมายที่กำลังเกิดขึ้น เราควรเตรียมพร้อมในสิ่งที่ไม่คาดฝันไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจ การเงิน การลงทุน จึงต้องคอยติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด

3)   มิติด้านการปรับตัวอย่างมีพลวัต เราต้องรู้ทันถึงโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป และต้องเรียนรู้ถึงการอยู่รอดในอนาคต จึงควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการวิจัยใหม่ๆให้มากๆ

“เศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่ง – คุณนาวิน”

ปี 2560 นี่เป็นอีกหนึ่งปีที่เศรษฐกิจโลกมีการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไป การเติบโตอย่างก้าวกระโดดเป็นสิ่งที่ดี แต่มันมักจะมาพร้อมกับความไม่แน่นอนเสมอ ดังนั้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงเป็นการเติบโตที่ค่อนข้างยั่งยืนกว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเติบโตอย่างมากมายมักจะตามมาพร้อมกับวิกฤติเศรษฐกิจเช่นในช่วงปี 2000 – 2007 ทาง KBANK ได้หยิบข้อมูลจาก IMF มาให้ดูกัน โดยทาง IMF คาดว่าปีนี้ GDP โลกมีแนวโน้มเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.4% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตอย่างช้าๆที่มั่นคง ในช่วงนี้คุณนาวิน อินทรสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนต่างประเทศ บลจ.กสิกรไทย ได้มาเล่าให้เราฟังครับ Global GDP ทาง IMF คาดว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2560 นี้จะเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปที่ 3.40% ซึ่งหากลองกลับไปดูที่ช่วงก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจการเติบโตของโลกจะสูงมากที่ 4.5% อย่างช่วงในปี 2000-2007 ทำให้หายห่วงไปได้บ้าง แต่การผลิตในอนาคตของอุตสาหกรรมต่างๆ ยังคงไม่สูงมากเนื่องจากถูกจำกัดด้วย ประชากรที่เข้าสู่ตลาดแรงงานลดลงและคุณภาพการผลิต นอกจากนั้นการที่หลายๆประเทศมีการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้นทำให้การค้าระหว่างประเทศและการลงทุนภาคเอกชนอยู่ในระดับต่ำ Global GDP02 แน่นอนครับว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 3.4% เป็นการเติบโตเฉลี่ยของประเทศทั่วโลก แต่หากมาดูเป็นรายประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ กลุ่มยุโรป และญี่ปุ่น เติบโตกันไม่สูงนัก แต่ก็จัดอยู่ในระดับที่สูงแล้วนะสำหรับประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศที่เติบโตสูงๆจะเป็นกลุ่มตลาดเกิดใหม่หรือ Emerging Markets ที่ปี 2017 นี้ทาง IMF คาดว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.5% เลยทีเดียวและยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2018 อีกด้วย ซึ่งการเติบโตนั้นมาจากการที่กลุ่มประเทศเกิดใหม่มักเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา และกลุ่มประเทศเหล่านี้เริ่มมีเสถียรภาพทางการเงิน ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีกว่ากลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว

เศรษฐกิจไทยยังแข็งแรง – คุณกวี

มาที่เศรษฐกิจภายในประเทศกันบ้าง คุณกวี ชูกิจเกษม รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.หลักทรัพย์กสิกรไทย ให้มุมมองที่น่าสนใจสำหรับเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆได้ดังนี้ 005
  • น้ำมันและหุ้นกลุ่มพลังงาน – ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมากในช่วงปี 2014 – 2015 ทำให้เราได้ใช้น้ำมันกันในราคาถูกลงและทำให้อัตราเงินเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันหรือ Rigs ที่ปิดตัวลงกันมากเนื่องจากไม่คุ้มกับต้นทุน แต่ในปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวเข้าหาต้นทุนที่แท้จริง จำนวนแท่นขุดเจาะเริ่มกลับมาดำเนินการผลิตกันอีกครั้งเนื่องจากราคาน้ำมันได้เริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว การที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะตามมาด้วยอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเงินเฟ้อ โดยเฉพาะในสหรัฐที่ทาง Moody’s วิเคราะห์ว่าสหรัฐจะมีเงินเฟ้อสูงถึง 5.4% ในปี 2017 (จาก 2.9% ในปี 2016) เนื่องจากการที่ Trump ชนะการเลือกตั้งและมีนโยบายกระตุ้นเงินเฟ้อเช่น ลดภาษีบุคคลธรรมดา ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้า กีดกันแรงงานต่างด้าว และย้ายฐานการผลิตต่างๆกลับเข้ามาในประเทศ006
  • การลงทุนและการบริโภคในไทยกำลังฟื้นตัว – หลังจากการทำรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุดของประเทศไทยในปี 2006 และ 2014 ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การลงทุนและการบริโภคในประเทศถดถอยเป็นอย่างมาก แต่ในปี 2017 เป็นต้นไปคาดว่าจะปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้นเนื่องจากการเมืองเริ่มมีความชัดเจน และยอดสินเชื่อภายในประเทศกำลังปรับตัวสูงขึ้นซึ่งบอกได้ถึงทนไทยกำลังจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นกว่าเมื่อก่อน ประกอบกับอัตราเงินเฟ้อที่ค่อยๆสูงขึ้นทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารได้รับประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ยรับที่เพิ่มขึ้นและราคาของหุ้นธนาคารอยู่ในระดับที่เรียกว่าถูกมากกกในปัจจุบัน ทำให้หุ้นกลุ่มธนาคารนี้มีความน่าสนใจมากทีเดียวในปี 2017004
  • อัตราดอกเบี้ยและวิกฤตเศรษฐกิจ - ทุกครั้งก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจใหญ่ๆอัตราดอกเบี้ยสหรัฐมักอยู่ในระดับสูงเช่นระดับ 6% ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง และ 5% ในช่วงวิกฤตซับไพร์ม แต่ปัจจุบันดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้สบายใจว่าวิกฤตรอบใหม่จะยังไม่เกิดในปี 2017 แต่ต้องจับตามองการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หากมีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงระดับ 3% ต้องระวังให้มาก003
  • หุ้นไทยและกำไรสุทธิ – ทางคุณกวีได้ให้เป้าหมายหุ้นไทยสูงสุดที่ระดับ 1620 จุด แต่ความหวังของหุ้นไทยอยู่ที่การเติบโตของกำไรสุทธิ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการปรับประมานการณ์ขึ้นอย่างต่อเนื่อง หุ้นจะขึ้นต้องมีเหตุผล การเพิ่มขึ้นของกำไรที่มาพร้อมกับหุ้นที่ขึ้นนับว่าเป็นเรื่องดี แต่หากหุ้นขึ้นแต่กำไรของบริษัทไม่เพิ่มขึ้นนี่ต้องระวัง สำหรับนักลงทุนในหุ้นคุณกวีได้แบ่งภาพการลงทุนที่น่าสนใจออกเป็น 3 กลุ่มคือ
    • กลุ่ม Inflation Theme แนะนำ SCB KTB BLA PTT PTTEP BANPU
    • กลุ่ม Domestic Driven Theme แนะนำ MINT BJC CPALL CPN CK SPALI KCE
    • กลุ่ม Small Cap แนะนำ BEAUTY MEGA TPCH TKN BIG PTG

ผลตอบแทนที่ได้มาขึ้นอยู่กับการจัดพอร์ตลงทุนที่เหมาะสม – คุณศิริพร

คุณศิริพร สุวรรณการ ผู้บริหารกลุ่มงานที่ปรึกษาทางการเงินไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เล่าให้ฟังถึงมุมมองตลาดหุ้นไทยในปี 2560 ที่ยังคงเคลื่อนตัวไปข้างหน้าท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างเช่นที่ ดร.วิรไท คุณนาวิน และคุณกวี ได้เล่าให้ฟัง นอกจากนั้นยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก เสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศจีน BREXIT ความไม่แน่นอนด้านการเมืองในยุโรป ราคาน้ำมัน และอัตราเงินเฟ้อ อีกด้วย อย่างไรก็ตามในปี 2560 เครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยคือ การส่งออกที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นและการลงทุนจากภาคเอกชนที่จะเข้ามาเป็นพระเอกในปีนี้ โดยในครึ่งแรกของปีภาพยังคงเป็นการฟื้นตัวอย่างช้าๆ แต่คาดว่าในครึ่งหลังของปีจะได้รับประโยชน์จากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐหลังงบประมาณกลางปีเริ่มทยอยเบิกจ่าย 002 สิ่งที่นักลงทุนควรทำมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อภาพรวมผลตอบแทนของนักลงทุนมากกว่า 94% ปัจจัยที่มีผลกับผลตอบแทนจากการลงทุนทั้งหมด ในขณะที่การพยายามจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) และลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด (Product Champion) นำมาซึ่งผลตอบแทนเพียง 2% และ 4% ของผลตอบแทนทั้งหมด ดังนั้นสิ่งที่นักลงทุนต้องให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดพอร์ตการลงทุน (Asset Allocation) 001 การจัดพอร์ตการลงทุนทำได้หลายขึ้นอยู่กับความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนสามารถรับความเสี่ยงได้แตกต่างกัน การจัดพอร์ทแบบหุ้นล้วนอาจให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุดในระยะยาว แต่ระหว่างทางก็ติดลบได้เช่นกัน ถ้าอยากติดลบเพียงเล็กน้อยระหว่างทาง การนำเอาเงินสดและตราสารหนี้มาเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตลงทุนก็จะทำให้ผลตอบแทนมีความผันผวนน้อยกว่า แต่แน่นอนว่าผลตอบแทนโดยรวมก็จะลดต่ำลงไปด้วย อีกอย่างคือเราควรกระจายการลงทุนออกไปลงทุนต่างประเทศด้วย อย่าลงทุนในประเทศไทยเพียงอย่างเดียวเพราะจะทำให้เกิด Country Risk สูงหรือความเสี่ยงเฉพาะภายในประเทศ ซึ่งทาง KBANK ก็มีกองทุนที่น่าสนใจสำหรับ Global Portfolio อยู่หลายกอง เช่น K-GI, K-SGM, และ K-GA แต่สิ่งที่สำคัญคือลงทุนแล้วต้องสบายใจ ลงทุนแล้วต้องมีความมสุข เพราะฉะนั้น นักลงทุนก็ควรพบที่ปรึกษาการลงทุนเพื่อจัดพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวนักลงทุนแต่ละราย
CONTINUE READING ...
มีคนถาม อยากปรับลดพอร์ตกองทุนต่างประเทศ เริ่มจากอะไรดี?
Financial Planning, Investment
มีคนถาม อยากปรับลดพอร์ตกองทุนต่างประเทศ เริ่มจากอะไรดี?
กุมภาพันธ์ 25, 2016 at 5:39 pm 0

จริงๆแล้ว คำถามที่ว่า ปรับพอร์ตยังไงดี? ควรซื้อถัวกองทุนนี้ไหม? ขายทิ้ง ไปซื้ออีกกองดีหรือเปล่า? คำถามแบบนี้มีมาตลอดนะครับ ไม่ใช่เพิ่งเจอตอนนี้เท่านั้น

ผมมองอย่างนี้นะครับ...

เราต้องยอมรับก่อนว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกอยู่ในขาลง ไม่ต้องลากกราฟได้ หรือ ตีเทรนไลน์เก่ง ก็พอจะเห็นว่า ตลาดหุ้นทั่งโลกมันไม่ใช่ขาขึ้นอย่างที่เราเคยเอ็นจอยเมื่อ 3-4 ปีก่อนแล้ว ดังนั้น ถอยกลับมาดูที่ความเสี่ยงของพอร์ตเรา และความเสี่ยงที่เรารับได้ก่อน

อย่าเพิ่งไปสนใจครับว่า ที่ไหนจะดีกว่าที่ไหน? อันนั้นเป็นขั้นตอนต่อไป เราดูในสเต็ปแรกก่อน

ถ้าพอร์ตกองทุนเรามีหุ้น(รวมไทย และต่างประเทศ) มากกว่า 60-70% ของพอร์ตรวมทั้งหมด แต่เราเป็นคนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ ซึ่งสังเกตตัวเองได้จาก ไม่มีความสุขในการลงทุน ใจไม่นิ่ง คิดทุกวันว่า ควรขายหรือควรซื้อถัว ถ้าเป็นแบบนี้ แสดงว่า เกิดปัญหาไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งคือ 1. พอร์ตเสี่ยงเกินที่รับจะทำใจให้สงบ 2. เรามีองค์ความรู้ไม่มากพอที่จะตัดสินใจรับมือกับมัน

ถ้าเป็นอย่างที่ 1 ... ต้องลดพอร์ตครับ ลดหุ้นลงซะ (คิดได้ตรงนี้ แล้วค่อยมาดูว่า ควรลดอะไร)

ถ้าเป็นอย่างที่ 2 ... ต้องหาความรู้เพิ่ม หาคนรู้เป็นที่ปรึกษา อ่านให้เยอะ ขยายขอบเขตความรู้ของตัวเองให้กว้างขึ้น

มาถึงเรื่องลดพอร์ต ต้องลดยังไง?

จริงๆ ถ้าตลาดมันเป็นขาลงเนี่ย ไม่ต้องลดพอร์ต เด๋วพอร์ตคก็จะลดเอง (สยองงงง)

การลดพอร์ตคือ ลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม คุมความเสี่ยงของการลงทุนของเราไม่ให้มากเกินไป เพื่อให้เรายังมีสติ และใช้หลักการคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุผลได้

เพราะปัญหาของพอร์ตที่เสี่ยงเกินไป สิ่งแรกที่มันจะกระทบก็คือ อารมณ์ของเราก็เคลื่อนไหวตามพอร์ตการลงทุน การตัดสินใจย่อมไม่เป็นกลาง และเป็นความเสี่ยงซ้ำเติมพอร์ตเมื่อตัดสินใจผิดพลาด

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ

พอร์ตเสี่ยงไป พอขาดทุนหนัก ก็อยากเอาคืน

อยากเอาคืน ก็เลยซื้อถัว (แต่ซื้อเพราะอารมณ์มากกว่าเหตุผล)

พอซื้อเสร็จ พอร์ตก็ยิ่งเสี่ยง และยิ่งเสี่ยง กลายเป็นขาดทุนหนักกว่าเดิม

แล้วก็ยิ่งเครียด แล้วก็ยิ่งอยากได้คืน

ผล มักจะไปจบที่ ... ขาดทุนหนัก และถอดใจออกจากตลาดไป โดยคิดว่า เราโชคร้าย เข้าลงทุนในจังหวะที่ตลาดไม่ดี

 การรักษาเงินต้น และการอยู่ให้รอดในการลงทุนระยะยาวต่างหาก ที่เป็นหัวใจของความสำเร็จ

ดังนั้น สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ อย่าคิดว่าการปรับพอร์ต การขายของตอนมันขาดทุน คือ การยอมแพ้

มันคือการยอมรับความจริงว่า เราเข้าลงทุนผิดจังหวะ และเรากำลังพยายามทำให้มันถูกต้อง

อย่าคิดว่า ถือไปยาวๆ เดี๋ยวมันก็ขึ้นมาเอง ... แล้วเลือกที่จะปิดตา ไม่ยอมรับมันในวันนี้

ทำอย่างนั้นได้ คุณต้องมีความมั่นใจมากพอ และมีความแข็งแกร่งของจิตใจสูงทีเดียว ถามตัวเองครับ ทนได้จริงหรอ? มีความสุขได้จริงหรอที่จะทนอย่างนั้นต่อไปไม่รู้เมื่อไหร่

แต่ถ้าคำตอบคือ ทนได้!! ไม่กระวนกระวายแน่นอน ... แบบนั้นก็ไม่ต้องปรับพอร์ตอะไรครับ

จะกระโดดให้สูง ก็ต้องย่อตัวให้ต่ำลงก่อนกระโดด

ดังนั้นการลดพอร์ต ในอีกแง่มุมหนึ่ง ก็คือ การปรับสภาพจิตใจให้เข้าสู่ภาวะปกติ ก่อนคิดต่อว่าเราควรวางแผนอย่างไรต่อไป


มีเรื่องเตือนให้คิดอีกเรื่องครับ...

Peter Lynch บอกว่า ถ้าใครไม่สามารถทนขาดทุนจากการลงทุนได้เกิน 50% ไม่ควรลงทุนในหุ้น

Warren Buffett บอกว่า กฏข้อแรกของการลงทุนคือ อย่าขาดทุน

อีกฝั่ง..

William O'Neil บอกว่า กฏหนึ่งในการลงทุนคือ หาหุ้นที่ราคาทำจุดสูงสุดใหม่ จะทำให้มีโอกาสกำไรสูง

Benjamin Graham บอกว่า จงซื้อหุ้นที่มีมูลค่าต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน

เซียนหุ้นที่ประสบความสำเร็จ เขายังมีหลักคิดในการลงทุนที่แตกต่างกันเลยนะครับ

มันแสดงให้เห็นว่า ไม่มีสูตรสำเร็จในการลงทุนหรอก แค่เราต้องหาวิธีที่เราถนัดให้เวลา

CONTINUE READING ...
จะรู้ได้อย่างไร เมื่อไหร่ควร ขาย / ลดพอร์ต
Financial Planning, Investment
จะรู้ได้อย่างไร เมื่อไหร่ควร ขาย / ลดพอร์ต
ตุลาคม 17, 2015 at 10:55 pm 0
ปัญหาของนักลงทุนเกินกว่า 80% ที่โลดแล่นอยู่ในตลาดหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหุ้นโดยตรง หรือลงทุนผ่านกองทุนรวม ก็คือ ซื้อเป็น แต่ขายไม่เป็น สาเหตุก็เพราะ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...

Successful Investing takes time, discipline and patience. No matter how great the talent or effort, some things just take time: You can’t produce a baby in one month by getting nine women pregnant.” – Warren Buffett

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.