X

US

4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View, US
4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
พฤศจิกายน 12, 2016 at 3:22 am 0
บทความนี้ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเป็นแค่โพสบน Facebook แต่ปรากฏว่า มีรายละเอียดหลายประเด็นและยาวเกินกว่าจะเป็นโพส เลยขอมาแปะไว้ใน Blog แทนนะครับ ความตั้งใจคือ เก็บเป็นข้อมูลไว้เพื่อดูผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือของสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ตอนที่เขียนนี้ จริงๆเราก็ยังไม่รู้ว่า ทรัมป์ จะทำตามที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าทำได้ส่วนใหญ่ของที่พูด เราอาจจะใช้การเคลื่อนไหว 4 วันนี้ เป็นร่องรอยในการอ่านทิศทางในอนาคตได้บ้าง และหากทำไม่ได้อย่างที่หาเสียงละก้อ ภาพที่คุณเห็นในโพสนี้ ก็มีโอกาสเคลื่อนไหวกลับทิศทาง ทำตลาดทุนของโลกปั่นป่วนต่อไปอีกก็เป็นได้ครับ (เพิ่มเติม…)
CONTINUE READING ...
เป็น 10 วันทำการแรกที่โหดที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯมีตลาดหุ้น!!
Emerging Markets, Europe, Mr. Messenger's View, US
เป็น 10 วันทำการแรกที่โหดที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯมีตลาดหุ้น!!
มกราคม 16, 2016 at 8:31 am 0
ใช่ครับ ผมพิมพ์ไม่ผิด นักข่าว Bloomberg เขาลองย้อนดูว่า ในอดีต เปิดมาต้นปีแล้วร่วงขนาดปีนี้ มีบ้างหรือเปล่าหว่า? ปรากฎว่า ... "ไม่มี" Capture

ที่มา : http://markets.ft.com

เมื่อคืนนี้ Dow Jones ปิดต่ำกว่า 16,000 จุด อยู่ที่ 15,988.08 จุด ลบไป -390.97 จุด ทำให้ 10 วันทำการแรกของปี Dow Jones ปิดลบไปถึง -6.82% STOXX 600 ปิดลบ -2.8% London's FTSE ร่วงไป -1.9% CAC40 ปิดลบ -2.4% และ DAX ลงมาอีก -2.5% ถ้าวัดว่า ตลาดหุ้นไหน ร่วงมากกว่า -20% จากจุดสูงสุด แปลว่า เข้าสู่ Bear Market ละก็ ตอนนี้ตลาดหุ้นยุโรปก็ 'หมี' เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ ผมลองปรับ Weekly Chart ของ STOXX 600 เป็น Log Scale แล้วลากเส้น Uptrend Line ตั้งแต่ปี 2009 ก็พบว่า ตลาดหุ้นยุโรป หลุดแนวโน้มขาขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว STOXX02

Weekly Chart ของ STOXX 600 ในรูปของ Log Scale ที่มา : BISNEWS

ขณะที่ถ้ามาดู S&P500 โดยใช้เครื่องมือ Andrew's Pitchfork ในการหาแนวโน้ม ก็พบว่า เริ่มปี 2016 มานี่ ภายในสองสัปดาห์ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ หลุดแนวโน้มขาขึ้นมาแล้วเช่นกัน

SP02

Weekly Chart ของ S&P500 ที่มา : BISNEWS

จะบอกว่า ตอนนี้มีข่าวร้ายแย่ขนาดนั้นไหม? นักวิเคราะห์บางคนก็บอกว่า ตลาดกังวลมากเกินไป หรือไม่ก็บอกว่า Janet Yellen กับเฟด ไม่น่าพลาดนะ เพิ่งขึ้นดอกเบี้ยปั๊บ แล้วตลาดพังเลยทันทีเนี่ย ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ... สิ่งเหล่านี้นักลงทุนต้องคิดด้วยตัวเองนะครับ ว่าเลือกที่จะเชื่อแบบไหน

ประเด็นที่ผมแนะนำคือ เราเลือกเชื่อเพียงข้อมูลใดข้อมูลหนึ่งคงไม่ได้ การได้ข้อมูลครบทุกด้าน และเชื่อในสิ่งที่ตัวเองถนัด ซึ่งควรเกิดจากการกลั่นกรองเป็นกลยุทธ์ด้วยตัวเองนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด (ช่วงหลังผมโดนทักเรื่องชี้นำตลาด และโดนกล่าวหาว่าเป็นกองแช่งค่อนข้างบ่อย 555+)

จนถึงตอนนี้ ส่วนตัว ผมก็ลังเลที่จะบอกว่า ตลาดจะลงอีกเยอะหรือเปล่า?

ลองไปดูราคาทอง ซึ่งถือว่าเป็น Safe Haven ในยามเกิดวิกฤตนะครับ

RTXGL02

Weekly Chart ของ Spot Gold ที่มา : BISNEWS

จะเห็นว่า หุ้นร่วงทั้งโลกเละเทะ แต่ราคาทองก็เด้งขึ้นมาได้ไม่เยอะ และยังไม่ผ่าน $1,100 ขึ้นมา เพราะหากดูสถิติย้อนหลังจะพบว่า ทุกวิกฤตที่เกิดขึ้นมา ราคาทองมีส่วนช่วยในการปกป้องเงินลงทุนได้ดีทีเดียว หลังจากนี้ เราคงต้องจับตาดูการเคลื่อนไหวของราคาทองไปด้วยนะครับ

ที่เห็นว่า ทอง อาจเริ่มน่าสนใจ ก็เห็นจะมีข่าวตั้งแต่ปลายปีที่แล้วที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง Ray Dalio เริ่มเข้าซื้อหุ้นเหมืองทองในสหรัฐฯแล้ว ในขณะที่ Stanley Druckenmiller ตั้งหน้าตั้งตาสะสมทองผ่าน SPDR Gold Trust (ที่มาของข่าว http://www.fool.com/investing/general/2015/12/29/these-billionaires-are-betting-big-on-gold-in-2016.aspx) ก็ต้องคิดหน่อยว่า เขาอาจเห็นอะไรบางอย่างในครั้งนี้

รวมปัจจัยลบที่กระทบตลาดหุ้นโลก ณ ตอนนี้ เห็นจะมี

  1. ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจในประเทศจีน ทำให้จีนประกาศอ่อนค่าเงินหยวนเรื่อยๆ
  2. การอ่อนค่าของหยวนกระทบในแง่ของ Demand ต่อสินค้า Commodity ในตลาดโลก (เพราะจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ของโลก)
  3. การทะเลาะกันของ OPEC และไม่ลดกำลังการผลิตน้ำมัน ส่งผลให้ Supply ยังล้นตลาด และราคาน้ำมันทำจุดต่ำสุดในรอบ 12 ปี
  4. น้ำมันร่วงครั้งนี้ ไม่ใช่แค่กระทบนักลงทุน แต่พนักงานเริ่มโดน Layoff และเจ้าหนี้ทั้งหลาย เริ่มโดนเบี้ยวหนี้ ต้องดูว่าจะเป็น Domino Effect หรือไม่
  5. ทั้ง 4 ข้อ ทำให้ Oil Producer และประเทศกลุ่ม Emerging Markets ทั้งแผง เศรษฐกิจชะลอตัว และบางประเทศ เข้าสู่ Recession ไปแล้ว เช่น รัสเซีย และ บราซิล
ผมยังคิดไม่ออกว่า พระเอกขี่ม้าขาวจะเป็นใคร คงต้องใช้วิธี Follow The Trend ไปก่อน จินตนาการว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อมันยากสำหรับผมช่วงนี้ ให้มันเกิด แล้วเราค่อย React ตามสิ่งที่เราเห็น น่าจะเป็นกลยุทธ์ที่ผมเลือกใช้ ณ ตอนนี้ (จริงๆก็ใช้มาตลอดนะครับ)
คำเตือน • การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน • การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน เป็นเพียงมุมมองของผู้เขียนเพียงเท่านั้น • การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง • ทางผู้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น
Mr.Messenger รายงาน
CONTINUE READING ...
ในอดีต เฟด ขึ้นดอกเบี้ย แล้วควรปรับพอร์ตการลงทุนยังไง?
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, US
ในอดีต เฟด ขึ้นดอกเบี้ย แล้วควรปรับพอร์ตการลงทุนยังไง?
ธันวาคม 22, 2015 at 5:02 pm 0
ขณะที่นักลงทุนไทยสนใจความเคลื่อนไหวระยะสั้นของหุ้นไทย หลังดราม่ากลุ่ม ICT นั้น ผมพากลับมาชวนดูในภาพกว้าง เป็นการขยายมุมมองขึ้นมาหน่อยนะครับ แท้จริงแล้วเหตุการณ์ที่มีผลต่อกลยุทธ์การลงทุนและการจัดพอร์ตในภาพรวม ก็ยังคงเป็นเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดเรื่องเดิม ซึ่งจะขึ้นแบบไหน เร็วช้าอย่างไร ตลาดจะพุ่งไปให้ความสนใจถึงอัตราเงินเฟ้อมากขึ้น จากเดิมที่ให้น้ำหนักตัวเลขในตลาดแรงงานมาตลอดทั้งปี การขึ้น จะเบาหรือแรง จะมีผลในเชิงกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนแบบ Global Asset Allocation พอสมควร ผมขอพาไปดูข้อมูลที่น่าสนใจตัวหนึ่งนะครับ ผมเองก็พยายามตอบคำถามที่นักลงทุนสงสัยว่า เฟดขึ้นดอกเบี้ยแล้ว ควรเอาเงินไปลงทุนในอะไร? เลยขออนุญาตสรุปประเด็นสำคัญไว้ตามนี้
  1. ในช่วงแรกของการขึ้นดอกเบี้ย ตลาดหุ้นอาจมีการปรับฐานช่วงสั้น แต่ระยะกลาง (เกินกว่า 3 เดือนขึ้นไป) น่าจะให้ผลตอบแทนเป็นบวก เหตุผลเพราะ การปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงแรก จะยังไม่ส่งผลต่อ Cost of Fund หรือต้นทุนทางการเงินมากนัก เชื่อว่า ตลาดสามารถรับภาระต้นทุนที่สูงได้ และสัญญาณ Momentum เชิงบวกของเศรษฐกิจที่ทำให้เกิดการขึ้นดอกเบี้ยนั้นจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง ส่วนการปรับฐานช่วงสั้นนั้น เกิดจากการขายทำกำไร หรือปรับพอร์ตการลงทุน หลังมีความชัดเจนมากขึ้น มากกว่าเกิดจากการที่ปัจจัยพื้นฐานเปลี่ยนไป
  2. การลงทุนในหุ้น จะยังให้ผลตอบแทนสูงกว่า ตราสารหนี้ สาเหตุเพราะ อัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นตามการปรับตัวขึ้นของดอกเบี้ย จะทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง โดยนักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว จะมีโอกาสขาดทุนจากการ Mark to Market มากกว่านักลงทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น ดังนั้น วิธีการปรับพอร์ตก็คือ
    • ถ้าเป็นนักลงทุนเสี่ยงต่ำ ไม่ลงทุนในหุ้น ต้องโยกเงินไปลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น และลดความคาดหวังในแง่ผลตอบแทนโดยรวมของพอร์ต
    • ถ้าเป็นนักลงทุนเสี่ยงต่ำ แต่ยังอยากคงอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ให้น้อยกว่าเงินฝาก จำเป็นต้องปรับสัดส่วนพอร์ตการลงทุนมาลงทุนในหุ้นเพิ่มขึ้น โดยเน้นกระจายความเสี่ยงไปลงทุนในต่างประเทศ มากกว่าอยู่ในประเทศ
  3. การลงทุนในหุ้น ในภาวะเช่นนี้ อาจดูเสี่ยง แต่เชื่อว่าให้ผลตอบแทนดี ตลาดหุ้นทั่วโลก ไม่ได้อยู่ในช่วงที่ Valuation แพงจนน่ากังวล ยกเว้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และบางอุตสาหกรรมในนั้น และจากการขึ้นดอกเบี้ยในอดีต พบว่า หลังจากขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน ผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดหุ้น (สหรัฐฯ, ยุโรป, ญี่ปุ่น, เอเชีย, ตลาดเกิดใหม่) ต่างให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งสิ้น ตามตารางด้านล่างนี้
Fed First Hike   ผมพาย้อนขึ้นไปดูตารางด้านบนอีกครั้งนะครับ สังเกตไหมครับ ในอดีตนั้น (ข้อมูลนับตั้งแต่ปี 1976) ถึงเป็นการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ซึ่งควรแปลว่า เศรษฐกิตสหรัฐฯดีขึ้น ก็จริง แต่กลับกลายเป็นว่า ตลาดหุ้นที่อื่นๆ กลับสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า สหรัฐฯเองด้วยซ้ำ ผมมองว่า สิ่งนี้ มีโอกาสจะเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2016 ที่จะถึงครับ ส่วนคำถามที่ว่า แล้วตลาดหุ้นที่ไหน จะให้ผลตอบแทนดีกว่ากัน ผมมองว่า จุดตัดสินใจ อยู่ที่มุมมองเรื่อง "ราคาน้ำมัน" เป็นหัวใจสำคัญเลย Oil001 ถ้ามีมุมมองว่า ราคาน้ำมันจะกลับมาได้ในปีหน้า เทรดสูงกว่าราคาเฉลี่ยของปีนี้ละก็ มีโอกาสที่การลงทุนในหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) จะกลับมาโดดเด่น หลังจากแพ้กลุ่มตลาดพัฒนาแล้วแบบไม่เห็นฝุ่นมา 3-4 ปีติด แต่ถ้ามีมุมมองว่า ราคาน้ำมันจะยังอยู่แถวนี้หรือต่ำกว่านี้ซักพัก ก็แปลว่า การลงทุนใน Developed Markets จะยังน่าสนใจ และให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเหมือน 2-3 ปีที่ผ่านมาครับ ซึ่งเหตุผลที่สนับสนุนก็เรื่องเดิมๆคือ ยังผ่อนคลายเชิงนโยบายการเงิน จ่อรอเพิ่มวงเงิน QE เศรษฐกิจค่อยๆฟื้นตัวอย่างช้าๆ อย่าลืมปรับพอร์ตรับมือปีหน้ากันนะครับ
CONTINUE READING ...
ราคาทอง ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบๆ 6 ปี …
Europe, Mr. Messenger's View, US
ราคาทอง ทำจุดต่ำสุดใหม่ในรอบเกือบๆ 6 ปี …
พฤศจิกายน 29, 2015 at 9:41 am 0
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ราคาทองในตลาดโลก ทำจุดต่ำสุดใหม่ ในรอบเกือบๆ 6 ปี ปิดที่ 1,057.33 จุด

ปัจจัยกดดันราคาทองในระยะสั้นก็คือ

  1. เริ่มเข้าใกล้การตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกของเฟดในรอบ 10 ปี ในวันที่ 15-16 ธ.ค. ที่จะถึง กดดันให้ค่าเงิน USD  ในที่สุดก็แข็งค่าขึ้นมายืนเหนือ 100 จุดอีกครั้ง นับตั้งแต่เดือน มี.ค. ปีนี้ (การแข็งค่าของค่าเงิน USD ไม่เป็นผลดีต่อราคาทอง เพราะสถิติในระยะยาว สินทรัพย์ 2 ประเภทนี้ มีความสัมพันธ์กันในเชิงผกผันในอดีตที่ผ่านมา)US Dollar Index
  2. บวกกับ จะมีการประชุม ECB (ธนาคารกลางยุโรป) ในสัปดาห์หน้า วันที่ 3 ธ.ค. ตอนนี้ ตลาดเริ่มเชื่อว่า ที่ประชุม จะมีออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม โดยอาจเพิ่มวงเงินการอัดฉีดเงินเข้าระบบ (QE) อีกรอบ กดดันให้ค่าเงิน EUR อ่อนค่าลง ซึ่งย้อนไปกดดันให้ USD แข็งค่าอีกทาง และเป็นอีกตัวเร่งที่ทำให้ราคาทองถูกกดดันEUR
  3. นักวิเคราะห์คาดการณ์กันว่า ความต้องการซื้อทองในอินเดีย ช่วงเดือนสุดท้ายของปีนี้ อาจจะมี Demand ต่ำสุดในรอบ 8 ปี สาเหตุจาก รายได้ของเกษตรกร และประชาชนในอินเดียส่วนใหญ่ลดลง จากวิกฤตราคาสินค้า Commodity ตกต่ำในช่วงปีที่ผ่านมา
  4. ตัวเลขนำเข้า 'ทองคำ' จากจีน ในเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ก็มีแนวโน้มลดลงจากเดือน ต.ค. (เดือน ต.ค. เป็นเดือนที่นำเข้ามากที่สุดในปีนี้ แต่รวมทั้งไตรมาสแล้วยังแพ้ไตรมาส 1) สาเหตุจาก การที่ค่าเงิน USD แข็งค่า ทำให้ราคาทอง แพงขึ้นโดยเปรียบเทียบ นักลงทุนจึงชะลอการลงทุนและสะสมทองไปก่อนGold Demand

ในระยะยาว ก็ยังมีปัจจัยกดดันราคาทองเหมือนเดิมคือ

  1. เนื่องจากเศรษฐกิจยุโรปยังเปราะบาง ขณะที่ญี่ปุ่นก็พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ และที่อื่นๆก็ดูเหมือนเศรษฐกิจยังไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ ทำให้คาดการณ์เงินเฟ้อใน 1 ปีข้างหน้า ยังค่อนข้างชัดว่า เงินเฟ้อยังไม่มาเร็ว และอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งคุณสมบัติหนึ่งของทองก็คือ 'Hedge Against Inflation' จึงยังไม่ทำงาน (ทองวิ่งดี ช่วงเงินเฟ้อติดลบเยอะๆ ไม่ก็เกิด Hyper Inflation)COMM-real-interest-rates-and-gold-share-an-inverse-relationship-11202015-lg
  2. รายงานจาก World Gold Council เมื่อสิ้นไตรมาส 3 ยังแสดงให้เห็นว่า ธนาคารกลางทั่วโลก ยังไม่ได้เร่งการสะสมทองเข้าคลัง ถึงแม้ราคามันจะต่ำกว่าช่วงที่ตั้งหน้าตั้งตาซื้อกันเมื่อปี 2013 อยู่ค่อนข้างมากก็ตาม (เหตุการณ์นี้ สอนให้รู้ว่า ธนาคารกลาง ก็ดอยเป็นเหมือนกันนะครับ)net buy central bank
  3. เรื่องกลิ่นของสงคราม ที่มีอยู่ทั่วโลก ณ ตอนนี้ ก็ยังไม่ค่อยมีคนเชื่อว่าจะลุกลาม แต่ถึงตอนนี้ ตลาดหุ้น ตลาดทุน ก็ไม่ได้กังวลกับเหตุการณ์รอบโลกมากนัก ถ้ามาดูเหตุการณ์ในระยะสั้น เพื่อเป็นตัวอย่าง ก็จะพบว่ าเหตุการณ์มักจะคลี่คลายได้เร็ว อย่างกรณี ตุรกียิงเครื่องบินรบของรัสเซียตกในพรมแดนซีเรีย ล่าสุด รัฐบาลตุรกีบอกแล้วว่า จะพยายามเจรจากับรัฐบาลรัสเซียและพันธมิตรทุกประเทศ เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด หลังจากทำให้รัสเซียไม่พอใจจนถึงขั้นระงับความสัมพันธ์ทางทหารและขู่จะคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจตุรกีในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ผมมองราคาทองจะเป็นยังไงในอนาคต?

'ยังขึ้นแรงๆได้ยาก โอกาสรีบาวน์ก็ยังน้อย' จากกราฟ Spot Gold ระยะยาว ยังอยู่ในกรอบ Sideway Down หรือเป็นแนวโน้มขาลง มีโอกาสลงมาทดสอบ $1,000 ได้ ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าลงทุนมากๆนะครับ ถ้าเห็นตรงนั้นจริง RTXGL Week   มาดูภาพระยะสั้นในกราฟรายวัน ก็จะเห็นบางจุดที่น่าสนใจเพิ่มขึ้น ก็คือ ทุกครั้งที่ทองลงมาทำ New Low และมีรีบาวน์กลับ สามารถรีบาวน์กลับได้เกิน 10% ก่อนกลับมาเป็นขาลงในภาพใหญ่อีกครั้ง แต่ถ้าดูย้อนหลัง การรีบาวน์ 4 ครั้งล่าสุดหลังจากทำ New Low จะพบว่า อัตราการรีบาวน์ั้นลดลงทุกๆครั้ง จาก 21% ในปี 2013 เหลือ 17% ในปี 2014 และเหลือ 15% กับ 10% ในปี 2015 RTXGL Day   นั้นแปลว่า ระยะสั้น นักเก็งกำไร อาจใช้ ราคา $1,080 เป็นจุดกลับเข้าเก็งกำไรในทองได้ หากราคาสามารถยืนเหนือแนวต้านนี้ ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดเดิมของรอบก่อน แต่ถ้ายืนไม่ได้ ก็แปลว่า ทองน่าจะมุ่งน่าสู่ $1,000 ในปีหน้า โชคดีในการลงทุนครับ  
CONTINUE READING ...

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.