X
4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?
Emerging Markets, Mr. Messenger's View, US

4 วันหลังเลือกตั้งสหรัฐฯ ทรัมป์ ป่วนตลาดโลกขนาดไหน?

พฤศจิกายน 12, 2016 0

บทความนี้ ตอนแรกตั้งใจจะเขียนเป็นแค่โพสบน Facebook แต่ปรากฏว่า มีรายละเอียดหลายประเด็นและยาวเกินกว่าจะเป็นโพส เลยขอมาแปะไว้ใน Blog แทนนะครับ

ความตั้งใจคือ เก็บเป็นข้อมูลไว้เพื่อดูผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายแบบหน้ามือเป็นหลังมือของสหรัฐฯ ซึ่ง ณ ตอนที่เขียนนี้ จริงๆเราก็ยังไม่รู้ว่า ทรัมป์ จะทำตามที่หาเสียงไว้ได้มากน้อยขนาดไหน ซึ่งถ้าทำได้ส่วนใหญ่ของที่พูด เราอาจจะใช้การเคลื่อนไหว 4 วันนี้ เป็นร่องรอยในการอ่านทิศทางในอนาคตได้บ้าง และหากทำไม่ได้อย่างที่หาเสียงละก้อ ภาพที่คุณเห็นในโพสนี้ ก็มีโอกาสเคลื่อนไหวกลับทิศทาง ทำตลาดทุนของโลกปั่นป่วนต่อไปอีกก็เป็นได้ครับ

ตลาดหุ้น

15036613_10154541467670926_1306623297383147992_n

เนื่องจาก นโยบาย และคำพูดของเขาในช่วงหาเสียงหลายอย่าง คือ เพิ่มการจ้างงานให้คนในสหรัฐฯ และวิธีการหนึ่งที่จะทำได้คือ กดดันให้เหล่าบริษัทที่มีฐานการผลิต หรือว่าจ้างแรงงานต่างชาติ ย้ายกลับมาอยู่ในประเทศอีกครั้ง และบริษัทเหล่านี้ ส่วนใหญ่คือ Tech Company  และทรัมป์ก็เคยได้กล่าวโจมตีบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ ทั้ง IBM, Apple หรือ แม้กระทั่ง Amazon ว่าไปจ้างในและตั้งฐานการผลิตในต่างประเทศ

แต่ขณะเดียวกัน แผนการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ให้สัญญาว่าจะลงทุนใน Infrastructure ก็เป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมอื่นๆด้วย (ถ้าทำได้นะ)

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เลยทำให้นักลงทุนกังวลกับการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Tech ซึ่งอยู่ใน NASDAQ แต่ก็มีมุมมองเชิงบวกต่อธุรกิจอื่นๆเช่น Banking, Material, Consumer Dis & Staple ฯลฯ และเกิดการสวนทางของดัชนี (Divergence) ระหว่าง Dow Jones ซึ่งมุ่งหน้าทำ All Time High ไปแล้ว กับหุ้นกลุ่ม Technology ใน NASDAQ เกิด Gap และ Negative Correlation มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2001 มาเลยทีเดียว

ตลาดตราสารหนี้

15037202_10154541464800926_3410473810551678873_nอัตราดอกเบี้ย LIBOR 3 เดือน พุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 7 ปี มาแตะที่ระดับ 0.90% สาเหตุหลักๆก็มาจาก นักลงทุนคาดการณ์กันว่า ภายใต้นโยบายของทรัมป์ มีโอกาสสูงที่จะเกิดเงินเฟ้อเร็วขึ้น จากการใช้งบประมาณเกินดุล เพิ่มงบกลาโหม เพิ่มงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐานตัวเลขเกือบๆ $500 Billion และรวมถึงนโยบายลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลง บวกกับ เขาเคยกล่าวโจมตีเจเนต เยลเลน และธนาคารกลางสหรัฐฯว่าขึ้นดอกเบี้ยช้าเกินไป

การเคลื่อนไหวของ LIBOR ถือว่ามีความสำคัญค่อนข้างมาก เพราะถือเป็น Benchmark ของดอกเบี้ยตัวอื่นๆทั้งหมดของโลก หากปรับตัวขึ้นสูง ก็จะกดดันให้ดอกเบี้ยทั้งโลกสูงขึ้นตาม และการที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น ก็มีผลทำให้ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลง และเมื่อราคาลดลงไปเรื่อยๆ ก็มีโอกาสที่จะเกิดภาวะ Bond Shock เงินไหลออกจากตราสารหนี้ และ Liquidity ที่หมุนอยู่ในระบบจะมีโอกาสหดตัวลง ดังนั้น ต้องจับตาว่า นโยบายที่ทรัมป์หาเสียงไป เขามีความพยายามมากแค่ไหนในการผลักดันให้มันเกิดขึ้น และ Congress จะเล่นตามเกมส์ของเขาด้วยรึเปล่า?

ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

15078675_10154541471210926_4447458919943158496_n

ไปดูสกุลเงินต่างประเทศที่อ่อนค่ารุนแรงมากที่สุดเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯก็คือ เม็กซิกันเปโซ และ ค่าเงินเรียลของบราซิล แน่นอนว่า มาจากประเด็นที่ที่ทรัมป์บอกไว้ว่า ต้องการสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯเม็กซิโก และนโยบายคัดกรองผู้อพยพที่เข้มข้นขึ้น เนื่องจากมองว่า คนกลุ่มนี้ เข้ามาแย่งงานชาวสหรัฐฯ

แต่ถ้าดูโดยภาพรวมทั้งหมด จะเห็นว่า ค่าเงินของกลุ่มประเทศ Emerging Markets ทั้งหลาย อ่อนค่าลงทั้งหมดทุกประเทศ รวมถึงไทยเราด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่เพียงเพราะนโยบายด้านผู้อพยพ แตเป็นผลพวงมาจาก Inflation Pressure หรือแรงกดดันเงินเฟ้อที่มากขึ้น บวกกับนโยบายด้านต่างประเทศที่ไม่ชัดเจนเลย ทำให้เงินไหลกลับเข้าดอลล่าร์สหรัฐฯในระยะสั้น

ทองคำ

15056473_10154541474670926_5521378700660879327_nเป็นอะไรที่วิเคราะห์ยาก และเป็นสินทรัพย์ที่สร่างความประหลาดใจให้นักลงทุนมากที่สุด เพราะก่อนการเลือกตั้ง เหมือนทองคำ จะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง และหากทรัมป์เป็นประธานาธิบดี แน่นอนว่า ความเสี่ยงนั่นย่อมสูงกว่าฮิลลารี ทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองก่อนเลือกตั้งเลยวิ่งตามโพลว่า พอฮิลลารีคะแนนทำท่าจะตก ราคาทองก็วิ่งขึ้นมาทันที

แต่เมื่อผ่านไป 4 วัน กลับกลายเป็นว่า ทอง ไม่ชอบ ทรัมป์ (ซะงั้น) ซึ่งล่าสุดทองร่วงลงไปถึง $1,222.50  หรือลบไป $43.90 ทีเดียว ซึ่งทำให้เป็นสัปดาห์ที่ราคาทองปิดลบหนักสุดในรอบ 3 ปีทีเดียว

เหตุผลที่เอามาอธิบาย (ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะ ว่ามันจะอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาทองได้ในระยะยาวหรือเปล่า) ก็คือ ดอลล่าร์แข็ง + ตลาดคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเร็ว + เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเร็ว + นักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นส่วนใหญ่โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ก็เลยทำให้มีการลดพอร์ตการลงทุนในทองคำออกมา

 


ที่ผมพิมพ์ไว้ในวงเล็บว่าผมไม่แน่ใจว่าเหตุผลที่ทองลง จะอธิบายการเคลื่อนไหวของทองได้ในอนาคตจริงหรือเปล่า และยังยากที่จะคาดเดานโยบายของทรัมป์ว่าเป็นบวกต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯในระยะยาวจริงๆไหมก็เพราะ

  1. การใช้นโยบายขาดดุลมากขึ้น (More Aggressive Fiscal Policy) ในขณะที่สหรัฐฯมี Debt to GDP เกิน 100% อยู่ตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะคลอดนโยบายออกไปได้อย่างที่พูด
  2. นโยบายด้านการตั้งกำลังภาษีให้สูงขึ้น เพื่อทำให้ดุลการค้าของสหรัฐฯ กับคู่ค้าหลัก (ซึ่งก็คือจีน) คือการทำสงครามการค้า ถ้านโยบายคลอดจริง ก็ต้องโดนคู่ค้าโต้ตอบ และอย่าลืมว่า บริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯส่วนใหญ่ เป็นผู้ส่งออก และได้รายได้จากนอกประเทศก็มีไม่น้อย ดังนั้น ก็ยังมีความเสี่ยงตรงนี้ที่ต้องจับตา
  3. นโยบายด้านต่างประเทศ ท่าทีความเป็นชาตินิยม และอาจขยับถอยความสำคัญของตัวสหรัฐฯเองซึ่งที่มาผ่าน ทำตัวเองเหมือนเป็นตำรวจโลก อาจทำให้ดุลยภาพของอำนาจในเวทีโลกเปลี่ยนขั้วไป ตรงนี้ก็เป็นความเสี่ยงที่ยังประเมินกันได้ยากว่า จะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อจากนี้
  4. ทรัมป์ ดูจะเป็นผู้สมัครจากพรรค Republican ที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคน่าจะต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้น ใครที่คิดว่า การที่ทั้ง Congress และ Senate ได้เสียงข้างมากในสภา ก็ไม่ได้หมายความว่า จะยกมือโหวตผ่านทุกอย่างที่ทรัมป์ต้องการทำได้ง่ายๆ

เพิ่มเติมคือ ไปดูคำให้สัมภาษณ์ของ วอร์เรน บัฟเฟต เขามองว่า มาตรการหลายอย่างของทรัมป์คงไม่ผ่านสภา และเขาเชื่อว่า ไม่ว่าใครจะเป็นประธานาธิบดีเศรษฐกิจสหรัฐฯในปี 10 ปีข้างหน้าก็ยังดี และตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในระยะยาว

แหล่งที่มาข้อมูล :-
Bloomberg
http://money.cnn.com/2016/11/11/investing/warren-buffett-donald-trump-stock/

คำเตือน
•การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจลงทุน
•ผลการดำเนินงานในอดีตไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันผลการดำเนินในอนาคต
•การนำเสนอข้อมูลข้างต้น มิใช่การให้คำแนะนำการลงทุน
•การลงทุนใดๆ ต้องเกิดจากการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและตัดสินใจลงทุน บนความเสี่ยงที่รับได้ของนักลงทุนเอง
•ทางผุ้ให้ข้อมูลขอสงวนสิทธิ์ ไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียในทุกกรณีที่อาจเกิดขึ้นจากการให้ข้อมูลข้างต้น

 

 

 

 

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.