X
เมื่อสหรัฐฯมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย
Emerging Markets, Europe, Japan, Mr. Messenger's View, Thailand, US

เมื่อสหรัฐฯมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย

พฤศจิกายน 6, 2015 0

เมื่อสหรัฐฯมีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย นี่คือคำถามที่นักลงทุนทุกคนสงสัย

1. แล้วตลาดหุ้นสหรัฐฯจะตอบรับทางไหน?

– ผลกระทบแรกของการขึ้นดอกเบี้ยคือ จะมีเงินจากสกุลอื่นไหลกลับเข้าไปหา USD คล้ายกับช่วงที่ Ben Bernanke ประกาศทำ Tapering ปี 2013 นั้นแปลว่า ค่าเงิน USD น่าจะแข็งค่าขึ้นไปอีก ตรงนี้เอง ที่จะเป็นปัจจัยกดดันตลาดหุ้นสหรัฐฯ เนื่องจากหลายๆบริษัทค้าขายกับต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม IT และตัว Janet Yellen เองก็เคยให้ความเห็นกึ่งๆกังวลว่า การที่ค่าเงิน USD แข็งค่าเร็วเกินไปนั้นถือว่าไม่ใช่ผลดีของสหรัฐฯ
ดังนั้น หากขึ้นดอกเบี้ยจริง น่าจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯในระยะสั้น

Capture02
2. ตลาดหุ้นที่อื่นละ จะลงเหมือนตลาดหุ้นสหรัฐฯไหม?

– ต้องแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่มแรกคือ ยุโรป และ ญี่ปุ่น ซึ่งเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี และมีโอกาสทรุดลงได้อีก มองในมุมนี้อาจหมายถึงว่า เป็น 2 ตลาดหุ้นที่ไม่น่าลงทุน แต่เนื่องจาก ธนาคารกลางทั้ง 2 แห่ง หลังชนฝา ต้องงัดท่าไม้ตายทุกอย่างที่มี เพื่อพยุงเศรษฐกิจให้อยู่รอดปลอดภัยให้ได้ ดังนั้น นักลงทุนจึงมองข้ามเรื่องเศรษฐกิจไป และหันไปสนใจว่า ธนาคารกลางทั้ง 2 แห่งนี้ จะมีมาตรการอะไรออกมากระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นหรือเปล่า แรงซื้อเก็งกำไร จึงยังมีในช่วงสั้น บวกกับ การที่ค่าเงิน USD มีแนวโน้มแข็งค่า ทำให้ค่าเงิน EUR และ JPY อ่อนค่า เอื้อประโยชน์ต่อภาการส่งออกของทั้ง 2 ภูมิภาคโดยตรง ดังนั้น สองตลาดนี้ ไม่น่าจะมีการปรับตัวลงหนักเท่ากับสหรัฐฯ
กลุ่มที่สอง คือ กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว เนื่องจากราคาพลังงาน และสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ และอย่าลืมว่า ประเทศเหล่านี้คือผู้ส่งออก Commodity รายใหญ่ของโลกทั้งนั้น ดังนั้น กลุ่มตลาดเกิดใหม่ มีปัญหาเดิมที่ต้องแก้ไขอยู่แล้ว หากมีการขึ้นดอกเบี้ยจริง สิ่งที่ต้องติดตามก็คือ จะมีเงินทุนไหลออก (Outflow) จากตลาดทุนทั้งตราสารหนี้ และตราสารทุน มากน้อยแค่ไหน อันนี้ เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ยาก เนื่องจากตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดเกิดใหม่เผชิญกับแรงขายของนักลงทุนต่างชาติมาตลอด คำถามคือ จะมีให้ขายอีกไหม? ถ้ามี ยังเหลือให้ขายเท่าไหร่? มองกว้าง เลยเห็นว่า ตลาดเกิดใหม่ อาจมีแรงขายเช่นเดียวกับสหรัฐฯ

3. ผลต่อสินทรัพย์การลงทุนประเภทอื่นละ จะเป็นอย่างไร?

– ถ้าหมายถึง ตราสารหนี้ การขึ้นดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะทำให้ Yield Curve ของพันธบัตรสหรัฐฯขยับขึ้น และเมื่อ Risk Free Rate ของโลกขยับขึ้น ก็มีแนวโมที่อัตราผลตอบแทนจากตราสารหนี้ของทั้งโลกมีโอกาสขยับตามขึ้นด้วย ดังนั้น การถือตราสารหนี้ระยะยาว เป็นความเสี่ยงที่ต้องระมัดระวัง
ถ้าหมายถึง ทองคำ ทองคำมีคุณลักษณะอย่างหนึ่งคือ Hedge Againts US Dollar คือ พอค่าเงินดอลล่าร์อ่อนค่า คนจะมันไปหาทองคำ ถือมันซะเพื่อปกป้อง Purchasing Power ของตัวเอง แต่เมื่อค่าเงิน USD ทำท่าจะไม่อ่อนค่า ราคาทองจะหมดความน่าสนใจ จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่เข้ามามีอิทธิพล ซึ่งเท่าที่ดูตอนนี้ ยังไม่เห็น

Capture03

ถ้าหมายถึง ราคาน้ำมัน ก็น่าจะปรับตัวลงตามราคาทองเช่นเดียวกัน เพราะน้ำมันในตลาดโลก ส่งมอบกันด้วยสกุล USD เป็นหลัก เมื่อ USD แข็งค่า ก็เหมือนขายน้ำมันราคาแพงขึ้น พอบวกกับช่วงที่โลกเรามี Demand ต่อน้ำมันลดลง ก็ยิ่งกดดันราคาน้ำมันในช่วงสั้นเช่นเดียวกัน

4. ค่าเงินบาท จะอ่อนค่าไปถึงไหน?

จนถึงตอนนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่าทะลุ 35.70 บาท/ดอลล่าร์ สร้าง Channel ใหม่เป็น Sideway Up แนวต้านระยะสั้น 35.90 บาท/ดอลล่าร์ ผ่านได้ ไปต่อที่ 36.10 บาท/ดอลล่าร์ ถ้าผ่านตรงนั้นอีก ก็แปลว่า ค่าเงินบาทกลับเข้าสู่โหมดของการอ่อนค่าระยะกลาง (3-6 เดือน) การอ่อนค่าแบบนี้ ไม่เป็นผลดีต่อ Fund Flow ที่เพิ่งไหลเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้เมื่อปลายเดือน ต.ค. อาจทำให้เงินก้อนนั้น หรือเงินก้อนอื่น หนีออกจากไทยได้อีกรอบ น่าจะกดดันบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้นเช่นกัน

Capture

5. ความเสี่ยงระยะสั้นมีอะไร?

– สมมติว่าเฟดขึ้นดอกเบี้ย ในขณะที่ ECB หรือ BOJ ประกาศมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม อาจจะทำให้ Fund Flow ของโลกไหลแรง และผันผวนมากขึ้น ซึ่งความผันผวนที่มากเกินไปแบบนั้น ไม่ใช่เงื่อนไขที่ดีของการลงทุนในระยะยาว (แต่อาจเป็นโอกาสของเทรดเดอร์ระยะสั้น)
– การที่ FOMC ถอดประโยคที่บอกว่า “กังวลเกี่ยวกับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ที่เกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน” มันแปลว่า เศรษฐกิจจีน กำลังจะผ่านช่วงที่แย่ที่สุดของจีนไปแล้วจริงๆหรือเปล่า?

6. สิ่งที่ต้องติดตามเพื่อดูความเสี่ยงข้างบนที่บอกว่าคืออะไร?

  1. วันอาทิตย์นี้ จีนจะประกาศตัวเลขส่งออก และนำเข้า ตลาดคาดไว้ว่าอยู่ที่ -3.0% และ -16.0% ถ้าดีกว่าคาด น่าจะเป็นผลดีต่อตลาดหุ้นจีน และคู่ค้าทั้งหลาย (รวมถึงหุ้นไทย) นั้นอาจจะทำให้ตลาดมองข้ามเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดไปในระยะสั้น
  2. ยุโรป จะทยอยประกาศ GDP ไตรมาส 3 สัปดาห์นี้ และญี่ปุ่นจะมีประกาศสัปดาห์น่า ถ้ามีสัญญาณใดๆว่าเศรษฐกิจชะลอตัว ผลก็น่าจะเป็นอย่างที่วิเคราะห์ด้านบน แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อาจยังถือเป็นเรื่องที่ดีต่อตลาดหุ้นทั้งสองประเทศ เพราะแปลว่า เศรษฐกิจอาจฟื้นตัวได้โดยไม่ต้องอัดยาเพิ่มเข้าไป

 

Mr.Messenger รายงาน

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.