X
เฟ้นหา LTF ที่ใช่ในยามหุ้นร่วง
Financial Planning, Investment, Tax

เฟ้นหา LTF ที่ใช่ในยามหุ้นร่วง

สิงหาคม 20, 2015 0

SET Index อาจยังลงไม่สุด หรืออาจจะเด้งปุ๊ดปั๊ด ทำจุดสูงสุดใหม่ ไม่มีใครรู้แน่นอนหรอกครับ

แต่ที่แน่ๆคือ เราคนไทย มีหน้าที่เสียภาษี เราไม่ได้จะหนีมันนะ แต่ลดหย่อนซะเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเราเอง

งั้นเราหา LTF เอาไว้ใน Watchlist กันอีกรอบ ด้วยขั้นตอนแบบมืออาชีพเฟ้นหากองทุนดีๆกัน

1. ดูผลตอบแทนระยะยาว

ยาวในที่นี้ เอา 3 ปี 5 ปี เลยนะครับ ส่วนตัวแล้ว ผมมีความเชื่อว่า ยิ่งกองทุนเปิดมานานเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีอดีตให้เราลองศึกษามากเท่านั้น ว่าแล้ว เราก็เรียงอันดับกองทุน LTF ที่ผลตอบแทนดีที่สุดในรอบ 5 ปี LTF ในตลาดมีทั้งหมด 53 กองทุน เราจะเลือกแค่ 20 กองแรกที่มีผลการดำเนินงานย้อนหลัง 5 ปีดีที่สุดมาวิเคราะห์ต่อ

2. ดูผลตอบแทนระยะสั้น

3 เดือน 6 เดือน 1 ปี ดูใกล้ๆ ซึ่งหากดูตอนนี้ จะเห็นว่า ยากมากครับ ที่กองทุนไทยซักกองจะให้ผลตอบแทนเป็นบวก เพราะหุ้นไทย เข้าสู้รอบการปรับฐานมาได้ปีกว่าๆและไม่สามารถทำ New High สร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ แต่ไม่เป็นไร เราก็ลองเรียงดูผลตอบแทนของกองทุนที่ติดลบในช่วงระยะสั้นดู เราจะเห็นภาพชัดขึ้นเมื่อรวมกับที่เราเรียงผลตอบแทนระยะยาวในข้อ 1

3. ดูผลตอบแทนเปรียบเทียบความเสี่ยง

ในที่นี้ ที่นิยมใช้กันก็คือ Sharpe Ratio นั้นเองครับ โดยค่า Sharpe Ratio นี้ ยิ่งมากยิ่งแปลว่า ผลตอบแทนคุ้มกับความเสี่ยง ดังนั้น เวลาดูว่ากองไหนดีกว่ากองไหน ก็ให้ดูกองทุนที่ค่า Sharpe Ratio สูงกว่า โดยส่วนตัว ผมแนะนำให้ดูค่า Sharpe Ratio ที่ระยะยาวหน่อย 3 ปี และ 5 ปี ครับ

4. เข้าไปดูนโยบายการลงทุน

กองทุนที่ติดใน List หลังจากที่เราเปรียบเทียบทั้ง 3 ข้อข้างต้น คือ ผลตอบแทนระยะยาว ระยะสั้น และดู Sharpe Ratio แล้ว เราก็เลือกกองทุนที่เราคิดว่าน่าสนใจออกมาซัก 5 กอง มาศึกษาต่อว่า นโยบายการลงทุนเป็นอย่างไร ลงทุนในหุ้นประเภทไหน ค่าธรรมเนียมแพงหรือเปล่า เพื่อดูว่ามันเหมาะกับเราที่จะฝากผีฝากไข้ในระยะยาวได้จริงๆหรือเปล่า


 

เอาละครับ พอเห็นกระบวนการคัดกรองกันแล้วนะ งั้นผมลอง Filter ให้ดูเลยว่า ถ้าจะเลือก LTF ณ ตอนนี้ กองไหนน่าสนใจ ไปที่ตารางแรกครับ ตารางผลตอบแทน LTF 20 กองแรกที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีดีที่สุด

LTF Top 20

1. ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี B-LTF ของ บลจ. บัวหลวง เป็นอันดับที่ 1 CG-LTF ของ บลจ.ยูโอบี เป็นอันดับที่ 2 และอันดับที่ 3 คือ P-LTF ของ บลจ.ฟิลลิป

แต่พอดูผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปีปั๊บ B-LTF ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปี ต่ำกว่า 10% ทันที แบบนี้แปลได้ว่า ที่ผลตอบแทนสูงเมื่อดูย้อนหลัง 5 ปีนั้น NAV กองทุนวิ่งแรงในช่วง 2 ปีแรก และมาแผ่วใน 3 ปีให้หลัง  ส่วน CG-LTF ผลการดำเนินงานขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ใน Rank 3 ปี ตัวที่ขึ้นมาดีอีกตัวคือ EP-LTF ของ บลจ.โซลาริส ถือว่าน่าสนใจทีเดียว

2. ไปดูผลตอบแทนระยะสั้น ของ EP-LTF นะครับ 1 ปีย้อนหลังเป็นบวกอยู่กองเดียว แต่ 6 เดือนย้อนหลังนั้นติดลบหนักมาก แสดงให้เห็นว่า กองทุนนั้นไม่ถือหุ้นที่ผันผวน ก็ต้องปรับพอร์ตเปลี่ยนไปมาค่อนข้างบ่อยแน่นอน เจอแบบนี้ ผมเองมักจะไม่ค่อยชอบเพราะ ณ ตอนที่ LTF ครบกำหนดอีก 5 ปีข้างหน้า ผมไม่มีทางรู้ว่า ตอนนั้นตลาดมันจะกำลังขึ้น หรือกำลังจะลง การเหวี่ยงแรงเกินไปนั้น เป็นความเสี่ยงในช่วงที่เรากำลังจะขายนะครับ

ถ้าลองเทียบกองที่ผลตอบแทนระยะยาวดีๆ 10 กองแรก กับกองทุนผลตอบแทนดีรองลงมา 10 กองถัดไป จะพบว่า ความผันผวนในระยะสั้นนั้น แทบจะไม่ต่างกันมากครับ อย่างกอง KTLTF ของ บลจ. กรุงไทย ผลตอบแทน 5 ปี 3 ปี ห่างจาก TOP 5 ของตารางพอสมควร แต่ในระยะสั้น ก็จะเห็นว่า ไม่ได้ติดลบน้อยกว่า นั้นแสดงว่า ถ้าคุณให้น้ำหนักกับผลตอบแทนระยะสั้นมากเกินไป (พยายามค้นหากองทุนที่ผันผวนต่ำๆในระยะสั้น) มันอาจทำให้เราพลาดแล้วไม่ได้เลือกกองทุนที่จะมีผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ดังนั้น ผลตอบแทนระยะสั้น ดูประกอบเฉยๆ ไม่ต้องให้น้ำหนักเยอะ

3. ต่อไปดู Sharpe Ratio ตัวนี้ละครับ บอกว่า ที่ราคากองทุนมันผันผวนเนี่ย ผันผวนแล้วคุ้มกับความเสี่ยงไหม หรือกองทุนไหนที่ผลตอบแทนน้อยลงมา ถ้าค่า Sharpe Ratio ออกมาสูง แสดงว่า ผันผวนน้อยกว่าเช่นกัน ไปดู B-LTF เป็นตัวอย่างนะครับ 5 ปีย้อนหลัง เป็นกองเดียวที่ค่า Sharpe Ratio สูงกว่า 1 (แสดงว่าดีมากๆ) แต่พอดู 3 ปี ค่า Sharpe Ratio กลับต่ำลงอย่างมีนัยะ ซึ่งสอดคล้องกับที่ผมวิเคราะห์ไปแล้วว่า กองทุนอาจทำผลการดำเนินงานในช่วง 2 ปีแรกไว้ดีมากๆ แต่ผ่านมาอีก 3 ปี กับทำได้ไม่ดีเท่าเดิม

ที่ Sharpe Ratio เกิน 0.8 ขึ้นไป สำหรับ 5 ปี และเกิน 0.7 ขึ้นไปสำหรับ 3 ปี ผมถือว่าน่าสนใจหมดครับ

จากทั้ง 3 ข้อ ผมเลือกกองมาได้ 3 กองคือ

CG-LTF , P-LTF และ MS-CORE LTF

4. เราลองไปดูไส้ในของพอร์ตกันดีกว่า

LTF 02

CG-LTF และ MS-CORE LTF ลงทุนแบบผสมกันระหว่าง Value และ Growth Style ในขณะที่ ใครที่ชอบหุ้นเน้นคุณค่าเป็นหลัก P-LTF ดูจะเหมาะกับสไตล์การลงทุนของคุณมากกว่า แต่พอไปดูการกระจายการลงทุนตาม Market Cap. ของทั้ง 3 กองเทียบกัน จะเห็นว่า P-LTF ใส่หุ้น Small Cap ในพอร์ตเกือบๆ 20% แต่โดยรวม ทั้ง 3 กองทุน ก็เน้นหุ้นขนาดใหญ่ไว้ก่อนอยู่แล้ว

LTF 03

พอมาดูคุณภาพของหุ้นในพอร์ตที่ลงทุน ก็จะพบว่า ไม่ได้ทิ้งกันมากมายอะไร แต่ด้วย Price/Sales และ Cash Flow % Growth ของกอง CG-LTF ที่ต่ำ อาจแปลได้ว่า CG-LTF เลือกลงทุนในพวกหุ้นที่มีลักษณะเป็น Turnaround Stock มากหน่อย เวลาหุ้นพวกนี้ดีขึ้นในอนาคต

ถ้าไปดูพอร์ตข้างใน ลึกกว่านี้ CG-LTF และ MS-CORE LTF ลงทุนในกลุ่ม Sector ที่คล้ายกันพอสมควร ลงในกลุ่มธนาคารอันดับ 1 สื่อสารอันดับ 2 และ กลุ่มอุตสาหกรรมตามมา โดยลงทุนในกลุ่มพลังงานให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด ส่วน P-LTF ชอบกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมากหน่อย แต่โดยรวมก็ถือ Big Cap ใน TOP 10 คล้ายๆอีก 2 กองเหมือนกันอยู่ดี

ถ้าไปดูที่ค่า Beta หรือความเสี่ยงของกองทุนเมื่อเทียบกับ Benchmark ก็พบว่า CG-LTF นั้นมีค่า Beta ของกองทุนมากกว่า 1 ขณะที่ P-LTF Beta ต่ำสุดในสามกอง (ซึ่งก็เพราะในพอร์ตเป็น Value Style มากกว่า)

แค่นี้ผมพอเลือกได้แล้วครับ

สรุปคือ ผมเลือก CG-LTF เพราะ Beta ที่สูงกว่า ในช่วงตลาดลงแบบนี้ ก็ได้ของที่ถูกกว่า ผลตอบแทนระยะยาวก็ไว้ใจได้ และสไตล์มันคล้าย MS-CORE LTF มากเกินไป เลยขอเลือกแค่กองเดียวในนี้ ปัญหาคือ CG-LTF เก็บ Front End Fee ตั้ง 1% ใครไม่ชอบที่กองทุนเก็บค่าธรรมเนียมไป ก็หันไปหา MS-CORE LTF แทนแล้วกันครับ ไม่มี Front End สำหรับ P-LTF ผมสนใจนะ แบ่งเงินมาซัก 10-25% ที่จะซื้อปีนี้ ลองซื้อดูซักหน่อย ได้เรื่องความผันผวนต่ำ เน้น Value Theme มีถือหุ้นขนาดเล็กในพอร์ตมากหน่อย ถ้าตลาดกลับตัว หุ้นตัวเล็กๆอาจวิ่งสนุกก็ได้ใครจะรู้ แต่กองนี้มี Front End Fee อยู่ที่ 0.50% นะจ๊ะ

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : morningstarthailand.com , wealthmagik.com , thaimutualfund.com

แล้วคุณละ เลือก LTF กองไหน?

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.