X
ฝากไว้ในมือเธอ – ลงทุนหุ้นขนาดกลาง/เล็ก
Mutual Fund, Recommended

ฝากไว้ในมือเธอ – ลงทุนหุ้นขนาดกลาง/เล็ก

กุมภาพันธ์ 27, 2017 0

และแล้วเราก็มาถึงวันที่ตลาดหุ้นไทยขึ้นไปทดสอบระดับ 1600 จุดอีกครั้ง นักลงทุนหลายคนมักถามผมว่า “1600 แล้ว ขายเลยดีมั้ย?” หรือไม่ก็ “1700 จะไปได้มั้ย? ขายเลยหรือซื้อเพิ่มดี”

เป็นปกตินะ เวลาหุ้นขึ้นมาเยอะๆเรามักจะได้ยิน 2 คำถามนี้เป็นประจำ – ปี 2016 นับว่าเป็นอีกหนึ่งปีดีดีของตลาดหุ้นไทย วันที่ 30 ธันวาคม 2015 ดัชนีตลาดหุ้นเราอยู่ที่ 1288 จุดและเรามาปิดปีกันที่ 1542 จุด (วันที่ 30 ธันวาคม 2016) คิดเป็นผลตอบแทนที่ 19.7% แน่นอนว่ามันเป็นผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูงยิ่งถ้าวัดด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ณ ปัจจุบัน และมันก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยผลตอบแทนที่ตลาดหุ้นไทยให้นักลงทุนในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว พอเห็นขึ้นมาเยอะแบบนี้ ก็คงจะมีคนสงสัยว่า แล้วมันจะยังไปได้อีกไกลหรือเปล่า ไว้มาตอบนะครับ ทดคำถามนี้ไว้ในใจก่อน

“ปีที่แล้วหุ้นไทยขึ้นมาเยอะแล้วจริงหรือ”

UTSME01

เยอะไม่เยอะ อดีตจะเป็นคนบอกเราครับ… นอกจาก SET Index (แท่งสีน้ำเงิน) ที่เราคุ้นเคยกันแล้ว  ตลาดหลักทรัพย์ยังคำนวนดัชนีอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า SET Total Return Index หรือ SET TRI (ในรูปเป็นแท่งสีส้ม) ซึ่งเป็นดัชนีที่รวมเงินปันผลเข้ามาในการคำนวณด้วย ซึ่งโดยปกติหุ้นไทยจะจ่ายเงินปันผลออกมาประมาณโดยเฉลี่ยปีละ 4-5% หากดูผลตอบแทนในอดีต 14 ปีย้อนหลังตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 17% ต่อปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาตลาดให้ผลตอบแทน 19.7% นับว่าเป็นผลตอบแทนที่ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่ก็มากกว่าค่าเฉลี่ยเพียงเล็กน้อย เวลาตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะๆมันไม่แปลกหรอกครับที่หลายคนจะกลัวว่าจะไม่ไปต่อ แต่สำหรับผมเวลาตลาดหุ้นขึ้นมาเยอะๆ ยังไง นักลงทุนอย่างเรา ก็ต้อง “Stay Invest” อยู่ดี สิ่งที่ต้องมีเพิ่มเติมก็คือ “Diversification” หรือ การกระจายการลงทุน นั่นเอง

ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นประเภทที่แตกต่างจากพวก Big Cap ไว้บ้าง ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ใช่ครับ ผมพูดถึง Mid & Small Cap

“แล้วหุ้นขนาดกลางขนาดเล็กมันจี๊ดแค่ไหนเหรอ?”

UTSME02

ขนาดของบริษัทหรือมูลค่าตลาดที่เราเรียกว่า Market Cap จะเป็นตัวกำหนดว่าหุ้นแต่ละตัวนั้นมีขนาดใหญ่ กลาง หรือเล็ก สำหรับหุ้นขนาดกลางนั้น Market Cap มักจะต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท และหุ้นขนาดเล็กมักจะต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท โดยทั่วไปกองทุนต่าง ๆ มักจะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและใหญ่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 250 ตัว ซึ่งหุ้นใหญ่ ๆ มักเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วไปและนักลงทุนต่างชาติ เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง ไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลมาก มีนักวิเคราะห์คอยติดตามให้ แต่ก็มีข้อเสียคือ “มันมักจะใหญ่ได้อีกไม่มาก” บริษัทที่มีขนาด 5 หมื่นล้านบาทจะโตเป็น 1 แสนล้านบาทนั้นไม่ง่าย… นั่นแหละครับเป็นจุดที่ทำให้หุ้นขนาดกลางขนาดเล็กมักมีความน่าสนใจ ซึ่งหุ้นขนาดกลาง/เล็กนั้นจะทะเบียนอยู่ในตลาดประมาณ 320 ตัว ผมบอกได้เลยครับว่า “มันไม่ได้น่าสนใจทุกตัวหรอกนะ 555”

UTSME03

“ลงทุนในหุ้นกลาง & เล็กแล้วได้อะไร?”

ตั้งแต่อยู่ในแวดวงการลงทุนมา นักลงทุนแทบทั้งหมดที่ผมเคยคุยด้วยมักจะสร้างความมั่งคั่งมาจากการลงทุนในหุ้น(เคย)เล็กมาก่อนกันทั้งนั้น ทำไมนะเหรอครับ? เพราะว่าเวลาที่เราลงทุน สิ่งที่เราต้องการคือ “กำไร” ซึ่งได้มาจากทั้งเงินปันผลและ capital gain การที่บริษัทเล็กหรือกลางจะกลายเป็นหุ้นขนาดใหญ่นั้นทำได้ไม่ยากเลย การที่บริษัทขนาดเล็กที่มี market cap 3,000 ล้านจะโตเป็นบริษัทขนาดกลางที่มีขนาด 6,000 ล้านบาทไม่ใช่เรื่องยาก และก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าเก่งจริง อยู่ในจังหวะที่ถูกต้อง และมีผลิตภัณฑ์หรือบริการที่สร้างความแตกต่างได้ ผมเห็นหุ้นเปลี่ยนชีวิตพวกนี้หลายตัวในช่วงเวลาที่ผมอยู่ในตลาดการลงทุน ท่านที่อยู่ในตลาดมาซักระยะก็น่าจะเห็นเหมือนกัน

แน่นอนว่าสิ่งที่เราอยากเห็นคืออยากให้หุ้นเล็ก ๆ ที่เราถืออยู่ในพอร์ทเลื่อนชั้นเป็นหุ้นขนาดกลาง แน่นอนว่าบริษัทนั้นต้องเติบโตเป็นเท่าตัว ผู้บริหารอาจผ่านการลองผิดลองถูกมาแล้วหลายครั้ง ผลการดำเนินงานของบริษัทอาจขึ้นบ้างลงบ้างตามความถูกผิดของสิ่งที่ทำไป แน่นอนว่ามันมาพร้อมกับราคาหุ้นที่เคลื่อนไหวแบบรถไฟเหาะ “ขึ้นได้ถึงดอยและลงได้ถึงเหว” นั่นแหละครับคือความเสี่ยงของหุ้นขนาดกลาง/เล็ก ถึงแม้จะมีความเสี่ยงสูงผมก็ยังสนใจหุ้นกลุ่มนี้อยู่มากนะ เพราะมันสามารถสร้างผลตอบแทนได้เยอะจริง แต่ก่อนที่จะลงทุนต้องทำการบ้านอย่างหนักมาก ๆๆๆๆ ถ้าดูคร่าวๆแล้วไปลงทุนแนะนำว่าอย่าเลยครับ โอกาสเจ๊งเยอะกว่าโอกาสกำไร ก่อนลงทุนเราต้องทำการบ้านหนักจริง ๆ ต้องหาหุ้นที่สามารถเติบโตได้สูง ๆ และเหมาะกับสภาพเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

“แล้วอะไรทำให้หุ้นกลาง/เล็กเติบโตได้เยอะๆ หละ?”

ก็คงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่แล้วครับ ถ้าอยู่ในช่วงเศรษฐกิจฝืดเคืองจะให้หุ้นโตเป็นเด้ง ๆ ก็คงยาก แต่ผมให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจไทยมากกว่าเพราะหุ้นที่เราจะลงล้วนทำธุรกิจในประเทศไทยทั้งนั้น ในช่วงปีสองปีนี้สิ่งที่ผมคิดว่าจะเป็นตัวช่วยเศรษฐกิจไทยหลักๆคือ Mega Trend ภายในประเทศนั่นเองตัวอย่างเช่น

  • Mega Trend ด้านการสื่อสาร – การสื่อสารเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนากันเรื่อย ๆ อยู่แล้ว โดยเฉลี่ยในแต่ระรอบมักจะใช้เวลาประมาณ 4-7 ปี เราเห็นมาตั้งแต่ยุค 3G ยุค 4G เดี๋ยวก็มีมาอีกไปเรื่อย ๆ ไม่รู้จะถึง 100G รึเปล่า 555 ซึ่งการเปลี่ยนแต่ละทีแน่นอนว่าจุดเริ่มคือบริษัทสื่อสารเจ้าใหญ่ ๆ เพื่อให้มีระบบใหม่ ๆ ที่ทันสมัยและรวดเร็วไว้ให้บริการ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือการเปลี่ยนระบบแต่ละตั้ง ต้องลงทุนในระบบและอุปกรณ์เป็นจำนวนเงินมหาศาล ซึ่งตรงนี้และหุ้นขนาดกลาง/เล็กที่ทำธุรกิจการติดตั้ง/จำหน่าย/นำเข้าอุปกรณ์เหล่านี้ได้ประโยชน์ไปตามๆกัน…
  • Mega Trend ด้านโครงสร้างพื้นฐาน – ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีส้ม ชมพู เหลือ (ผมเรียกว่ารถไฟฟ้าสายสีรุ้งแล้วกันนะเยอะเกิ๊นนน) การขนส่งระบบรางทั้งรางคู่รางเดี่ยว การสร้างถนนใหม่ๆ รวมถึงการสร้างและการขยายสนามบิน ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ๆทั้งนั้น ซึ่งผู้ประมูลโครงการ Mega Project เหล่านี้ก็หนีไม่พ้นบริษัทรับเหมาก่อสร้างชื่อดังในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้น และรู้หรือไม่ครับว่าบริษัทรับเหมาใหญ่ๆเหล่านั้นมักจะเอาเงินไปจ้างบริษัทรับเหมาขนาดกลาง/เล็กเพื่อทำงานแทน หรือที่เราเรียกว่า Sub Contract นั่นเอง ซึ่งนี่แหละครับจะทำให้บริษัทรับเหมาขนาดกลางเล็กมีรายได้โตเป็นเท่า ๆ ได้เลยทีเดียวเนื่องจากกำไรที่เคยมีนั้นยังไม่มากนัก…
  • Mega Trend ด้านการเปิด AEC – ประเทศไทยของเราจัดว่าเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคบริษัทที่ทำธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกขนาดกลาง/เล็กนี่ได้รับประโยชน์กันไปเต็มๆ รวมถึงสินค้าอุปโภค/บริโภค/ค้าปลีกต่าง ๆ ที่มีแบรนด์ที่เข้มแข็งและมีสาขากระจายอยู่ตามหัวเมืองก็มีแนวโน้มว่าจะได้รับประโยชน์เช่นกัน ประเทศเพื่อนบ้านเรายังนิยมสินค้าจากประเทศไทยอยู่มาก การที่มีการเปิด AEC จะทำให้สินค้าแบรนด์ไทยต่าง ๆ มีตลาดที่ใหญ่มากขึ้น การค้าขายต่าง ๆ ทำได้คล่องตัวขึ้น แน่นอนครับยอดขายที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับกำไรที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน…

นี่เป็นตัวอย่าง Mega Trend ในประเทศไทยบางกลุ่มเท่านั้นนะครับ จริง ๆ แล้วยังมีอีกหลายอย่างเช่น เรื่องของสังคมผู้สูงอายุที่มาพร้อมกับธุรกิจโรจพญาบาล ธุรกิจพลังงานทางเลือกที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ธุรกิจการกู้ขนาดเล็กหรือ nano-finance ที่กำลังเติบโตมาก และยังมีอีกหลาย Mega Trend ที่ผมไม่ได้พูดถึงในที่นี้ครับ

“แล้วลงทุนอย่างไรดี?”

หุ้นกลาง/เล็กมีความเสี่ยงเยอะ นักลงทุนบางท่านอดทนผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายปีกว่าจะเป็นอย่างที่หวังไว้ บางท่านพังพับไม่เป็นท่าก็มี สำหรับนักลงทุนที่มีเวลาเยอะและความสามารถการวิเคราะห์เข้าขั้นสุด ควรใช้เวลากับหุ้นแต่ละตัวให้มากและคิดให้รอบครอบก่อนลงทุน แต่สำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ที่มีงานประจำหรือไม่มีเวลาติดตามมากพอก็สามารถลงทุนในหุ้นกลาง/เล็กได้นะครับ วิธีที่เหมาะสมแนะนำเป็นการลงทุนในกองทุนรวมจะดีกว่า เนื่องจากมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลและจัดการให้ พวกนี้เค้าอยู่กับตลาดทั้งวันทุกวัน นั่งวิเคราะห์บริษัทกันอย่างสม่ำเสมอว่าจะหุ้นแต่ละตัวยังไปในทิศทางที่คาดไว้หรือไม่ กองทุนหุ้นขนาดกลาง/เล็กมีหลายกองทุนที่น่าสนใจครับ แต่วันนี้ผมขอแนะนำกองทุนเปิด ยูไนเต็ด ไทย สมอล์ แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ฟันด์ ชื่อย่อว่า UTSME จากบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย)

“UTSME กองดีดีที่มีของเสมอ”

UTSME04

กองทุนนี้เป็นกองทุนน้องใหม่จากทีมผู้จัดการกองทุนมือเก๋าที่มีประสบการณ์เฉลี่ยกว่า 15 ปี ทางบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ได้จัดตั้งกองทุนนี้มาเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2558 แม้จะเป็นเวลาเพียง 1 ปีครึ่ง แต่กองทุนนี้ (เส้นสีขาว) สร้างผลตอบแทนได้ถึงกว่า +51.65% (ข้อมูลจาก Bloomberg ณ.วันที่ 26/8/15 – 14/2/17 ในขณะที่ SET Index (เส้นสีส้ม) ให้ผลตอบแทน 19.6% และ FTSE Thai Mid/Small Cap Index (เส้นสีฟ้า) ให้ผลตอบแทน 28.9% เรียกว่าชนะทั้งสองดัชนีอย่างขาดลอยถึง 23% และ 32% ตามลำดับ จริงอยู่ว่าผลตอบแทนในอดีตไม่สามารถบอกอนาคตได้ แต่มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์ผีมือในช่วงที่ผ่านมาว่าเจ๋งแค่ไหน…

UTSME05

เริ่มน่าสนใจรึยังครับ? ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ขั้นตอนและกระบวนการวิเคราะห์เป็นสิ่งสำคัญ จากหุ้นกว่า 320 ตัวที่อยู่ในกลุ่มที่สามารถลงทุนได้ (Stock Universe) ผ่านตะแกรงร่อนถึง 3 ชั้นกว่าจะได้หุ้นที่คิดว่าใช่จริง ๆ และยังมีระบบการติดตามหุ้นแต่ละตัวที่ลงทุนไปอย่างสม่ำเสมอ

“Step 1 : คัดกรองหุ้นเบื้องต้น” – ในขั้นแรกคือการคัดกรองด้วยข้อมูลทางสถิติต่าง ๆ เช่น Market Cap ของหุ้นต้องใหญ่กว่า 2,000 ล้านบาท ทำให้ได้หุ้นที่เริ่มเติบโตและเริ่มที่น่าสนใจเข้าลงทุน นอกจากนั้นหุ้นเล็ก ๆ มักไม่ค่อยมีสภาพคล่อง ถ้าเข้าไปแล้วติดคงจะปวดหัวน่าดู จึงได้ใช้ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยในสัปดาห์เป็นอีกตะแกรงในการร่อนหุ้น โดยต้องเป็นหุ้นที่มีการซื้อขายมากกว่า 200 ล้านบาทถึงจะเข้าข่ายเรื่องขนาดและสภาพคล่อง

“Step 2 : วิเคราะห์และคัดเลือกหุ้น” – เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด โดยเป็นการวิเคราะห์ทิศทางและภาพรวมของแต่ละอุตสาหกรรม (Top-down) เรื่อง Mega Trend ต่าง ๆ ก็จะมีผลในการเข้ามาวิเคราะห์ในขั้นตอนนี้ครับ รวมถึงการวิเคราะห์หุ้นรายตัวโดยใช้ปัจจัยพื้นฐานหรือการทำ Bottom-up เพื่อช่วยคัดกรองหุ้นที่พื้นฐานดีดีเข้ามาในพอร์ทการลงทุน ซึ่งเป็นขั้นตอนที่เข้มข้นมากทีเดียว ทีนี้จากหุ้นกว่า 320 ตัว เหลือเพียง 100-130 ตัวเท่านั้นที่ผ่านขั้นตอนนี้ไปได้

“Step 3 : จัดทำพอร์ตการลงทุน” – ขั้นนี้เป็นขั้นตอนที่เรียกว่าเหนื่อยและยากที่สุดทีมผู้จัดการกองทุนทำการวิเคราะห์หุ้นแต่ละตัวอย่างละเอียดเพื่อจัดทำเป็นพอร์ทการลงทุนขึ้นมา รวมถึงยังได้คำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงเฉพาะตัวของหุ้นต่าง ๆ และคัดเลือกหุ้นให้เข้ามาอยู่ในพอร์ตการลงทุนเพียง 20-30 ตัวเท่านั้น

“Step 4 : ติดตามพอร์ตการลงทุน” – ขั้นนี้เป็นขั้นตอนที่นักลงทุนหลายคนอาจหลงลืมไป แต่เป็นขั้นตอนที่สำคัญมากคือการติดตามหุ้นแต่ละตัวที่ลงทุนไปแล้วว่ายังคงมีราคาเหมาะสมหรือไม่และยังมีแนวโน้มที่คาดไว้ก่อนหน้าหรือไม่ ซึ่งต้องอาศัยการติดตามอย่างสม่ำเสมอ หากเกิดอะไรผิดพลาดจะได้แก้ไขได้ทัน

กองทุน UTSME นับว่ามีจุดเด่นที่จับ Mega Trend ต่าง ๆ ได้อย่างถูกจังหวะ และใช้กระบวนการคัดเลือกที่เหมาะสมและเป็นมืออาชีพจากทีมผู้จัดการกองทุนคุณภาพ หลังจากดู Fund Fact Sheet ของกองทุนแล้วนับว่าเลือกหุ้น Top 5 ได้โดนใจวัยรุ่นมากครับมีทั้ง KTC, NETBAY, BEAUTY, GL และ COM7 (ข้อมูลณ.เดือนมกราคม 2560 ) ซึ่งจัดว่าเป็นหุ้นเด็ดในช่วงเวลานั้นเลยทีเดียว ปัจจุบันกองทุนกองนี้มีเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า 1% (Front-end Fee) และมีค่าธรรมเนียมการจัดการที่ 1.61% (Management Fee) รวม VAT แล้ว พอ ๆ กับกองอื่น ในตลาดแต่พอดูผลตอบแทนแล้วส่วนตัวรู้สึกว่าคุ้มค่าขึ้นมาทันที

ปัญหาของหุ้นเล็กคือกองมันไม่เล็กอีกต่อไป เราเคยเห็นบางกองทุนที่ลงทุนในหุ้นกลาง/เล็กประสบความสำเร็จมาก ๆ ในช่วงแรก แต่พอระยะหลังสร้างผลตอบแทนได้ไม่ค่อยดีเพราะกองทุนมีขนาดใหญ่เกินไป แต่ปัญหานี้ยังไม่เกิดกับกอง UTSME ครับเนื่องจากกองทุนนี้มีจดทะเบียนไว้เพียง 1,000 ล้านบาทและปัจจุบันมีขนาดเพียง 677 ล้านบาท (ณ วันที่ 16 ก.พ. 60) ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าใกล้เต็มแล้วทางบลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จะเพิ่มวงเงินจดทะเบียนหรือไม่ แต่เท่าที่เคยสัมผัสกองทุนหุ้นขนาดกลาง/เล็กมีขนาดไม่เกิน 5,000 ล้านบาทจะลงทุนได้ค่อนข้างคล่องตัว

หุ้นผีบอก หุ้นเข้าฝัน หุ้นปั่น หุ้นเจ้าเข้า ขอให้เพลาๆลงกันหน่อย ผมยังไม่เคยเห็นใครประสบความสำเร็จจากการลงทุนหุ้นด้วยการ “ฟัง” เลย

มาศึกษาข้อมูลกันให้ละเอียด เข้าใจวิธีและแนวคิดให้เยอะ แล้วเริ่มต้นลงทุนอย่างมีสติ นี่ละที่มืออาชีพทำกัน

โชดดีในการลงทุนครับ

 

Facebook Comments

There are 0 comments

ใส่ความเห็น

Copyright © iammrmessenger.com. All rights reserved.